arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มหายมกวรรค

๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๓–๔๓๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในมหายมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค จูฬตัณหาสังขยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๔๗๓–๔๘๐

หน้า ๔๗๓

๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา สูตรเล็ก

{๔๓๓} [๓๙0] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมาตา ในวิหารบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไร ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา, มีความสำเร็จถึงที่สุดมีความ เกษมจากโยคะถึงที่สุดมีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”{๔๓๔}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ สดับกันแล้วว่า ‘ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น, ถ้าข้อว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มิคารมาตา ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๒ ข้อ ๒๗๒ (ปาสราสิสูตร) หน้า ๓๒๖ ในเล่มนี้
  2. ๒ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ได้แก่ อริยมรรคและนิพพาน เพราะอริยมรรคเป็นสภาพกำจัดตัณหา ให้พินาศ เมื่อเข้าถึงภาวะนิพพาน ตัณหาย่อมถูกกำจัดให้พินาศได้อย่างเด็ดขาด (ที.ม.อ. ๓๕๔)
  3. ๓มีความสำเร็จถึงที่สุด หมายถึงล่วงพ้นความพินาศ ผ่านพ้นที่สุดคือความสิ้นไปและความเสื่อม ไปได้เด็ดขาด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด หมายถึงมีภาวะปลอดโปร่งจากกิเลสที่ชื่อว่าโยคะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา เป็นนิจนิรันดร์ หรือเข้าถึงภาวะนิพพาน มีพรหมจรรย์ถึง ที่สุดหมายถึงประพฤติพรหมจรรย์คืออริยมรรคอยู่ชั่วกาล มีที่สุดถึงที่สุด หมายถึง ประพฤติพรหมจรรย์นั้นจนอยู่จบหรือเข้าถึงภาวะนิพพาน (ที.ม.อ. ๓๕๓, ม.มู.อ. ๒/๒0๕)
  4. ๔ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่ควรยึดมั่น ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ เพราะเป็นภาวะไม่ดำรงอยู่ตามอาการที่บุคคลยึดถือ กล่าวคือ เมื่อยึด ถือว่าเที่ยง กลับกลายเป็นไม่เที่ยง เมื่อยึดถือว่าเป็นสุข กลับกลายเป็นทุกข์ เมื่อยึดถือ ว่าเป็นอัตตา กลับกลายเป็นอนัตตา เป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๒๐๕-๒๐๖)
หน้า ๔๗๔

ยึดมั่น’ นี้ ภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรม ทั้งปวงได้แล้ว ย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวง ครั้นทราบชัดธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้แล้ว เธอย่อมได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความปล่อยวางในเวทนาเหล่านั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มีอีก, ดังนี้ ดูก่อนจอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรม เป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”ลำดับนั้นท้าวสักกะจอมเทพยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง

พระมหาโมคคัลลานะไปพบท้าวสักกะบนชั้นดาวดึงส์

{๔๓๕} [๓๙๑] ก็ตอนนั้นแลท่านพระมหาโมคคัลลานะ นั่งอยู่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านได้มีความดำริว่า ‘ท้าวสักกะนั้นทราบพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงชื่นชม หรือว่าไม่ทราบก็ชื่นชมหนอ ถ้ากระไร เราควร จะรู้เรื่องที่ท้าวสักกะทรงทราบพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึงชื่นชมหรือว่าไม่ทราบก็ชื่นชม” ต่อจากนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้หายตัวไปในปราสาทของมิคารมาตา ในวิหารบุพพาราม มาปรากฏตัว

หน้า ๔๗๕

ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประหนึ่งว่าบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือ คู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น

สมัยนั้น ท้าวสักกะจอมเทพกำลังเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ถูกปรนเปรอ อยู่ด้วยทิพยดนตรี ๕๐๐ ชนิดในพระอุทยานที่มีแต่ดอกบุณฑริกล้วน ท้าวเธอได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะมาแต่ไกล จึงรับสั่งให้หยุดเสียงทิพยดนตรี ๕๐๐ ชนิดไว้ แล้วก็เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วตรัสว่า “ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ นิมนต์มาเถิด ท่านมาดีแล้ว นานทีเดียวท่าน จึงจะได้ทำการแวะเวียนมาในที่นี้ นิมนต์นั่งเถิด อาสนะนี้ตั้งไว้แล้ว”

{๔๓๖} ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งบนอาสนะที่ตั้งไว้แล้ว ส่วนท้าวสักกะ จอมเทพก็ถืออาสนะต่ำแห่งหนึ่งประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามท้าวสักกะผู้ประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งว่า “ดูก่อนท้าวโกสีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงความน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อแก่ท่านอย่างไร ขอโอกาสเถิด แม้อาตมาก็ขอมีส่วนที่จะได้ฟังกถานั้นบ้าง”

[๓๙๒] ท้าวสักกะตรัสว่า “ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีธุระที่จะต้องทำมาก ทั้งธุระส่วนตัว ทั้งธุระของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ พระภาษิตใดข้าพเจ้าฟังแล้วลืมเสียเร็วพลัน ภาษิตนั้นก็เป็นอันฟังมาดีแล้ว กำหนดเอาดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ข้าแต่ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีสงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว ในสงครามนั้นพวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ ข้าพเจ้าชนะ สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้เบ็ดเสร็จ แล้วก็กลับจากสงครามนั้น ให้สร้างเวชยันตปราสาทเข้าไว้ เวชยันตปราสาทมี ๑๐๐ ชั้นด้วยกัน ใน แต่ละชั้น มีกูฏาคารชั้นละ ๗๐๐ หลัง ในกูฏาคารแต่ละหลัง มีเทพอัปสรประจำหลังละ ๗๐๐ นางเทพอัปสรแต่ละนางมีเทพธิดาผู้คอยปรนนิบัติ

หน้า ๔๗๖

นางละ ๗๐๐ นาง ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านปรารถนาที่จะชม สถานที่ที่น่ารื่นรมย์แห่งเวชยันตปราสาทหรือไม่” ท่านพระมหาโมคคัลลานะรับโดยดุษณีภาพ

พระมหาโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์ให้ท้าวสักกะเกิดสังเวช

{๔๓๗} [๓๙๓] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพและท้าวเวสวัณมหาราชนิมนต์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะให้ออกหน้าแล้วก็เข้าไปยังเวชยันตปราสาท พวก เทพธิดาผู้ปรนนิบัติท้าวสักกะได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะมาแต่ไกล ก็เกรงกลัวละอายอยู่ หลบเข้าสู่ห้องเล็กของตน ๆ ประหนึ่งหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวเข้าก็เกรงกลัวละอายอยู่ฉะนั้นครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพและท้าวเวสวัณมหาราชนิมนต์ให้ท่านพระ มหาโมคคัลลานะเที่ยวเดินไปมาในเวชยันตปราสาทพลางตรัสว่า “ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ขอท่านจงดูสถานที่ที่น่ารื่นรมย์แห่งเวชยันตปราสาทแม้ตรงนี้ ขอท่านจงดูสถานที่ที่น่ารื่นรมย์แห่งเวชยันตปราสาทแม้ตรงนี้”ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “สถานที่ที่น่ารื่นรมย์ของท่าน ท้าวโกสีย์นี้งดงามเหมือนสถานที่ของผู้ที่ได้ทำบุญไวัในปางก่อน แม้มนุษย์ทั้งหลาย เห็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์บางแห่งเข้าก็กล่าวกันว่า “ช่างงดงาม เหมือนของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แท้หนอ”ในขณะนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความดำริว่า “ท้าวสักกะ นี้เป็นผู้ประมาทอยู่มากนัก ถ้ากระไร เราพึงให้ท้าวสักกะนี้เกิดสังเวชใจ” จึงบันดาลอิทธาภิสังขาร ใช้หัวแม่เท้ากดเวชยันตปราสาทจนสั่นสะท้าน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อิทธาภิสังขาร การปรุงแต่งฤทธิ์ หมายถึงการแสดงฤทธิ์ ในที่นี้พระมหาโมคคัลลานเถระ เข้าอาโปกสิณแล้วอธิษฐานฤทธิ์ว่า ‘ขอให้พื้นที่บริเวณปราสาทนี้จงเป็นนํ้า’ แล้วใช้หัวแม่เท้า กดลงที่ช่อฟ้าปราสาทนั้น จึงทำให้ปราสาทนั้นสั่นสะท้านหวั่นไหวไปมาเหมือนบาตรที่ลอย อยู่บนผิวน้ำ เมื่อถูกนิ้วเคาะ ก็ไหวไปมา อยู่นิ่งไม่ได้ฉะนั้น (ม.มู.อ. ๒/๒๑๑)
หน้า ๔๗๗

หวั่นไหว ทันใดนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ ท้าวเวสวัณมหาราช และพวก เทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างเกิดความประหลาดมหัศจรรย์จิตว่า “อัศจรรย์จริงหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าแปลกใจจริงหนอท่านผู้เจริญทั้งหลาย ที่พระสมณะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ถึงกับใช้หัวแม่เท้ากดทิพยวิมานจนสั่นสะท้านหวั่นไหวได้”

{๔๓๘} ครั้งนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะทราบว่าท้าวสักกะจอมเทพมี ความสังเวชใจจนขนลุกแล้วจึงถามว่า “ดูก่อนท้าวโกสีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสความน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อไว้อย่างไร ขอโอกาสเถิด แม้ข้าพเจ้าก็ขอมีส่วนที่จะฟังกถานั้นบ้าง”

ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา

[๓๙๔] ท้าวสักกะจึงตรัสว่า “ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าจะเล่าถวาย ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหามีความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อข้าพเจ้าทูลถามอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ‘ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับกันแล้วว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น’ นี้ภิกษุ ได้สดับแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวง ครั้นทราบชัดธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้แล้ว เธอย่อมได้เสวยเวทนาอย่าง ใดอย่างหนึ่ง คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง

หน้า ๔๗๘

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณา เห็นความดับ พิจารณาเห็นความปล่อยวางในเวทนาเหล่านั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้ ดูก่อนจอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’ข้าแต่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสความ น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อแก่ข้าพเจ้าอย่างนี้แล”

ครั้งนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะยินดีชื่นชมภาษิตของท้าวสักกะ แล้วได้หายตัวไปในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์มาปรากฏตัวที่ปราสาทของมิคารมาตา ในวิหารบุพพารามประหนึ่งว่าบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น

ครั้งนั้น พวกเทพธิดาผู้ปรนนิบัติท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานะหลีกไปแล้วไม่นาน ก็ได้ทูลถามท้าวสักกะว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระสมณะนั้นคือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของพระองค์ใช่ไหม’’

ท้าวสักกะตรัสว่า “ดูก่อนเหล่าเทพธิดาผู้นิรทุกข์พระสมณะนั้น ไม่ใช่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของเราดอก แต่นั้นคือท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ของเรา”

พวกเทพธิดานั้นทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เป็นลาภของพระองค์ พระองค์ได้ดีแล้วที่ได้พระสมณะผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากอย่างนี้มาเป็นเพื่อน ร่วมพรหมจรรย์ของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศาสดาของพระองค์คง มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเป็นอัศจรรย์เป็นแน่”

หน้า ๔๗๙

{๔๓๙} [๓๙๕] ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำได้ไหมว่าได้ตรัสความน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อแก่ เทพผู้มีศักดิ์มากตนหนึ่ง’’

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ เราจำได้อยู่ จะเล่าให้ฟัง ท้าวสักกะจอมเทพเข้ามาหาเราอภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อด้วย ข้อปฏิบัติเพียงไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’

ดูก่อนโมคคัลลานะ เมื่อท้าวสักกะจอมเทพถามอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า ‘ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับกันแล้วว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น’ ถ้าข้อว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น’ นี้ภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวง ครั้นทราบชัดธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้แล้วเธอย่อมได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความปล่อยวาง ในเวทนาเหล่านั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่า ‘ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควร ทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้ ดูก่อนจอมเทพ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อ ปฏิบัติเท่านี้แลภิกษุชื่อว่าเป็นผู้น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหามี

หน้า ๔๘๐

ความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,

ดูก่อนโมคคัลลานะ เราจำได้อยู่ว่าได้เป็นผู้กล่าวความน้อมไปใน ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาโดยย่อแก่ท้าวสักกะจอมเทพอย่างนี้แล”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ จูฬตัณหาสังขยสูตรที่ ๗

๘. มหาตัณหาสังขยสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา สูตรใหญ่

สาติภิกษุยึดถือทิฏฐิเลวทราม

{๔๔๐} [๓๙๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุชื่อสาติเกวัฏฏบุตร (บุตรชาวประมง) มีทิฏฐิเลวทราม เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น”ภิกษุมากด้วยกันได้ยินว่า “สาติภิกษุเกวัฏฏบุตร มีทิฏฐิเลวทรามเห็น ปานนี้เกิดขึ้นว่า ‘เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ‘วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป แล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น, จึงเข้าไปหา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทิฏฐิเลวทราม ในที่นี้จัดอยู่ในประเภทสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง (ม.มู.อ. ๒/๒๑๒)

จบ ๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร