พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ลาภสักการสังยุตต์ · ปฐมวรรค
๑๐. สคัยหกสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕๗–๕๕๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ลาภสักการสังยุตต์ ปฐมวรรค สคัยหกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๒๖ หน้า ๖๕๒–๖๕๕
ไม่รักษาวาจา. ผู้ตรึกกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าไม่รักษาจิต. บทว่าอนุปฏฺฐิตาย สติยา ได้แก่ ไม่ดำรงกายคตาสติไว้.
จบอรรถกถาเวรัมภสูตรที่ ๙
๑๐. สคัยหกสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะตายไปตกอบายเป็นต้น
[๕๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลาย ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อนึ่ง เราเห็นคนบางคนในโลกนี้อันความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิต เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลายต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นคนบางตนในโลกนี้ อันสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองอย่างครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไปเพราะกายแตกทำลาย ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
[๕๕๙ ] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสคำไวยา-กรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
สมาธิของผู้ใด ที่เขาสักการะอยู่ด้วยผลสมาธิ
หาประมาณมิได้ ไม่หวั่นไหว้ด้วยสักการะ และความ
เสื่อมสักการะ ผู้นั้นเพ่งอยู่ ทำความเพียรเป็นไป
ติดต่อ เห็นแจ้งด้วยทิฏฐิอย่างละเอียด ยินดีในพระ
นิพพานเป็นที่สิ้นอุปาทาน บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า
สัปปุรุษ ดังนี้.
จบสคัยหกสูตรที่ ๑๐
จบปฐมวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุทธกสูตร ๒. พฬิสสูตร ๓. กุมมสูตร๔. ทีฆโลมสูตร ๕. เอฬกสูตร ๖. อสนิสูตร๗. ทิฏฐิสูตร ๘. สิคาลสูตร ๙. เวรัมภสูตร
๑๐. สคัยหกสูตร
อรรถกถาสคัยหกสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในสคัยหกสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อสกฺการเน จูภยํ ได้แก่ อสักการะ ๒ อย่าง. บทว่าสมาธิ คืออรหัตผลสมาธิ. ก็สมาธินั้น ไม่หวั่นไหวด้วยอสักการะนั้น.
บทว่า อปฺปมาณวิหาริโน คืออยู่ด้วยผลสมาธิ หาประมาณมิได้. บทว่าสาตติกํ คือทำติดต่อกัน. บทว่า สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ ความว่า ชื่อ
ว่าเห็นแจ้งเพราะมาเริ่มตั้งวิปัสสนาในอรหัตมรรคทิฏฐิ เพื่อประโยชน์แก่ทิฏฐิอันละเอียดในผลสมาบัติ. บทว่า อุปาทานกฺขยารามํ ได้แก่ ยินดีในนิพพาน กล่าวคือเป็นที่สิ้นอุปาทาน. บทว่า อาหุ สปฺปุริโสได้แก่ กล่าว.
จบอรรถกถาสคัยหกสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาปฐมวรรคที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
๑. สุวัณณปาติสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะเป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
[๕๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะถาดทองคำ อันเต็มด้วยผงเงินเป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสาทั้งที่รู้ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ
อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบสุวัณณปาติสูตรที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
อรรถกถาสุวัณณปาติสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยใน สุวัณณปาติสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
จบ ๑๐. สคัยหกสูตร