พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค
๑. มูลปริยายสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในมูลปริยายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค มูลปริยายสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๑–๑๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีสุตตันตปิฎก
มัชฌิมนิกาย
มูลปัณณาสก์
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๑๒
พระบาลีสุตตันตปิฎก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. มูลปริยายวรรค
๑. มูลปริยายสูตร
ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง
{๑} [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โคนไม้พญาสาละในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
- ๑มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ คำว่า มัชฌิมนิกาย เป็นชื่อนิกาย (หมวดหมู่พระสูตร) ที่ ๒ ใน บรรดานิกาย๕ของพระบาลีสุตตันตปิฎกหมายถึงหมวดหรือหมู่พระสูตรที่มีเนื้อหาขนาดปานกลาง คือไม่ยาวมากเหมือนพระสูตรทั้งหลายในทีฆนิกาย และไม่สั้นมากเหมือนพระสูตรทั้งหลายใน สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย มีจำนวนพระสูตรทั้งหมด ๑๕๒ สูตร แบ่งเป็น ๓ หมวด หมวดละ ๕๐ สูตรซึ่งเรียกว่าปัณณาสก์ (แปลว่าหมวดพระสูตร ๕๐ สูตร) รวมเป็น ๑๕๐ สูตรโดยอีก ๒ สูตรจัดพิเศษไว่ในปัณณาสก์ปลาย ชื่อปัณณาสก์ทั้ง ๓ คือ (๑) มูลปัณณาสก์ ปัณณาสก์ต้น ได้แก่ พระบาลีสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๒ นี้ (๒) มัชฌิมปัณณาสก์ ปัณณาสก์กลาง ได้แก่ พระบาลีสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๓ (๓) อุปริปัณณาสก์ ปัณณาสก์ปลาย ได้แก่ พระบาลีสุต ตันตปิฎกเล่ม ๑๔ ซึ่งแต่ละปัณณาสก์แบ่งย่อยออกเป็นวรรคได้ ๕ วรรค (รวม ๑๕ วรรค) วรรคละ ๑๐ สูตร ยกเว้นวรรคที่ ๔ ของอุปริปัณณาสก์ซึ่งมีจำนวน ๑๒ สูตร (นัย ม.มู.อ. ๑/๒)
- ๒ข้าพเจ้า ในพระสูตรนี้และพระสูตรอื่น ๆ ในพระสุตตันตปิฎก เป็นคำของท่านพระอานนท์ซึ่ง กล่าวกลางที่ประชุมการกสงฆ์เมื่อคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๑ (นัย ที.สี.อ. ๓๐-๓๑.ม.มู.อ.๑/๒)
“พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริยายอันเป็นมูลของธรรมทั้งปวง แก่พวกเธอพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
กำหนดภูมินัยที่ ๑ ว่าด้วยปุถุชน
{๒} [๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน ผู้มิได้สดับ แล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้ พบ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการ แนะนำในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดใน ธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อม
- ๑ปริยายอันเป็นมูลของธรรมทั้งปวง (สพฺพธมฺมมูลปริยาย) มีความหมายเฉพาะคำดังนี้ คำว่า ปริยาย ในที่นี้หมายถึงทั้งต้นเหตุและเทศนาคือวิธีการแสดงพระสูตร คำว่า มูล หมายถึง อสาธารณเหตุคือมูลเหตุที่ไม่ทั่วไปหรือมูลเหตุเฉพาะ คำว่า ธรรม หมายถึงสภาวธรรมคือหลัก แห่งความเป็นเองหรือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย ดังนั้น ปริยายอันเป็นมูลของ ธรรมทั้งปวง จึงหมายถึงต้นเหตุอันทำให้รู้ถึงมูลเหตุเฉพาะของสภาวธรรมทั้งปวงหรือพระ ธรรมเทศนาอันแสดงถึงเหตุแห่งสภาวธรรมทั้งปวง (นัย ม.มู.อ. ๑/๑๙)
- ๒ปุถุชน คนที่ยังมีกิเลสหนา สามารถก่อกิเลสอย่างหนานานัปการให้เกิดได้ตลอดเวลา หมายถึง คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคล มี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนโง่เขลาที่ไม่สามารถ พัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคล และกัลยาณปุถุชน คนที่สามารถพัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคลได้ (นัย ที.สี.อ. ๕๘, ม.มู.อ.๑/๒๒)
- ๓ผู้มิได้สดับ หมายถึงผู้ไม่ได้ฟังธรรมที่ควรรู้ กล่าวคือเป็นผู้เว้นจากการศึกษาเล่าเรียน การ สอบถาม การวินิจฉัยในสภาวธรรมต่างๆ เช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะเป็นต้น (ม.มู.อ. ๒๑)
- ๔ผู้ไม่ได้พบ หมายถึงทั้งไม่ได้พบเห็นด้วยตา และไม่ได้รู้จักด้วยญาณปัญญา (ม.มู.อ. ๒๓)
- ๕พระอริยเจ้าทั้งหลาย คำว่า อริยะ คือผู้ไกลจากกิเลส ผู้ไม่ดำเนินไปในทางเสื่อม ดำเนิน อยู่แต่ในทางเจริญผู้ที่ชาวโลกและเทวโลกควรดำเนินตามหมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธสาวก ในที่นี้หมายเฉพาะพระพุทธเจ้า (ม.มู.อ. ๑/๒๒)
- ๖สัตบุรุษทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียก ว่าสัตบุรุษ เพราะเป็นอริยบุคคลผู้งดงามด้วยคุณธรรมอันเป็นโลกุตตระ (ม.มู.อ. ๒๒)
สำคัญธาตุดินย่อมสำคัญในธาตุดินย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ย่อมสำคัญธาตุดินว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
ย่อมรู้จักธาตุนํ้าโดยความเป็นธาตุนํ้า ครั้นรู้จักธาตุนํ้าโดยความเป็น ธาตุนํ้าแล้วย่อมสำคัญธาตุนํ้า ย่อมสำคัญในธาตุนํ้าย่อมสำคัญโดย ความเป็นธาตุน้ำย่อมสำคัญธาตุน้ำว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีธาตุนํ้า ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,ย่อมรู้จักธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟครั้นรู้จักธาตุไฟโดยความเป็น ธาตุไฟแล้วย่อมสำคัญธาตุไฟย่อมสำคัญในธาตุไฟย่อมสำคัญโดย ความเป็นธาตุไฟย่อมสำคัญธาตุไฟว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีธาตุไฟ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,ย่อมรู้จักธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม ครั้นรู้จักธาตุลมโดยความเป็น ธาตุลมแล้วย่อมสำคัญธาตุลมย่อมสำคัญในธาตุลมย่อมสำคัญโดย ความเป็นธาตุลมย่อมสำคัญธาตุลม ว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีธาตุลม ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,
- ๑ปุถุชนย่อมรู้จักธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน นํ้า ไฟ ลมนี้ด้วยสัญญาวิปริตคือกำหนดให้ต่างออกไปจาก ความเป็นจริงต่างๆ ด้วยกิเลสเหตุเนิ่นช้าทั้ง ๓ คือ ตัณหา ความทะยานอยาก มานะ ความสำคัญตน และทิฏฐิ ความเห็นผิด ย่อมสำคัญธาตุทั้ง ๔ ด้วยกิเลสเหตุให้สำคัญทั้ง ๓ คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ และย่อมยินดีธาตุทั้ง ๔ ด้วยตัณหาและทิฏฐิ (นัย ม.มู.อ. ๑/๒๘-๓๑)
- ๒เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้ หมายถึงไม่ได้กำหนดรู้ด้วยปริญญา (ธรรมเป็นเครื่องกำหนดรู้) ๓ คือ (๑) ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว หมายถึงกำหนดรู้ขั้นรู้จัก เช่นรู้ว่า ‘นี้คือ ธาตุดินภายใน นี้คือธาตุดินภายนอก นี้คือลักษณะ กิจ เหตุเกิด และที่เกิดของธาตุดิน’ เป็นด้น (๒) ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา หมายถึงกำหนดรู้ขั้นพิจารณา เช่นพิจารณาเห็น ธาตุดินโดยอาการ ๔๐ เป็นต้นว่าธาตุดินนี้มีอาการไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นโรคเป็นต้น (๓) ปหาน- ปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ หมายถึงกำหนดรู้ขั้นละได้ กล่าวคือครั้นพิจารณาเห็นเช่นนั้นแล้ว ก็สามารถละความยินดีพอใจ(ฉันทราคะ)ในธาตุทั้ง ๔ ได้ด้วยอรหัตตมรรค เพราะปุถุชนขาด ปริญญา ๓ นี้ จึงรู้จัก สำคัญ และยินดีธาตุทั้ง ๔ อย่างไม่ถูกต้อง (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๑-๓๒)
[๓] ย่อมรู้จักสัตว์ โดยความเป็นสัตว์ครั้นรู้จักสัตว์โดยความเป็นสัตว์แล้ว ย่อมสำคัญสัตว์ ย่อมสำคัญในสัตว์ ย่อมสำคัญโดยความเป็นสัตว์ ย่อมสำคัญสัตว์ว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีสัตว์ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรา กล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’ย่อมรู้จักเทวดา โดยความเป็นเทวดาครั้นรู้จักเทวดาโดยความเป็นเทวดาแล้ว ย่อมสำคัญเทวดา ย่อมสำคัญในเทวดา ย่อมสำคัญโดยความเป็นเทวดา ย่อมสำคัญเทวดาว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีเทวดา ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’ย่อมรู้จักมาร โดยความเป็นมาร ครั้นรู้จักมารโดยความเป็นมารแล้ว ย่อมสำคัญมาร ย่อมสำคัญในมาร ย่อมสำคัญโดยความเป็นมาร ย่อม สำคัญมารว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีมาร ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’ย่อมรู้จักพรหม โดยความเป็นพรหมครั้นรู้จักพรหมโดยความเป็นพรหมแล้ว ย่อมสำคัญพรหม ย่อมสำคัญในพรหม ย่อมสำคัญโดยความ
- ๑คำว่า สัตว์ ในที่นี้หมายถึงสัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ต่ำกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา (ม.มู.อ. ๑/๓๔)
- ๒คำว่า เทวดา แปลตามศัพท์ว่า ผู้มีภาวะทิพย์ หมายถึงเหล่าสัตว์ผู้สนุกสนาน คือเล่นอยู่ รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ ๕ หรือด้วยฤทธิ์ของตน จัดเป็น ๓ ประเภท คือ (๑) สมมติเทวดา เทวดาโดยสมมติ ได้แก่กษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินพร้อมทั้งพระเทวีและพระราชกุมาร (๒) อุปปัตติเทวดา เทวดาโดยกำเนิด ได้แก่ เทวดาในสวรรค์ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป (๓) วิสุทธิเทวดา เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ในที่นี้หมาย ถึงอุปปัตติเทวดา ยกเว้นปชาบดีมารพร้อมทั้งบริวารซึ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ ๖ (ม.มู.อ. ๑/๓๖)
- ๓คำว่า มาร แปลจากบทบาลีว่าปชาปติ ผู้ยิ่งใหญ่กว่าปชาคือหมู่สัตว์ หมายถึงเทพยิ่งใหญ่ระดับ สูงสุดแห่งสวรรค์นามว่า วสวัตดี ซึ่งเป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี (ม.มู.อ. ๑/๓๔)
- ๔คำว่า พรหม แปลว่า ผู้เพิ่มพูนด้วยเหล่าคุณวิเศษนั้นๆ หรือผู้ประเสริฐด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เป็นชื่อเรียกท้าวมหาพรหม(พรหมผู้ปกครองพรหมโลกชั้นปฐมฌานภูมิ ๓ ชั้น) บ้าง พระพุทธ เจ้าบ้าง พราหมณ์ผู้เป็นพระอรหันต์บ้าง มารดาบิดาบ้าง สิงที่ประเสริฐบ้าง ในที่นี้หมายถึง พรหมชั้นปฐมฌานภูมิผู้บังเกิดในยุคต้นกัป ซึ่งมีอายุยืนนานหนี่งกัป (ม.มู.อ. ๑/๓๗-๓๘)
เป็นพรหม ย่อมสำคัญพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีพรหม ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
ย่อมรู้จักอาภัสสรพรหม โดยความเป็นอาภัสสรพรหมครั้นรู้จัก อาภัสสรพรหมโดยความเป็นอาภัสสรพรหมแล้ว ย่อมสำคัญอาภัสสรพรหม ย่อมสำคัญในอาภัสสรพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นอาภัสสรพรหม ย่อม สำคัญอาภัสสรพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีอาภัสสรพรหม ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’ย่อมรู้จักสุภกิณหพรหม โดยความเป็นสุภกิณหพรหมครั้นรู้จัก สุภกิณหพรหมโดยความเป็นสุภกิณหพรหมแล้ว ย่อมสำคัญสุภกิณหพรหม ย่อมสำคัญในสุภกิณหพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นสุภกิณหพรหม ย่อม สำคัญสุภกิณหพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีสุภกิณหพรหม ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’ย่อมรู้จักเวหัปผลพรหม โดยความเป็นเวหัปผลพรหมครั้นรู้จัก เวหัปผลพรหมโดยความเป็นเวหัปผลพรหมแล้ว ย่อมสำคัญเวหัปผลพรหม ย่อมสำคัญในเวหัปผลพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นเวหัปผลพรหม ย่อม สำคัญเวหัปผลพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีเวหัปผลพรหม ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
- ๑อาภัสสรพรหม พรหมผู้มีรัศมีกายสุกปลั่งดุจดั่งเปลวไฟ หมายถึงผู้ได้ทุติยฌานแล้วไปเกิดอยู่ ในพรหมโลกชั้นทุติยฌานทั้ง ๓ชั้น คือ (๑) ปริตตาภา ชั้นพวกมีรัศมีกายน้อย (๒) อัปปมาณาภา ชั้นพวกมีรัศมีกายมีประมาณมิได้ (๓) อาภัสสรา ชั้นพวกมีรัศมีกายสุกปลั่งซ่านไป (ที.ม.อ. ๑๑๐, ม.มู.อ. ๑/๓๘)
- ๒สุภกิณหพรหม พรหมผู้งามกระจ่างด้วยลำรัศมีกาย หมายถึงผู้ได้ตติยฌานแล้วไปเกิดอยู่ใน พรหมโลกชั้นตติยฌานทั้ง ๓ ชั้น คือ (๑) ปริตตสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามน้อย (๒) อัปปมาณสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้ (๓) สุภกิณหา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามกระจ่าง (ที.ม.อ. ๑๑๐- ๑๐๑, ม.มู.อ. ๑/๓๘)
- ๓เวหัปผลพรหม พรหมผู้มีผลอันไพบูลย์ หมายถึงผู้ได้จตุตถฌานแล้วไปเกิดอยู่ในพรหมโลก ชั้นจตุตถฌาน ๑ ชั้น คือเวหัปผลา ชั้นพวกมีผลไพบูลย์ (ที.ม.อ. ๑๑๐-๑๐๑, ม.มู.อ. ๑/๓๘)
ย่อมรู้จักอสัญญีสัตว์ โดยความเป็นอสัญญีสัตว์ ครั้นรู้จักอสัญญีสัตว์ โดยความเป็นอสัญญีสัตว์แล้วย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ย่อมสำคัญใน อสัญญีสัตว์ ย่อมสำคัญโดยความเป็นอสัญญีสัตว์ ย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีอสัญญีสัตว์ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
[๔] ย่อมรู้จักอากาสานัญจายตนพรหม โดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม ครั้นรู้จักอากาสานัญจายตนพรหมโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหมแล้ว ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญในอากาสานัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหมว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีอากาสานัญจายตนพรหม ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,ย่อมรู้จักวิญญาณัญจายตนพรหม โดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม ครั้นรู้จักวิญญาณัญจายตนพรหมโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหมแล้ว ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญในวิญญาณัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหมว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีวิญญาณัญจายตนพรหม ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,ย่อมรู้จักอากิญจัญญายตนพรหม ครั้นรู้จักอากิญจัญญายตนพรหมโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหมแล้ว
- ๑อสัญญีสัตว์ สัตว์จำพวกเทพที่ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา มีอัตภาพเพียงรูปเท่านั้น สถิตอยู่ ด้วยอิริยาบถเดียวตลอดอายุที่ยืนนานณ โอกาสแห่งหนึ่งในชั้นเดียวกันกับพวกเวหัปผลา พระบาลีเรียกว่า อภิภูสัตว์ คือสัตว์ผู้ครอบงำนามขันธ์ ๔ (ที.สี.อ. ๑๐๘, ม.ยู.อ. ๓๘)
- ๒อากาสานัญจายตนพรหม เป็นอรูปพรหมชั้นที่ ๑ ในบรรดาอรูปพรหม(พรหมผู้ไม่มีรูปขันธ์) ๔ เป็นชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด วิญญาณัญจายตนพรหม เป็นอรูปพรหมชั้นที่ ๒ เป็นชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด อากิญจัญญายตนพรหม เป็นอรูปพรหมชั้นที่ ๓ เป็นชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร (นัย ที.สี.อ. ๓๐๘)
ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญในอากิญจัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีอากิญจัญญายตนพรหม ข้อนั้น เพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,
ย่อมรู้จักเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็นเนวสัญญานา สัญญายตนพรหมครั้นรู้จักเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมเเล้ว ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’[๕] ย่อมรู้จักรูปที่เห็นโดยความเป็นรูปที่เห็น ครั้นรู้จักรูปที่เห็นโดยความเป็นรูปที่เห็นแล้ว ย่อมสำคัญรูปที่เห็น ย่อมสำคัญในรูปที่เห็น ย่อม สำคัญโดยความเป็นรูปที่เห็น ย่อมสำคัญรูปที่เห็นว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดี รูปที่เห็น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
ย่อมรู้จักเสียงที่ได้ยินโดยความเป็นเสียงที่ได้ยินครั้นรู้จักเสียงที่ ได้ยินโดยความเป็นเสียงที่ได้ยินแล้ว ย่อมสำคัญเสียงที่ได้ยิน ย่อมสำคัญในเสียงที่ได้ยิน ย่อมสำคัญโดยความเป็นเสียงที่ได้ยิน ย่อมสำคัญเสียงที่ ได้ยินว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีเสียงที่ได้ยิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
ย่อมรู้จักอารมณ์ที่ทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ทราบ ครั้นรู้จัก อารมณ์ที่ทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ทราบแล้ว ย่อมสำคัญอารมณ์ที่ทราบ
- ๑เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม เป็นอรูปพรหมชั้นที่ ๔ อันเป็นชั้นสูงสุดซี่งเข้าถึงภาวะมี สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
- ๒อารมณ์ที่ทราบ ในที่นี้หมายถึงกลิ่น รส และกายสัมผัส (ม.มู.อ. ๙/๔๑)
ย่อมสำคัญในอารมณ์ที่ทราบ ย่อมสำคัญโดยความเป็นอารมณ์ที่ทราบ ย่อม สำคัญอารมณ์ที่ทราบว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีอารมณ์ที่ทราบ ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
ย่อมรู้จักธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง โดยความเป็นธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ครั้นรู้ จักธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้วย่อมสำคัญ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ย่อมสำคัญในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ย่อมสำคัญโดยความ เป็นธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ย่อมสำคัญธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งว่า ‘ของเรา’ ย่อม ยินดีธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขา ไม่ได้กำหนดรู้’[๖] ย่อมรู้จักความที่สักกายะ เป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกัน ครั้นรู้จักความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกันแล้ว ย่อม สำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันย่อมสำคัญในความที่สักกายะเป็น
อันเดียวกันย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ย่อมสำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีความที่สักกายะ เป็นอันเดียวกันข้อนั้นเพราะเหตุอะไรเรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้ กำหนดรู้’ย่อมรู้จักความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกัน ครั้นรู้จัก ความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกันแล้ว ย่อมสำคัญความที่ สักกายะต่างกัน ย่อมสำคัญในความที่สักกายะต่างกัน ย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะต่างกัน ย่อมสำคัญความที่สักกายะต่างกันว่า ‘ของเรา’ ย่อมยินดีความที่สักกายะต่างกัน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้’
- ๑ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง หมายถึงสิ่งที่รู้ทางใจ หรือเรื่องต่างๆ ที่ใจนึกคิด (ม.มู.อ. ๑/๔๑)
- ๒สักกายะ ตัวของตน หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป สิงที่ตามองเห็น เวทนา ความรู้สึก สัญญา ความจำได้ สังขาร ความปรุงแต่งคิดนึก และวิญญาณ ภาวะรับรู้ (นัย ที.ปา.อ. ๑๘๖)
ย่อมรู้สักกายะทั้งสิ้นโดยความเป็นสักกายะทั้งสิ้น ครั้นรู้สักกายะทั้ง สิ้นโดยความเป็นสักกายะทั้งสิ้นแล้วย่อมสำคัญสักกายะทั้งสิ้นย่อม สำคัญในสักกายะทั้งสิ้น ย่อมสำคัญโดยความเป็นสักกายะทั้งสิ้น ย่อมสำคัญ สักกายะทั้งสิ้นว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีสักกายะทั้งสิ้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,ย่อมรู้จักนิพพาน โดยความเป็นนิพพานครั้นรู้จักนิพพานโดยความ เป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญนิพพาน ย่อมสำคัญในนิพพาน ย่อมสำคัญ โดยความเป็นนิพพาน ย่อมสำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา, ย่อมยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้,
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๑ ว่าด้วยปุถุชน
กำหนดภูมินัยที่ ๒ ว่าด้วยเสขบุคคล
{๓} [๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้ภิกษุผู้เป็นเสขบุคคล ยังไม่บรรลุพระอรหัตตผล ปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอยู่
- ๑นิพพาน ภาวะจิตที่เป็นสุขสูงสุดเพราะไร้กิเลสและไร้ทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรมอันเป็นจุดหมาย สูงสุดของพระพุทธศาสนา ในอรรถกถาพระวินัยได้ให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า “ธรรมชาติ ที่หลุดออก สลัดออก พรากพ้นจากตัณหาที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวร้อยรัด ผูกพัน เย็บร้อยสัตว์ไว้ใน กำเนิด ๔, คติ ๕, วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ เรียกว่านิพพาน” (วิ.อ. ๑๒๒๗) แต่ ในที่นี้ หมายถึงนิพพานที่ปุถุชนเข้าใจผิดด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฎฐิ โดยเข้าใจว่า ‘อัตตา ที่เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ถูกปรนเปรอด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานในปัจจุบัน’ เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/ ๔๒ ดูนิพพานในปัจจุบัน ใน ที.สี. (แปล) ๙/... ประกอบ)
- ๒เสขบุคคล บุคคลผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา บุคคลผู้ประกอบด้วยเสขธรรมมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ได้แก่ พระอริยบุคคล ๗ เบื้องต้นในจำนวน ๘ คีอ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โสดาปัต ติผลหรือท่านผู้เป็นพระโสดาบัน สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลหรือท่านผู้เป็นพระสกทาคามี อนาคามิมรรค อนาคามิผลหรือท่านผู้เป็นพระอนาคามี และท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๗, องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๔) กัลยาณปุถุชน ปุถุชนผู้มีคุณธรรมสูง หมายถึงคนที่สามารถ พัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคลได้ (นัย ที.สี.อ. ๕๘) แต่ในที่นี้หมายเฉพาะเสขบุคคลผู้บรรลุธรรม ๓ จำพวก คือโสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล และอนาคามีบุคคล (ม.มู.อ. ๑/๔๔)
ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน แล้ว อย่าสำคัญธาตุดิน อย่าสำคัญในธาตุดิน อย่าสำคัญโดยความเป็น ธาตุดิน อย่าสำคัญธาตุดินว่า ‘ของเรา’ อย่ายินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเธอควรกำหนดรู้’
ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่ สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น ...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพานครั้นรู้จักนิพพานโดยความ เป็นนิพพานแล้ว อย่าสำคัญนิพพาน อย่าสำคัญในนิพพาน อย่าสำคัญโดยความเป็นนิพพาน อย่าสำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ อย่ายินดีพระนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเธอควรกำหนดรู้’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๒ ว่าด้วยเสขบุคคล
กำหนดภูมินัยที่ ๓ ว่าด้วยพระขีณาสพ
{๔} [๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว
- ๑พระอรหันต์ พระผู้ห่างไกลจากกิเลสคือละกิเลสได้เด็ดขาดแล้ว หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ไม่ ต้องศึกษาในไตรสิกขาอีกแล้ว (หรือเรียกว่าอเสขบุคคล)เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดใน พระพุทธศาสนา คำว่า อรหันต์ มีความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป (นัย วิ.อ. ๑/๑0๓, ม.มู.อ. ๑/๔๖)
- ๒มีอาสวะสิ้นแล้ว หมายถึงละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาได้เด็ดขาดแล้ว หรือเรียกว่าพระขีณาสพ (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มี ประโยชน์ของตน ได้ถึงแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ หมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็น ธาตุดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน ไม่สำคัญในธาตุดิน ไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ไม่สำคัญธาตุดินว่า ‘ของ เรา’ ไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเธอ กำหนดรู้แล้ว,ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุกกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่
- ๑อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อัน เลิศคืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๒มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำ เกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๓ปลงภาระลงแล้ว หมายถึงเป็นผู้วางภาระ (สิ่งที่ต้องนำพา) ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ภาระคือ เบญจขันธ์ กิเลสภาระ ภาระคือกิเลส และอภิสังขารภาระ ภาระคืออภิสังขาร (ได้แก่ บุญ บาป ฌานสมาบัติ) ลงได้หมดแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๔ประโยชน์ตน ในที่นี้หมายถึงประโยชน์อย่างยิ่งของตนคือพระอรหัตตผล (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๕มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หมายถึงเป็นผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๒) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความ สำคัญตน (๔) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๕) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๖) สี ลัพพตปรามาส ความถึอมั่นศีลพรต (๗) ภวราคะ ความติดใจอยู่ในภพ (๘) อิสสา ความริษยา (๙) มัจฉริยะ ความตระหนี่ (๑๐) อวิชชา ความหลงไม่รู้สภาพจริง ได้อย่างเด็ดขาด (ม.มู.อ. ๑/๔๗) สังโยชน์ ๑๐ ในที่นี้เป็นอีกนัยหนี่ง ซึ่งต่างจากสังโยชน์ในพระบาลีบางแห่ง
- ๖หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ หมายถึงเป็นผู้มีความหลุดพ้น ๒ ประการ คือ หลุดพ้นทางจิต คือ มีภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสรรพกิเลสทั้งหลาย และหลุดพ้นทางพระนิพพาน คือมีจิตที่น้อมอยู่ ในภาวะนิพพาน จึงชื่อว่าหลุดพ้นแล้วโดยชอบ (ม.มู.อ. ๑/๔๘)
สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพานครั้นรู้จักนิพพานโดยความ เป็นนิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่ สำคัญโดยความเป็นนิพพาน ย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๓ ว่าด้วยพระขีณาสพ
กำหนดภูมินัยที่ ๔ ว่าด้วยพระขีณาสพ
{๕} [๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มี ประโยชน์ของตนได้ถึงแล้วโดยลำดับมีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ หมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุ ดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน ย่อม ไม่สำคัญในธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญธาตุ ดินว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป’ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นรู้จักนิพพานโดยความเป็น นิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่สำคัญ โดยความเป็นนิพพาน ย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๔ ว่าด้วยพระขีณาสพ
กำหนดภูมินัยที่ ๕ ว่าด้วยพระขีณาสพ
{๖} [๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ มีอาสาวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ของตนได้ถึงแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ หมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุ ดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นฺธาตุดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญธาตุ ดินว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป’ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภภิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นรู้จักนิพพานโดยความเป็น นิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่สำคัญ โดยความเป็นนิพพาน ย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๕ ว่าด้วยพระขีณาสพ
กำหนดภูมินัยที่ ๖ ว่าด้วยพระขีณาสพ
{๗} [๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ของตนได้ถึงแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ
หมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ย่อมรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุ ดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน ย่อม ไม่สำคัญในธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญธาตุ ดินว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป’ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่ สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นรู้จักนิพพานโดยความเป็น นิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่สำคัญ โดยความเป็นนิพพาน ย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ‘เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๖ ว่าด้วยพระขีณาสพ
กำหนดภูมินัยที่ ๗ ว่าด้วยพระศาสดา
{๘} [๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้ จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว
- ๑ตถาคต คือพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึง พระองค์เอง มีความหมาย ๘ อย่าง คือ (๑) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาท รงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นต้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆอย่างไร ก็อย่างนั้น (๒) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงประสูติแล้วทรงมีคติเสด็จดำเนินเป็น บุรพนิมิตแห่งการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าและการทำลายอวิชชาสละปวงกิเลสไปได้เด็ดขาดเหมือน
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็น ธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะธาตุดินนั้นตถาคตกำหนดรู้แล้ว’
ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสานัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตน พรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่ สำคัญโดยความเป็นนิพพานย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะนิพพานนั้น ตถาคต กำหนดรู้แล้ว’
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๗ ว่าด้วยพระศาสดา
- อย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๓) พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ คือ ทรงมี พระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง (๔) พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่เป็นจริง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน (๕) พระผู้ทรงเห็น อย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพารมณ์ที่ปรากฏแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ซึ่งได้ประสบและ พากันแสวงหาโดยทรงทราบถึงสภาพที่แท้จริง (๖) พระผู้ตรัสอย่างนั้น คือ มีพระวาจาที่ แท้จริง โดยพระดำรัสทั้งปวงที่ตรัสนับแต่ตรัสรู้จนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานล้วนแต่เป็นจริง ถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น (๗) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทรงทำอย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น (๘) พระผู้เป็นเจ้าหรือพระอภิภู คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพสัตว์ ตลอดถึงพรหมโลกที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงพุทธานุภาพ เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์ เหนือพระอินทร์เป็นพรหมเหนือประดาพรหมไม่มีใครจะอาจวัดหรือจะทัดเทียมพระองค์ได้ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ (นัย ที.สี.อ. ๕๙-๖๖,ม.มู.อ. ๑/๕๐-๕๖)
กำหนดภูมินัยที่ ๘ ว่าด้วยพระศาสดา
{๙} [๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้จัก ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้จักธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อม ไม่สำคัญธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุ ดิน ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะตถาคตทราบดังนี้ว่า ‘ความเพลิดเพลิน เป็น มูลเหตุแห่งทุกข์, เพราะมีภพ จึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย’ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เราจึงกล่าวว่า ‘ตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมา สัมโพธิญาณแล้ว เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้โดยประการทั้งปวง’ย่อมรู้จักธาตุน้ำ... ธาตุไฟ... ธาตุลม... สัตว์... เทวดา... มาร... พรหม... อาภัสสรพรหม... สุภกิณหพรหม... เวหัปผลพรหม... อสัญญีสัตว์... อากาสา นัญจายตนพรหม... วิญญาณัญจายตนพรหม... อากิญจัญญายตนพรหม... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม... รูปที่เห็น... เสียงที่ได้ยิน... อารมณ์ที่ ทราบ... ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน... ความที่ สักกายะต่างกัน... สักกายะทั้งสิ้น...
ย่อมรู้จักนิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นรู้จักนิพพานโดยความเป็น นิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในนิพพาน ย่อมไม่สำคัญ โดยความเป็นนิพพาน ย่อมไม่สำคัญนิพพานว่า ‘ของเรา’ ย่อมไม่ยินดีนิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า ‘เพราะตถาคตทราบดังนี้ว่า‘ความ เพลิดเพลินเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์’ เพราะมีภพ จึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย’ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เราจึงกล่าวว่า ‘ตถาคต ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้โดยประการทั้งปวง”
จบ กำหนดภูมินัยที่ ๘ ว่าด้วยพระศาสดา
ื พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมูลปริยายนี้จบแล้วภิกษุเหล่านั้นหาได้ยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ฉะนี้แล
จบ มูลปริยายสูตร ที่ ๑
๒. สัพพาสวสังวรสูตร
ว่าด้วยเหตุเป็นเครื่องปิดกั้นอาสวะทั้งปวง
{๑๐} [๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
- ๑ภิกษุเหล่านั้นหาได้ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มพระภาคเจ้าไม่ โดยปกติ เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาจบ ภิกษุทั้งหลายย่อมชื่นชมยินดี แต่พระสูตรนี้กลับตรงกัน ข้าม ทั้งนี้เพราะพวกภิกษุที่รับฟังไม่เข้าใจเนื้อความของพระสูตรนี้ซึ่งถึงแม้จะประกอบด้วยนัย อันวิจิตรและความงดงามแห่งเทศนาก็เป็นเหมือนโภชนะอันโอชะที่วางอยู่ตรงหน้าสำหรับภิกษุ เหล่านั้นซึ่งเป็นผู้หลงมัวเมาในปริยัติ มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้เดิมเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบ ไตรเพท ต่อมาได้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา จึงพากันออกบวชเป็นภิกษุ แล้วได้เล่าเรียนพระ พุทธพจน์จนจำได้ทั้งหมดโดยใช้เวลาไม่นาน ก็เกิดมานะ(ความสำคัญตน) เพราะการเล่าเรียน ปริยัติได้เร็วนั้นโดยคิดไปว่า ‘พวกเราสามารถรู้ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสได้เร็วพลัน ที่ จริง พระองค์ก็มิได้ตรัสธรรมใดๆ เกินไปจากลิงค์๓ บท ๔ วิภัตติ ๗ เมื่อตรัสดังนี้ จึงไม่มีข้อ ที่คลุมเครือเข้าใจยากสำหรับพวกเรา’ ภิกษุเหล่านั้นคิดดังนี้แล้วก็ขาดความเคารพในพระผู้มี พระภาคเจ้า ไม่ไปปฏิบัติรับใช้และหมั่นฟังธรรมจากพระองค์บ่อยๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทราบความคิดของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงแสดงพระสูตรนี้เพื่อจะทำลายมานะอันเกิดจากความ มัวเมาในปริยัตินั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้นฟังพระสูตรนี้อันลึกซึ้งด้วยนัยที่ ๑ คือปุถุชน จนถึงนัยที่ ๘ คือพระตถาคตศาสดา ก็งงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร จึงมิได้มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตนั้น แต่เกิด ความอัศจรรย์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นผู้ไม่มีผู้ทัดเทียม พลันเกิดจิตสำนึกคลาย มานะลงได้เหมือนงูที่ถูกถอนเขี้ยวแล้วหมั่นไปปฏิบัติและรับฟังธรรมโดยเคารพ ภายหลังได้ฟัง โคตมกสูตร จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา (ม.มู.อ. ๑/๑๗-๑๘,๖๒-๖๕)
จบ ๑. มูลปริยายสูตร