พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค
๙. สัมมาทิฏฐิสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๐–๑๓๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมูลปริยายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค สัมมาทิฏฐิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๙๕–๑๑๖
เอ็นดูจะพึงทำเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสาวกกิจอันนั้นเราก็ทำแก่เธอทั้ง หลายแล้ว ดูก่อนจุนทะ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่ง พินิจเถิด อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย นี้ เป็นคำสั่งสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบท ๔๔ บท ทรงแสดงสนธิ ๕ สนธิ พระสูตรนี้ชื่อสัลเลขสูตร ลุ่มลึก เปรียบด้วย สาคร ฉะนี้แล
จบ สัลเลขสูตรที่ ๘
๙. สัมมาทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยความเห็นชอบ
{๑๑๐} [๘๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระ สารีบุตรได้กล่าวดังนี้ว่า“ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีคำที่เรียกกันว่า ‘สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ, ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนออริยสาวกจึงชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็น
- ๑สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ มี ๒ คือ (๑) โลกิยสัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบระดับโลกิยะ ได้แก่ กัมมัสสกตาญาณ ความรู้เห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน และสัจจานุโลมิกญาณ ความรู้เห็น ที่กำหนดคล้อยตามอริยสัจ ๔ (๒) โลกุตรสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบระดับโลกุตระได้แก่ ปัญญาที่ประกอบด้วยอริยมรรคและอริยผล ในที่นี้หมายถึงโลกุตรสัมมาทิฏฐิ (ม.มู.อ. ๑/๒๐๙)
ดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของท่านพระสารีบุตร พวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะท่านพระสารีบุตรเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อท่านพระสารีบุตรแล้วจักทรงจำกันไว้”ท่านพระสารีบุตรตอบว่า“ถ้าอย่างนั้น จงฟังเถิดท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระ สารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวดังนี้ว่า
{๑๑๑} “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ชัดซี่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเง่าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวก ก็ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อกุศลเป็นไฉน คือ
การฆ่าสัตว์เป็นอกุศล
การลักทรัพย์เป็นอกุศล
การประพฤติผิดในกาม เป็นอกุศล
การพูดเท็จเป็นอกุศล
การพูดส่อเสียดเป็นอกุศล
การพูดคำหยาบเป็นอกุศล
การพูดเพ้อเจ้อเป็นอกุศล
ความอยากได้ของผู้อื่นเป็นอกุศล
การปองร้ายเขาเป็นอกุศล
ความเห็นผิดเป็นอกุศล นี้เรียกว่าอกุศล
รากเง่าของอกุศลเป็นไฉน คือ
โลภะ (ความโลภ) เป็นรากเง่าของอกุศล
โทสะ (ความคิดร้าย) เป็นรากเง่าของอกุศล
โมหะ (ความหลง) เป็นรากเง่าของอกุศล
นี้เรียกว่ารากเหง้าของอกุศล
กุศลเป็นไฉน คือ
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เป็นกุศล
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เป็นกุศล
ความไม่อยากได้ของผู้อื่น เป็นกุศล
การไม่ปองร้ายเขา เป็นกุศล
ความเห็นชอบ เป็นกุศล นี้เรียกว่ากุศล
รากเหง้าของกุศลเป็นไฉน คือ
อโลภะ (ความไม่โลภ) เป็นรากเหง้าของกุศล
อโทสะ (ความไม่คิดร้าย) เป็นรากเหง้าของกุศล
อโมหะ (ความไม่หลง) เป็นรากเหง้าของกุศล
นี้เรียกว่ารากเหง้าของกุศล
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอกุศลและรากเหง้าของ อกุศลอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศลอย่างนี้ เมื่อนั้น ท่านย่อมละ
ราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องคือราคะ ความกำหนัด) บรรเทาปฏิฆานุสัย (กิเลส ที่นอนเนื่องคือปฏิฆะ ความขัดเคือง) ถอนทิฏฐานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องคือ ทิฏฐิ ความเห็นผิด) และมานานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องคือมานะ ความสำคัญตน) ว่าเรามีอยู่ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิดขึ้น แล้ว กระทำที่สุดแท่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลายอริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”{๑๑๒} [๙๐] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยอาหาร
{๑๑๓} ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร และทางที่จะให้ ถึงความดับแห่งอาหารแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้อริยสาวกก็ชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็อาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร ทางที่จะให้ถึง ความดับแห่งอาหารเป็นไฉน
อาหาร ๔ เหล่านี้เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่อ อนุเคราะห์เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ มีอะไรบ้าง คือ
๑. กพฬิงการาหารอาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด
๒. ผัสสาหารอาหารคือผัสสะ
๓. มโนสัญเจตนาหารอาหารคือความคิดอ่าน
๔. วิญญาณาหารอาหารคือวิญญาณ
เหตุเกิดแห่งอาหารย่อมมีเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่ง อาหารย่อมมีเพราะตัณหาดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีพชอบ ๑ ความพยายามชอบ ๑ การ ระลึกชอบ ๑ การตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าทางที่จะให้ถึงความดับแห่งอาหาร
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร และทางที่จะให้ถึงความดับแห่งอาหารอย่างนี้ เมื่อนั้น ท่านย่อมละราคานุสัยบรรเทาปฏิฆานุสัยถอนทิฏฐานุสัยและ มานานุสัยว่าเรามีอยู่ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิดขึ้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้ มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยสัจจะ
{๑๑๔} [๙๑] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีก ไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน ธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
{๑๑๕}ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แม้ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ทุกข์เป็นไฉนทุกขสมุทัยเป็นไฉน ทุกขนิโรธเป็นไฉน ทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทาเป็นไฉน
ก็ทุกข์เป็นไฉน คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความ เจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความแห้งใจ ความพิไรรำพัน ความ ไม่สบายกาย ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ความประจวบกับ สิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ นี้เรียกว่าทุกข์ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน คือ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วย ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจมีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์ นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้เรียกว่าทุกขสมุทัย
ก็ทุกขนิโรธเป็นไฉน คือ ความคลายกำหนัดและความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยตัณหานั้นนั่นแหละ นี้เรียกว่าทุกขนิโรธ
ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีพชอบ ๑ ความพยายามชอบ ๑ การระลึกชอบ ๑ การตั้งใจมั่นชอบ ๑ นี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลายเมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอย่างนี้เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย
- ๑กามตัณหา ตัณหาในกามคุณหมายถึงความอยากในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ความอยากได้กามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็น ชื่อของกามคุณ ๕ ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึงความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะ เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความติดใจอยู่ในรูปภพ อรูปภพ หรือติดใจ ในฌานสมาบัติ ซึ่งประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ วิภวตัณหา ตัณหาในวิภพ หมายถึงความอยากใน ความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่น่าปรารถนา อยากทำลาย อยาก ให้ดับสูญ ซึ่งประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ (นัย ที.ม.อ. ๙๘, ที.ปา.อ. ๑๘๒, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙)
บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่าเรามีอยู่โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิดขึ้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยชราและมรณะ
{๑๑๖} [๙๒] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ”แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
{๑๑๗} ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ก็ชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและ มรณะ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะเป็นไฉน คือ
ความแก่ ความคร่ำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่ หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์ นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา
ความเคลื่อน ความเคลื่อนไป ความแตกดับ ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่ามรณะ
ชราและมรณะเป็นดังพรรณนามาฉะนี้ นี้เรียกว่าชราและมรณะ
เหตุเกิดแห่งชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นเหตุให้เกิด ความดับ
แห่งชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยชาติ (ความเกิด)
{๑๑๘} [๙๓] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีก ไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ...มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับแห่งชาติ และปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งชาติ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็ชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับแห่งชาติ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับแห่งชาติเป็นไฉน
ความเกิด ความก่อเกิด ความหยั่งลง ความบังเกิด ความถือกำเนิด ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์ นั้น ๆ นี้เรียกว่าชาติ
เหตุเกิดแห่งชาติย่อมมีเพราะภพเป็นเหตุให้เกิดความดับแห่งชาติ ย่อมมีเพราะภพดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชาติ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิด แห่งชาติ ความดับแห่งชาติ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชาติอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้ เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยภพ
{๑๑๙} [๙๔] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีก ไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ‘ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ชัดซื่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับแห่งภพ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความ ดับแห่งภพ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็ภพเหตุเกิดแห่งภพความดับแห่งภพและปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งภพเป็นไฉน คือ
ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑
- ๑ภพ ภาวะชีวิต คือกรรมที่นำเหล่าสัตว์ให้เข้าถึงโลกอันเป็นสถานที่อยู่ซึ่งมี ๓ ประเภท คือ (๑) กามภพ ภพที่เป็นกามาวจร คือภพของผู้ยังเสวยกามคุณคืออารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้แก่ อบาย ๔ (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน) มนุษยโลก ๑ และสวรรค์ทั้ง ๖ (๒) รูปภพ ภพที่เป็นรูปาวจร คือภพของผู้เข้าถึงรูปฌาน ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ (๓) อรูปภพ ภพที่เป็นอรูปาวจร คือภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่ อรูปพรหม ๔ (นัย ม.มู.อ. ๑/๒๓๒)
เหตุเกิดแห่งภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นเหตุให้เกิดความดับแห่ง ภพย่อมมีเพราะอุปาทานดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งภพ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับแห่งภพ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งภพอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้ เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยอุปาทาน
{๑๒๐} [๙๕] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ...มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอุปาทาน และปฏิปทา
- ๑อุปาทาน ความถือมั่น หมายถึงภาวะจิตที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้งด้วยอำนาจ กิเลส มี ๔ คือ (๑) กามุปาทาน ความถือมั่นกาม ได้แก่ความกำหนัดที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามคุณ ๕ (๒) ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็นผิดที่ดิ่งสุดโต่งต่างๆ เช่น เห็นว่าอัตตา และโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าเป็นต้น (๓) สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นศีลพรตได้แก่ หลักความประพฤติ ลัทธิพิธีต่างๆของนักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่ยึดถือว่าสามารถทำให้ บริสุทธิ์ได้ โดยสักว่ากระทำสืบๆ กันมาอย่างงมงาย หรือโดยนิยามว่าขลังว่าศักดิ์สิทธิ์ (๔) อัตต วาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตัวตนได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือความถือหรือสำคัญหมายอยู่ภายใน ว่ามีตัวตนที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย เป็นต้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๒๓๒-๒๓๓)
ที่จะให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็อุปาทานเหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอุปาทานและปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอุปาทานเป็นไฉน คือ
อุปาทาน ๔ ได้แก่ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน
เหตุเกิดแห่งอุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความดับ แห่งอุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอุปาทาน และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับ แห่งอุปาทานอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุด แห่ง ทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบ ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยตัณหา
{๑๒๑} [๙๖] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ‘ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ชัดซึ่งตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และปฏิปทาที่จะให้
ถึงความดับแห่งตัณหาแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็ตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และปฏิปทาที่จะ ให้ถึงความดับแห่งตัณหาเป็นไฉน คือ
ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้ ได้แก่ ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหา ในกลิ่น ตัณหาในรส ตัณหาในโผฏฐัพพะ ตัณหาในธรรม
เหตุเกิดแห่งตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นเหตุให้เกิดความดับแห่ง ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งตัณหา
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งตัณหาอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน ปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
- ๑ตัณหาในธรรม หมายถึงความอยากในธรรมารมณ์ คืออารมณ์ทางใจหรือสิ่งที่ใจนึกคิด ตัณหา ทั้ง ๖ หมวดนี้ เมื่อนำแต่ละหมวดไปจัดรวมกับตัณหา ๓ ประเภท คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา (ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๙๑ หน้า ๙๙ ในเล่มนี้) เช่น ตัณหาในรูป เมื่อ บุคคลยินดีรูปด้วยอำนาจกามราคะ ชื่อว่ามีกามตัณหา เมื่อยินดีรูปโดยคิดเห็นว่าเที่ยง ยั่งยืน ด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิ ชื่อว่ามีภวตัณหา เมื่อยินดีรูปโดยคิดเห็นว่าขาดสูญ สลายไปด้วยอำนาจ อุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่ามีวิภวตัณหา เป็นต้น รวมได้ ๑๘ (ตัณหา ๖ x ตัณหา ๓= ๑๘) นำตัณหา ๑๘ จัดแบ่งตามอารมณ์ภายในและภายนอกเป็น ๒ ประเภทๆ ละ ๑๘ รวมได้ ๓๖ นำตัณหา ๓๖ จัดแบ่งตามกาลทั้ง ๓ คือ อดีตกาล ๓๖ อนาคตกาล ๓๖ และปัจจุบันกาล ๓๖ รวมได้ ๑๐๘ ซึ่ง เรียกว่าตัณหาวิจริต (ความเป็นไปหรือการเที่ยวแสดงตัวของตัณหา) ๑๐๘ (ตัณหา ๖ x ตัณหา ๓ x อารมณ์ภายในและภายนอก ๒ x กาล ๓ = ๑๐๘) [ม.มู.อ. ๑/๒๓๔]
ว่าด้วยเวทนา
{๑๒๒} [๙๗] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ชัดซึ่งเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนาและปฏิปทาที่ จะให้ถึงความดับแห่งเวทนา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ... มาสู่พระสัทธรรมนี้ก็เวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ
เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้ ได้แก่ เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสเหตุเกิดแห่งเวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นเหตุให้เกิดความดับแห่ง เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งเวทนา
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน
- ๑เวทนา ในที่นี้ได้แก่ วิปากเวทนา คือเวทนาที่เป็นผลอันเนื่องมาจากผัสสะ และเป็นปัจจัยแห่ง ตัณหาในทวาร๖ (ม.มู.อ. ๑/๒๓๔) หมายถึงความที่จิตรู้สึกต่ออารมณ์เมื่อตาเห็นรูป (จักขุสัมผัส) หูได้ยินเสียง (โสตสัมผัส) จมูกได้กลิ่น (ฆานสัมผัส) ลิ้นรับรส (ชิวหาสัมผัส) กายถูกต้องเย็น ร้อนอ่อนแข็ง (กายสัมผัส) ใจคิดนึก (มโนสัมผัส)
ปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรมมาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยผัสสะ
{๑๒๓} [๙๘] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีก ไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งผัสสะ และปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งผัสสะ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ...มาสู่พระสัทธรรมนี้ก็ผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งผัสสะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งผัสสะเป็นไฉน คือ
ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้ ได้แก่ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส
เหตุเกิดแห่งผัสสะย่อมมีเพราะอายตนะ ๖ เป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่งผัสสะ ย่อมมีเพราะอายตนะ ๖ ดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ... ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งผัสสะ
- ๑ผัสสะ หรือสัมผัส คือความกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) กับ อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ (ตัวจิตรับรู้) ซึ่งทำให้เกิดเวทนา (ความรู้สึกเป็นสุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข) เช่น ตาเห็นรูป หมายถึงว่า ตาเป็นอายตนะภายใน กระทบคือผัสสะกับรูปเป็นอายตนะภายนอก เกิดอาการที่เรียกว่าเห็น โดยจิตเป็นตัวรับรู้และมีความรู้สึกต่อรูปที่เห็นนั้น เรียกว่าจักขุสัมผัส สัมผัสทางตา เป็นต้น
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งผัสสะและปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งผัสสะอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยอายตนะ
{๑๒๔} [๙๙] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ...มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งอายตนะ ๖ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ความดับแห่งอายตนะ ๖ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอายตนะ ๖ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็อายตนะ ๖ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ความดับแห่งอายตนะ ๖ และ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอายตนะ ๖ เป็นไฉน คือ
อายตนะ ๖ เหล่านี้ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ย่อมมีเพราะนามรูปเป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่งอายตนะ ๖ ย่อมมีเพราะนามรูปดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอายตนะ ๖
- ๑อายตนะ หมายถึงอวัยวะเครื่องต่อรับรู้อารมณ์ของจิต จำแนกเป็น ๒ ฝ่ายตามความสัมพันธ์กัน คือภายในกับภายนอก ฝ่ายละ ๖ แต่ในที่นี้กล่าวเฉพาะอายตนะ ๖ ภายนอก
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายเมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอายตนะ ๖ เหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ ความดับแห่งอายตนะ ๖ และปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งอายตนะ ๖ อย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุ ทั้งหลายอริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยนามรูป
{๑๒๕} [๑๐๐] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งนามรูป และปฏิปทาที่ จะให้ถึงความดับแห่งนามรูป แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็นามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งนามรูป และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งนามรูปเป็นไฉน คือ
- ๑นามรูป แยกเป็น ๒ คำ คีอนามและรูป นาม สภาวะที่มีอยู่จริงซึ่งรู้จักได้ด้วยชื่อเพราะเป็น สภาวะที่น้อมนำสร้างชื่อตนขึ้นเอง หมายถึงสิ่งไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่รูปแต่น้อมมาเป็นอารมณ์ของ จิตได้ ส่วนของจิต ได้แก่ อรูปขันธ์๔ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และนิพพาน ๑ ในที่นี้มุ่งเฉพาะเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ซึ่งจำแนกกล่าวใน รูปของเจตนา ความจงใจ ผัสสะ ความที่จิตกระทบอารมณ์ และมนสิการ ความที่จิตใฝ่ใจใน อารมณ์ รูป สภาวะที่จะต้องสลายผันแปรไปเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง หมายถึงสิ่งที่ เป็นรูปร่าง พร้อมทั้งลักษณะและอาการของมัน ในที่นี้ได้แก่รูปขันธ์ ๒๘ ซื่งจำแนกเป็นมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป (รูปที่อาศัยมหาภูตรูป) ๒๔ (ที.ปา.อ. ๑๗0-๑๗๑, ม.มู.อ. ๑/๒๓๖)
เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป นามและรูปดังพรรณนามา ฉะนี้เรียกว่านามรูป
เหตุเกิดแห่งนามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นเหตุให้เกิดความดับแห่งนามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจ มั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งนามรูป
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งนามรูป และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่ง นามรูปอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยวิญญาณ
{๑๒๖} [๑0๑] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวกรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณความดับแห่งวิญญาณและ
- ๑วิญญาณ ในที่นี้หมายถึงความที่จิตรับรู้อารมณ์ทางอายตนะภายใน ๖ ซึ่งเรียกว่าวิญญาณ๖ คือ จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู ฆานวิญญาณ ความ รู้อารมณ์ทางจมูก ชิวหาวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น กายวิญญาณ ความรู้ อารมณ์ทางกาย และมโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางใจ (นัย ม.มู.อ. ๑/๒๓๗)
ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็วิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งวิญญาณเป็นไฉน คือ
วิญญาณ ๖ เหล่านี้ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ
เหตุเกิดแห่งวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นเหตุให้เกิดความดับ แห่งวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจ มั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่ง วิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ อย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน ปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ว่าด้วยสังขาร
{๑๒๗} [๑0๒] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งสังขาร เหตุเกิดแห่สังขาร ความดับแห่งสังขาร และปฏิปทาที่จะ
ให้ถึงความดับแห่งสังขารแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็สังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร และปฏิปทาที่ จะให้ถึงความดับแห่งสังขารเป็นไฉน คือ
สังขาร ๓ เหล่านี้ ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร
เหตุเกิดแห่งสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะอวิชชาดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจ มั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งสังขาร เหตุ เกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร อย่างนี้ๆ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย ...แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน ปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
- ๑สังขารในที่นี้หมายถึงสภาพที่มีลักษณะปรุงแต่งหรือรังสรรค์การกระทำโดยมีเจตนาความ จงใจเป็นหลักสำคัญ จำแนกตามการกระทำเป็น ๓ คือ (๑) กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการ กระทำทางกายได้แก่ กายสัญเจตนา ความจงใจทางกายในการทำดีทำชั่ว ๒๐ อย่าง ฝ่ายกามาว จรกุศล ๘ ฝ่ายอกุศล ๑๒ (๒) วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจาได้แก่ วจีสัญเจตนา ความจงใจทางวาจาในการเปล่งวาจา ๒๐ อย่าง (๓) จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำ ทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา ความจงใจทางใจ ๒๙ อย่าง ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลระดับโลกิยะ ซึ่งเป็นไปแก่บุคคลผู้นั่งคิดอยู่ในที่ลับโดยไม่แสดงพฤติกรรมทางกายและวาจา (ม.มู.อ. ๑/๒๓๗) สังขารทั้ง ๓ นี้เรียกอีกอย่างว่า อภิสังขรณกสังขาร สังขารคือกรรมที่เป็นตัวการปรุงแต่ง ได้แก่ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาทั้งปวงในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ตรงกับ คำว่า ‘สังขาร’ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (ดูรายละเอียดในสังขาร ๔ แห่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค)
ว่าด้วยอวิชชา
{๑๒๘} [๑0๓] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งอวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับแห่งอวิชชา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอวิชชา แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อรียสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ... มาสู่พระสัทธรรมนี้
ก็อวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับแห่งอวิชชา และปฏิปทาที่ จะให้ถึงความดับแห่งอวิชชาเป็นไฉน คือ
ความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ในความดับแห่งทุกข์ ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งทุกข์ นี้เรียกว่าอวิชชา
เหตุเกิดแห่งอวิชชาย่อมมีเพราะอาสวะเป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่งอวิชชาย่อมมีเพราะอาสวะดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ... ความตั้งใจ มั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอวิชชา
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอวิชชา เหตุเกิดแห่งอวิชชา ความดับแห่งอวิชชา และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่ง อวิชชาอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย... แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ใน ปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวก ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
- ๑อวิชชา ความไม่รู้ หมายถึงความไม่รู้สภาพจริง คือไม่รู้ในอริยสัจ ๔ เป็นอีกชื่อหนื่งของ กิเลสที่เรียกว่าโมหะ ความหลง (ม.มู.อ. ๑/๒๓๗)
ว่าด้วยอาสวะ
{๑๒๙} [๑๐๔] ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า “ดีแท้ ท่านผู้มีอายุ” แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “จะยังมีอีกไหม ท่านผู้มีอายุ ข้อบรรยายแม้อย่างอื่นที่ให้อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”{๑๓๐} ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ยังมีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออริยสาวก รู้ชัดซึ่งอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอาสวะ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ก็อาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ
อาสวะ ๓ เหล่านี้ ได้แก่ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ
เหตุเกิดแห่งอาสวะย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ความดับแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะอวิชชาดับ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจมั่นชอบ ๑ ชื่อว่าปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอาสวะ
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะและปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ เมื่อนั้นท่านย่อมละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่าเรามีอยู่โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยัง
- ๑อาสวะ ๓ พึงดูความหมายเชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๗ หน้า ๑๙ ในเล่มนี้
วิชชาให้เกิดขึ้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ได้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตรแล้วแล
จบ สัมมาทิฏฐิสูตรที่ ๙
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ ๖ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ ทุกข์ ชรามรณะ อุปาทาน อายตนะ ๖ นามรูป วิญญาณ
๔ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ ชาติ ตัณหา เวทนา และหมวด ๔ แห่งอวิชชา
๕ บทที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง คือ อาหาร ภพ ผัสสะ สังขาร อาสวะเป็นที่ ๕
๖ อย่างอะไรบ้าง ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ๔ อย่างอะไร บ้าง ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ๕ อย่างอะไรบ้าง ข้าพเจ้าได้ กล่าวแล้ว บทแห่งสังขารทั้งปวงมี ๑๕ บทฉะนี้แล
ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน
{๑๓๑} [๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในแคว้นกุรุ มีนิคมของชาว กุรุชื่อว่ากัมมาสธัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
- ๑พึงดูความพิสดารและดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๔๑-๓๗๒
จบ ๙. สัมมาทิฏฐิสูตร