พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · โอปัมมวรรค
๓. วัมมิกสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๙–๒๙๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในโอปัมมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค วัมมิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๒๙๗–๓๐๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ ซึ่งเป็นของง่าย เปิดเผย แจ่มแจ้ง ตัดเงื่อนปมแล้ว บุคคลเหล่าใดมีเพียงความเชื่อเพียง ความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒
๓. วัมมิกสูตร
ว่าด้วยจอมปลวกปริศนา
{๒๘๙} [๒๔๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระกุมาร กัสสปะพักอยู่ที่ป่าอันธวันครั้งนั้น เทวดาตนหนึ่งมีวรรณะงามยิ่ง เมื่อราตรีล่วงปฐมยามแล้ว ยังป่าอันธวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่งได้กล่าวกะท่านพระกุมารกัสสปะดังนี้ว่า“ท่านภิกษุ จอมปลวกนี้พ่นควันตอนกลางคืน ลุกโพลงตอนกลางวัน พราหมณ์ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงเอาศัสตราไปขุดลงไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นลิ่มสลัก จึงเรียนว่า ‘ลิ่มสลัก ขอรับ’
- จัดเข้าในทิฏฐิปัตตบุคคล สัทธานุสารี ผู้แล่นไปตามศรัทธา หรือ ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลที่มีศรัทธาแก่กล้า เจริญอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นแนวนำ เมื่อสำเร็จแล้วจัดเข้าในสัทธาวิมุตตบุคคล (นัย ที.ปา.อ. ๗๗-๗๘, ม.มู.อ. ๒/๒๖-๒๗, องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๖๒)
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกลิ่มสลักขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นอึ่ง จึงเรียนว่า ‘อึ่ง ขอรับ’
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกอึ่งขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นทางสองแยก จึงเรียนว่า ‘ทางสอง แยก ขอรับ’
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงก่นทางสองแยกออกเสีย เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นหม้อกรองนํ้าด่าง จึงเรียนว่า ‘หม้อ กรองนํ้าด่าง ขอรับ’
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกหม้อกรองนํ้าด่างขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นเต่า จึงเรียนว่า ‘เต่า ขอรับ’
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกเต่าขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นเขียงหั่นเนื้อ จึงเรียนว่า ‘เขียงหั่นเนื้อ ขอรับ’พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกเขียงหั่นเนื้อขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นชิ้นเนื้อจึงเรียนว่า ‘ชิ้นเนื้อ ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกชิ้นเนื้อขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’
สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นนาค จึงเรียนว่า ‘นาค ขอรับ’
พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาคจงอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาคเลย จงทำความนอบน้อมต่อนาคเถิด’
ท่านภิกษุ ท่านพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามปัญหา ๑๕ ข้อเหล่านี้แลท่านพึงทรงจำปัญหาเหล่านั้นตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พยากรณ์ ท่านภิกษุ ข้าพเจ้ายังไม่เห็นบุคคลในโลกตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ที่จะยังจิต ให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้นอกจากพระตถาคตหรือสาวกของ พระตถาคต หรือเพราะฟังจากสำนักนี้’’เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้วก็ได้หายวับไปในที่นั้นแล
กุมารกัสสปะทูลถามปัญหา ๑๕ ข้อ
{๒๙๐} [๒๕๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระกุมารกัสสปะ เมื่อราตรืนั้นผ่านไปแล้ว ได้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อคืนนี้เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะ งามยิ่ง เมื่อราตรีล่วงปฐมยามแล้ว ยังป่าอันธวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไป หาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กล่าวกะ ข้าพระองค์ว่า‘ท่านภิกษุ จอมปลวกนี้พ่นควันตอนกลางคืนลุกโพลงตอนกลางวัน พราหมณ์ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงเอาศัสตราไปขุดลงไป’ สุเมธะ เอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นลิ่มสลัก จึงเรียนว่า ‘ลิ่มสลักขอรับ’ พราหมณ์ กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกลิ่มสลักขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะ เอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นอึ่ง จึงเรียนว่า ‘อึ่ง ขอรับ’ พราหมณ์ กล่าว อย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกอึ่งขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอา
ศัสตราขุดลงไป ได้เห็นทางสองแยก จึงเรียนว่า ‘ทางสองแยก ขอรับ, พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า‘พ่อสุเมธะจงก่นทางสองแยกออกเสียเอา ศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นหม้อกรองนํ้าด่าง จึง เรียนว่า ‘หม้อกรองนํ้าด่าง ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกหม้อกรองนํ้าด่างขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นเต่า จึงเรียนว่า ‘เต่า ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกเต่าขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอาศัสตราขุดลงไป ได้เห็นเขียง หั่นเนื้อ จึงเรียนว่า ‘เขียงหั่นเนื้อ ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อ สุเมธะ จงยกเขียงหั่นเนื้อขึ้นมา
เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะเอาศัสตราขุด ลงไป ได้เห็นชิ้นเนื้อ จึงเรียนว่า ‘ชิ้นเนื้อ ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ จงยกชิ้นเนื้อขึ้นมา เอาศัสตราขุดต่อไป’ สุเมธะ เอาศัสตราขุด ลงไป ได้เห็นนาค จึงเรียนว่า ‘นาค ขอรับ’ พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาค จงอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาคเลย จงทำความนอบน้อมต่อนาคเถิด’ ท่าน ภิกษุ ท่านพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามปัญหา ๑๕ ข้อเหล่านี้แล ท่านพึงทรงจำปัญหาเหล่านั้นตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ ท่านภิกษุ ข้าพเจ้ายังไม่เห็นบุคคลในโลกตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่ สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ที่จะยังจิตให้ยินดีด้วยการ พยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ นอกจากพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต หรือ เพราะฟังจากสำนักนี้’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้วก็ได้หายวับไปในที่ นั้นแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
๑. อะไรหนอชื่อว่าจอมปลวก
๒. อย่างไรชื่อว่าพ่นควันตอนกลางคืน
๓. อย่างไรชื่อว่าลุกโพลงตอนกลางวัน
๔. อะไรชื่อว่าพราหมณ์
๕.อะไรชื่อว่าสุเมธะ
๖.อะไรชื่อว่าศัสตรา
๗.อย่างไรชื่อว่าการขุด
๘.อะไรชื่อว่าลิ่มสลัก
๙.อะไรชื่อว่าอึ่ง
๑๐.อะไรชื่อว่าทางสองแยก
๑๑.อะไรชื่อว่าหม้อกรองนํ้าด่าง
๑๒.อะไรชื่อว่าเต่า
๑๓.อะไรชื่อว่าเขียงหั่นเนื้อ
๑๔.อะไรชื่อว่าชิ้นเนื้อ
๑๕.อะไรชื่อว่านาค”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหา ๑๕ ข้อ
{๒๙๑} [๒๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุ
๑. คำว่า ‘จอมปลวก’ นั่นเป็นชื่อของกายนี้ ซึ่งเกิดมาจาก มหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญด้วยข้าวสุก และขนมกุมมาส ไม่เที่ยง ต้องอบรม ต้องนวดฟั้น มี อันทำลายและกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา๒. ปัญหาข้อว่า ‘อย่างไรชื่อว่าพ่นควันตอนกลางคืน’ ได้แก่ การที่บุคคลเริ่มทำการงานตอนกลางวันแล้วตรึกถึงตรองถึงตอนกลางคืน นี้ชื่อว่าพ่นควันตอนกลางคืน๓. ปัญหาข้อว่า ‘อย่างไรชื่อว่าลุกโพลงตอนกลางวัน’ ได้แก่ การที่บุคคลตรึกถึงตรองถึงตอนกลางคืนแล้วประกอบการ งานตอนกลางวันด้วยกายด้วยวาจา นี้ชื่อว่าลุกโพลงตอนกลางวัน
๔. คำว่า‘พราหมณ์’นั่นเป็นชื่อของพระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า
๕. คำว่า ‘สุเมธะ’ นั่นเป็นชื่อของเสขภิกษุ
๖. คำว่า ‘ศัสตรา’ นั่นเป็นชื่อของอริยปัญญา
๗. คำว่า ‘จงขุด’ นั่นเป็นชื่อของการปรารภความเพียร
๘. คำว่า ‘ลิ่มสลัก’ นั่นเป็นชื่อของอวิชชา คำนั้นมีอธิบาย ดังนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตราคืออริยปัญญายกลิ่ม สลักขึ้นมา คือ จงละอวิชชาเสีย จงขุดออกเสีย’
๙. คำว่า ‘อึ่ง’ นั่นเป็นชื่อของความคับแค้นใจด้วยความโกรธ คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตรา คือ อริยปัญญายกอึ่งขึ้นมาคือ จงละความคับแค้นใจด้วย ความโกรธเสีย จงขุดออกเสีย’
๑๐. คำว่า ‘ทางสองแยก’ นั่นเป็นชื่อของวิจิกิจฉา คำนั้นมี อธิบายดังนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตราคืออริยปัญญา ก่นทางสองแยกเสีย คือ จงละวิจิกิจฉาเสีย จงขุดออกเสีย’
๑๑. คำว่า ‘หม้อกรองน้ำด่าง’ นั่นเป็นชื่อของนิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทนิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจ- กุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ‘พ่อ สุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตราคืออริยปัญญายกหม้อกรองนํ้าด่างขึ้นมา คือ จงละนิวรณ์ ๕ เสีย จงขุดออกเสีย’๑๒. คำว่า ‘เต่า’ นั่นเป็นชื่อของอุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์
- ๑อุปาทานขันธ์ กองแห่งความถือมั่น หมายถึงกลุ่มธรรมหรือหมวดธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งความ ถือมั่น (ที.ม.อ. ๓๙๘) ๕ อย่าง คือ (๑) รูปูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือรูป (๒) เวทนู...เวทนา (๓) สัญญู...สัญญา (๔) สังขารู...สังขาร (๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ
วิญญาณูปาทานขันธ์ คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตราคืออริยปัญญายกเต่าขึ้นมาคือ จงละ อุปาทานขันธ์ ๕ เสีย จงขุดออกเสีย’
๑๓. คำว่า ‘เขียงหั่นเนื้อ’ นั้นป็นชื่อของกามคุณ ๕ คือ รูป อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด เสียงอันจะพึงรู้ แจ้งด้วยโสตะ... กลิ่นอันจะพึงรู้ แจ้งด้วยฆานะ... รสอัน จะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา... โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจง ใช้ศัสตราคืออริยปัญญายกเขียงหั่นเนื้อขึ้นมา คือ จงละ กามคุณ ๕ เสีย จงขุดออกเสีย’๑๔. คำว่า ‘ชิ้นเนื้อ’ นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ (ความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน) คำนั้นมีอธิบายดังนื้ว่า ‘พ่อ สุเมธะ เจ้าจงใช้ศัสตราคืออริยปัญญายกชิ้นเนื้อขึ้นมา คือ จงละนันทิราคะเสีย จงขุดออกเสีย’
๑๕. คำว่า ‘นาค’ นั้นเป็นชื่อของภิกษุผู้เป็นขีณาสพ คำนั้นมี อธิบายดังนี้ว่า ‘นาคจงอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาคเลย จงทำความนอบน้อมต่อนาคเถิด’ ดังนี้แล” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระกุมารกัสสปะ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ วัมมิกสูตรที่ ๓
๔. รถวินีตสูตร
ว่าด้วยรถเทียมด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว
ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร
{๒๙๒} [๒๕๒]ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ภิกษุ ชาวชาติภูมิจำนวนมากจำพรรษาในชาติภูมิแล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดเล่าในชาติภูมิที่พวกภิกษุผู้ร่วมพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิยกย่องอย่างนี้ ว่า ‘ตนเองเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภ
-----
ความเพียร ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัส สนะแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำพรรณนาความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย ทั้งเป็นผู้โอวาท แนะนำ ชี้แจง ชักชวนพวกภิกษุผู้ร่วมพรหมจรรย์ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย”ภิกษุชาวชาติภูมิเหล่านั้นกราบทูลว่า ...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติภูมิ ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเป็นผู้ที่พวกภิกษุผู้ร่วมพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิยกย่อง ว่า ‘ตนเองเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภ ความเพียร ถึงพร้อมด้วยศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วยังกล่าวถ้อยคำพรรณนาความมักน้อยความสันโดษ ความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แก่ภิกษุทั้งหลาย ทั้งเป็นผู้โอวาท แนะนำ ชี้แจง ชักชวนพวกภิกษุผู้ร่วมพรหมจรรย์ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย”{๒๙๓} [๒๕๓] สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ใกล้ๆ จึงดำริว่า “เป็นลาภของท่านปุณณมันตานีบุตร ท่านปุณณมันตานีบุตรได้ ดีแล้วที่พวกภิกษุผู้ร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนกล่าวยกย่องพรรณนาคุณ เฉพาะพระพักตร์พระศาสดาและพระศาสดาก็ทรงอนุโมทนาซึ่งการกระทำ นั้น ถ้ากระไรเราควรจะได้พบกับท่านพระปุณณมันตานีบุตรบ้างเป็นครั้ง คราว บางทีจะได้สนทนาปราศรัยอะไรกันบ้าง”{๒๙๔} [๒๕๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี
- ๑เป็นผู้มักน้อย หมายถึงเป็นผู้มีความมักน้อย ๔ ประการ คือ (๑) มักน้อยในปัจจัย ๔ (๒)มักน้อยในธุดงค์ คือไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ว่าตนสมาทานธุดงค์ (๓) มักน้อยในการเล่าเรียน คือไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเป็นพหูสูต (๔) มักน้อยในการบรรลุธรรม คือไม่ปรารถนาให้ผู้อื่น รู้ว่าตนเป็นพระอริยบุคคล (ม.มู.อ. ๒/๔๗-๔๘)
- ๒เป็นผู้สันโดษ หมายถึงเป็นผู้ยินดีพอใจในปัจจัย ๔ คือ จีวร (ผ้านุ่งผ้าห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร (ยารักษาโรค) ด้วยสันโดษ ๓ คือ (๑)ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ (๒) ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง (๓) ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร (นัย ที.สี.อ. ๑๖๔,๑๘๔-๑๘๕, ม.มู.อ. ๒/๔๘-๕๐)
- ๓สงัดเงียบ หมายถึงเป็นผู้มีความสงัด ๓ ประการ คือ (๑) สงัดกาย (กายวิเวก) ได้แก่ การอยู่ผู้ เดียวทุกอิริยาบถ (๒) สงัดจิต (จิตตวิเวก) ได้แก่ มีจิตอยู่ด้วยสมาบัติ ๘ (๓) สงัดกิเลส (อุปธิ วิเวก) ได้แก่ การบรรลุนิพพานซี่งเป็นภาวะปราศจากอุปธิกิเลส (ม.มู.อ. ๒/๕๑)
- ๔ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ หมายถึงไม่สมาคมเกี่ยวข้องกับหมู่คณะด้วยการคลุกคลี ๕ ประการ คือ (๑) ด้วยการรับฟัง(๒) ด้วยการพบปะ (๓) ด้วยการพูดคุย (๔) ด้วยการอยู่ร่วมกัน (๕) ด้วยการทำกิจกรรมร่วมกันทางกาย (นัย ม.มู.อ. ๒/๕๑)
จบ ๓. วัมมิกสูตร