พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · อวิชชาวรรค
๘. โกฏฐิตสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๘–๓๒๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในอวิชชาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรค โกฏฐิตสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๒๙–๒๓๐
๘. โกฏฐิตสูตร
ว่าด้วยพระสารีบุตรถามปัญหาพระมหาโกฏฐิตะ
{๓๒๘} [๑๓๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่กันที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่ ... แล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘อวิชชา อวิชชา’ ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร”ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และการสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า ‘อวิชชา’ และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”{๓๒๙} เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามต่อไปว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘วิชชา วิชชา’ ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร”
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในพระธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และการสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า ‘วิชชา’ และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”
๙. ทุติยโกฏฐิตสูตร
ว่าด้วยพระสารีบุตรถามปัญหาพระมหาโกฏฐิตะ สูตรที่ ๒
{๓๓๐} [๑๓๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครพาราณสี
ท่านพระสารีบุตรนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘อวิชชา อวิชชา’ ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร”
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า ‘อวิชชา’ และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”{๓๓๑} เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามต่อไปว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ มีคำที่กล่าวกันว่า ‘วิชชา วิชชา’ ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร”
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในพระธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า ‘วิชชา’ และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”
จบ ๘. โกฏฐิตสูตร ที่ ๑