พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · คหบดีวรรค
๕. ญาติกสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๖–๑๖๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในคหบดีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ คหบดีวรรค ญาติกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๐๖–๑๐๘
{๑๖๕}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน คือ เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมกันแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก
เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ...
เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...
เพราะอาศัยลิ้นและรส ...
เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ...
เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทาน จึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก” (๔)
๕. ญาติกสูตร
ว่าด้วยจักษุและรูปทำให้เกิดวิญญาณ
{๑๖๖}[๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พักที่ก่อสร้างด้วยอิฐ ใกล้หมู่พระประยูรญาติ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน ได้ตรัสธรรมบรรยายนี้ว่า
“เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ...
เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...
เพราะอาศัยลิ้นและรส ...
เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ...
เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ...
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
{๑๖๗}เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมกันแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้
เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ ...
เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...
เพราะอาศัยลิ้นและรส ...
เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ...
เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมกันแห่ง
ธรรม ๓ ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเองดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั้นย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้”
{๑๖๘} ก็สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นภิกษุรูปนั้น ครั้นเห็นแล้วจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุเธอได้ฟังธรรมบรรยายนี้หรือ”
ภิกษุรูปนั้นทูลรับว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ฟังอย่างนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอจงศึกษาเล่าเรียน จงทรงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ธรรมบรรยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ” (๕)
๖. อัญญตรพราหมณสูตร
ว่าด้วยทำเหตุอย่างใด ได้รับผลอย่างนั้น
{๑๖๙}[๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...
{๑๗๐} ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พราหมณ์นั้นนั่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ท่านพระโคดม คนนั้นทำเอง คนนั้นย่อมได้รับผลเองใช่ไหม”
- ๑เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึงเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นบุรพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรลุมรรคผล (ม.ม.อ. ๒๕๗, สํ.ส.อ. ๑๐๓, ส.นิ.อง ๘๖)
จบ ๕. ญาติกสูตร