arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มหายมกวรรค

๙. มหาอัสสปุรสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๙–๔๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมหายมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค มหาอัสสปุรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๕๐๖–๕๒๒

หน้า ๕๐๖

ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับไป เพราะความเพลิดเพลินของเธอดับไป อุปาทาน จึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงตับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่า ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทรงจำตัณหาสังขยวิมุตติเทศนา โดย ย่อของเรานี้ไว้ อนี่ง พวกเธอจงทรงจำสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรไว้ว่า เป็นผู้สวมอยู่ในข่ายตัณหาและกองตัณหาใหญ่”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าฉะนี้แล

จบ มหาตัณหาสังขยสูตรที่ ๘

๙. มหาอัสสปุรสูตร

ว่าด้วยเหตุการณ์ที่อัสสปุรนิคม สูตรใหญ่

ธรรมที่ทำให้เป็นสมณพราหมณ์

{๔๕๙} [๔๑๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัสสปุรนิคมซึ่งเป็นที่อยู่ ของพวกอังคราชกุมาร ในแคว้นอังคะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระ ดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ตัณหาสังขยวิมุตติเทศนา หมายถึงพระธรรมเทศนาว่าด้วยความน้อมจิตไปในธรรมเป็นที่สิ้น ตัณหา หรือว่าด้วยการได้วิมุตติคือความสิ้นตัณหา (นัย ม.มู.อ. ๒/๒๑๙)
หน้า ๕๐๗

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้คนย่อมรู้จักพวกเธอว่า ‘สมณะ สมณะ’ ก็แหละ พวกเธอเมื่อถูกเขาถามว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นอะไร’ ก็ปฏิญญาว่า ‘พวกเราเป็นสมณะ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอนั้นมีสมัญญาอย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้อยู่ พวกเธอก็พึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักสมาทาน ประพฤติธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและที่ทำให้เป็นพราหมณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ สมัญญาและปฏิญญานี้ของพวกเรา ก็จักเป็นความจริงได้’ ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของทายกเหล่าใดปัจจัยทั้งหลายนั้นของทายกเหล่านั้นในพวกเราก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก อีกอย่างหนึ่ง บรรพชานี้ของพวกเราก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ{๔๖๐} [๔๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและที่ทำให้เป็นพราหมณ์เป็นอย่างไร คือ

พวกเธอพึงศึกษาว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ’ บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริ และโอตตัปปะแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์ เล่า พวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและที่ทำให้เป็นพราหมณ์ หมายถึงไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตต สิกขา และอธิปัญญาสิกขา แต่ในพระสูตรนี้ทรงแสดงในรูปของหิริและโอตตัปปะเป็นต้น อนึ่ง คำว่า สมณะ ในที่นี้หมายถึงผู้สงบระงับบาป คำว่า พราหมณ์ หมายถึงผู้ลอยบาปได้แล้ว โดยปริยายได้แก่บรรพชิตในพระพุทธศาสนา (ม.มู.อ. ๒/๒๒๐)
  2. ๒สามัญญประโยชน์ ประโยชน์ของความเป็นสมณะ ในพระบาลีสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (เล่ม ๑๙ ข้อ ๓๖) หมายถึงประโยชน์ที่ได้จากการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ (อริย มรรคมีองค์ ๘ เรียกว่าสามัญญะ ความเป็นสมณะ) ได้แก่ ความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ หรืออีกนัยหนึ่ง มรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้นเรียกว่าสามัญญะ ผล ๔ และนิพพาน ๑ เรียก ว่าสามัญญประโยชน์ แต่ในพระสูตรนี้พึงทราบว่าทั้งมรรคและผลรวมเรียกว่าสามัญญประโย ชน์ (ม.มู.อ. ๒/๒๒๒)
หน้า ๕๐๘

ทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก’ พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

{๔๖๑} [๔๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีกายสมาจารที่บริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่องโหว่ และคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น’ บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์แล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่า พวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก, พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอก แก่เธอทั้งหลายขอเตือนเธอทั้งหลายสามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ ปรารถนาอยู่อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่{๔๖๒} [๔๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า‘เราทั้งหลายจักมีวจีสมาจารที่บริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่องโหว่ และคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีวจีสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น’ บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายสมาจารที่บริสุทธิ์ หมายถึงพฤติกรรมทางกายที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิด ในกามซึ่งจัดเป็นกุศลกรรมบถหรือไม่ใช้ฝ่ามือท่อนไม้ก้อนดินหรือศัสตราวุธเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ซึ่งสำหรับภิกษุมีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้วแต่ในพระสูตรนี้ตรัสหมายถึงพฤติกรรมทาง กายของภิกษุที่บริสุทธิ์เน้นถึงความขัดเกลาอย่างยิ่ง กล่าวคือ การไม่เงื้อมือ ท่อนไม้ ก้อนดิน ไล่ฝูงกา ที่กำลังดื่มนํ้าในหม้อน้ำหรือจิกกินข้าวสุกในบาตร (ม.มู.อ. ๒/๒๒๒)
  2. ๒วจีสมาจารที่บริสุทธิ์ หมายถึงพฤติกรรมทางวาจาที่ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อซึ่งจัดเป็นกุศลกรรมบถ หรือไม่พูดกดพูดขู่ผู้อื่นโดยใช้คำกดให้ต่ำกว่าฐานะเช่นว่า ‘เป็นทาส’ ‘เป็นคนใช้’ เป็นต้นซึ่งสำหรับภิกษุมีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว แต่ในพระสูตรนี้
หน้า ๕๐๙

‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะแล้วมีกายสมาจารวจี สมาจารบริสุทธิ์แล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไร ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก’ พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควร ทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

{๔๖๓} [๔๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีมโนสมาจารที่บริสุทธิ์ ปรากฏเปิดเผย ไม่มีช่องโหว่ และคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วย ความเป็นผู้มีมโนสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น’ บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร บริสุทธิ์แล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำ ให้ยิ่งขึ้นไปอีก’ พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวก เธอผู้ปรารถนาอยู่อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควร ทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ตรัสหมายถึงพฤติกรรมทางวาจาของภิกษุที่บริสุทธิ์เน้นถึงความขัดเกลาอย่างยิ่ง กล่าวคือ การ ไม่พูดเล่นหัวประสงค์จะหยอกเย้าเล่น เช่นเมื่อถูกภิกษุหนุ่มหรือสามเณรถามว่า ‘ท่านเห็นพระ อุปัชฌาย์ของพวกกระผมไหมครับ’ ก็ไม่พูดเล่นในทำนองว่า ‘ในที่นี้มีภิกษุณีอาศัยอยู่หลายรูป อุปัชฌาย์ของเธอคงจักฉวยเอาสิ่งของเครื่องใช้ที่พอขายได้ไปเสียแล้ว’ ดังนี้เป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๒๒๓)
  2. ๑มโนสมาจารที่บริสุทธิ์ หมายถึงพฤติกรรมทางจิตที่ไม่เพ่งเล็งอยากได้ ไม่พยาบาท ไม่มีความ เห็นผิดซี่งจัดเป็นกุศลกรรมบถ หรือไม่ยินดีทองและเงินซึ่งสำหรับภิกษุมีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ไว้แล้ว แต่ในพระสูตรนี้ตรัสหมายถึงพฤติกรรมทางจิตของภิกษุที่บริสุทธิ์เน้นถึงความขัดเกลา อย่างยิ่ง กล่าวคือ การไม่ตรึกถึงอกุศลวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๒๒๓)
หน้า ๕๑๐

{๔๖๔} [๔๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีอาชีวะที่บริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่องโหว่ และคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความ เป็นผู้มีอาชีวะอันบริสุทธิ์นั้น’ บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็น ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโน สมาจาร และอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็น อันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก’ พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่{๔๖๕} [๔๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลายเห็นรูปด้วยจักษุแล้วจักไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ จักปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรม อันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ได้ยินเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว จักไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ จักปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่ เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาชีวะที่บริสุทธิ์ หมายถึงการไม่เป็นอยู่ด้วยกรรมคืออาชีพที่ไม่สมควรแก่สมณะเช่นการรักษา ไข้ การรับส่งสื่อสาร การหุงนํ้ามัน เป็นต้น หรือการพูดเลียบเคียงเอ่ยปากขอโภชนะมาฉัน ซึ่ง สำหรับภิกษุมีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว แต่ในพระสูตรนี้ตรัสหมายถึงการเป็นอยู่ของภิกษุ ที่บริสุทธิ์เน้นถึงความขัดเกลาอย่างยิ่ง กล่าวคือการได้เภสัชทั้ง ๕ มีเนยใสเป็นต้นแล้วไม่ทำการ สะสมไว้บริโภค หรือการไม่ใช้ภิกษุสามเณรจัดหาโภชนะมาให้ตนฉัน (ม.มู.อ. ๒/๒๒๓-๒๒๔)
หน้า ๕๑๑

โทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ บางที พวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธ์แล้ว ทั้งเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็ เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก’ พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้เสื่อมเสียไปในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

{๔๖๖} [๔๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ คือจักพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันอาหาร มิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อจะมัวเมา มิใช่เพื่อความผ่องใส มิใช่เพื่อความงดงาม แต่จักฉันเพียงเพื่อความดำรงอยู่แห่งกายนี้ เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อเว้นการเบียดเบียนตน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ด้วยคิดว่า ‘จักกำจัดเวทนาเก่าเสียทั้งจักไม่ให้ เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งอิริยาบถ ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่ เราด้วยประการฉะนี้ บางทีพวกเธอจะมีความ ดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อม

ด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธ์แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว ทั้งเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้ บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ ยิ่งขึ้นไปอีก, พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

หน้า ๕๑๒

{๔๖๗} [๔๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ใน ความตื่นอยู่ คือ ตอนกลางวัน จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้น จิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ในปฐมยามตอนกลางคืน จักชำระจิตให้ บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ในมัชฌิมยาม ตอนกลางคืน จักสำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ตั้งใจในอันที่จะลุกขึ้นไว้ ในปัจฉิมยามตอนกลางคืน จักลุกขึ้นแล้วชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรมด้วย การนั่ง, บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและ โอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ และเป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ในความตื่นอยู่ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันทำกิจเสร็จแล้วสามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้ บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก, พวกเธอจึงถึง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สำเร็จสีหไสยา หมายถึงการนอนอย่างราชสีห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในการนอน ๔ ประเภท คือ (๑) กามโภคิไสยา การนอนอย่างคนเสพกาม (คนทั่วไป) ซึ่งมักนอนตะแคงซ้ายเป็นส่วนใหญ่ (๒) เปตไสยา การนอนอย่างเปรต คือนอนหงายประจำ เพราะเปรตมีเลือดและเนื้อน้อย เต็มไปด้วยร่างกระดูก จึงนอนตะแคงไม่ได้ (๓) สีหไสยา การนอนอย่างราชสีห์ คือนอน ตะแคงขวาเป็นส่วนใหญ่ เพราะแสดงถึงความเรืองเดช กล่าวคือ พญาราชสีห์เมื่อจะนอน จะวางเท้าหน้าไว้ที่หนึ่ง เท้าหลังไว้อีกที่หนึ่ง แล้วสอดหางไว้ระหว่างขาอ่อน กำหนดว่าเท้าหน้า เท้าหลัง และหางอยู่เป็นที่แล้วจึงนอนวางหัวบนเท้าหน้าทั้งสอง แม้จะนอนทั้งวัน เมื่อจะตื่น ก็ไม่สะดุ้งตื่น แต่จะค่อย ๆ เงยหัวขึ้นกำหนด ว่าเท้าหน้าอยู่อย่างไร ถ้าไม่อยู่เหมือนเดิม ก็จะไม่พอใจว่า ‘นี้ผิดธรรมชาติของเจ้า ทั้งไม่เหมาะแก่ความเป็นสัตว์กล้าหาญ’ นอนอยู่ในที่นั้น นั่นแหละ ไม่ออกหากิน แต่เมื่อเท้าอยู่เหมือนเดิม ก็จะลิงโลดใจว่า ‘นี้จึงเป็นธรรมชาติของเจ้า และเหมาะแก่ความเป็นสัตว์กล้าหาญ’ แล้วลุกขึ้น บิดกาย สั่นขนสร้อย บันลือสีหนาทสาม ครั้งแล้วออกหากิน (๔) ตถาคตไสยา การบรรทมของพระตถาคตเจ้า คือการพักจิตอยู่ใน จตุตถฌาน (ม.มู.อ. ๒/๒๒๔-๒๒๕)
หน้า ๕๑๓

ความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่ อย่าได้ เสื่อมเสียไป ในเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่

{๔๖๘} [๔๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยสติ สัมปชัญญะ คือ จักทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ใน การเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และ จีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จักทำ ความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง, บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า ‘พวกเราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริ และโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และ อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว

เป็นผู้รู้จัก ประมาณในโภชนะ เป็น ผู้ประกอบเนืองๆ ในความตื่นอยู่ และเป็นผู้ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอัน ทำกิจเสร็จแล้ว สามัญญประโยชน์เล่าพวกเราก็ได้บรรลุแล้วตามลำดับ ไม่มีกิจอะไรที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก, พวกเธอจึงถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย สามัญญประโยชน์ของพวกเธอผู้ปรารถนาอยู่อย่าได้เสื่อมเสียไปในเมื่อกิจที่ควร ทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่{๔๖๙} [๔๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟางอยู่ เธอกลับจากบิณฑบาต หลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้วมีใจปราศจากอภิชซฌาอยู่ย่อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว

หน้า ๕๑๔

ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระ จิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือพยาบาทได้ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่างมีสติ สัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้

อุปมานิวรณ์ ๕

{๔๗๐} [๔๒๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนกู้หนี้มาประกอบการ งานจนการงานของเขาสำเร็จผล เขาก็จะใช้หนี้เก่าที่เป็นต้นทุนเดิมจนหมด และก็ยังจะมีกำไรเหลือเก็บไว้สำหรับเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาจะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเรากู้หนี้มาประกอบการงาน บัดนี้การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมหมดสิ้นแล้ว และยังมีกำไรเหลือเก็บไว้สำหรับเลี้ยงบุตรภรรยาอีก’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัส ซึ่งมีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนป่วยเป็นไข้หนักได้รับความลำบาก บริโภคอาหารไม่ได้ และร่างกายไม่มีกำลัง สมัยต่อมาเขาหายป่วย บริโภค อาหารได้ และร่างกายกลับมีกำลังขึ้น เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราป่วยเป็นไข้หนักได้รับความลำบาก บริโภคอาหารไม่ได้ และร่างกายไม่มีกำลัง บัดนี้ เราหายป่วยแล้ว บริโภคอาหารได้ และร่างกายกลับมีกำลัง’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสซึ่งมีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนต้องโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมาเขาพ้นโทษออกจากเรือนจำนั้นมาโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสีย

หน้า ๕๑๕

ค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราต้องโทษถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำ บัดนี้เราพ้นโทษออกจากเรือนจำนั้นมาโดยสวัสดีไม่มีภัย และเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสซึ่งมีการพ้นออกจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนที่ตกเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมาเขาพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ’ เขาจะพึง ได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสซึ่งมีความเป็นไทแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดารที่หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า

สมัยต่อมาเขาข้ามพ้นทาง กันดารนั้นมาได้ ลุถึงละแวกหมู่บ้านอันร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดี เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดารที่หา อาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นมาได้ ลุถึงละแวกหมู่บ้านอันร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสซึ่งมีการลุถึงภูมิสถานอันร่มเย็นนั้นเป็นเหตุ ฉันใดฉันนั้นเหมือนกันแหละ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ยังละไม่ได้ในตนเหล่านี้ เหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส และเหมือนทางไกลกันดาร

และเธอย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้เหมือนความไม่มีโรคเหมือนการพ้นโทษออกจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน และเหมือนภูมิสถานอันร่มเย็น

หน้า ๕๑๖

ฌาน ๔

๑. รูปฌาน

{๔๗๑} [๔๒๗] ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต เป็น เครื่องทอนกำลังปัญญาเหล่านี้ได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่ม เอิบอาบซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้องดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ชำนาญ เกลี่ยผงแป้งที่ใช้ในการอาบน้ำลงในภาชนะ สำริด แล้วประพรมนํ้าไว้จนเปียกทั่วผงแป้งนั้นก็จะถูกยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ ชุ่มชื่นซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยปีติและอันสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง

๒. ทุติยฌาน

{๔๗๒} [๔๒๘] ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่มีความ ผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่มเบาสบายด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีส่วนไหน แห่งสรรพางค์กายของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้องดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีนํ้าพุขึ้น ไม่มีทางที่น้ำจะไหลไปมาได้ทั้งด้านตะวันออก ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ถึงฝนจะไม่หลั่งสายนํ้าลงมาตามฤดูกาล แต่กระแสน้ำเย็นก็พุขึ้นจากห้วงน้ำ นั้นแล้วจะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้เอิบอาบ ซาบซ่าน เต็มอิ่มด้วยนํ้าเย็น

หน้า ๕๑๗

ไม่มีส่วนไหนแห่งห้วงนํ้านั้นทั้งหมดที่นํ้าเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉัน นั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นซาบซ่านเต็มอิ่มเบาสบายด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง

๓. ตติยฌาน

{๔๗๓} [๔๒๙] ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข, ดังนี้อยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยสุขอัน ปราศจากปีติ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่สุขอันปราศจากปีติ จะไม่ถูกต้อง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือ ในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวบางเหล่าซึ่งเกิดในนํ้า เจริญในนํ้า ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในนํ้า มีนํ้าหล่อเลี้ยงไว้ ย่อมเอิบอาบ ซาบซ่าน เต็มอิ่มด้วยน้ำเย็นตลอดยอดถึงเหง้า ไม่มีส่วนไหนแห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่สุขอันปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง

๔. จตุตถฌาน

{๔๗๔} [๔๓๐] ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และโสมนัส โทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่ใจอัน บริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง

หน้า ๕๑๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนนั่งคลุมโปงด้วยผ้าขาวอยู่ ไม่มี ส่วนไหนแห่งร่างกายของเขาที่ผ้าขาวจะคลุมไม่ถูก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล นั่งเข้าฌานแผ่ไปทั่วกายนี้แลด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีส่วนไหนแห่ง สรรพางค์กายของเธอที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง

วิชชา ๓

๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

{๔๗๕} [๔๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศ จากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง... เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอัน มาก พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนจากหมู่บ้านตนไปยังหมู่บ้านอื่น แล้วจากหมู่บ้านแม้นั้นไปยังหมู่บ้านอื่นอีก จากหมู่บ้านนั้นกลับมายังหมู่บ้านของตนตามเดิม เขาพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า ‘เราได้จากหมู่บ้านของเรา ไปยังหมู่บ้านโน้น ในหมู่บ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ และเราได้จากหมู่บ้านนั้นไปยังหมู่บ้านโน้น แม้ในหมู่บ้าน โน้นเราก็ได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ แล้วเรา ก็กลับจากหมู่บ้านนั้นมายังหมู่บ้านของตนตามเดิม’ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึก ชาติได้หนึ่งชาติบ้างสองชาติบ้าง ... เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการพร้อม ทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้

หน้า ๕๑๙

๒. จุตูปปาตญาณ

{๔๗๖} [๔๓๒] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศ จากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีเรือนสองหลังที่มีประตูอยู่ตรงกัน คนตาดียืนอยู่ตรงกลางเรือนสองหลังนั้นพึงมองเห็นผู้คนที่กำลังเข้าสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังเดินมาบ้าง กำลังเดินไปบ้าง กำลังเดินเล่นบ้างได้ ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง จุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้ เป็นไปตามกรรมได้

๓. อาสวักขยญาณ

{๔๗๗} [๔๓๓] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศ จากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกข สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา, เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุด พ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้น แล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก,

หน้า ๕๒๐

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนสระนํ้าบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว คนตาดียืนอยู่บนขอบสระนั้นก็พึงมองเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ฝูงปลาที่กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้างในสระนั้นได้ เขาพึงรู้แจ้งอย่างนี้ว่า ‘สระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ในสระน้ำนี้ มีหอยโข่งและหอยกาบบ้าง มีก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง มีฝูงปลากำลัง ว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง’ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เธอย่อมรู้ชัดตาม ความเป็นจริง... รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’

ว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ

{๔๗๘} [๔๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า ‘สมณะ’ บ้าง ‘พราหมณ์’ บ้าง ‘นหาตกะ’ บ้าง ‘เวทคู’ บ้าง ‘โสตติยะ’ บ้าง ‘อริยะ’ บ้าง ‘อรหันต์’ บ้าง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘สมณะ’ คือ อกุศล ธรรมอันเลวทรามทั้งหลายซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นระงับได้แล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘สมณะ’

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘พราหมณ์’ คือ อกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อัน ภิกษุนั้นลอยไปแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘พราหมณ์’

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘นหาตกะ’ คือ อกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นล้างได้แล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘นหาตกะ’

หน้า ๕๒๑

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘เวทคู, คือ อกุศลธรรมอันเลวทรามทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘เวทคู’ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘โสตติยะ’ คือ อกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป ของภิกษุนั้นหลับไปหมดแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘โสตติยะ’ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘อริยะ’ คือ อกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย

ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อยู่ห่างไกลภิกษุนั้น อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า ‘อริยะ’ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า ‘อรหันต์’ คือ อกุศลธรรมอันเลวทราม ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง เป็นเครื่องก่อภพใหม่ ยังมีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นกำจัดได้แล้ว อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่า ‘อรหันต์’ ฉะนี้แล”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ มหาอัสสปุรสูตรที่ ๙

หน้า ๕๒๒

๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร

ว่าด้วยเหตุการณ์ที่อัสสปุรนิคม สูตรเล็ก

ข้อปฏิบัติอันสมควรของสมณะ

{๔๗๙} [๔๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัสสปุรนิคมซึ่งเป็นที่อยู่ ของพวกอังคราชกุมาร ในแคว้นอังคะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้คนย่อมรู้จักพวกเธอว่า ‘สมณะ สมณะ’ ก็ แหละ พวกเธอเมื่อถูกเขาถามว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นอะไร’ ก็ปฏิญญาว่า ‘พวกเราเป็นสมณะ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอนั้นมีสมัญญาอย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้อยู่ พวกเธอก็พึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักสมาทาน ประพฤติข้อปฏิบัติอันสมควรของสมณะ เมื่อเป็นอย่างนี้สมัญญาและ ปฏิญญานี้ของพวกเราก็จักเป็นความจริงได้’ ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายนั้นของทายกเหล่านั้นในพวกเราก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก อีกอย่างหนึ่ง บรรพชานี้ของพวกเราก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ”{๔๘๐} [๔๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ปฏิบัติ ข้อปฏิบัติอันสมควรของสมณะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดมีอภิชฌามาก ยังละอภิชฌาไม่ได้ มีจิตพยาบาท ยังละพยาบาทไม่ได้ เป็นผู้มักโกรธ ยังละความโกรธไม่ได้ มีความผูกโกรธ ยังละความผูกโกรธไม่ได้ มีความลบหลู่ ยังละความลบหลู่ไม่ได้ มีความตีเสมอ ยังละความตีเสมอไม่ได้ มีความริษยา ยังละความริษยาไม่ได้

จบ ๙. มหาอัสสปุรสูตร