arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อนมตัคคสังยุตต์ · ปฐมวรรค

๗. สาวกสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๓–๔๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อนมตัคคสังยุตต์ ปฐมวรรค สาวกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๒๔๘–๒๔๙

หน้า ๒๔๘

๗. สาวกสูตร

ว่าด้วยกำหนดจำนวนกัปด้วยอุปมาถึงสาวก

{๔๓๓}[๑๓๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี...

ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ...

ภิกษุเหล่านั้นนั่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากเท่าไรหนอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากนัก มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัป มีเท่านี้

๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป”

“ก็พระองค์พอจะทรงอุปมาได้ไหม พระพุทธเจ้าข้า”

{๔๓๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พอจะอุปมาได้ ภิกษุทั้งหลาย”แล้ว

ตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสาวก ๔ รูปในศาสนานี้เป็นผู้มีอายุ ๑๐๐ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปี หากว่าท่านเหล่านั้นพึงระลึกถอยหลังไปได้วันละ ๑๐๐,๐๐๐ กัปกัปที่ท่านเหล่านั้นยังระลึกไปไม่ถึงพึงยังมีอยู่อีก สาวก ๔รูปของเราผู้มีอายุ ๑๐๐ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปี พึงทำกาละเมื่ออายุรูปละ ๑๐๐ ปี โดยแท้แล กัปที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากอย่างนี้แล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัปมีเท่านี้ ๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร ... เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ ...

เพียงพอจะหลุดพ้นในสังขารทั้งหลายกัน” (๗)

หน้า ๒๔๙

๘. คงคาสูตร

ว่าด้วยกำหนดจำนวนด้วยอุปมาแม่นํ้าคงคา

{๔๓๕}[๑๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล

พราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้

ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป

แล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พราหมณ์นั้นนั่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ กัปที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากเท่าไรหนอแล”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไป

แล้วล่วงไปแล้วมีมากนัก มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัป มีเท่านี้

๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐กัป”

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พระองค์พอจะทรงอุปมาได้ไหม พระ

พุทธเจ้าข้า”

{๔๓๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พอจะอุปมาได้ พราหมณ์” แล้วจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนพราหมณ์ แม่นํ้าคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใด และย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ณ ที่ใด เม็ดทรายในระยะนี้ไม่เป็นของง่ายที่นับว่า มีเท่านี้เม็ดมีเท่านี้ ๑๐๐ เม็ด มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ เม็ด หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด ดูก่อน

พราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากกว่าเม็ดทรายเหล่านั้น

มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัป มีเท่านี้ ๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัปหรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนพรหมณ์ เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายได้เสวยทุกข์ ได้เสวยความเผ็ดร้อน ได้

จบ ๗. สาวกสูตร