พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · คหบดีวรรค
๔. โลกนิโรธสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๔–๑๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในคหบดีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ คหบดีวรรค โลกนิโรธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๐๕–๑๐๖
๔. โลกสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งทุกข์และความดับแห่งทุกข์
{๑๖๔}[๔๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า’ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุทั้งหลายทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดแห่งโลก เป็นไฉน คือ เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมกันแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งโลก
เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ...
เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ
อุปายาส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก
- ๑โลก ในพระสูตรนี้หมายถึงสังขารโลก คือสิ่งที่ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (สํ.นิ.อ.๘๕)
{๑๖๕}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน คือ เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมกันแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก
เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ...
เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...
เพราะอาศัยลิ้นและรส ...
เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ...
เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทาน จึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก” (๔)
๕. ญาติกสูตร
ว่าด้วยจักษุและรูปทำให้เกิดวิญญาณ
{๑๖๖}[๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
จบ ๔. โลกนิโรธสูตร