พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ทิฏฐิสังยุต · โสตาปัตติวรรค
๙. สัสสตทิฏฐิสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๓–๔๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๘ ในโสตาปัตติวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรค สัสสตทิฏฐิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๓๐๐–๓๐๒
ทุกขนิโรธ แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อนั้นอริยสาวกนี้เราเรียกว่าเป็นโสดาบัน ผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า”
๙. สัสสตทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยความเห็นว่าโลกเที่ยง
{๔๓๓} [๒๑๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรหนอ
มีอยู่ เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า‘โลกเที่ยง”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ
พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก ...”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป
จึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารทั้งหลายมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’
{๔๓๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา เพราะไม่
ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง, ดังนี้ได้ไหม”
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา เพราะไม่
ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงมีทิฏฐิแกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง, ดังนี้ได้'ไหม,,
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“แม้สิ่งใดที่บุคคลเห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว ถึงแล้ว
แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจ สิ่งนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยงเล่า”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา เพราะไม่
ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ ดังนี้ได้ไหม”
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล อริยสาวกละความสงสัยในฐานะ ๖
เหล่านี้ได้ ชื่อว่าเป็นอันละความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในทุกขสมุทัย แม้ในทุกขนิโรธ แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อนั้นอริยสาวกนี้เราเรียกว่าเป็นโสดาบัน ผู้มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า”
๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง
{๔๓๕} [๒๑๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรหนอ
มีอยู่ เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกไม่เที่ยง”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ
พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก...”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ ... เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ...
เมื่อสังขารทั้งหลายมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงมีทิฎฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกไม่เที่ยง’
ดังนี้ได้ไหม”
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“แม้สิ่งใดที่บุคคลเห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว ถึงแล้ว
แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจ สิ่งนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยงเล่า”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงมีทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โลกไม่เที่ยง’ ดังนี้ได้ไหม”
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
จบ ๙. สัสสตทิฏฐิสูตร