arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค

๑๐. สติปัฏฐานสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๑–๑๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในมูลปริยายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค สติปัฏฐานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๑๑๖–๑๔๖

หน้า ๑๑๖

วิชชาให้เกิดขึ้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรแล้วแล

จบ สัมมาทิฏฐิสูตรที่ ๙

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ ๖ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ ทุกข์ ชรามรณะ อุปาทาน อายตนะ ๖ นามรูป วิญญาณ

๔ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ ชาติ ตัณหา เวทนา และหมวด ๔ แห่งอวิชชา

๕ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ อาหาร ภพ ผัสสะ สังขาร อาสวะเป็นที่ ๕

๖ อย่างอะไรบ้าง ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ๔ อย่างอะไร บ้าง ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ๕ อย่างอะไรบ้าง ข้าพเจ้าได้ กล่าวแล้ว บทแห่งสังขารทั้งปวงมี ๑๕ บทฉะนี้แล

๑๐. มหาสติปัฏฐานสูตร

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน

{๑๓๑} [๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในแคว้นกุรุ มีนิคมของชาว กุรุชื่อว่ากัมมาสธัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูความพิสดารและดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๔๑-๓๗๒
หน้า ๑๑๗

ว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

อุทเทส

{๑๓๒} [๑๐๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ ของเหล่าสัตว์เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกขะ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุทเทส คือหัวข้อธรรมที่ยกขึ้นแสดง ในที่นี้ได้แก่ หัวข้อสติปัฏฐาน ๔ ประการ
  2. ๒ทางนี้เป็นทางเดียว คำว่า ทางนี้หมายถึงทางดำเนินไปสู่พระนิพพานและทางที่ผู้ต้องการนิพพาน ควรดำเนินไป (ที.ม.อ. ๓๖๑) คำว่า ทางเดียว (เอกายนมรรค) หมายถึงเป็นทางตรงไปสายเดียว ไม่เป็นทางสองแพร่ง อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวอธิบายความหมายไว้ ๔ ประการ คือ (๑) เป็น ทางที่บุคคลต้องไปผู้เดียว กล่าวคือต้องละการเกี่ยวข้องกับหมู่คณะออกไปดำเนินคือปฏิบัติแต่ ลำพังผู้เดียว (๒)เป็นทางดำเนินไปของบุคคลผู้ประเสริฐหนี่งเดียว (เอกบุคคล)คือพระผู้มีพระ ภาคเจ้า เพราะทรงทำให้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้อื่นจะดำเนินตาม (๓) เป็นทางปฏิบัติที่มีอยู่ในศาสนา เดียวคือพระพุทธศาสนา (๔) เป็นทางดำเนินไปสู่จุดหมายเดียวคือพระนิพพาน ในที่นี้มุ่ง ประสงค์ทางคือสติปัฏฐานอันเป็นส่วนเบื้องต้นซึ่งเป็นไปในอารมณ์คือหัวข้อกำหนดพิจารณา ๔ ประการมีการพิจารณาเห็นกายในกายเป็นต้น (ที.ม.อ. ๓๕๙-๓๖๐, ม.มู.อ. ๑/๒๔๔-๒๔๕)
  3. ๓เพื่อบรรลุญายธรรม คำว่าญายธรรม หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.ม.อ. ๓๖๕, ม.มู.อ.๑/๒๕๑)
  4. ๔คำว่า สติปัฏฐาน แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งมั่นแห่งสติ ฐานที่ตั้งอันเป็นหลักแห่งสติ ฐานหลัก ที่สติควรดำเนินอยู่ หรือสติอันปรากฏชัด (ที.ม.อ. ๓๖๗-๓๖๘, ม.มู.อ. ๑/๒๕๓) มีข้อสังเกตว่า สติปัฏฐานตรัสด้วยคำพหูพจน์ มรรคตรัสด้วยคำเอกพจน์ ก็เพราะตรัสตามจำนวนของสติ ซึ่งเมื่อจำแนกตามอารมณ์ก็จะมีจำนวนมาก มรรคคือทางดำเนินนั้นมีหนึ่งเดียว ความจริง สติปัฏฐานแม้จะมี ๔ แต่ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวโดยความหมายว่าเป็นทางเดียว (นัย ที.ม.อ. ๓๖๘, ม.มู.อ.๑/๒๕๓)
  5. ๕คำว่า ภิกษุ ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นนิทัสสนบท คือเป็นบุคคลตัวอย่างใน ด้านการปฏิบัติตามพระสูตรนี้ หมายรวมถึงพุทธบริษัททั้งหมดหรือบุคคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ (นัย ที.ม.อ. ๓๗๐, ม.มู.อ.๑/๒๕๖)
หน้า ๑๑๘

พิจารณาเห็นกาย ในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก เสียได้ ๑พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิต อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำ จัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นธรรมในธรรม อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

จบ อุทเทส

กายานุปัสสนา อานาปานบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดลมหายใจออก-เข้า)

{๑๓๓} [๑๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า กาย หมายถึงรูปร่างของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่ากายเพราะเป็นที่รวมแห่งสิ่งทั้งหลายมีผม เป็นต้น หรือเพราะเป็นบ่อแห่งสรรพสิ่งที่น่ารังเกียจมีผมเป็นต้น (ที.ม.อ. ๓๗๑, ม.มู.อ. ๑/๒๕๖)
  2. ๒มีความเพียร หมายถึงมีความพยามที่จะเผากิเลสทั้งหลายในภพทั้งสาม มีสัมปชัญญะ หมาย ถึงเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญากล่าวคือความรู้ตัวอยู่เสมอ มีสติ หมายถึงเป็นผู้ประกอบด้วย ความระลึกที่กำหนดพิจารณาในเรื่องกาย (เวทนา จิต ธรรม) [ที.ม.อ. ๓๗๓, ม.มู.อ. ๑/๒๕๘]
  3. ๓อภิชฌา คือความเพ่งเล็งอยากได้ โทมนัส คือความทุกข์ใจ ในที่นี้จัดตามนิวรณ์ อภิชฌาได้แก่ กามฉันทะ โทมนัสได้แก่พยาบาท กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ หมายถึงกำจัดคือละได้ชั่วคราว และข่มไว้ได้ซึ่งความยินดีและความยินร้ายในโลกคือกายนี้ (นัย ที.ม.อ. ๓๗๓, ม.มู.อ. ๑/๒๕๘)
  4. ๔เวทนา พึงดูความหมายในข้อ ๑๑๓ จิต พึงดูความหมายในข้อ ๑๑๔ ธรรม พึงดูความหมายในข้อ ๑๑๕-๑๓๖
  5. ๕ในธรรมวินัยนี้ หมายถึงในพระพุทธศาสนานี้ (ที.ม.อ. ๓๗๗, ม.มู.อ. ๑/๒๖๒)
  6. ๖เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงเสนาสนะที่สงัดอีก ๗ แห่ง (ยกเว้นป่าและโคนไม้) คือ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง {ดู ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๒๐/๒๙๐}
หน้า ๑๑๙

ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก, ย่อมสำเหนียก ว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกาย สังขารหายใจเข้า,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายช่างกลึงหรือลูกมือของนาย

ช่างกลึงผู้มีทักษะ เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราชักยาว, เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราชักสั้น, แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า, ย่อมสำเหนียกว่า‘เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก, ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า,ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑นั่งคู้บัลลังก์ หมายถึงนั่งขัดสมาธิ (วิสุทธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
  2. ๒ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หมายถึงตั้งสติมุ่งตรงต่อกัมมัฏฐาน (วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
  3. ๓กายสังขาร สภาพปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลมหายใจออก-เข้า ระงับกายสังขาร คือ การผ่อน คลายลมหายใจหยาบให้ละเอียดขึ้นไปจนถึงขั้นที่ว่ามีลมหายใจอยู่หรือไม่ เหมือนการเคาะระฆัง ครั้งแรกจะมีเสียงดังกังวานแล้วค่อย ๆ แผ่วลงจนเงียบเสียงไป (วิสุทฺธิ.๑/๒๒๐/๒๙๙-๓๐๒)
  4. ๔กายภายใน ในที่นี้ไดัแก่ ลมหายใจออก-เข้าของตน กายภายนอก ได้แก่ ลมหายใจออก-เข้าของ ผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๗๙, ม.มู.อ. ๑/๒๖๕)
หน้า ๑๒๐

ในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ‘กายมีอยู่, ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้วและไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ อานาปานบรรพ

กายานุปัสสนา อิริยาปถบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดอิริยาบถ)

{๑๓๔} [๑๐๘] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เราเดิน’ ยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรายืน, นั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรานั่ง, นอนอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรานอน, หรือเธอดำรงกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดกาย นั้นด้วยอาการอย่างนั้น ๆ

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่, ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้วและไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ อิริยาปถบรรพ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๗๙, ม.มู.อ. ๑/๒๖๘)
หน้า ๑๒๑

กายานุปัสสนา สัมปชัญญบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดสัมปชัญญะ)

{๑๓๕} [๑๐๙] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวใน การก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการ เหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้วและไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ สัมปชัญญบรรพ

กายานุปัสสนา ปฏิกูลมนสิการบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล)

{๑๓๖} [๑๑๐] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องบนแต่ฝ่าเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มโดยรอบ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ สัมปชัญญะ ๔ ในกายของตน คือ (๑) สาตถกสัมปชัญญะ ความรู้ชัด ว่ามีประโยชน์ (๒) สัปปายสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ(ที่สบาย) (๓) โคจรสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่าเป็นโคจร (ที่ไป) (๔) อสัมโมหสัมปชัญญะความรู้ชัดว่าไม่หลง กายภายนอกได้แก่ สัมปชัญญะ ๔ ในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๓, ม.มู.อ. ๑/๒๘๖)
หน้า ๑๒๒

เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น นํ้าตา มันเหลว นํ้าลาย นํ้ามูก ไขข้อ มูตร’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้างเติมด้วยธัญ ชาติต่างชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปฺลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดีแก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่า ‘นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร’ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องบนแต่ฝ่าเท้าขึ้นไป เบื้องตํ่าแต่ปลาย ผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหาร เก่า ดี เสลด

หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย นํ้ามูก ไขข้อ มูตร’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้วและไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ ปฏิกูลมนสิการบรรพ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ สิ่งปฏิกูลต่างๆ มีผมเป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ สิ่ง ปฏิกูลต่าง ๆ มีผมเป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๔, ม.มู.อ. ๑/๒๘๗)
หน้า ๑๒๓

กายานุปัสสนา ธาตุมนสิการบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดมนสิการธาตุ)

{๑๓๗} [๑๑๑] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุไฟ ธาตุลม,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ มีทักษะฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นส่วน ๆ นั่งอยู่ที่ทางใหญ่สี่แยก ฉันใด ภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ ธาตุมนสิการบรรพ

กายานุปัสสนา นวสีวถิกาบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดป่าช้า ๙ หมวด)

{๑๓๘} [๑๑๒] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่พองอืด มีสีเขียวน่าเกลียด มีนั้าเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้’ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่ บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ ธาตุ ๔ ในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ ธาตุ ๔ ในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๕, ม.มู.อ.๑/๒๘๘)
  2. ๒กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อาการที่พองอืดเป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อาการ ที่พองอืดเป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๖, ม.มู.อ. ๑/๒๘๙)
หน้า ๑๒๔

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิก กินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง หมู่สัตว์เล็กๆ ชนิดต่าง ๆ กัดกินอยู่บ้าง เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ‘ถึงร่างกาย อันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่าง นี้ไปได้’ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่ บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเสันเอ็นผูกรัดอยู่ ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเสัน เอ็นผูกรัดอยู่ ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าเป็นร่างกระดูกปราศจากเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว กระจัดกระจาย ไปในทิศน้อยใหญ่ คือ กระดูกมือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูก ข้อเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูก สะเอวไปทางหนึ่งกระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงไปทางหนึ่ง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อาการที่ฝูงกาจิกกินอยู่เป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อาการที่ฝูงกาจิกกินอยู่เป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๗, ม.มู.อ. ๑/๒๙๐) กายภายในและ ภายนอกถัดจากนี้ไป พึงเทียบตามนัยนี้
หน้า ๑๒๕

กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กาย นี้แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้ เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้’

ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกมีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกกองกระจัดกระจายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ กระดูกผุเป็นจุรณแล้ว เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วง ความเป็นอย่างนี้ไปได้’

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิด ขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อัน ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้วและไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ อย่างนี้แล”

จบ นวสีวถิกาบรรพ

จบ กายานุปัสสนา ๑๔ บรรพ

หน้า ๑๒๖

เวทนานุปัสสนา (การพิจารณาเวทนา)

{๑๓๙} [๑๑๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เสวยสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวย สุขเวทนา’ หรือเสวยทุกขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนา’ หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนา อยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา’ หรือเสวย สุขเวทนามีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยสุขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยสุขเวทนา ไม่มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส’ หรือเสวยทุกขเวทนา มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส’ หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนา มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยอทุกขม สุขเวทนาไม่มีอามิส อยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ หรือความรู้สึก หมายถึงภาวะจิตที่รู้สึกต่ออารมณ์ที่มากระทบ ในที่นี้จำแนกเป็น ๓ คือ สุขเวทนา ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม (ทาง ใจเรียกย่อยว่าโสมนัสสเวทนา) ทุกขเวทนา ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทาง ใจก็ตาม (ทางใจเรียกย่อยว่าโทมนัสสเวทนา) อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ คือไม่ทุกข์ไม่สุข หรือเรียกว่าอุเปกขาเวทนา
  2. ๒สุขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สีกสบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน ซึ่งจำแนก ตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิตโสมนัสสเวทนา ๖) ที่อาศัยอามิสคือกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าปรารถนา) เกิดขึ้น สุขเวทนาไม่มีอามิส หมายถึงความรู้สีกสบายทาง ใจที่เกี่ยวเนื่องกับการสละเรือนออกบวช ซี่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมม สิตโสมนัสสเวทนา ๖) ทุกขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สีกไม่สบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับ การครองเรือน ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิตโทมนัสสเวทนา ๖) ทุกขเวทนาไม่มี อามิส หมายถึงความรู้สีกไม่สบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับการสละเรือนออกบวช ซึ่งจำแนกตาม ทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมมสิตโทมนัสสเวทนา ๖) อทุกขมสุขเวทนามีอามิส หมายถึงความ รู้สึกเฉยๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิต อุเปกขาเวทนา ๖) อทุกขมสุขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สีกเฉย ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการสละ เรือนออกบวช ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมมสิตอุเปกขาเวทนา ๖) [นัย ที.ม.อ. ๓๙๐, ม.มู.อ. ๑/๒๙๕]
หน้า ๑๒๗

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้น ในเวทนาอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนาอยู่บ้างอีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ‘เวทนามีอยู่, ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่า อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาอยู่อย่างนี้แล

จบ เวทนานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนา (การพิจารณาจิต)

{๑๔๐} [๑๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีราคะ, หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากราคะ, จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีโทสะ, หรือ จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากโทสะ, จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิต มีโมหะ, หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากโมหะ, จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตหดหู่, จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า ‘จิตฟุ้งซ่าน, จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตเป็นมหัคคตะ, หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่เป็น มหัคคตะ, จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า, หรือจิตไม่มีจิต อื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า, จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตเป็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เวทนาภายใน ในที่นี้ได้แก่ เวทนาทั้งสามมีสุขเวทนาเป็นต้นของตน เวทนาภายนอก ได้แก่ เวทนาทั้งสามมีสุขเวทนาเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๐)
  2. ๒จิตทั้ง ๘ คู่นี้จัดเป็นโลกิยจิตทั้งสิ้น เพราะสติปัฏฐาน ๔ เป็นโลกิยมรรค คือทางดำเนินส่วน เบื้องต้นเพื่อบรรลุโลกุตตรมรรค (ที.ม.อ. ๓๖๕) พึงดูความหมายเป็นคู่ ๆ ที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๖๘ หน้า ๖๘ - ๖๙ ในเล่มนี้
หน้า ๑๒๘

สมาธิ’ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่เป็นสมาธิ’ จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า ‘จิตหลุดพ้น’ หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่หลุดพ้น’

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้ง ภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในจิตอยู่บ้าง อีกอย่างหนี่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘จิตมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้นเธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างนี้แล

จบ จิตตานุปัสสนา

ธัมมานุปัสนา นีวรณบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดนิวรณ์)

{๑๔๑} [๑๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕

ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันทะ มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘กามฉันทะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘กามฉันทะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง กามฉันทะที่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จิตภายใน ในทีนี้ได้แก่ ภาวะจิตทีมีราคะเป็นต้นของตน จิตภายนอก ได้แก่ ภาวะจิตที่มี ราคะเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๑, ม.มู.อ. ๑/๒๙๗)
  2. ๒เป็นข้อหนึ่งใน นิวรณ์ (กิเลสที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ๕ อย่าง คือ กามฉันทะ ความพอใจ รักใคร่ในกาม พยาบาท ความคิดร้าย ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและกลุ้มกังวล วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๑}
หน้า ๑๒๙

ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย กามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย กามฉันทะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

อีกอย่างหนี่ง เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘พยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง พยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย พยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อ ไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘ถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘ถีน มิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’

อนึ่ง ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อ ไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่งเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตก็รู้ชัดว่า ‘อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดด้วยอาการ นั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอาการใด ก็ รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น

หน้า ๑๓๐

ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อ ไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายใน อยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นใน ธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ อยู่อย่างนี้แล

จบ นีวรณบรรพ

ธัมมานุปัสสนา ขันธบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดขันธ์)

{๑๔๒} [๑๑๖] อีกประการหนึ่งดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายในในที่นี้ได้แก่นิวรณ์๕มีกามฉันทะป็นต้นของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ นิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๗, ม.มู.อ. ๑/๓๐๓)
  2. ๒อุปาทานขันธ์ แปลว่า กองแห่งความถือมั่น หมายถึงกลุ่มธรรมหรือหมวดธรรมอันเป็นปัจจัย แห่งความถือมั่น (ที.ม.อ. ๓๙๘, ม.มู.อ. ๑/๓๐๓) ๕ อย่าง คือ รูป (แสงสีที่ตามองเห็น) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความรู้จักจำได้) สังขาร (ความปรุงแต่งคิดนึก) และ วิญญาณ (ภาวะรับรู้) หรือเรียกว่าเบญจขันธ์ (ขันธ์ ๕) อันเป็นตัวทุกข์นั่นเอง
หน้า ๑๓๑

คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความ เกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็น ดังนี้,

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายใน อยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นใน ธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนี่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่, ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่อย่างนี้แล

จบ ขันธบรรพ

ธัมมานุปัสสนา อายตนบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดอายตนะ)

{๑๔๓} [๑๑๗] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมคืออายตนะ ภายในและภายนอก ๖ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ อย่างไรเล่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ ของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ ของผู้อื่น (ที.ม.อ.๓๙๘, ม.มู.อ. ๑/๓๐๓)
หน้า ๑๓๒

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตา รู้ชัดรูป และรู้ชัดสังโยชน์ ซี่งอาศัย ตาและรูปทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่งสังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยภิกษุย่อมรู้ชัดหู รู้ชัดเสียง...

ภิกษุย่อมรู้ชัดจมูก รู้ชัดกลิ่น...

ภิกษุย่อมรู้ชัดลิ้น รู้ชัดรส...

ภิกษุย่อมรู้ชัดกาย รู้ชัดสิ่งที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย...

ภิกษุย่อมรู้ชัดใจ รู้ชัดธรรมารมณ์ และรู้ชัดสังโยชน์ที่อาศัยใจและ ธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายใน อยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๒อายตนะหมายถึงอวัยวะเครื่องต่อรับรู้อารมณ์ของจิต จำแนกเป็น ๒ ฝ่ายตามความสัมพันธ์กัน คือภายในกับภายนอกฝ่ายละ ๖ คือ อายตนะภายในได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะ ภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ (ที.ม.อ. ๓๙๙, ม.มู.อ. ๑/๓๐๔)
  2. ๑สังโยชน์ กิเลสเครื่องประกอบสัตวไว้ในภพ ในทีนี้ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่างอีกนัยหนึ่ง {ซึ่งต่างจากพระบาลีบางแห่ง ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒} คือ กามราคะ ความติดใจในกามคุณ ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ มานะ ความสำคัญตน ทิฏฐิ ความเห็นผิด วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต ภวราคะ ความติดใจในภพ อิสสา ความริษยา มัจฉริยะ ความตระหนี่ และ อวิชชา ความไม่รู้สภาพจริง (นัย ที.ม.อ. ๓๙๙, ม.มู.อ. ๑/๓๐๔)
  3. ๒ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อายตนะภายในและภายนอกของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อายตนะ ภายในและภายนอกของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๔๐๐. ม.มู.อ. ๑/๓๐๕)
หน้า ๑๓๓

บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนี่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ อยู่อย่างนี้แล

จบ อายตนบรรพ

ธัมมานุปัสสนา โพชฌงคบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดโพชฌงค์)

{๑๔๔} [๑๑๘] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมคือโพชฌงค์ ๗ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อย่าง ไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘สติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา, หรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘สติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โพชฌงค์ (หรือ สัมโพชฌงค์) องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ หมายถึงองค์แห่งธรรมสามัคคี ๗ ประการมีสติเป็นต้นอันเป็นเครื่องตรัสรู้ ตื่นจากการหลับเพราะกิเลส และรู้แจ้งอริยสัจของพระผู้บำเพ็ญเพียร (ที.ม.อ. ๔๐๑, ม.มู.อ. ๑/๓๐๖) มี ๗ ประการ คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์ สัม โพชฌงค์คือสติ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือธัมมวิจยะ (ความสอดส่องเลือกเฟ้น ธรรม) (๓) วิริยสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือวิริยะ (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือปีติ (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ)(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ สัม โพชฌงค์คือสมาธิ (๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คืออุเบกขา (ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๒๗ หน้า ๒๖ ในเล่มนี้ประกอบ)
หน้า ๑๓๔

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุเปกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุเปกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’หรือเมื่ออุเปกขาสัม โพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุเปกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา, อนึ่ง อุเปกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย อุเปกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายใน อยู่ บ้างพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือโพชฌงค์ ๗ อยู่อย่างนี้แล

จบ โพชฌงคบรรพ

จบ ภาณวารที่ ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ สัมโพชฌงค์ ๗ ประการของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ สัมโพชฌงค์ ๗ ประการของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๔๑๑, ม.มู.อ. ๑/๓๑๖)
หน้า ๑๓๕

ธัมมานุปัสสนา สัจจบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดอริยสัจ)

{๑๔๕} [๑๑๙] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกข สมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)’

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้ง ภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนี่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่, ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อยู่ อย่างนี้แล

ทุกขสัจจนิทเทส (อธิบายทุกขสัจ)

{๑๔๖} [๑๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์แม้ความพลัดพรากจากสิ่ง ที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

[๑๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน คือ ความเกิด ความ

หน้า ๑๓๖

ก่อเกิด ความหยั่งลง ความบังเกิด ความถือกำเนิด ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชาติ

[๑๒๒] ก็ชราเป็นไฉน คือ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อม แห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชรา

[๑๒๓] ก็มรณะเป็นไฉน คือ ความเคลื่อน ความเคลื่อนไป ความแตกดับ ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่า สัตว์นั้น ๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ[๑๒๔] ก็โสกะเป็นไฉน คือ ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะของบุคคลผู้แห้งใจ ความผากภายใน ความแห้งผากภายในของบุคคลผู้ ประกอบด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าโสกะ[๑๒๕] ก็ปริเทวะเป็นไฉน คือ ความคร่ำครวญ ความร่ำพิไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำพิไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้ครํ่าครวญ ภาวะของบุคคลผู้รํ่าพิไรรำพันของบุคคลผู้ประกอบด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าปริเทวะ[๑๒๖] ก็ทุกขะเป็นไฉน คือ ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญ ทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดี ที่เป็นทุกข์ ซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส อัน นี้เรียกว่าทุกข์

[๑๒๗] ก็โทมนัสเป็นไฉนคือความลำบากทางจิตความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดี ที่เป็นทุกข์ ซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่าโทมนัส

หน้า ๑๓๗

[๑๒๘] ก็อุปายาสเป็นไฉน คือ ความแค้นใจ ความคับแค้นใจ ภาวะของบุคคลผู้แค้นใจ ภาวะของบุคคลผู้คับแค้นใจ ของบุคคลผู้ประกอบด้วย ความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าอุปายาสะ

[๑๒๙] ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคนด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือ ด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนา ความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียก ว่าความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์[๑๓๐] ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคนด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือ ด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์

ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนา ความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ หรือญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์[๑๓๑] ก็ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิดเป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย, ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย’

หน้า ๑๓๘

ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย, ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์.

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึงเราเลย’ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดา ขอโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย, ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์[๑๓๒] ก็โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือ สังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขอริยสัจ

สมุทัยสัจจนิทเทส (อธิบายสมุทยสัจ)

{๑๔๗} [๑๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ ตัณหา อันทำให้เกิดในภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ

หน้า ๑๓๙

มีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน คือ ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจ ในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อม ตั้งอยู่ในที่นี้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กาย วิญญาณ มโนวิญญาณ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโน สัมผัส เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๑ หน้า ๙๙ ในเล่มนี้
  2. ๒เป็นที่รัก หรือ ปิยรูป คือสภาวะที่น่ารัก ที่เจริญใจ หรือ สาตรูป คือสภาวะที่ชื่นใจ อัน เป็นส่วนอิฏฐารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา (นัย ที.ม.อ. ๔๑๕, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙-๑๒๐)
  3. ๓วิญญาณ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๐๑ หน้า ๑๑๐ ในเล่มนี้
  4. ๔สัมผัส ( หรือผัสสะ) ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๘ หน้า ๑๐๗ ในเล่มนี้
  5. ๕เวทนา ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๗ หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้
หน้า ๑๔๐

ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นใน ที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพ สัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่เจริญในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม ตัณหา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัญญา ความกำหนดหมายอารมณ์ ๖ คือ รูปสัญญา ความกำหนดหมายรู้รูป สัทท...เสียง คันธ ...กลิ่น รส...รส โผฎฐัพพ...โผฏฐัพพะ ธัมมสัญญา ความกำหนดหมายรู้ธรรมารมณ์
  2. ๒สัญเจตนา เจตจำนงหรือความจงใจในอารมณ์ ๖ คือ รูปสัญเจตนา เจตจำนงในรูป สัทท ... เสียง คันธ...กลิ่น รส ...รส โผฏฐัพพ ... โผฏฐัพพะ ธัมมสัญเจตนา เจตจำนงในธรรมารมณ์
  3. ๓ธัมมตัณหา ตัณหาในธรรม ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๖ หน้า ๑๐๕ ในเล่มนี้
  4. ๔วิตก ความตรึกถึงอารมณ์ ๖ คือ รูปวิตก ความตรึกถึงรูป สัทท...เสียง คันธ...กลิ่น รส...รส โผฎฐัพพ...โผฏฐัพพะ ธัมมวิตก ความตรึกถึงธรรมารมณ์
  5. ๕วิจาร ความตรองถึงอารมณ์ ๖ คือ รูปวิจาร ความตรองถึงรูป สัทท...เสียง คันธ...กลิ่น รส ...รส โผฎฐัพพ...โผฏฐัพพะ ธัมมวิจาร ความตรองถึงธรรมารมณ์
หน้า ๑๔๑

เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ

นิโรธสัจจนิทเทส (อธิบายนิโรธสัจ)

{๑๔๘} [๑๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน คือ ความ คลายกำหนัดและความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความ ปล่อยวาง ความไม่อาลัยตัณหานั้นนั่นแหละ ก็ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่ไหน เมื่อจะดับย่อมดับได้ในที่ไหน คือที่ใดเป็นที่รักที่ เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กาย วิญญาณ มโนวิญญาณเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อ จะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

หน้า ๑๔๒

รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพ สัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคล จะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม ตัณหาเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อ จะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขนิโรธอริยสัจ

มัคคสัจจนิทเทส

{๑๔๙} [๑๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน คือ อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงาน ชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายาม ชอบ ๑ สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ การตั้งใจชอบ ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อริยมรรค ทางที่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย ทางที่ทำให้เป็นพระอริยบุคคล (ที.ม.อ. ๔๑๗)
หน้า ๑๔๓

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน คือ ความรู้ในทุกข์ ความ รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความรู้ในการดับสนิทแห่งทุกข์ ความรู้ในข้อปฏิบัติ อันให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ อันนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริในการ ออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจาก การพูดเท็จ เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ อันนี้เรียกว่าสัมมาวาจา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน คือ เจตนางดเว้น จากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว้) เจตนางดเว้นจากอทินนาทาน (การลักทรัพย์) เจตนางดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรม วินัยนี้ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้ เรียกว่าสัมมาอาชีวะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัย นี้ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น เพื่อละธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคอง จิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อความตั้งมั่นเพื่อความไม่เลือนหายเพื่อ ความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่าสัมมาวายามะ

หน้า ๑๔๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่าสัมมาสติดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม

บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญ ว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข, ดังนี้อยู่ เธอบรรลุ จตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละ ทุกข์และโสมนัสโทมนัสซึ่งดับไปก่อนแล้วอยู่ อันนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

{๑๕๐} [๑๓๖] ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิด ขึ้นในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อริยสัจ ๔ ของผ้อื่น (ที.ม.อ. ๔๒๑)
หน้า ๑๔๕

ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น อะไรๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออริยสัจ ๔ อยู่อย่างนี้แล

จบ สัจจบรรพ

จบ ธัมมานุปัสสนา

อานิสงส์แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ๔

{๑๕๑} [๑๓๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิ เหลืออยู่ ก็เป็นพระ อนาคามี ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่าง ที่กล่าวมานี้ตลอด ๖ ปี ...๕ ปี ...๔ ปี ...๓ ปี ...๒ ปี ...๑ ปี เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยัง มีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๑ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ เดือนเขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๖ เดือน ...๕ เดือน ...๔ เดือน ...๓ เดือน ...๒ เดือน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุปาทิ หมายถึงอุปาทานขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (บางฉบับ ปรากฏพระบาลีว่า อุปาทานเสเส แปลว่า เมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ พึงดู ม.มู.อ. ๑/๓๑๘)
หน้า ๑๔๖

... ๑ เดือน ...กึ่งเดือน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนี่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑{๑๕๒} [๑๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ, เราอาศัยข้อความนี้กล่าวแล้ว”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฉะนี้แล

จบ มหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๑๐

จบ มูลปริยายวรรคที่ ๑

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มูลปริยายสูตร

๒. สัพพาสวสังวรสูตร

๓. ธรรมทายาทสูตร

๕. ภยเภรวสูตร

๕. อนังคณสูตร

๖. อากังเขยยสูตร

๗. วัตถูปมสูตร

๘. สัลเลขสูตร

๙. สัมมาทิฏฐิสูตร

๑๐. มหาสติปัฏฐานสูตร

๒. สีหนาทวรรค

หมวดว่าด้วยการบันลือลีหนาท

๑. จูฬสีหนาทสูตร

ว่าด้วยการบันลือสีหนาท สูตรเล็ก

{๑๕๓} [๑๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

สมณะ ๔ ประเภท

{๑๕๔} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ มีในศาสนานี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๓ ก็มีในศาสนานี้ สมณะที่ ๔ ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิของศาสดาอื่นว่าง จากสมณะผู้ตรัสรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงบันลือสีหนาท โดยชอบอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ทีเดียว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า สมณะ ในที่นี้หมายเฉพาะเหล่าสมณะผู้ตั้งอยู่ในอริยผล กล่าวคือ สมณะที่ ๑ หมาย ถึงพระโสดาบัน สมณะที่๒ หมายถึงพระสกทาคามี สมณะที่ ๓ หมายถึงพระอนาคามี สมณะ ที่ ๔ หมายถึงพระอรหันต์ (ที.ม.อ. ๑๙๖, ม.มู.อ. ๑/๓๒๓-๓๒๔)
  2. ๒ลัทธิของศาสดาอื่น(ปรัปวาท) หมายถึงลัทธิของศาสดาอื่นภายนอกพระพุทธศาสนานี้ ได้แก่ ลัทธิความเห็นผิด ๖๒ ประการที่มาในพรหมชาลสูตร (ม.มู.อ. ๑/๓๒๔) ดู ทิฏฐิ ๖๒ ใน ที.สี. (แปล) ๙/๒๘-๑๐๒/๑๖-๕๕ ประกอบ
  3. ๓บันลือสีหนาท ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายบันลือคือเปล่งวาทะอย่าง ประเสริฐตามที่ตรัส (เสฏฐนาท) โดยมั่นใจในความที่สมณะ ๔ นี้มีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนานี้ เท่านั้น เปล่งวาทะอย่างไม่เกรงกลัวภัยหรือระแวงสงสัย(อภีตนาท) เปล่งวาทะอย่างไม่เกรง ว่าศาสดาโด ๆ สักท่านหนึ่งจะกล้าลุกขึ้นคัดค้าน (อัปปฏิหตนาท) [ม.มู.อ. ๑/๓๒๖]

จบ ๑๐. สติปัฏฐานสูตร