arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สฬายตนวรรค

๗. สฬายตนวิภังคสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๕–๘๓๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในสฬายตนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗. สฬายตนวิภงฺคสุตฺต (๑)

๗. สฬายตนวิภังคสูตร

ว่าด้วยการจำแนกอายตนะ ๖ ประการ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑๔ หน้า ๓๖๖–๓๗๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑๔ หน้า ๔๘๗–๔๙๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวมฺเม สุตํ:- เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “ภิกฺขโว”ติ. “ภทนฺเต”ติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ. ภควา เอตทโวจ “มหาสฬายตนิกํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ, ตํ สุณาถ, สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามี”ติ. “เอวมฺภนฺเต”ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ. ภควา เอตทโวจ:

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.อิ. มหาสฬายตนิกสุตฺต
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุ ทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเนื่องด้วยอายตนะ ๖ ที่สำคัญแก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จกฺขุํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, รูเป อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, จกฺขุวิญฺญาณํ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, จกฺขุสมฺผสฺสํ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตมฺปิ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสฺมึ สารชฺชติ. รูเปสุ สารชฺชติ, จกฺขุวิญฺญาเณ สารชฺชติ, จกฺขุสมฺผสฺเส สารชฺชติ, ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตสฺมึปิ สารชฺชติ.

ตสฺส สารตฺตสฺส สํยุตฺตสฺส สมฺมูฬฺหสฺส อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุปจยํ คจฺฉนฺติ. ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, สา จสฺส ปวฑฺฒติ. ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ, เจตสิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ. กายิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ. เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ, กายิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ, เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ. โส กายิกทุกฺขมฺปิ (๑) เจโตทุกฺขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ.

โสตํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ... ฆานํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ... ชิวฺหํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ... กายํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ... มนํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, ธมฺเม ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, มโนวิญฺญาณํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, มโนสมฺผสฺสํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ, ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตมฺปิ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ มนสฺมึ สารชฺชติ, ธมฺเมสุ สารชฺชติ, มโนวิญฺญาเณ สารชฺชติ, มโนสมฺผสฺเส สารชฺชติ, ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตสฺมึปิ สารชฺชติ.

ตสฺส สารตฺตสฺส สํยุตฺตสฺส สมฺมูฬฺหสฺส อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุปจยํ คจฺฉนฺติ. ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, สา จสฺส ปวฑฺฒติ. ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ, เจตสิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ. กายิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ, เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ. กายิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ, เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ. โส กายิกทุกฺขมฺปิ เจโตทุกฺขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ. กายทุกฺขมฺปิ ก. กายิกํ ทุกฺขมฺปิ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักขุตามความเป็นจริง เมื่อไม่ รู้ไม่เห็นรูปตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักขุวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็นจักขุสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่ สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมยินดีนักใน จักขุ ย่อมยินดีนักในรูป ย่อมยินดีนักในจักขุวิญญาณ ย่อมยินดีนักในจักขุสัมผัส ย่อมยินดีนักในสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็น ปัจจัยเมื่อบุคคลนั้นยินดี หมกมุ่น ลุ่มหลง พิจารณาเห็นเป็นคุณอยู่ อุปาทาน ขันธ์ ๕ ย่อมถึงความพอกพูนขึ้นต่อไป และตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่อันสหรคต ด้วยความเพลิดเพลินยินดี ชวนให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ ก็ย่อมเจริญขึ้น ความกระวนกระวายที่เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น ความ เดือดร้อนที่เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น ความเร่าร้อนที่ เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น เขาจึงเสวยทุกข์ทางกายบ้าง เสวยทุกข์ทางใจบ้างเมื่อไม่รู้ไม่เห็นโสตะตามความเป็นจริง ...

เมื่อไม่รู้ไม่เห็นฆานะตามความเป็นจริง ...

เมื่อไม่รู้ไม่เห็นชิวหาตามความเป็นจริง ...

เมื่อไม่รู้ไม่เห็นกายตามความเป็นจริง ...

เมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโนตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นธรรมารมณ์ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโนวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโนสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสเป็นปัจจัยตามความเป็นจริง ย่อมยินดีนักในมโน ย่อมยินดีนักใน ธรรมารมณ์ ย่อมยินดีนักในมโนวิญญาณ ย่อมยินดีนักในมโนสัมผัส ย่อมยินดีนัก ในสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลนั้นยินดี หมกมุ่น ลุ่มหลง พิจารณาเห็นเป็นคุณอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมถึงความพอกพูนขึ้นต่อไป และตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่อัน สหรคตด้วยความเพลิดเพลินยินดี ชวนให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ ก็ย่อมเจริญขึ้น ความกระวนกระวายที่เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น ความ เดือดร้อนที่เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น ความเร่าร้อนที่ เป็นไปทางกายก็ดี ที่เป็นไปทางใจก็ดี ย่อมเจริญขึ้น เขาจึงเสวยทุกข์ทางกายบ้าง เสวยทุกข์ทางใจบ้าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จกฺขุญฺจ โข ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, รูเป ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, จกฺขุวิญฺญาณํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, จกฺขุสมฺผสฺสํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตมฺปิ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสฺมึ น สารชฺชติ, รูเปสุ น สารชฺชติ, จกฺขุวิญฺญาเณ น สารชฺชติ, จกฺขุสมฺผสฺเส น สารชฺชติ, ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตสฺมึปิ น สารชฺชติ.

ตสฺส อสารตฺตสฺส อสํยุตฺตสฺส อสมฺมูฬฺหสฺส อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อปจยํ คจฺฉนฺติ. ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, สา จสฺส ปหียติ. ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ. กายิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ. กายิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ. โส กายิกสุขมฺปิ เจโตสุขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นจักขุตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นรูปตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นจักขุวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นจักขุสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่ สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมไม่ยินดีใน จักขุ ย่อมไม่ยินดีในรูป ย่อมไม่ยินดีในจักขุวิญญาณ ย่อมไม่ยินดีในจักขุสัมผัส ย่อมไม่ยินดีในสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็น ปัจจัยเมื่อบุคคลนั้นไม่ยินดี ไม่หมกมุ่น ไม่หลุ่มหลง พิจารณาเห็นเป็นโทษอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมไม่ถึงความพอกพูนขึ้นต่อไป เขาย่อมละตัณหาที่นำไปสู่ภพ ใหม่อันสหรคตด้วยความเพลิดเพลินยินดี ชวนให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ ได้ เขาย่อมละความกระวนกระวายที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจ ละความเดือดร้อน ที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจ ละความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจได้ จึงเสวยสุขทางกายบ้าง เสวยสุขทางใจบ้าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยา ตถาภูตสฺส (๑) ทิฏฺฐิ, สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ. โย ตถาภูตสฺส สงฺกปฺโป, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสงฺกปฺโป. โย ตถาภูตสฺส วายาโม, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม. ยา ตถาภูตสฺส สติ, สาสฺส โหติ สมฺมาสติ. โย ตถาภูตสฺส สมาธิ, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสมาธิ. ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ. เอวมสฺสายํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ.

ตสฺส เอวํ อิมํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาวยโต จตฺตาโรปิ สติปฏฺฐานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, จตฺตาโรปิ สมฺมปฺปธานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, จตฺตาโรปิ อิทฺธิปาทา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, ปญฺจปิ อินฺทฺริยานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, ปญฺจปิ พลานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, สตฺตปิ โพชฺฌงฺคา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

ตสฺสิเม เทฺว ธมฺมา ยุคนทฺธา (๒) วตฺตนฺติ. สมโถ จ วิปสฺสนา จ. โส เย ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ปชหติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ภาเวติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา สจฺฉิกโรติ.

กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ? ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ. เสยฺยถีทํ ? รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา. กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา ? อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา.

กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา ? สมโถ จ วิปสฺสนา จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา.

กตเม ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา ? วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑สี.อิ. ยถาภูตสฺส
  2. ๒ฉ.อิ. ยุคนนฺธา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ทิฏฐิของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้น ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ ความดำริ ของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของบุคคลผู้มี ธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะ สติของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็น สัมมาสติ สมาธิของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสมาธิ ส่วนกายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเขาจัดว่าบริสุทธิ์ดีในเบื้องต้นทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ของเขาย่อมถึงความเจริญเต็มที่เมื่อบุคคลนั้นเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้อยู่อย่างนี้ สติปัฏฐาน ๔ ก็ดี สัมมัปปธาน ๔ ก็ดี อิทธิบาท ๔ ก็ดี อินทรีย์ ๕ ก็ดี พละ ๕ ก็ดี โพชฌงค์ ๗ ก็ดี ย่อมถึงความเจริญเต็มที่

ธรรม ๒ นี้ คือ (๑) สมถะ (๒) วิปัสสนา ของเขาย่อมเคียงคู่กันไป บุคคลนั้นกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละธรรมที่ควรละด้วย ปัญญาอันยิ่ง ย่อมเจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมทำให้แจ้งธรรมที่ ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

ควรจะตอบว่า ‘อุปาทานขันธ์ ๕’ คือ

๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป)

๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา)

๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา)

๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร)

๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) อวิชชา (๒) ภวตัณหา

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรละู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) สมถะ (๒) วิปัสสนา

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) วิชชา (๒) วิมุตติ

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ผู้มีธรรมอย่างนั้น หมายถึงผู้เพียบพร้อมด้วยสุขทางจิตที่ประกอบด้วยกุศลจิต (ม.อุ.อ. ๓/๔๓๑/๒๕๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

โสตํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ... ฆานํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ... ชิวฺหํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ... กายํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ... มนํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, ธมฺเม ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, มโนวิญฺญาณํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, มโนสมฺผสฺสํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ, ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตมฺปิ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ มนสฺมึ น สารชฺชติ, ธมฺเมสุ น สารชฺชติ, มโนวิญฺญาเณ น สารชฺชติ, มโนสมฺผสฺเส น สารชฺชติ, ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตสฺมึปิ น สารชฺชติ.

ตสฺส อสารตฺตสฺส อสํยุตฺตสฺส อสมฺมูฬฺหสฺส อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อปจยํ คจฺฉนฺติ. ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, สา จสฺส ปหียติ. ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ. กายิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ. กายิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ, เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ. โส กายิกสุขมฺปิ เจโตสุขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้ เมื่อเห็นโสตะตามความเป็นจริง ...

เมื่อรู้ เมื่อเห็นฆานะตามความเป็นจริง ...

เมื่อรู้ เมื่อเห็นชิวหาตามความเป็นจริง ...

เมื่อรู้ เมื่อเห็นกายตามความเป็นจริง ...

บุคคลเมื่อรู้ เมื่อเห็นมโนตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นธรรมารมณ์ตาม ความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นมโนวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็น มโนสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมไม่ยินดีในมโน ย่อม ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ ย่อมไม่ยินดีในมโนวิญญาณ ย่อมไม่ยินดีในมโนสัมผัส ย่อมไม่ยินดีในสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขที่สัตว์เสวยซึ่งเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัยเมื่อบุคคลนั้นไม่ยินดี ไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง พิจารณาเห็นเป็นโทษอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมไม่ถึงความพอกพูนขึ้นต่อไป เขาย่อมละตัณหาที่นำไปสู่ภพ ใหม่อันสหรคตด้วยความเพลิดเพลินยินดี ชวนให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ ได้ ย่อมละความกระวนกระวายที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจ ละความเดือดร้อนที่ เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจ ละความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกาย ที่เป็นไปทางใจได้ จึงเสวยสุขทางกายบ้าง เสวยสุขทางใจบ้าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยา ตถาภูตสฺส ทิฏฺฐิ, สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ. โย ตถาภูตสฺส สงฺกปฺโป, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสงฺกปฺโป. โย ตถาภูตสฺส วายาโม, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม. ยา ตถาภูตสฺส สติ, สาสฺส โหติ สมฺมาสติ. โย ตถาภูตสฺส สมาธิ, สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสมาธิ. ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ. เอวมสฺสายํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ.

ตสฺส เอวํ อิมํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาวยโต จตฺตาโรปิ สติปฏฺฐานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, จตฺตาโรปิ สมฺมปฺปธานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, จตฺตาโรปิ อิทฺธิปาทา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, ปญฺจปิ อินฺทฺริยานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, ปญฺจปิ พลานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, สตฺตปิ โพชฺฌงฺคา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

ตสฺสิเม เทฺว ธมฺมา ยุคนทฺธา วตฺตนฺติ, สมโถ จ วิปสฺสนา จ. โส เย ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ปชหติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา ภาเวติ. เย ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา, เต ธมฺเม อภิญฺญา สจฺฉิกโรติ.

กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ? ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ. เสยฺยถีทํ ? รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา.

กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา ? อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา.

กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา ? สมโถ จ วิปสฺสนา จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา. กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา ? วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ. อิเม ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพาติ.

อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ. มหาสฬายตนิกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ทิฏฐิของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้น ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ ความดำริของ บุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของบุคคลผู้มี ธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะ สติของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็น สัมมาสติ สมาธิของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสมาธิ ส่วนกายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเขาจัดว่าบริสุทธิ์ในเบื้องต้นทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้ของเขาย่อมถึงความเจริญเต็มที่เมื่อบุคคลนั้นเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้อยู่อย่างนี้ สติปัฏฐาน ๔ ก็ดี สัมมัปปธาน ๔ ก็ดี อิทธิบาท ๔ ก็ดี อินทรีย์ ๕ ก็ดี พละ ๕ ก็ดี โพชฌงค์ ๗ ก็ดี ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ธรรม ๒ นี้ คือ (๑) สมถะ (๒) วิปัสสนา ของเขาย่อมเคียงคู่กันไป บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละธรรมที่ควรละ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมเจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

ควรจะตอบว่า ‘อุปาทานขันธ์ ๕’ คือ

๑. รูปูปาทานขันธ์

๒. เวทนูปาทานขันธ์

๓. สัญญูปาทานขันธ์

๔. สังขารูปาทานขันธ์

๕. วิญญาณูปาทานขันธ์

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) อวิชชา (๒) ภวตัณหา

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) สมถะ (๒) วิปัสสนา

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอย่างไร

คือ (๑) วิชชา (๒) วิมุตติ

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง”

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล

สฬายตนวิภังคสูตรที่ ๗ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑วิชชา หมายถึงวิชชาคืออรหัตตมรรค วิมุตติ หมายถึงผลวิมุตติ (ม.อุ.อ. ๓/๔๓๓/๒๕๔)

จบ ๗. สฬายตนวิภังคสูตร