พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · กัสสปสังยุตต์
๓. จันทูปมสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๐–๔๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๓ ในกัสสปสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์ จันทูปมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๒๖๖–๒๖๙
ความเสียประโยชน์แก่เรา, ย่อมเกรงกลัวด้วยคิดว่า ‘อกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เราเมื่อเรายังละไม่ได้จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์แก่เรา, ย่อมเกรงกลัวด้วยคิดว่า ‘กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เราเมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์แก่เรา’ ย่อมเกรงกลัวด้วย
คิดว่า ‘กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อหมดไป จะพึงเป็นไปเพื่อความ
เสียประโยชน์แก่เรา, อาวุโส อย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีความเกรงกลัว
อาวุโส ภิกษุผู้มีความเพียรเผากิเลส มีความเกรงกลัวอย่างนี้แล เป็นผู้ควรแก่การตรัสรู้ ควรแก่พระนิพพาน ควรแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม,, (๒)
๓. จันทูปมสูตร
ว่าด้วยประพฤติตัวเหมือนดวงจันทร์
{๔๗๐}[๑๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงเป็นเหมือนดวงจันทร์ เข้าไปสู่ตระกูล ดึงกายดึงจิตออก เป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย
- ๑จงเป็นเหมือนดวงจันทร์ หมายถึงจงประพฤติตนโดยที่ไม่ทำความสนิทสนม ไม่เสน่หา ไม่อาลัย ไม่ยึดติดกับใคร ๆ เหมือนดวงจันทร์ลอยอยู่บนนภากาศไปตามปกติของตนโดยไม่ข้องแวะ ไม่พัก ติดขัดอยู่กับสิ่งใดๆ ซึ่งก็เป็นที่รักที่ปรารถนาของมหาชนได้ อีกนัยหนึ่ง ดวงจันทร์ทำหน้าที่กำจัดความมืด ให้แสงสว่างยามค่ำคืน ฉันใด ภิกษุก็จงเป็นเหมือนดวงจันทร์ด้วยการกำจัด ความมืดคือกิเลสและแผ่แสงสว่างด้วยญาณปัญญา ฉันนั้น (สํ.นิ.อ. ๑๘๖)
- ๒ดึงกายดึงจิตออก หมายถึงเมื่อไม่กระทำความสนิทสนมเป็นต้นกับใคร ๆ ชื่อว่าดึงกายดึงจิตออก อีกนัยหนึ่ง เมื่อไม่ตรึกถึงกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าดึงจิตออก เมื่ออยู่ป่าหรือที่สงัด ชื่อว่าดึงกายออก เมื่อทั้งอยู่ป่าและไม่ตรึกถึงกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าดึงกายและจิตออก ( นัย สํ.นิ.อ. ๑๘๗)
- ๓เป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ หมายถึงให้ทำตนเป็นเหมือนอาคันตุกะที่เข้าไปสู่ตระกูล ถ้าเจ้าของบ้านเลื่อมใสนิมนต์ให้ฉัน ก็ฉัน แต่ถ้าไม่เลื่อมใส ก็ไม่ควรเข้าไปทำความสนิทสนม (สํ.นิ.อ. ๑๘๗)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษแลดูบ่อนํ้าซึ่งคร่ำคร่า หรือที่
เป็นหลุมเป็นบ่อบนภูเขา หรือแม่นํ้าที่ขาดเป็นห้วง ๆ ดึงกายดึงจิตออก ฉันใดเธอทั้งหลายก็จงเป็นเหมือนดวงจันทร์เข้าไปสู่ตระกูล ดึงกายดึงจิตออก เป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย ฉันนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปะเป็นเหมือนดวงจันทร์เข้าไปสู่ตระกูล ดึงกายดึงจิตออก เป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
{๔๗๑} เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุชนิดไรจึงสมควรเข้าไปสู่ตระกูล”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ
พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้
แนะนำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโบกฝ่าพระหัตถ์ในอากาศตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ามือในอากาศนี้ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพัน ฉันใด
ก็ฉันนั้นเแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดเข้าไปสู่ตระกูล มีจิตไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพันในตระกูลทั้งหลายด้วยคิดว่า ‘ผู้ปรารถนาลาภจงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนาบุญจงทำบุญ, เป็นผู้พลอยพอใจดีใจด้วยลาภของคนอื่น ๆ เหมือนอย่างพอใจ
ดีใจด้วยลาภของตนฉะนั้น ภิกษุผู้เห็นปานนี้แลจึงควรเข้าไปสู่ตระกูล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปะผู้เข้าไปสู่ตระกูลก็มีจิตไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่
พัวพันในตระกูลทั้งหลายด้วยคิดว่า ‘ผู้ปรารถนาลาภจงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนา
บุญจงทำบุญ, กัสสปะเป็นผู้พลอยพอใจดีใจด้วยลาภของคนอื่น ๆ เหมือน
อย่างพอใจดีใจด้วยลาภของตนฉะนั้น
{๔๗๒} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไรไม่บริสุทธิ์ ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไรบริสุทธิ์
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ
พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้,,
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใด
เป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ คนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นพึงแล้วพึงเสื่อมใสธรรม ผู้ที่เสื่อมใสแล้วนั้นแลจะพึงแสดงอาการที่เสื่อมใสต่อเรา, ดังนี้แล้วแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แลจัดว่าไม่บริสุทธิ์
ส่วนภิกษุใดเป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดูควรน้อมเข้ามา อันวิญณูชนพึงรู้เฉพาะตน, โอหนอ คนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นพึงแล้วจะพึงรู้ทั่วถึงธรรม ก็แลครั้นรู้ทั้วถึงแล้ว จะพึง ปฏิบัติ
เพื่อความเป็นอย่างนั้น, ดังนี้แล้วแสดงธรรมแก่ผู้อื่น สรุปว่า เธออาศัย
ความที่พระธรรมเป็นธรรมอันดีแสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความกรุณาจึง
แสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความเอ็นดูจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความ
อนุเคราะห์จึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แลชื่อว่าบริสุทธิ์
{๔๗๓}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปะเป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน, โอหนอ
คนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้วจะพึงรู้ทั่วถึงธรรม ก็แล
ครั้นรู้ทั่วถึงแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น, ดังนี้แล้วแสดงธรรมแก่ผู้อื่น สรุปว่า เธออาศัยความที่พระธรรมเป็นธรรมอันดีแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
อาศัยความกรุณาจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความเอ็นดูจึงแสดงธรรม
แก่ผู้อื่น อาศัยความอนุเคราะห์จึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักกล่าวสอนเธอทั้งหลายตามอย่างกัสสปะ หรือผู้ใดพึงเป็นเช่นกัสสปะ เราก็จักกล่าวสอนให้ประพฤติตามผู้นั้น ก็แลเธอทั้งหลายได้รับโอวาทแล้ว พึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นอันเกิด” (๓)
๔. กุลูปกสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ควรและไม่ควรเข้าถึงตระกูล
{๔๗๔}[๑๔๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พระนครสาวัตถี ...
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุเช่นไรสมควรเข้าถึงตระกูล
ภิกษุเช่นไรไม่สมควรเข้าถึงตระกูล
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก ...”
{๔๗๕}พระผู้พระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ขอชนทั้งหลายจงให้แก่เราเท่านั้น อย่าได้ไม่ให้เลยจงให้แก่เรามาก อย่าให้น้อยเลย จงให้เราแต่ของที่ประณีตเท่านั้น อย่าให้ของที่เศร้าหมองเลย จงให้เราเร็วพลันทีเดียว อย่าให้ข้าเลย จงให้เราโดยเคารพทีเดียว อย่าให้โดยไม่เคารพเลย, ดังนี้แล้วเข้าไปสู่ตระกูล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้เข้าไปสู่ตระกูล คนทั้งหลายไม่ให้
ภิกษุย่อมอึดอัดเพราะข้อนั้น เธอย่อมเสวยทุกขโทมนัสซึ่งมีสาเหตุมาจากการ
จบ ๓. จันทูปมสูตร