arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · ขัชชนิยวรรค

๖. สีหสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๕–๑๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในขัชชนิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๖. สีหสูตร

ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรค สีหสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ สีโห ภิกฺขเว มิคราชา สายณฺหสมยํ อาสยา นิกฺขมติ อาสยา นิกฺขมิตฺวา วิชมฺภติ วิชมฺภิตฺวา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกติ สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทติ ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิตฺวา โคจราย ปกฺกมติ ฯ เย หิ ๑ เกจิ ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตา ปาณา สีหสฺส มิครญฺโญ นทโต สทฺทํ สุณนฺติ เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ พิลํ พิลาสยา ปวิสนฺติ ทกํ ๒ ทกาสยา ปวิสนฺติ วนํ วนาสยา ปวิสนฺติ อากาสํ ปกฺขิโน ภชนฺติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว รญฺโญ นาคา คามนิคมราชธานีสุ ทเฬฺหหิ วรตฺเตหิ ๓ พนฺธเนหิ ๔ พนฺธา เตปิ ตานิ พนฺธนานิ สญฺฉินฺทิตฺวา สมฺปทาเลตฺวา ภีตา มุตฺตกรีสํ จชมานา ๕ เยน วา เตน วา ปลายนฺติ ฯ เอวํมหิทฺธิโก ๖ โข ภิกฺขเว สีโห มิคราชา ติรจฺฉานคตานํ ปาณานํ เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโว ฯ

ฉบับหลวง

พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราช เวลาเย็นออกจากที่อาศัยแล้ว เหยียดกายแล้ว. เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วออกเดินไปเพื่อหากิน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราชบันลือสีหนาทอยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว ความตกใจ และความสะดุ้ง จำพวกที่อาศัยอยู่ในรู ย่อมเข้ารู จำพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำ ย่อมดำน้ำ จำพวกที่อาศัยอยู่ในป่า ย่อมเข้าป่าจำพวกปักษี ย่อมบินขึ้นสู่อากาศ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพระยาช้างทั้งหลายของพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกผูกด้วยเครื่องผูก คือ เชือกหนังอันมั่นคง ในคามนิคมและราชธานี ก็สลัดทำลายเครื่องผูกเหล่านั้นจนขาด กลัวจนมูตรคูถไหล หนีเตลิดไป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราชมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย เช่นนี้แล.

บาลี (สยามรัฐ)

เอวเมว โข ภิกฺขเว ยทา ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส ธมฺมํ เทเสติ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลา อุจฺเจสุ วิมาเนสุ จิรฏฺฐิติกา เตปิ ๑ ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ อนิจฺจาว ๒ กิร โภ มยํ สมานา นิจฺจมฺหาติ อมญฺญิมฺห อทฺธุวาว กิร โภ สยํ สมานา ธุวมฺหาติ อมญฺญิมฺห อสสฺสตาว กิร โภ มยํ สมานา สสฺสตมฺหาติ อมญฺญิมฺห มยํปิ กิร โภ อนิจฺจา อทฺธุวา อสสฺสตา สกฺกายปริยาปนฺนาติ ฯ เอวํมหิทฺธิโก โข ภิกฺขเว ตถาคโต สเทวกสฺส โลกสฺส เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโวติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน ๓ สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑ โป. ยุ. หิสทฺโท นตถิ ฯ ๒ โป. อุทกํ อุทกาสยา ฯ ๓ ยุ. โยตฺเตหี ฯ

๔ ม. ยุ. พนฺธเนหีติ น ทิสฺสติ ฯ ๕ ยุ. โมจนฺตา ฯ ๖ โป. เอวํมหิทฺธิโย. ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้ง ซึ่งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า รูปเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ฯลฯ สัญญาเป็นดังนี้ ฯลฯ สังขารเป็นดังนี้ ฯลฯ วิญญาณเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นานในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวชความสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เราทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ แต่ได้เข้าใจว่าเที่ยงเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่ยั่งยืนเลย แต่ได้เข้าใจว่ายั่งยืน เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่แน่นอนเลย แต่ได้เข้าใจว่าแน่นอน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่แน่นอน นับเนื่องแล้วในกายตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าโลก กับทั้งเทวโลกเช่นนี้แล.

พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

บาลี (สยามรัฐ)

ยทา พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

สเทวกสฺส โลกสฺส สตฺถา อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

สกฺกายสฺส นิโรธญฺจ สกฺกายสฺส จ สมฺภวํ

อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ

เยปิ ทีฆายุกา เทวา วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

ภีตา สนฺตาสมาปาทุํ ๔ สีหสฺเสวิตเร มิคา ฯ

อวีติวตฺตา สกฺกายํ อนิจฺจา กิร โภ มยํ

สุตฺวา อรหโต วากฺยํ วิปฺปมุตฺตสฺส ตาทิโนติ ฯ

๑ ยุ. เตปิ โข ฯ ๒ โป. อนิจฺจา วต ฯ ๓ ยุ. วตฺวา ฯ ๔ สนฺตาสา สีหนาทํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร คือ ความเกิดพร้อมแห่งกายตน ความดับแห่งกายตน และอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐอันให้ถึงความสงบทุกข์ แก่โลกกับทั้งเทวโลก. เมื่อนั้น แม้ถึงเทวดาทั้งหลาย ผู้มีอายุยืน มีวรรณะ มียศก็กลัว ถึงความสะดุ้งว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ล่วงพ้นกายตนไปได้ ดังนี้เพราะได้สดับถ้อยคำของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่ เหมือนหมู่มฤคสะดุ้งต่อพญาสีหมฤคราชฉะนั้น.

จบ สูตรที่ ๖.

จบ ๖. สีหสูตร