arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · เถรวรรค

๒. ติสสสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๔–๑๙๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรค ติสสสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๑๔๕–๑๔๘

หน้า ๑๔๕

ดูก่อนอาวุโสอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง’ ผมตอบว่า ‘ไม่เที่ยง ขอรับ’ ท่านถามว่า ‘เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง’ ผมตอบว่า ‘ไม่เที่ยง ขอรับ’ ท่านสอนว่า ‘เพราะเหตุนั้นแล อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ … ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว … กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้ โดยเหตุนี้แล ผมจึงกล่าวว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเป็นผู้มีอุปการะมากแก่พวกเราซึ่งเป็นพระนวกะ ท่านกล่าวสอนพวกเราด้วยโอวาทนี้ ก็ผมได้ตรัสรู้ธรรมเพราะฟังธรรมเทศนานี้ของท่านพระปุณณมันตานีบุตร”

๒. ติสสสูตร

ว่าด้วยตรัสสอนพระติสสะ

{๑๙๔} [๘๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ก็สมัยนั้นแล ท่านพระติสสะซึ่งเป็นโอรสของพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้าบอกแก่ภิกษุหลายรูปอย่างนี้ว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย กายของผมเป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ผม แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะ(ความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม)ย่อมครอบงำจิตของผมอยู่ ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่”

{๑๙๕} ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านติสสะผู้เป็นโอรสของพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้าบอกแก่ภิกษุหลายรูปว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย กายของผมเป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ผม แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของผมอยู่ ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่”

หน้า ๑๔๖

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วรับสั่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจงไปเรียกติสสภิกษุตามคำของเราว่า ‘ท่านติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน”

ภิกษุนั้นรับพระดำรัสแล้วเข้าไปหาท่านติสสะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วบอกแก่ท่านติสสะอย่างนี้ว่า “ท่านติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน”

ท่านพระติสสะรับคำภิกษุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านติสสะว่า “ดูก่อนติสสะ ทราบมาว่า เธอได้บอกแก่ภิกษุหลายรูปว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย กายของผมเป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ผม แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของผมอยู่ ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์และผมยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่’ ดังนี้ จริงหรือ”“จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในรูป เพราะความที่รูปนั้นแปรผันเป็นอย่างอื่นไปใช่ไหม”

“ใช่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีละ ๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนั้น ดูก่อนติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะความที่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นแปรผันเป็นอย่างอื่นไปใช่ไหม เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด … ความทะยานอยากในรูปใช่ไหม”

หน้า ๑๔๗

“ใช่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีละ ๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนั้น

{๑๙๖} ดูก่อนติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสย่อม เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะความที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นแปรผันเป็นอย่างอื่นไปใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีละ ๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนั้น … ดูก่อนติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”

“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”

“เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”

“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”

“เพราะเหตุนั้นแล ติสสะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้

{๑๙๗} ดูก่อนติสสะ เปรียบเหมือนมีบุรุษอยู่ ๒ คน บุรุษคนหนึ่งไม่รู้จักทาง บุรุษอีกคนหนึ่งรู้จักทาง คนที่ไม่รู้จักทางนั้นจึงถามทางคนที่รู้จักทาง คนที่รู้จักทางนั้นจึงบอกอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทางนี้ถูกแล้ว ท่านจงเดินไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่ง ครั้นแล้วจักพบทางสองแยก ในทางสองแยกนั้น ท่านจงละทางซ้ายเสีย จับทางขวาแล้วเดินไปตามทางนั้นเถิด ไปสักครู่หนึ่งแล้วจักพบราวป่าทึบ ท่านจงไปตามนั้น ไปสักพักหนึ่งแล้วจักพบที่ลุ่มใหญ่ที่มีเปือกตม จงไปตามทางนั้น ไปสักครู่หนึ่งแล้วจักพบหนองบึง จงไปตามทางนั้น ไปสักครู่หนึ่งแล้วจักพบภูมิภาคที่ราบเรียบ’

หน้า ๑๔๘

ดูก่อนติสสะ เราทำอุปมานี้ขึ้นเพื่อให้เข้าใจเนื้อความนี้ ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้

คำว่า บุรุษผู้ไม่รู้จักทาง นั้นเป็นชื่อแห่งปุถุชน

คำว่า บุรุษผู้รู้จักทาง นั้นเป็นชื่อแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำว่า ทางสองแยก นั้นเป็นชื่อแห่งวิจิกิจฉา

คำว่า ทางซ้าย นั้นเป็นชื่อแห่งมรรคที่ผิดอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ… มิจฉาสมาธิ

คำว่า ทางขวา นั้นเป็นชื่อแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ… สัมมาสมาธิ

คำว่า ราวป่าที่ทึบ นั้นเป็นชื่อแห่งอวิชชา

คำว่า ที่ลุ่มใหญ่ที่มีเปือกตม นั้นเป็นชื่อแห่งกามทั้งหลาย

คำว่า หนองบึง นั้นเป็นชื่อแห่งความโกรธและความคับแค้น

คำว่า ภูมิภาคที่ราบเรียบ นั้นเป็นชื่อแห่งนิพพาน

เธอจงยินดีเถิด ติสสะ เธอจงยินดีเถิด ติสสะ ตามโอวาทของเรา ตามความอนุเคราะห์ของเรา ตามคำพร่ำสอนของเรา”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระติสสะยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

๓ ยมกสูตร

ว่าด้วยยมกภิกษุเกิดความคิดเห็นที่ตํ่าช้า

{๑๙๘} [๘๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ยมกภิกษุได้เกิดความคิดเห็นที่ต่ำช้าเห็นปานนี้ว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มี

จบ ๒. ติสสสูตร