arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · อุปปาทสังยุต

๑๐. ขันธสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๙๗–๔๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในอุปปาทสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต ขันธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๓๓๘–๓๔๐

หน้า ๓๓๘

เตโชธาตุ ... แห่งวาโยธาตุ ... แห่งอากาสธาตุ ... แห่งวิญญาณธาตุ นี้เป็น ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่ง

ชรามรณะ

{๔๙๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับไม่เหลือ ความสงบระงับ ความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งปฐวีธาตุ... แห่งอาโปธาตุ... แห่งเตโชธาตุ... แห่งวาโยธาตุ ... แห่งอากาสธาตุ ... แห่งวิญญาณธาตุ ... นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งชรามรณะ”

๑๐. ขันธสูตร

ว่าด้วยความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแห่งทุกข์

{๔๙๗} [๓๒๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความ

ตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูป นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชรามรณะ ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย… แห่งวิญญาณ นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรคเป็นความปรากฏแห่งชรามรณะ

{๔๙๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับไม่เหลือ ความสงบระงับ ความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งรูป นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรคเป็นความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งชรามรณะ ความดับไม่เหลือ ความสงบ ระงับความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา … แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดำรงอยู่ไม่ได้แห่งชรามรณะ”

จบ อุปปาทสังยุต

หน้า ๓๓๙

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ

๑.จักขุสูตร ๒.รูปสูตร

๓.วิญญาณสูตร ๔.สัมผัสสสูตร

๕.สัมผัสสชาสูตร ๖.สัญญาสูตร

๗.สัญเจตนาสูตร ๘.ตัณหาสูตร

๙.ธาตุสูตร ๑๐.ขันธสูตร

หน้า ๓๔๐

๖. กิเลสสังยุต

๑. จักขุสูตร

ว่าด้วยฉันทราคะในจักษุเป็นต้นเป็นอุปกิเลสแห่งจิต

{๔๙๙} [๓๒๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในจักษุ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในโสตะ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในฆานะ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในชิวหา นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในกาย นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในมโน นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้

เมื่อนั้นจิตของเธอย่อมเป็นจิตน้อมไปในเนกขัมมะ จิตที่มีเนกขัมมะอบรมแล้วย่อมปรากฏควรแก่การงานในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นอุปกิเลสแห่งจิต หมายถึงเป็นสภาพเข้าไปทำจิตทั้ง ๔ ภูมิให้เศร้าหมอง กล่าวเฉพาะโลกุตตรจิต คือเป็นสภาพคอยห้ามกันมิให้โลกุตตรธรรมเกิดขึ้นในจิตของบุคคล (สํ.ข.อ. ๓๗๘)
  2. ๒เนกขัมมะ ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ (สํ.ข.อ. ๓๗๙)
  3. ๓ธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา หมายถึงธรรมคืออภิญญา ๖ ที่พึงทำให้แจ้งโดยพิจารณารู้ยิ่งด้วย ปัจจเวกขณญาณ(สํ.ข.อ.๓๗๙) อนึ่ง อภิญญา ความรู้ยิ่ง ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง ความรู้ขั้นสูงทั้ง ๖ คือ (๑) อิทธิวิธิ ความรู้ยิ่งที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ (๒) ทิพพโสต ความรู้ยิ่งที่ทำให้มีหูทิพย์ (๓) เจโตปริยญาณ ความรู้ยิ่งที่ทำให้กำหนดใจผู้อื่นได้ (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติ ความรู้ยิ่งที่ทำให้ระลึกชาติได้ (๕) ทิพพจักขุ ความรู้ยิ่งที่ทำให้มีตาทิพย์ (๖) อาสวักขยญาณ ความรู้ยิ่งที่ทำให้สินอาสวะ {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๖/๔๐๖}

จบ ๑๐. ขันธสูตร