พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค
๒. สัพพาสวสังวรสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐–๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในมูลปริยายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค สัพพาสวสังวรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๑๘–๒๙
ื พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมูลปริยายนี้จบแล้วภิกษุเหล่านั้นหาได้ยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ฉะนี้แล
จบ มูลปริยายสูตร ที่ ๑
๒. สัพพาสวสังวรสูตร
ว่าด้วยเหตุเป็นเครื่องปิดกั้นอาสวะทั้งปวง
{๑๐} [๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
- ๑ภิกษุเหล่านั้นหาได้ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มพระภาคเจ้าไม่ โดยปกติ เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาจบ ภิกษุทั้งหลายย่อมชื่นชมยินดี แต่พระสูตรนี้กลับตรงกัน ข้าม ทั้งนี้เพราะพวกภิกษุที่รับฟังไม่เข้าใจเนื้อความของพระสูตรนี้ซึ่งถึงแม้จะประกอบด้วยนัย อันวิจิตรและความงดงามแห่งเทศนาก็เป็นเหมือนโภชนะอันโอชะที่วางอยู่ตรงหน้าสำหรับภิกษุ เหล่านั้นซึ่งเป็นผู้หลงมัวเมาในปริยัติ มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้เดิมเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบ ไตรเพท ต่อมาได้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา จึงพากันออกบวชเป็นภิกษุ แล้วได้เล่าเรียนพระ พุทธพจน์จนจำได้ทั้งหมดโดยใช้เวลาไม่นาน ก็เกิดมานะ(ความสำคัญตน) เพราะการเล่าเรียน ปริยัติได้เร็วนั้นโดยคิดไปว่า ‘พวกเราสามารถรู้ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสได้เร็วพลัน ที่ จริง พระองค์ก็มิได้ตรัสธรรมใดๆ เกินไปจากลิงค์๓ บท ๔ วิภัตติ ๗ เมื่อตรัสดังนี้ จึงไม่มีข้อ ที่คลุมเครือเข้าใจยากสำหรับพวกเรา’ ภิกษุเหล่านั้นคิดดังนี้แล้วก็ขาดความเคารพในพระผู้มี พระภาคเจ้า ไม่ไปปฏิบัติรับใช้และหมั่นฟังธรรมจากพระองค์บ่อยๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทราบความคิดของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงแสดงพระสูตรนี้เพื่อจะทำลายมานะอันเกิดจากความ มัวเมาในปริยัตินั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้นฟังพระสูตรนี้อันลึกซึ้งด้วยนัยที่ ๑ คือปุถุชน จนถึงนัยที่ ๘ คือพระตถาคตศาสดา ก็งงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร จึงมิได้มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตนั้น แต่เกิด ความอัศจรรย์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นผู้ไม่มีผู้ทัดเทียม พลันเกิดจิตสำนึกคลาย มานะลงได้เหมือนงูที่ถูกถอนเขี้ยวแล้วหมั่นไปปฏิบัติและรับฟังธรรมโดยเคารพ ภายหลังได้ฟัง โคตมกสูตร จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา (ม.มู.อ. ๑/๑๗-๑๘,๖๒-๖๕)
ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงเหตุเป็นเครื่องปิดกั้นอาสวะ ทั้งปวงแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้ มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
{๑๑} [๑๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับภิกษุผู้รู้ อยู่เห็นอยู่เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นอาสวะย่อมมีแก่ภิกษุผู้รู้อะไรเห็นอะไร ความ สิ้นอาสวะย่อมมีแก่ภิกษุผู้รู้เห็นโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญมากขึ้นเมื่อภิกษุ มนสิการโดยแยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมไม่เกิดขึ้น และที่ เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป[๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการเห็นก็มี ที่จะ พึงละได้ด้วยการสำรวมก็มี ที่จะพึงละได้ด้วยการพิจารณาก่อนใช้สอยก็มี ที่จะพึงละได้ด้วยความอดกลั้นก็มี ที่จะพึงละได้ด้วยการเว้นก็มี ที่จะพึงละได้ด้วยการบรรเทาก็มี ที่จะพึงละได้ด้วยการเจริญอบรมก็มี
- ๑อาสวะ หมายถึงกิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ตาเห็นรูป แล้ว เกิดกิเลสขึ้น เป็นต้น กิเลสที่หมักดองจิตอยู่นาน กรรมที่ก่อผลให้ประสบทุกข์ในสังสารวัฏ ต่อไป อุปัทวะที่ก่อความเดือดร้อนมีประการต่าง ๆ เช่น การฆ่า การจองจำ หรือการได้รับ ทุกข์ในอบายภูมิ เป็นต้น จัดแบ่งได้หลายประเภท ในที่นี้มี ๗ ประเภท (ม.มู.อ. ๑/๖๗-๖๘)
- ๒โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย การใฝ่ใจโดยอุบาย การใส่ใจโดยถูกทาง หมายถึง การใช้จิตคิดคำนึง น้อมนึก ตรึกตรอง พิจารณาในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในสิงที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอนัตตา หรือโดยญาณอันกำหนดรู้คล้อยตามอริยสัจ อโยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยไม่แยบคาย การใฝ่ใจโดยไม่ใช้อุบาย การใส่ใจโดยไม่ถูกทาง หมายถึงการใช้จิตคิดคำนึง น้อมนึก ตรึกตรอง พิจารณาในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่ เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา หรือโดยทางกลับกับญาณอันกำหนด รู้คล้อยตามอริยสัจ (ม.มู.อ. ๑/๗๑)
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการเห็น
{๑๒} [๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการเห็น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลายไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ เมื่อเขาไม่รู้ทั่วถึงธรรม ที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ จึงมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ควรมนสิการที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน คือ เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะ ก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญมากขึ้น ธรรมเหล่านี้ไม่ควรมนสิการที่ปุถุชนมนสิการอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ธรรมที่ควรมนสิการที่ปุถุชนไม่มนสิการอยู่ เป็นไฉน คือ เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะ ก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมเหล่านี้ควรมนสิการที่ปุถุชนไม่มนสิการอยู่
เพราะปุถุชนนั้นมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการและเพราะไม่มนสิการ ธรรมที่ควรมนสิการอยู่ อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญมากขึ้น
- ๑กามาสวะ อาสวะคือกาม ได้แก่ ความกำหนัดยินดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามคุณ ๕ ภวาสวะ อาสวะคือภพ ได้แก่ ความกำหนัดยินดีด้วยอำนาจความพอใจอยู่ในรูปภพและอรูปภพ หรือ ความติดใจอยู่ในฌานสมาบัติที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) แม้ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ ก็จัดเข้าในภวาสวะนี้ อวิชชาสวะ อาสวะคือ อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ๔ (ม.มู.อ. ๑/๗๔)
[๑๘] ปุถุชนนั้นย่อมมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า ‘ในอดีตกาล เราได้มีแล้วหรือหนอ ในอดีตกาลเราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ในอดีตกาล เรา ได้เป็นอะไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็น อะไรแล้วจึงเป็นอะไรต่อไปหนอในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอใน อนาคตกาลเราจักไม่มีหรือหนอในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ ใน อนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรแล้วจัก เป็นอะไรต่อไปหนอ, หรือว่าปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้มีความสงสัยขึ้นภาย ในว่า ‘เรามีอยู่หรือเราไม่มีอยู่หนอ เราเป็นอะไรหนอ
เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ และมันจักไป ณ ที่ไหน’[๑๙] เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ ทิฏฐิอย่างใด อย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖ ย่อมเกิดขึ้น คือ ทิฏฐิโดยจริงโดยแท้ย่อมเกิดขึ้นแก่ ปุถุชนนั้นว่า ‘อัตตาของเรามีอยู่’ บ้าง ‘อัตตาของเราไม่มีอยู่’ บ้าง ‘เราย่อม รู้จักอัตตาด้วยอัตตา’ บ้าง ‘เราย่อมรู้จักสิ่งที่มิใช่อัตตาด้วยอัตตา’ บ้าง ‘เรา ย่อมรู้จักอัตตาโดยสิ่งที่มิใช่อัตตา’ บ้าง ก็หรือว่าทิฏฐิย่อมเกิดมีแก่ปุถุชนนั้น อย่างนี้ว่า ‘อัตตาของเรานี้เป็นผู้กล่าว เป็นผู้เสวย ย่อมเสวยวิบากแห่งกรรม ทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้นๆ ก็อัตตาของเรานี้นั้นเป็นของแน่นอน ยั่งยืน เที่ยง แท้ ไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา จักดำรงอยู่อย่างนั้นเสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนแท้’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เราเรียกว่าทิฏฐิ ชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิความดิ้นรนคือทิฏฐิ สิ่งที่ประกอบสัตว์ไว้คือทิฏฐิ
- ๑ทิฏฐิทั้ง ๖ อย่างนี้ โดยสรุปก็คือ สัสสตทิฎฐิ ความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง และอุจเฉททิฎฐิ ความเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ (ม.มู.อ. ๑/๗๘)
- ๒ชัฏคือทิฏฐิ หมายถึงความเห็นผิดที่รกรุงรังซึ่งยากต่อการทะลวงหลุดพ้นออกไปได้ กันดารคือ ทิฏฐิ หมายถึงความเห็นผิดที่เป็นดุจทางกันดารซึ่งยากต่อการเดินผ่านพ้นและมีภัยรอบด้าน เสี้ยนหนามคือทิฏฐิหมายถึงความเห็นผิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสัมมาทิฏฐิซึ่งยากต่อการเข้าใจแจ่มแจ้ง ความดิ้นรนคือทิฎฐิหมายถึงความเห็นผิดที่แสดงอาการผิดแปลกไปมาโดยบางครั้งก็เห็นว่าเที่ยง บางครั้งก็เห็นว่าขาดสูญ (นัย ม.มู.อ. ๑/๗๙)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ‘ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้ประกอบด้วย ทิฏฐิสังโยชน์ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส ย่อมไม่พ้นจากทุกข์
[๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ผู้ได้พบพระ อริยเจ้าทั้งหลายฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับแนะนำด้วยดีในธรรมของพระอริยเจ้า ผู้ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำด้วยดีในธรรมของสัตบุรุษย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการและไม่ ควรมนสิการ เมื่ออริยสาวกนั้นรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการและไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และมนสิการธรรมที่ควรมนสิการดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรมนสิการที่อริยสาวกไม่มนสิการ เป็นไฉนคือ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญมากขึ้น ธรรมเหล่านั้นไม่ควรมนสิการที่อริยสาวกไม่มนสิการ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรมนสิการที่อริยสาวกมนสิการอยู่เป็นไฉน คือ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมไม่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมเหล่านี้ควรมนสิการที่อริยสาวกมนสิการอยู่
เพราะอริยสาวกนั้นไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการและ เพราะ มนสิการธรรมที่ควรมนสิการอยู่ อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วจึงเสื่อมสิ้นไป
[๒๑] อริยสาวกนั้นย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า ‘นี้ทุกข์ นี้เหตุให้ เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์’ เมื่ออริยสาวกนั้น ชรา ความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์ หรือความแก่ มรณะ ความสลายแห่งขันธ์ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ หรือความตาย โสกะ ความโศก ปริเทวะ ความคร่ำครวญ ทุกขะ ความไม่สบายกาย โทมนัส ความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ
มนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการเห็น
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการสำรวม
{๑๓} [๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการ สำรวม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในจักขุนทรีย์อยู่ก็อาสวะและความ เร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมจักขุนทริย์ นั้น ย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมจักขุนทรีย์อยู่นั้นอย่างนี้ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในโสตินทรีย์อยู่...ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวม ในฆานินทรีย์อยู่...ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วย ความสำรวมในชิวหินทรีย์อยู่...ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้ สำรวมด้วยความสำรวมในกายินทรีย์อยู่...
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในมนินทรีย์ อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่ สำรวมในมนินทรีย์นั้น ย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในมนินทรีย์อยู่นั้นอย่างนี้
- ๑สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน วิจิกิจฉา ความสงสัย สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต เรียกว่าสังโยชน์ ๓ แต่ในที่นี้จัดเข้าในทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ เป็นอาสวะที่ละได้ด้วยการเห็นซึ่งหมายถึงโสดาปัตติมรรค (นัย ม.มู.อ. ๑/๘๐-๘๑)
- ๒จักขุนทรีย์ อินทรีย์คือตา โสตินทรีย์ อินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์ อินทรีย์คือจมูก ชิวหินทรีย์ อินทรีย์คือลิ้น กายินทรีย์ อินทรีย์คือกาย มนินทรีย์ อินทรีย์คือใจ ที่ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะ เป็นอายตนะที่เป็นใหญ่ในการทำหน้าที่ของตน เช่น ตาเป็นใหญ่ในการเห็นรูป เป็นต้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมระวังอยู่นั้น ย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมระวัง อยู่นั้นอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการสำรวม
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการพิจารณาก่อนใช้สอย
{๑๔} [๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการ พิจารณาก่อนใช้สอย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วใช้สอยจีวรเพียงเพื่อเป็นเครื่องบำบัดหนาว บำบัดร้อน บำบัดสัมผัส แห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อจะปกปิด อวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ
พิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาตมิใช่เพื่อจะเล่นมิใช่เพื่อ มัวเมา มิใช่เพื่อประดับ มิใช่เพื่อตบแต่ง เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อ ให้กายนี้ให้เป็นไปได้ เพื่อให้ความลำบากสงบ เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า ‘จะกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วย จะไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย และ การดำเนินชีวิต ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และการอยู่สำราญจักมีแก่เรา ด้วย ประการดังนี้,พิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ เพียงเพื่อเป็นเครื่อง บำบัดหนาว บำบัดร้อน บำบัดสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ สัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อเป็นเครื่องบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู เพื่อ ความยินดีในการหลีกออกเร้นอยู่
- ๑อวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ หมายถึงอวัยวะที่ควรสงวนปกปิดมีอวัยวะเพศเป็นต้น
- ๒เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่ง หมายถึงที่อยู่อาศัยสำหรับพระภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้ เกี่ยวกับสถานที่เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้เมื่อภิกษุใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็เรียกว่าเสนาสนะ
พิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ เพียงเพื่อเป็นเครื่องกำจัดเวทนาทั้งหลายอันเกิดแต่อาพาธต่างๆซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีความลำบากเป็นอย่างยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่พิจารณาก่อนใช้สอยปัจจัยอันใดอันหนึ่งนั้นย่อมจะ ไม่มีแก่ภิกษุผู้พิจารณาเสพอยู่นั้นอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการ พิจารณาก่อนใช้สอย
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยความอดกลั้น
{๑๕} [๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยความอดกลั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วเป็นผู้อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อ สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน ต่อคำกล่าวที่เขากล่าวร้าย อันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่อดกลั้นอยู่นั้นย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้อดกลั้นอยู่นั้นอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยความอดกลั้น
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการเว้น
{๑๖} [๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการเว้น
- ๑เภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ หมายถึงยารักษาโรค
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วเว้นช้างที่ดุ ม้าที่ดุ โคที่ดุ สุนัขที่ดุ งู หลักตอ สถานที่มีหนาม บ่อ เหว แอ่งนํ้าครำ และบ่อนํ้าครำ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย พึงแน่ใจบุคคลผู้นั่งอยู่ที่อาสนะอันไม่สมควรเห็นปานใดผู้เที่ยวไปในโคจร อันไม่สมควรเห็นปานใด ผู้คบมิตรชั่วเห็นปานใดในฐานะที่ตํ่าทราม ภิกษุ นั้นพิจารณาโดยแยบคายแล้วเว้นอาสนะอันไม่สมควรนั้นโคจรอันไม่ สมควรนั้น และมิตรชั่วเหล่านั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่เว้นอาสนะเป็นต้นนั้นย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้เว้นอยู่นั้น อย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการเว้น
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการบรรเทา
{๑๗} [๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการ บรรเทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทากามวิตก (ความตรึกในทางกาม) ที่ เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทาพยาบาทวิตก (ความตรึกในทาง พยาบาท) ที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทาวิหิงสาวิตก (ความตรึกในทาง เบียดเบียน) ที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี
- ๑เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายหมายถึงพวกภิกษุผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์ เดียวกันซึ่งเป็นบัณฑิต เพียบพร้อมด้วยพุทธิปัญญา (ม.มู.อ. ๑/๘๙)
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทาบาปธรรมอันเป็นอกุศล ที่เกิดขึ้น แล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่บรรเทาธรรมอันใดอันหนึ่งย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้บรรเทาอยู่นั้นอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการบรรเทา
อาสวะที่จะพึงละได้ด้วยการเจริญอบรม
{๑๘} [๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้ด้วยการเจริญอบรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย แล้วเจริญอบรมสติสัมโพชฌงค์๒อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
- ๑บาปธรรมอันเป็นอกุศล ในที่นี้หมายถึงมหาวิตกที่เหลืออีก ๖ (มหาวิตก คือเรื่องที่ปุถุชนคิด กังวลเป็นส่วนมาก มี ๙ โดย ๓ ข้อข้างต้นได้แก่ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) คือ (๑) ญาติวิตก ความตรึกถึงญาติ (๒) ชนปทวิตก ความตรึกถึงถิ่นฐานบ้านเกิด (๓) อมรวิตก ความตรึกถึงเรื่องเทพ (๔) ปรานุททวตาปฏิสังยุตตวิตก ความตรึกถึงเรื่องอนุเคราะห์ผู้อื่น (๕) สักการสิโลกปฏิสังยุตตวิตก ความตรึกถึงลาภสักการะและความสรรเสริญ (๖) อนวัญ ญัตติปฎิสังยุตตวิตก ความตรึกถึงเรื่องเกรงว่าผู้อื่นจะดูหมิ่น (นัย ม.มู.อ. ๑/๙๐ ดู มหาวิตก ๙ ในพระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๒๙)
- ๒คำว่า สัมโพชฌงค์ หมายถึงธรรมที่เป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ มี ๗ ประการ คือ (๑) สติ- สัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความระลึกได้ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์ แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือการสอดส่องธรรม(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่อง ตรัสรู้คือความเพียร (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความอิ่มใจ (๕) ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความสงบ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความตั้งใจมั่น(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่อง ตรัสรู้คือความวางเฉย {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๐/๓๔๓. ม.มู.อ. ๑/๙๑-๙๒}
- ๓ในที่นี้คำว่า วิเวก ความสงัดจากสภาพปรุงแต่งทั้งปวง วิราคะ ความปราศจากความกำหนัด ในสิ่งทั้งปวง นิโรธ ความดับสนิท เป็นชื่อของพระนิพพาน (ม.มู.อ. ๑/๙๔)
น้อมไปในความสละลงเจริญอบรมธัมมวิจยสัมโพชฌงค์...เจริญอบรม วิริยสัมโพชฌงค์...เจริญอบรมปีติสัมโพชฌงค์...เจริญอบรมปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์... เจริญอบรมสมาธิสัมโพชฌงค์... เจริญอบรมอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันก่อความคับแค้นที่ พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่เจริญอบรมธรรมโพชฌงค์นั้นย่อมจะไม่มีแก่ภิกษุผู้เจริญอบรมอยู่นั้นอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าพึงละได้ด้วยการเจริญอบรม
{๑๙} [๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็เพราะเหตุว่าอาสวะเหล่าใดพึงละได้ ด้วยการเห็น อาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วยการเห็น อาสวะเหล่าใดพึงละได้ด้วยการสำรวม อาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วย การสำรวม อาสวะเหล่าใดพึงละได้ด้วยการพิจารณาก่อนใช้สอย อาสวะ เหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วยการพิจารณาก่อนใช้สอย อาสวะเหล่าใด พึงละได้ด้วยความอดกลั้นอาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วย ความอดกลั้นอาสวะเหล่าใดพึงละได้ด้วยการเว้นอาสวะเหล่านั้นอัน ภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วยการเว้นอาสวะเหล่าใดพึงละได้ด้วยการบรรเทา อาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วยการบรรเทาอาสวะเหล่าใดพึง ละได้ด้วยการเจริญอบรมอาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นก็ละได้แล้วด้วยการ เจริญอบรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ‘เป็นผู้สำรวมด้วย ความสำรวมในอาสวะทั้งปวงอยู่ ตัดตัณหาได้แล้ว คลี่คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้วเพราะการรู้เท่าถึงมานะโดยชอบ”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเหตุเป็นเครื่องปิดกั้นอาสวะทั้งปวงนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ สัพพาสวสังวรสตรที่ ๒
๓. ธัมมทายาทสูตร
ว่าด้วยทายาทแห่งธรรม
{๒๐} [๒๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
{๒๑} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นธรรมทายาทของเราเถิด อย่า เป็นอามิสทายาทของเราเลย เรามีความเอ็นดูในพวกเธออยู่ว่า ‘ทำอย่างไร สาวกทั้งหลายของเราจะพึงเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาทกัน’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอจะพึงเป็นอามิสทายาทของเรา ไม่เป็นธรรมทายาทไซร้ ด้วยความที่พวกเธอเป็นอามิสทายาท ไม่เป็นธรรมทายาทนั้น ทั้งพวกเธอทั้งเราพึงถูกวิญญูชนตำหนิได้ว่า ‘พวกสาวกของพระศาสดา พากันเป็นอามิสทายาท ไม่เป็นธรรมทายาท’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวก เธอเป็นธรรมทายาทของเรา ไม่เป็นอามิสทายาทไซร้ ด้วยความที่พวกเธอ เป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาทนั้นทั้งพวกเธอทั้งเราจะไม่พึงถูก วิญญูชนตำหนิได้ว่า ‘พวกสาวกของพระศาสดาพากันเป็นธรรมทายาท ไม่ เป็นอามิสทายาท’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอจงเป็น ธรรมทายาทของเราเถิดอย่าเป็นอามิสทายาทเลยเรามีความเอ็นดูใน
- ๑บุคคลผู้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้วมุ่งการได้ปัจจัย ๔ เป็นสำคัญ ทำตนเด่นชัดในเหตุ เกิดแห่งตัณหา ๔ {ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๑/๒๙๘-๒๙๙} ทอดธุระในการปฏิบัติธรรมอันสม ควรแก่ธรรม ชื่อว่า เป็นอามิสทายาท ส่วนบุคคลผู้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้วมี ความปรารถนาน้อยเป็นต้นในปัจจัย ๔ ตามที่ทรงอนุญาต พิจารณาก่อนแล้วจึงเสพใช้สอย มุ่งเน้นการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ ปรากฏตนเด่นชัดในอริยวงศ์ ๔ {ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๙/ ๒๙๑-๒๙๒) ชื่อว่า เป็นธรรมทายาท ในทีนี้ (ม.มู.อ. ๑/๙๙}
จบ ๒. สัพพาสวสังวรสูตร