พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ราหุลสังยุตต์ · ปฐมวรรค
๑. จักขุสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๙–๖๐๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ราหุลสังยุตต์ ปฐมวรรค จักขุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๓๒๖–๓๒๗
๗. ราหุลสังยุต
๑.ปฐมวรรค
๑.จักขุสูตร
ว่าด้วยอายตนะมีจักษุเป็นต้นไม่เที่ยง
{๕๙๙}[๑๘๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของอนาบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระราหุลเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระราหุลนั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อพอที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วจะพึงหลีกออกจากหมู่อยู่ตามลำพัง ไม่ประมาทมีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ด้วยเถิด”
{๖๐๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนราหุล เธอจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
ท่านพระราหุลกราบทูลว่า “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรละหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา”
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าพุทธข้า”
“ดูก่อนราหุล โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง,,“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรละหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั้นของเรา เราเป็นนั้น นั้นเป็นอัตตาของเรา,
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{๖๐๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในโสตะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในกายย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ (๑)
(พึงทำสูตรทั้ง ๑๐ สูตร โดยไปยาลอย่างนี้)
๒. รูปสูตร
ว่าด้วยอายตนะมีรูปเป็นต้นไม่เที่ยง
{๖๐๒} [๑๘๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามดังนี้ว่า “ดูก่อนราหุล เธอ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ...
ธรรมารมณ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
ท่านพระราหุลกราบทูลว่า “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
จบ ๑. จักขุสูตร