พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค
๑. จูฬสีหนาทสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสีหนาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค จูฬสีหนาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๑๔๖–๑๕๕
... ๑ เดือน ...กึ่งเดือน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนี่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑{๑๕๒} [๑๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ, เราอาศัยข้อความนี้กล่าวแล้ว”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฉะนี้แล
จบ มหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๑๐
จบ มูลปริยายวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มูลปริยายสูตร
๒. สัพพาสวสังวรสูตร
๓. ธรรมทายาทสูตร
๕. ภยเภรวสูตร
๕. อนังคณสูตร
๖. อากังเขยยสูตร
๗. วัตถูปมสูตร
๘. สัลเลขสูตร
๙. สัมมาทิฏฐิสูตร
๑๐. มหาสติปัฏฐานสูตร
๒. สีหนาทวรรค
หมวดว่าด้วยการบันลือลีหนาท
๑. จูฬสีหนาทสูตร
ว่าด้วยการบันลือสีหนาท สูตรเล็ก
{๑๕๓} [๑๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
สมณะ ๔ ประเภท
{๑๕๔} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ มีในศาสนานี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๓ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๔ ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิของศาสดาอื่นว่าง จากสมณะผู้ตรัสรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงบันลือสีหนาท โดยชอบอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ทีเดียว
- ๑คำว่า สมณะ ในที่นี้หมายเฉพาะเหล่าสมณะผู้ตั้งอยู่ในอริยผล กล่าวคือ สมณะที่ ๑ หมาย ถึงพระโสดาบัน สมณะที่๒ หมายถึงพระสกทาคามี สมณะที่ ๓ หมายถึงพระอนาคามี สมณะ ที่ ๔ หมายถึงพระอรหันต์ (ที.ม.อ. ๑๙๖, ม.มู.อ. ๑/๓๒๓-๓๒๔)
- ๒ลัทธิของศาสดาอื่น(ปรัปวาท) หมายถึงลัทธิของศาสดาอื่นภายนอกพระพุทธศาสนานี้ ได้แก่ ลัทธิความเห็นผิด ๖๒ ประการที่มาในพรหมชาลสูตร (ม.มู.อ. ๑/๓๒๔) ดู ทิฏฐิ ๖๒ ใน ที.สี. (แปล) ๙/๒๘-๑๐๒/๑๖-๕๕ ประกอบ
- ๓บันลือสีหนาท ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายบันลือคือเปล่งวาทะอย่าง ประเสริฐตามที่ตรัส (เสฏฐนาท) โดยมั่นใจในความที่สมณะ ๔ นี้มีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนานี้ เท่านั้น เปล่งวาทะอย่างไม่เกรงกลัวภัยหรือระแวงสงสัย(อภีตนาท) เปล่งวาทะอย่างไม่เกรง ว่าศาสดาโด ๆ สักท่านหนึ่งจะกล้าลุกขึ้นคัดค้าน (อัปปฏิหตนาท) [ม.มู.อ. ๑/๓๒๖]
[๑๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ที่พวกอัญเดียรถีย์ ปริพาชก พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อะไรเป็นความมั่นใจของพวกท่าน อะไรเป็นกำลังของพวกท่าน ที่เป็นเหตุให้พวกท่านพิจารณาเห็นมีในตนจึงกล่าวอย่าง นี้ว่า ‘สมณะที่ ๑ มีในศาสนานี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๓ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๔ ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิของศาสดา อื่นว่างจากสมณะผู้ตรัสรู้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้กล่าวอย่างนี้อันพวกเธอ พึงกล่าวตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มีธรรมอยู่ ๔ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้แล้ว ซึ่งพวกเราพิจารณาเห็นมีในตนจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สมณะที่ ๑ มีในศาสนานี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๓ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๔ ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิของศาสดาอื่นว่างจากสมณะผู้ตรัสรู้’ธรรม ๔ ประการมีอะไรบ้าง ธรรม ๔ ประการ คือ
๑. พวกเรามีความเลื่อมใสในพระศาสดา
๒. พวกเรามีความเลื่อมใสในพระธรรม
๓. พวกเรามีความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล
๔. ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตผู้ประพฤติธรรมร่วมกันเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของพวกเรา
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้แล้ว ซึ่งพวกเราพิจารณาเห็นมีในตนจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สมณะที่ ๑ มีในศาสนานี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๓ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๔ ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิของศาสดาอื่นว่างจากสมณะผู้ตรัสรู้’
- ๓อัญเดียรถีย์ปริพาชก หมายถึงพวกนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นผู้บวชถือลัทธิของ ศาสดาเจ้าลัทธิผู้สร้างทิฏฐิความเห็นผิดอันเป็นดุจท่านํ้า ๖๒ ประการ (ติตถกร) [ม.มู.อ. ๑/๓๒๗]
[๑๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่พวกอัญเดียรถีย์ ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘ผู้มีอายุแม้พวกเราก็มีความเลื่อมใสใน พระศาสดาซึ่งเป็นพระศาสดาของพวกเราแม้พวกเราก็มีความเลื่อมใสใน ธรรมซึ่งเป็นธรรมของพวกเราแม้พวกเราก็ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายซึ่ง เป็นศีลของพวกเรา ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตผู้ประพฤติธรรมร่วมกันก็เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของพวกเรา ผู้มีอายุ ในข้อเหล่านี้ อะไรเล่าที่เป็นข้อแปลกกัน อะไรเล่าเป็นข้อแตกต่างกัน อะไรเป็นข้อที่ทำให้ต่างกันระหว่างของท่านและของเรา’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้กล่าวอย่างนี้อันพวก เธอพึงกล่าวตอบอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ จุดหมาย มีอย่างเดียว หรือมีมากอย่าง’พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีมากอย่าง’
พวกเธอพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นเป็นของผู้มีราคะหรือของผู้ปราศจากราคะ’ พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นเป็นของผู้ปราศจากราคะ มิใช่ของผู้มีราคะ’
พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นเป็นของผู้มี โทสะหรือของผู้ปราศจากโทสะ’ พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นเป็นของผู้ปราศจากโทสะ มิใช่ของผู้มีโทสะ’
- ๑จุดหมายหมายถึงจุดสิ้นสุดแห่งการประพฤติธรรมของแต่ละลัทธิ เช่น มีความเลื่อมใสในพระศาสดา ในธรรม และการบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ เพราะเหตุที่ในสมัยนั้น ลัทธิภายนอก พระพุทธศาสนามีจุดหมายที่แตกต่างกันไปตามหลักทิฏฐิของแต่ละลัทธิ โดยพวกพราหมณ์มี พรหมโลกเป็นจุดหมาย พวกดาบสมีอาภัสสรพรหมเป็นจุดหมาย พวกปริพาชกมีสุภกิณหพรหม เป็นจุดหมาย พวกอาชีวกมีอสัญญีภพเป็นจุดหมาย ส่วนพระพุทธศาสนานี้มีพระอรหัตตผล เป็นจุดหมาย ฉะนั้น เพื่อทรงแสดงจุดหมายที่พวกศาสดาภายนอกพระพุทธศาสนาบัญญัติตาม หลักลัทธิของตนๆ ซึ่งแตกต่างกันไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงจุดหมายที่ถูกต้องมีอย่าง เดียวเท่านั้น คือพระอรหัตตผล (ม.มู.อ. ๑/๓๒๙)
พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นเป็นของผู้มี โมหะหรือของผู้ปราศจากโมหะ, พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็ จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นเป็นของผู้ปราศจากโมหะ มิใช่ของผู้มีโมหะ,พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้มีตัณหาหรือสำหรับผู้ปราศจากตัณหา, พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้ปราศจากตัณหา มิใช่สำหรับ ผู้มีตัณหา,พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้มี อุปาทานหรือสำหรับผู้ปราศจากอุปาทาน, พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อ ตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า
‘จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้ปราศจากอุปาทาน มิใช่สำหรับผู้มีอุปาทาน,พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ก็จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้รู้แจ้ง หรือสำหรับผู้ไม่รู้แจ้ง, พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบ อย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้รู้แจ้ง มิใช่สำหรับผู้ไม่รู้แจ้ง,พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ก็จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้ยินดี ยินร้ายหรือสำหรับผู้ไม่ยินดียินร้าย,พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้ไม่ยินดียินร้าย มิใช่สำหรับผู้ ยินดียินร้าย,พวกเธอพึงถามต่ออย่างนี้ว่า‘ผู้มีอายุก็จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้มี ความรื่นรมย์ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ผู้มีความยินดีในกิเลสทำให้เนิ่นช้า หรือ สำหรับผู้ปราศจากความรื่นรมย์ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ผู้ปราศจากความยินดี
- ๑กิเลสทำให้เนิ่นช้า (ปปัญจกิเลส) หมายถึงกิเลส ๓ อย่าง คือ ตัณหา ความทะยานอยาก ทิฏฐิ ความเห็นผิด และมานะ ความสำคัญตน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปโดยอาการทำให้บุคคลมัวเมา ประมาทในกุศลธรรม แต่ในที่นี้หมายเฉพาะตัณหาและทิฏฐิ (ม.มู.อ. ๑/๓๓๐)
ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า,พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเมื่อตอบให้ถูกก็จะตอบอย่างนี้ว่า ‘จุดหมายนั้นมีสำหรับผู้ปราศจากความรื่นรมย์ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ผู้ปราศ จากความยินดีในกิเลสทำให้เนิ่นช้ามิใช่สำหรับผู้มีความรื่นรมย์ในกิเลส ทำให้เนิ่นช้า ผู้มีความยินดีในกิเลสทำให้เนิ่นช้า’
ทิฎฐิ๒
{๑๕๕} [๑๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิมี ๒ อย่างเหล่านี้ คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกที่แอบอิงภวทิฏฐิ เข้า ถึงภวทิฏฐิ หยั่งลงสู่ภวทิฏฐิ ก็จะเป็นผู้ยินร้ายต่อวิภวทิฏฐิ สมณะหรือ พราหมณ์พวกที่แอบอิงวิภวทิฏฐิ เข้าถึงวิภวทิฏฐิ หยั่งลงสู่วิภวทิฏฐิ ก็จะ เป็นผู้ยินร้ายต่อภวทิฏฐิ สมณะหรือพราหมณ์พวกที่ไม่รู้ทั่วถึงความเกิด ความ ดับ คุณ โทษ และการถ่ายถอนทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้ตามความเป็นจริง ก็จะยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมีตัณหา ยังมีอุปาทาน ไม่ใช่ผู้ รู้แจ้ง ยังยินดีและยินร้าย ยังเป็นผู้รื่นรมย์ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า มีความ ยินดีในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่าย่อมหลุดพ้นไปจาก ทุกข์ไม่ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกที่รู้ทั่วถึงความเกิด ความ ดับ คุณ โทษ และการถ่ายถอนทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้ตามความเป็น จริง เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ปราศจากตัณหา ไม่มีอุปาทาน เป็นผู้รู้แจ้ง เป็นผู้ไม่ยินดีและยินร้าย เป็นผู้ปราศจาก ความ
- ๑ภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นภพ หมายถึงสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง วิภวทิฎฐิ ความ เห็นว่าปราศจากภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ (ม.มู.อ. ๑/๓๓๐)
- ๒ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๙ หน้า ๒๑ ในเล่มนี้
รื่นรมย์ในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ปราศจากความยินดีในกิเลสทำให้เนิ่นช้า ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่าย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ได้
อุปาทาน ๔
{๑๕๖} [๑๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้ อุปาทาน ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ
๑. กามุปาทานความถือมั่นกาม
๒. ทิฏฐุปาทานความถือมั่นทิฏฐิ
๓. สีลัพพตุปาทานความถือมั่นศีลและพรต
๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งปฏิญญาลัทธิว่ารอบรู้ อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่างโดยถูกต้อง คือบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน แต่ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการ เหล่านี้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้ อุปาทานทุกอย่างแต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่าง โดยถูกต้อง คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน แต่ไม่บัญญัติความ รอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทาน ไม่บัญญัติความ รอบรู้อัตตวาทุปาทานดูก่อนภิกษุทั้งหลายมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งปฏิญญาลัทธิว่ารอบรู้ อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่างโดยถูกต้อง คือ บัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน แต่ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการ เหล่านี้ตามความเป็นจริงเพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้ อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่างโดย ถูกต้อง คือ บัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน แต่ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งปฏิญญาลัทธิว่ารอบรู้ อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่างโดย ถูกต้อง คือ บัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทานแต่ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๑ ประการ นี้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทาน ทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทุกอย่างโดยถูกต้อง คือ บัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความ รอบรู้สีลัพพตุปาทาน แต่ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทานดูก่อนภิกษุทั้งหลายความเลื่อมใสในศาสดาในธรรมวินัยเช่นนี้เราไม่
กล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้อง ความเลื่อมใสในธรรมในธรรมวินัยเช่นนี้เราไม่ กล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้อง ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลในธรรมวินัยเช่น นี้เราไม่กล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้องความเป็นที่รักและเป็นที่น่าพอใจใน พวกที่ประพฤติธรรมร่วมกันในธรรมวินัยเช่นนี้เราไม่กล่าวว่าดำเนินไปโดย ถูกต้องข้อนั้นเพราะเหตุอะไรเพราะข้อนั้นย่อมเป็นเหมือนอย่างนั้นใน ธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี ไม่เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติ ให้ออกจากทุกข์ได้จริง ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ มิใช่ธรรมวินัยที่ท่านผู้ เป็นสัมมาสัมพุทธะประกาศไว้
{๑๕๗} [๑๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแลเป็น ผู้ปฏิญญาวาทะว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบ ทุกอย่างโดยถูกต้อง คือ บัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความ รอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความรอบรู้สีลัพพตุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ อัตตวาทุปาทาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความเลื่อมใสในศาสดาในธรรมวินัยเช่นนี้เรา กล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้อง ความเลื่อมใสในธรรมในธรรมวินัยเช่นนี้เรา กล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้องความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลในธรรมวินัย เช่นนี้เรากล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้อง ความเป็นที่รักและเป็นที่น่าพอใจใน พวกที่ประพฤติธรรมร่วมกันในธรรมวินัยเช่นนี้เรากล่าวว่าดำเนินไปโดยถูกต้อง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะข้อนั้นย่อมเป็นเหมือนอย่างนั้นในธรรมวินัยที่ ศาสดากล่าวไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ออก จากทุกข์ได้จริงเป็นไปเพื่อความสงบระงับเป็นธรรมวินัยที่ท่านผู้เป็น สัมมาสัมพุทธะประกาศไว้แล้ว
เหตุเกิดอุปาทานเป็นต้น
{๑๕๘} [๑๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทาน ๔ เหล่านี้มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด อุปาทาน ๔ เหล่านี้มีตัณหาเป็นต้นเหตุ มีตัณหาเป็นเหตุเกิด มีตัณหาเป็นกำเนิด มี ตัณหาเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตัณหานี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ตัณหามีเวทนาเป็นต้นเหตุ มีเวทนาเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด
- ๑หมายถึงพระองค์ทรงบัญญัติความรอบรู้การละการล่วงพ้นกามุปาทานด้วยอรหัตตมรรคบัญญัติ ความรอบรู้ถึงการละ การล่วงพ้นอุปาทานที่เหลืออีก ๓ ด้วยโสดาปัตติมรรค (ม.มู.อ. ๑/๓๓๖)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนานี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นต้นเหตุ มี ผัสสะเป็นเหตุเกิด มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผัสสะนี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุ เกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะเป็นต้นเหตุ มีสฬายตนะเป็นเหตุเกิด มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สฬายตนะนี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สฬายตนะมีนามรูปเป็น ต้นเหตุ มีนามรูปเป็นเหตุเกิด มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นามรูปนี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด นามรูปมีวิญญาณเป็นต้นเหตุ มี วิญญาณเป็นเหตุเกิด มีวิญญาณเป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณนี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด วิญญาณมีสังขารเป็น ต้นเหตุ มีสังขารเป็นเหตุเกิด มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารนี้เล่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแลภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นภิกษุนั้นเพราะสำรอกอวิชชาเสียได้ เพราะวิชชาเกิดขึ้น ย่อมไม่ถือ มั่นกามุปาทาน ย่อมไม่ถือมั่นทิฏฐุปาทาน ย่อมไม่ถือมั่นสีสัพพตุปาทาน ย่อม ไม่ถือมั่นอัตตวาทุปาทาน เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อม ปรินิพพานเฉพาะตนนั่นเทียว เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬสีหนาทสูตรที่ ๑
๒. มหาสีหนาทสูตร
ว่าด้วยการบันลือสีหนาท สูตรใหญ่
เรื่องสุนักขัตตลิจฉวีบุตร
{๑๕๙} [๑๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ราวป่าด้านตะวันตก นอกพระนคร ใกล้พระนครเวสาลี ก็โดยสมัยนั้นแล โอรสเจ้าลิจฉวีนามว่า สุนักขัตตะเป็นผู้หลีกไปจากพระธรรมวินัยนี้ไม่นาน สุนักขัตตลิจฉวีบุตรนั้น ได้กล่าววาจาในท่ามกลางบริษัทที่พระนครเวสาลีอย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็น พิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิดแจ่มแจ้งได้เอง ก็แลพระองค์ทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมนำดิ่งไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่บุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น”
- ๑อุตริมนุสธรรม ธรรมที่ข้ามพ้นพวกมนุษย์ ธรรมที่ล่วงเลยพวกมนุษย์แล้วทำให้ลุถึงความเป็น พรหมหรือภาวะนิพพาน หรืออีกความหมายหนึ่ง ธรรมของพวกมนุษย์ผู้ยิ่งยวด ธรรมของ พวกคนประเสริฐสุดคือผู้ได้ฌานและผู้เป็นพระอริยบุคคล (วิ.อ.๑/๕๒๐) ว่าโดยองค์ธรรมได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรคผล ฯลฯ (ดูปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ พระ บาลีวินัยปิฎก (แปล) เล่ม ๑)
- ๒ความรู้เห็น (ญาณทัสสนะ) ในที่นี้หมายถึง โลกุตตรมรรค (ม.มู.อ. ๑/๓๔๓)
จบ ๑. จูฬสีหนาทสูตร