พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อนมตัคคสังยุตต์ · ปฐมวรรค
๘. คงคาสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๕–๔๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อนมตัคคสังยุตต์ ปฐมวรรค คงคาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๒๔๙–๒๕๐
๘. คงคาสูตร
ว่าด้วยกำหนดจำนวนด้วยอุปมาแม่นํ้าคงคา
{๔๓๕}[๑๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล
พราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป
แล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พราหมณ์นั้นนั่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ กัปที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากเท่าไรหนอแล”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไป
แล้วล่วงไปแล้วมีมากนัก มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัป มีเท่านี้
๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐กัป”
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พระองค์พอจะทรงอุปมาได้ไหม พระ
พุทธเจ้าข้า”
{๔๓๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พอจะอุปมาได้ พราหมณ์” แล้วจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนพราหมณ์ แม่นํ้าคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใด และย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ณ ที่ใด เม็ดทรายในระยะนี้ไม่เป็นของง่ายที่นับว่า มีเท่านี้เม็ดมีเท่านี้ ๑๐๐ เม็ด มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ เม็ด หรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด ดูก่อน
พราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีมากกว่าเม็ดทรายเหล่านั้น
มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า มีเท่านี้กัป มีเท่านี้ ๑๐๐ กัป มีเท่านี้ ๑,๐๐๐ กัปหรือว่ามีเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนพรหมณ์ เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายได้เสวยทุกข์ ได้เสวยความเผ็ดร้อน ได้
เสวยความพินาศ ได้เพิ่มพูนป่าช้ากันมาตลอดกาลนาน ฉันนั้น ดูก่อน
พราหมณ์ เหตุเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเบื่อหน่าย เพียงพอที่จะคลายกำหนัดเพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน”
{๔๓๗}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ผู้นั้นได้กราบทูลว่า“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก ... ท่านพระโคดม ขอท่านพระโคดมได้โปรดจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” (๘)
๙. ทัณฑสูตร
ว่าด้วยรู้ที่สุดสังสารวัฏไม่ได้เหมือนท่อนไม้ตก
{๔๓๘}[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ
{๔๓๙}... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่ถูกโยนขึ้นไปบนอากาศ
บางครั้งก็ตกลงทางโคน บางครั้งก็ตกลงทางขวาง บางครั้งก็ตกลงทางปลายแม้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราว
ก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าสังสารวัฏนี้
ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ ... เพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน” (๙)
จบ ๘. คงคาสูตร