พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มหายมกวรรค
๘. มหาตัณหาสังขยสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔๐–๔๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในมหายมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค มหาตัณหาสังขยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๔๘๐–๕๐๖
ความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
ดูก่อนโมคคัลลานะ เราจำได้อยู่ว่าได้เป็นผู้กล่าวความน้อมไปใน ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อแก่ท้าวสักกะจอมเทพอย่างนี้แล”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬตัณหาสังขยสูตรที่ ๗
๘. มหาตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา สูตรใหญ่
สาติภิกษุยึดถือทิฏฐิเลวทราม
{๔๔๐} [๓๙๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุชื่อสาติเกวัฏฏบุตร (บุตรชาวประมง) มีทิฏฐิเลวทราม เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น”ภิกษุมากด้วยกันได้ยินว่า “สาติภิกษุเกวัฏฏบุตร มีทิฏฐิเลวทรามเห็น ปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น, จึงเข้าไปหา
- ๑ทิฏฐิเลวทราม ในที่นี้จัดอยู่ในประเภทสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง (ม.มู.อ. ๒/๒๑๒)
สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรแล้วถามว่า ‘ดูก่อนท่านสาติ ทราบมาว่าท่านมีทิฏฐิเลวทราม เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น’ ดังนี้จริงหรือ”
เธอตอบว่า “เป็นความจริง ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยว ไปแล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น”
ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรจากทิฏฐิเลว ทรามนั้นจึงซักไซ้ไล่เลียงสอบถามว่า “ดูก่อนท่านสาติ ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูก่อนท่านสาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงวิญญาณที่อาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้นไว้โดยอเนกปริยายว่า ‘เว้นจากปัจจัยเสีย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณก็มีไม่ได้”
สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรถูกภิกษุเหล่านั้นซักไซ้ไล่เลียงสอบถามอยู่อย่างนี้ ก็ยังยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิเลวทรามนั้นกล่าวยืนยันอย่างแข็งขันว่า “ดูก่อนท่าน ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น”
{๔๔๑} [๓๙๗] เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่อาจปลดเปลื้องสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรจาก ทิฏฐินั้นได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาติภิกษุเกวัฏฏบุตร มีทิฏฐิเลวทรามเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น’ พวกข้าพระองค์ ได้ยินว่า ‘สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรมีทิฏฐิเลวทรามเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น’
จึงเข้าไปหาสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรแล้วถามว่า ‘ดูก่อนท่านสาติ ทราบมาว่า ท่านมีทิฏฐิเลวทรามเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น, ดังนี้จริงหรือ,
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ เกวัฏฏบุตรได้ตอบพวกข้าพระองค์ว่า ‘เป็นความจริง ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น,
ต่อจากนั้น พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะปลดเปลื้องสาติภิกษุเกวัฏฏบุตร จากทิฏฐิเลวทรามนั้นจึงซักไซ้ไล่เลียงสอบถามเธอว่า “ดูก่อนท่านสาติ ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูก่อนท่านสาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงวิญญาณที่อาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้นไว้โดยอเนกปริยายว่า ‘เว้นจากปัจจัยเสียความเกิดขึ้นแห่ง วิญญาณก็มีไม่ได้,,ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรแม้จะถูกพวกข้าพระองค์ ซักไซ้ไล่เลียงสอบถามอยู่อย่างนี้ก็ยังยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิเลวทรามนั้นกล่าว ยืนยันอย่างแข็งขันว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายผมย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น,
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องสาติ ภิกษุเกวัฏฏบุตรจากทิฏฐิเลวทรามนั้นได้ จึงมากราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า”
{๔๔๒} [๓๙๘] ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วตรัสว่า “มานี่แน่ะ ภิกษุ เธอจงไปเรียกสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรมาตามคำของเราว่า
‘ดูก่อนท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน” ภิกษุนั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วได้เข้าไปหาสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรแล้วบอกว่า “ดูก่อนท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน”
สาติภิกษุเกรัฏฏบุตรรับคำภิกษุนั้นแล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วจึงนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนสาติ ทราบมาว่าเธอมีทิฏฐิเลวทรามเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น, ดังนี้จริงหรือ”
สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรกราบทูลว่า “เป็นความจริง พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณ นี้แหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร”
“คือ สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ เสวยวิบากของกรรมทั้งหลายทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้ทั่วถึงธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า เรากล่าว ถึงวิญญาณที่อาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้นไว้โดยอเนกปริยายว่า ‘เว้นจากปัจจัยเสีย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณก็มีไม่ได้’ ดังนี้มิใช่หรือ ดูก่อน โมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเองเสียด้วย จะประสพบาปอันไม่เป็นบุญมากด้วยเพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เพื่อความทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน”
ตรัสสอบถามพวกภิกษุเรื่องสาติภิกษุ
{๔๔๓} [๓๙๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรนี้ จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้างหรือไม่”
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “จะมีได้อย่างไรข้อนั้นมีไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า” เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุเกวัฏฏบุตรได้นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า เศร้าซึม หมดปฏิภาณไป
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรนั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า เศร้าซึม หมดปฏิภาณไปแล้ว จึงตรัสกะเธอว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิเลวทรามของตนนั้น เราจักสอบถาม ภิกษุทั้งหลายในที่นี้”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย แม้พวกเธอก็รู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้ว เหมือนอย่างสาติภิกษุ เกวัฏฏบุตรกล่าวตู่เรา ขุดตนเอง และประสพบาปอันไม่เป็นบุญมาก เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้วหรือ”
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้าเพราะพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสถึงวิญญาณที่อาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้นแก่พวกข้าพระองค์ไว้โดยอเนกปริยายว่า ‘เว้นจากปัจจัยเสีย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ก็มีไม่ได้’ ดังนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สาธุ สาธุ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงอย่างนี้ถูกแล้ว เพราะกล่าวถึงวิญญาณที่อาศัยปัจจัยประชุมกัน เกิดขึ้นแก่พวกเธอไว้โดยอเนกปริยายว่า ‘เว้นจากปัจจัยเสีย ความเกิดขึ้น แห่งวิญญาณก็มีไม่ได้, ดังนี้ ก็แต่ว่าสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรนี้กล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเองด้วย จะประสพบาปอันไม่เป็นบุญมากด้วยเพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ข้อนั้นแลจักเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน”
ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ
{๔๔๔} [๔๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าวิญญาณตามปัจจัยนั้น ๆ คือ
วิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าจักขุวิญญาณ
วิญญาณอาศัยโสตะและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าโสตวิญญาณ
วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าฆานวิญญาณ
วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าชิวหาวิญญาณ
วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่ากายวิญญาณ
วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่ามโนวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใด ๆ ติดขึ้น ก็ถึงการนับตามเชื้อนั้น ๆ คือ
ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟไม้
ไฟอาศัยเสี้ยนไม้ติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟเสี้ยนไม้
ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟหญ้า
ไฟอาศัยมูลโคติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟมูลโค
ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟแกลบ
ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงการนับว่าไฟหยากเยื่อ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าวิญญาณตามปัจจัยนั้น ๆ คือวิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าจักขุวิญญาณ
วิญญาณอาศัยโสตะและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าโสตวิญญาณ
วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าฆานวิญญาณ
วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่าชิวหาวิญญาณ
วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่ากายวิญญาณ
วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็ถึงการนับว่ามโนวิญญาณ
{๔๔๕} [๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นขันธปัญจกที่เกิดแล้วไหม” ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายเห็นว่าขันธปัญจกนั้นเกิดขึ้นเพราะอาหารหรือ”
“เห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายเห็นว่าขันธปัญจกที่เกิดแล้วนั้น มีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไปหรือ”
“เห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ความสงสัยย่อมเกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงว่า ‘ขันธปัญจกนี้มี หรือไม่หนอ, ดังนี้ใช่ไหม”
“ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ความสงสัยย่อมเกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงว่า ‘ขันธปัญจกนั้น เกิดขึ้นเพราะอาหารหรือไม่หนอ’ ดังนี้ใช่ไหม”‘ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ความสงสัยย่อมเกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงว่า “ขันธปัญจกที่ เกิดแล้วนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไปหรือไม่หนอ’ ดังนี้ ใช่ไหม”‘ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เมื่อบุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว’ ย่อมละความสงสัยนั้นได้หรือ”
“ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เมื่อบุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกนั้นเกิดขึ้นเพราะอาหาร’ ย่อมละความสงสัยนั้นได้หรือ”“ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เมื่อบุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกที่เกิดแล้วนั้น มีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป’ ย่อมละความสงสัยนั้นได้หรือ”
- ๑ขันธปัญจก หมายถึงขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
“ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ‘ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว’ แม้ เพราะเหตุนี้หรือ”
“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ‘ขันธปัญจกนั้นเกิดขึ้นเพราะ อาหาร’ แม้เพราะเหตุนี้หรือ’
“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ‘ขันธปัญจกที่เกิดแล้วนั้นมีความ ดับไปเป็นธรรมดาเพราะอาหารนั้นดับไป’ แม้เพราะเหตุนี้หรือ”“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว’ ดังนี้หรือ”
“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกนั้นเกิดขึ้นเพราะอาหาร’ ดังนี้หรือ”
“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอทั้งหลายเห็นดีแล้ว ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า ‘ขันธปัญจกที่เกิดแล้วนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป’ ดังนี้ หรือ”“เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“หากว่าเธอทั้งหลายติดอยู่ เพลินอยู่ ปรารถนาอยู่ ยึดถือว่าเป็นของ เรา อยู่ซึ่งทิฏฐินี้ซึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เธอทั้งหลายจะพึงรู้ทั่วถึงธรรมที่ เปรียบด้วยทุ่นซึ่งเราแสดงไว้เพื่อให้สลัดออก มิใช่เพื่อให้ยึดถือ ได้หรือหนอ”“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“หากว่าเธอทั้งหลายไม่ติดอยู่ ไม่เพลินอยู่ ไม่ปรารถนาอยู่ ไม่ยึดถือ ว่าเป็นของเราอยู่ซึ่งทิฏฐิอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เธอทั้งหลายจะพึงรู้ทั่วถึง ธรรมที่เปรียบด้วยทุ่นซึ่งเราแสดงไว้เพื่อให้สลัดออก มิใช่เพื่อให้ยึดถือ ได้หรือหนอ”“ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
หลักปฏิจจสมุปบาท
{๔๔๖} [๔๐๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้ มีเพื่อความดำรงอยู่แห่งเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้วบ้าง เพื่อความ อนุเคราะห์เหล่าสัตว์ที่แสวงหาภพที่เกิดบ้าง อาหาร ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง อาหาร ๔ อย่าง คือ
๑. กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด
๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ
๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา
๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นชาติ มีตัณหาเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นชาติ มีเวทนาเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นสมุทัย มีสฬายตนะเป็นชาติ มีสพายตนะเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นสมุทัย มีนามรูปเป็นชาติ มีนามรูปเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นสมุทัย มีวิญญาณเป็นชาติ มีวิญญาณเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มีสังขารเป็นสมุทัย มีสังขารเป็นชาติ มีสังขารเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารทั้งหลายนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นชาติ มีอวิชชาเป็นแดนเกิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้”{๔๔๗} [๔๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ’ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อ นี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทานจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ใช่หรือมิใช่หรือ ในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะผัสสะป็นปัจจัยจึงมีเวทนา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ใช่หรือมิใช่หรือ ในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนาจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล,,
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร,,“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร’ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
{๔๔๘} [๔๐๔] “สาธุ ภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็กล่าวอย่างนั้น แม้เราก็กล่าวอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น คือเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ
เพราะภพดับชาติจึงดับ
เพราะชาติดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้
{๔๔๙} [๔๐๕] ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะภพดับ ชาติจึงดับ’ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะภพดับ ชาติจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล,,
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร,,“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้ เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้
เป็นอย่างไร”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ’ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้ เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ’ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้ เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
“ก็แลเรากล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ’ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ใช่หรือมิใช่ หรือในข้อนี้ เป็นอย่างไร”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับจริง ในข้อนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความเห็นอย่างนี้แล”
{๔๕๐} [๔๐๖] “สาธุ ภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็กล่าวอย่างนี้ แม้เราก็ กล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ คือเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้
ว่าด้วยธรรมคุณ
{๔๕๑} [๔๐๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้จะพึงย้อน ไปถึงที่สุดข้างต้น ว่า ‘ในอดีตกาลเราได้มีแล้วหรือว่าไม่ได้มีแล้วหนอ เราได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ เราได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ หรือว่าเราได้ เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรต่อไปหนอ’ ดังนี้บ้างไหม”“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้จะพึงย้อนไปถึงที่ สุดข้างปลาย ว่า ‘ในอนาคตกาล เราจักมี หรือว่าจักไม่มีหนอ เราจัก เป็นอะไรหนอ เราจักเป็นอย่างไรหนอ หรือว่าเราจักเป็นอะไรแล้วจักเป็น อะไรต่อไป’ ดังนี้บ้างไหม”“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑ที่สุดข้างต้น (ปุพพันตะ) ได้แก่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะในอดีต ที่สุดข้างปลาย (อปรันตะ) ได้แก่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะในอนาคต (ม.มู.อ. ๒/๒๑๖)
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงปรารภถึง ปัจจุบันกาลในบัดนี้แล้วมีความสงสัยภายในว่า ‘เราเป็นอยู่หรือไม่เป็นหนอ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแล้วจากไหนหนอ สัตว์นั้นจักไปที่ไหนหนอ’ ดังนี้บ้างไหม“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงกล่าวอย่าง นี้ว่า ‘พระศาสดาเป็นครูของพวกเรา พวกเราต้องกล่าวอย่างนี้ด้วยความเคารพต่อพระศาสดาเท่านั้น’ ดังนี้บ้างไหม’“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงกล่าวว่า ‘พระสมณะตรัสอย่างนี้ และพวกเราชื่อว่าเป็นสมณะจึงกล่าวอย่างนี้’ ดังนี้ บ้างไหม”“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้จะพึงยกย่องศาสดาอื่นบ้างไหม”
“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อรู้เห็นอยู่อย่างนี้จะพึงเชื่อถือ วัตรปฏิบัติ การตื่นลัทธิ และการถือมงคลของพวกสมณะและพราหมณ์เป็นอันมากบ้างไหม”“ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใด พวกเธอรู้เอง เห็นเอง ทราบเองแล้ว พวกเธอพึงกล่าวถึงเฉพาะสิ่งนั้นมิใช่หรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“สาธุ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออันเรานำเข้าไป (สู่นิพพาน) แล้วด้วยธรรมนี้ อันผู้ได้บรรลจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู
ควรน้อม เข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควร เรียกให้มาดู ควร น้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ ดังนี้ เราก็ อาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว”
เหตุแห่งการเกิดในครรภ์
{๔๕๒} [๔๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ การถือกำเนิดแห่งทารกจึงมีได้ คือ ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดา อยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และสัตว์ที่จะมาเกิดก็ยังไม่ปรากฏ การ ถือกำเนิดแห่งทารกก็จะยังไม่มีก่อน ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่สัตว์ที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ การถือกำเนิดแห่งทารกก็จะ ยังไม่มีก่อน เมื่อใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน และมารดามีระดู ทั้งสัตว์ที่ จะมาเกิดก็ปรากฏ เมื่อนั้น การถือกำเนิดแห่งทารกจึงจะมี เพราะความ ประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกซึ่งเป็นภาระหนักนั้นด้วย ครรภ์ ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง ด้วยความสงสัยเป็นอันมาก เมื่อเวลา ผ่านไป ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง มารดาก็คลอดทารกนั้นด้วยความสงสัยเป็นอันมาก และเลี้ยงดูทารกผู้เกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตของตน
{๔๕๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอริยวินัย นํ้านมของมารดานับเป็นโลหิต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่ง อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเล่นด้วยเครื่องเล่นสำหรับกุมาร คือ เล่นไถเล็ก ๆ เล่นตี ไม้หึ่ง เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็ก ๆ เล่นธนูเล็ก ๆ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่ง อินทรีย์ทั้งหลาย เพียบพร้อม เอิบอิ่ม ถูกปรนเปรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ คือ รูปที่รู้พึงแจ้งด้วยจักษุ เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ
รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดยินดี
[๔๐๙] กุมารนั้นเห็นรูปด้วยจักษุ แล้วกำหนัดในรูปที่น่ารัก ขัดเคือง ในรูปที่น่าชัง เป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตประกอบด้วยอกุศลอยู่ ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับสนิท แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันเลวทราม กุมารนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความยินดี ยินร้ายอย่างนี้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ ทุกข์มิใช่สุขบ้าง ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อเขา เพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความ เพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายจัดเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึง มีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นอันว่าความเกิดขึ้น แห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้กุมารนั้นได้ยินเสียงด้วยโสต... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วกำหนัดใน ธรรมารมณ์ที่น่ารัก ขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง เป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้ง มั่นและมีจิตประกอบด้วยอกุศลอยู่ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับสนิทแห่งเหล่าอกุศลธรรมอันเลวทรามกุมารนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อเขาเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้นความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายจัดเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติ เป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส เป็นอันว่าความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
พระพุทธคุณ
{๔๕๔} [๔๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าเป็นศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ตถาคตนั้น ทราบประจักษ์โลกนี้ ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญา อันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ให้รู้ตามด้วย แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนคฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในตถาคต เพราะได้ศรัทธา เขาจึงเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งกิเลสธุลี บรรพชา เป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวะออกบวชเป็นบรรพชิต’
สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดอก* บวชเป็นบรรพชิตแล้ว
ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ
{๔๕๕} [๔๑๑] เขาบวชอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพของภิกษุ ทั้งหลาย คือ
- ๑ข้อความตั้งแต่นี้ไปจนจบข้อ ๔๑๒ มีเนื้อความพ้องกับข้อ ๒๙๑ - ๒๙๖ (จูฬหัตถิปโทปมสูตร) หน้า ๓๖๐-๓๖๗ ในส่วนของเชิงอรรถ พึงดูเทียบเคียงกัน
- น่าจะเป็นคำว่า ออกบวช - ผู้รวบรวม
อริยสีลขันธ์
๑. เป็นผู้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอายมีความเอ็นดูมีความ กรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
๒. เป็นผู้ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่
๓. เป็นผู้ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. เป็นผู้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก
๕. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้ว ไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลิน ต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน๖. เป็นผู้ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
๗. เป็นผู้ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาลอันควร
๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. เป็นผู้ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล
๑๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล๑๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว๑๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน
๑๙. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๒๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร
๒๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง
๒๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่
อริยสันโดษ
ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอ จะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหน ก็มีภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ‘ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร พอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์เช่นนี้ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษ ในภายใน
อริยอินทรียสังวร
ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันเลวทราม คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์เธอฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่น ด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยมโนแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันเลวทราม คืออภิชฌาและโทมนัส ครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบ ด้วยอริยอินทรีย์สังวรเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุข อันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน
อริยสติสัมปชัญญะ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการ เหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำ ความร้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
การละนิวรณ์
{๔๕๖} [๔๑๒] ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติ สัมปชัญญะ และอริยสันโดษเช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับ จากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติ ไว้เฉพาะหน้า เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้าย คือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาทมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติ สัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะ แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก วิจิกิจฉาได้
ฌาน ๔
{๔๕๗} [๔๑๓] ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการนี้อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่ง จิต อันเป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้ว จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่ วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน ที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่
บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะ ละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่
ความดับอกุศลธรรม
{๔๕๘} [๔๑๔] ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่กำหนัดในรูปที่น่ารักไม่ขัดเคือง ในรูปที่น่าชัง เป็นผู้มีสติในกายตั้งมั่นและมีจิตประกอบด้วยกุศลอยู่ ทราบ ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับสนิทแห่ง เหล่าอุกศล* ธรรมอันเลวทราม เธอเป็นผู้ละความยินดียินร้ายได้อย่างนี้เสวย เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้างอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับไป เพราะความ เพลิดเพลินของ เธอดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่าความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมี ได้ด้วยอาการอย่างนี้ภิกษุนั้นได้ยินเสียงด้วยโสตะ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วไม่กำหนัดใน ธรรมารมณ์ที่น่ารัก ไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง เป็นผู้มีสติในกายตั้ง มั่นและมีจิตประกอบด้วยกุศลอยู่ ทราบชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับสนิทแห่งเหล่าอกุศลธรรมอันเลวทราม เธอเป็นผู้ ละความยินดียินร้ายได้อย่างนี้ เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้างอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่
- อุกศล น่าจะเป็นคำว่า อกุศล - ผู้รวบรวม
ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับไป เพราะความเพลิดเพลินของเธอดับไป อุปาทาน จึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงตับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่า ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทรงจำตัณหาสังขยวิมุตติเทศนา โดย ย่อของเรานี้ไว้ อนี่ง พวกเธอจงทรงจำสาติภิกษุเกวัฏฏบุตรไว้ว่า เป็นผู้สวมอยู่ในข่ายตัณหาและกองตัณหาใหญ่”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าฉะนี้แล
จบ มหาตัณหาสังขยสูตรที่ ๘
๙. มหาอัสสปุรสูตร
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่อัสสปุรนิคม สูตรใหญ่
ธรรมที่ทำให้เป็นสมณพราหมณ์
{๔๕๙} [๔๑๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัสสปุรนิคมซึ่งเป็นที่อยู่ ของพวกอังคราชกุมาร ในแคว้นอังคะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระ ดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
- ๑ตัณหาสังขยวิมุตติเทศนา หมายถึงพระธรรมเทศนาว่าด้วยความน้อมจิตไปในธรรมเป็นที่สิ้น ตัณหา หรือว่าด้วยการได้วิมุตติคือความสิ้นตัณหา (นัย ม.มู.อ. ๒/๒๑๙)
จบ ๘. มหาตัณหาสังขยสูตร