พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · จูฬยมกวรรค
๕. จูฬธรรมสมาทานสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๔–๕๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในจูฬยมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค จูฬธรรมสมาทานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๕๗๖–๕๘๓
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลเรื่องที่ ตนสนทนาธรรมกถา กับธัมมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ
เมื่อวิสาขอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนวิสาขะ ธัมมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หากท่านพึง สอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็จะพยากรณ์เนื้อความนั้นเหมือนอย่าง ที่ธัมมทินนาภิกษุณีพยากรณ์แล้วเนื้อความแห่งพยากรณ์นั้นเป็นดังนั้น นั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ววิสาขอุบาสกยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬเวทัลลสูตรที่ ๔
๕. จูฬธัมมสมาทานสูตร
ว่าด้วยธรรมสมาทาน สูตรเล็ก
{๕๑๔} [๔๖๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
ธรรมสมาทาน ๔
{๕๑๕} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทาน นี้มี ๔ อย่าง ธรรมสมาทาน ๔
- ๑ธรรมสมาทาน หมายถึงการยึดถือในสิ่งที่ตนประพฤติปฏิบัติว่าถูกต้อง (ม.มู.อ. ๒/๒๗๙)
อย่างคืออะไรบ้าง คือ
{๕๑๖} ๑. ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากใน อนาคต
๒.ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากใน อนาคต
๓. ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากใน อนาคต
๔. ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต
[๔๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า ‘โทษในกามทั้งหลายไม่มี’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงถึงความดื่มด่ำ อยู่ในกามทั้งหลาย ปรนเปรออยู่กับพวกนางปริพาชิกาที่เกล้ามวยผม และ กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ไฉนท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็นภัยในอนาคตในกาม ทั้งหลายอยู่จึงกล่าวถึงการละกามทั้งหลายบัญญัติการกำหนดรู้กาม ทั้งหลายไว้เล่าการสัมผัสที่แขนซึ่งมีขนอ่อนนุ่มของนางปริพาชิกานี้นำความสุขมาให้’ ดังนี้แล้วก็ถึงความดื่มด่ำในกามทั้งหลายสมณพราหมณ์เหล่านั้นครั้นถึงความดื่มดํ่าในกามทั้งหลายแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกขเวทนาที่กล้าแข็ง เผ็ดร้อนในที่ที่ตนเกิดนั้นอยู่ พวกเขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านสมณพราหมณ์ เหล่านั้นเห็นภัยในอนาคตในกามทั้งหลายนี้เอง จึงกล่าวการละกามทั้งหลาย บัญญัติการกำหนดรู้กามทั้งหลายไว้ พวกเรานี้ต้องมาเสวยทุกขเวทนาที่กล้า แข็ง เผ็ดร้อน เพราะกามเป็นเหตุแท้ ๆ’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนผลสุกแห่งเถาย่านทรายแตกออก ในเดือนท้ายฤดูร้อนพืชแห่งเถาย่านทรายนั้นตกลงที่โคนต้นสาละต้นหนึ่ง เทวดาผู้สถิตอยู่ที่ต้นสาละนั้นจึงกลัวหวาดเสียว ถึงความสะดุ้ง พวกอารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา และพวกเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา ป่าหญ้าและต้นไม้เจ้าป่า ผู้เป็นมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิตแห่งเทวดาที่ สถิตอยู่ที่ต้นสาละนั้นต่างมาชุมนุมพร้อมกันแล้วปลอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อย่ากลัวเลย ท่านผู้เจริญ อย่ากลัวเลย พืชแห่งเถาย่านทรายนั้น บางที นกยูงอาจกินเสียก็ได้ เนื้ออาจกินเสียก็ได้ ไฟป่าอาจไหม้เสียก็ได้ พวก ทำงานในป่าอาจถอนเสียก็ได้
ปลวกอาจกัดเสียก็ได้ หรืออาจไม่เป็นพืชก็ได้, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่พืชแห่งเถาย่านทรายนั้นนกยูงก็ไม่มากิน เนื้อก็ไม่ มากิน ไฟป่าก็ไม่ไหม้ พวกทำงานในป่าก็ไม่ถอน ปลวกก็ไม่กัด ยังคงเป็นพืชต่อไป ถูกฝนตกลงมารดเข้าก็งอกขึ้นโดยดี เป็นเครือเถาเล็ก ๆ อ่อน มีขน มีย่านห้อยย้อยเข้าไปอาศัยต้นสาละนั้นเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นสาละนั้นจึงคิดอย่างนี้ว่า ‘ไฉนพวกอารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา และพวกเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา ป่าหญ้า และต้นไม้เจ้าป่า ผู้เป็นมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต มองเห็นภัยในอนาคต ในพืชแห่งเถาย่านทรายอยู่จึงต่างมาชุมนุมพร้อมกันแล้วปลอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อย่ากลัวเลย ท่านผู้เจริญ อย่ากลัวเลย พืชแห่งเถาย่านทรายนั้น บางทีนกยูงอาจกินเสียก็ได้เนื้ออาจกินเสียก็ได้ไฟป่าอาจไหม้เสียก็ได้ พวกทำงานในป่าอาจถอนเสียก็ได้ ปลวกอาจกัดเสียก็ได้ หรืออาจไม่เป็น พืชก็ได้, ดังนี้เล่า เถาย่านทรายนี้เล็ก อ่อน มีขน มีย่านห้อยย้อยอยู่ มีสัมผัสที่สบาย,
- ๑อารามเทวดา เทวดาผู้สถิตอยู่ที่สวนไม้ดอกไม้ผล วนเทวดา เทวดาผู้สถิตอยู่ที่ป่าไม้เช่นป่า อันธวัน ป่าสุภควันเป็นต้น รุกขเทวดา เทวดาผู้สถิตอยู่ที่ต้นไม้เช่นต้นสะเดาเป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๒๗๙)
เถาย่านทรายนั้นเลื้อยพันต้นสาละนั้นแล้วก็ทำเป็นเหมือนร่มอยู่ข้างบน แตกเถาอยู่ข้างล่าง ทำลายกิ่งใหญ่ๆของต้นสาละนั้นสีย ลำดับนั้น เทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นสาละนั้นจึงคิดอย่างนี้ว่า ‘พวกอารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา และพวกเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา ป่าหญ้า และต้นไม้เจ้าป่า ผู้เป็นมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต มองเห็นภัยในอนาคตนี้ในพืชแห่งเถาย่านทรายอยู่ ต่างมาชุมนุมพร้อมกันแล้วปลอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อย่า กลัวเลย ท่านผู้เจริญ อย่ากลัวเลย พืชแห่งเถาย่านทรายนั้น บางทีนกยูง อาจกินเสียก็ได้ เนื้ออาจกินเสียก็ได้ ไฟป่าอาจไหม้เสียก็ได้ พวกทำงานใน ป่าอาจถอนเสียก็ได้
ปลวกอาจกัดเสียก็ได้ หรืออาจไม่เป็นพืชก็ได้’ เรานั้น ต้องมาเสวยทุกขเวทนาที่กล้าแข็ง เผ็ดร้อนเพราะพืชแห่งเถาย่านทรายเป็นเหตุแท้ ๆ’ ฉันใดฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะ อย่างนี้มีทีฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โทษในกามทั้งหลายไม่มี’ สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงถึงความดื่มด่ำอยู่ในกามทั้งหลายปรนเปรออยู่กับพวกนางปริพาชิกาที่เกล้ามวยผม และกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ไฉนท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็น ภัยในอนาคตในกามทั้งหลายอยู่ จึงกล่าวถึงการละกามทั้งหลาย บัญญัติ การกำหนดรู้กามทั้งหลายไว้เล่าการสัมผัสที่แขนซึ่งมีขนอ่อนนุ่มของนาง ปริพาชิกานี้นำความสุขมาให้’ ดังนี้แล้วก็ถึงความดื่มด่ำในกามทั้งหลาย
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นถึงความดื่มด่ำในกามทั้งหลายแล้ว หลังจากตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกขเวทนาที่กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ในที่ที่ตนเกิดนั้นอยู่พวกเขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านสมณ พราหมณ์เหล่านั้นเห็นภัยในอนาคตในกามทั้งหลายนี้เอง จึงกล่าวการละกามทั้งหลาย บัญญัติการกำหนดรู้กามทั้งหลายไว้ พวกเรานี้ต้องมาเสวย ทุกขเวทนาที่กล้าแข็ง เผ็ดร้อนเพราะกามเป็นเหตุแท้ ๆ’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์ในอนาคต,
{๕๑๗} [๔๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมี ทุกข์เป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นอเจลก ขาดมรรยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มาเขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขา เชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่ คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษา ในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่ม
ๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗ วันบ้าง เป็น ผู้ขวนขวายบริโภคแต่อาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้างอยู่บุคคลนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็น อาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ
บุคคลนั้นนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่ม
หนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่ง ห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำ ด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือ ขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดิน กระหย่ง คือ เดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือ นอน บนที่นอนที่มีหนามบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่ น้ำบ้าง เป็นผู้ประกอบการขวนขวายในการย่างและบ่มกาย มีประการมิใช่ น้อยเห็นปานนี้อยู่บุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีทุกข์ในปัจจุบันและมี ทุกข์เป็นวิบากในอนาคต,
{๕๑๘} [๔๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มี สุขเป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนมีราคะกล้าโดยปกติ เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่ราคะอยู่เนือง ๆ เป็นผู้มีโทสะกล้าโดยปกติ เสวย ทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะอยู่เนือง ๆ เป็นผู้มีโมหะกล้าโดยปกติ เสวยทุกข โทมนัสอันเกิดแต่โมหะอยู่เนือง ๆ บุคคลนั้นได้สัมผัสกับทุกข์บ้าง โทมนัสบ้าง มีนํ้าตานองหน้า ร้องไห้ประพฤติพรหมจรรย์บริบูรณ์บริสุทธิ์อยู่ บุคคลนั้น หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทาน นี้เรากล่าวว่า ‘มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต,{๕๑๙} [๔๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมี สุขเป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีราคะกล้าโดยปกติ ไม่ได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่ราคะอยู่เนืองๆ เป็นผู้ไม่มีโทสะกล้าโดยปกติ
ไม่ได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โทสะอยู่เนือง ๆ เป็นผู้ไม่มีโมหะกล้าโดยปกติ ไม่ได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โมหะอยู่เนือง ๆ บุคคลนั้นสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอัน เกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็น เอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิอยู่ บรรลุตติยฌาน... บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มี สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัส โทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ บุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า มีสุขในปัจจุบันและมีสุข เป็นวิบากในอนาคต,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้แล”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬธัมมสมาทานสูตรที่ ๕
๖. มหาธัมมสมาทานสูตร
ว่าด้วยธรรมสมาทาน สูตรใหญ่
{๕๒๐} [๔๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า
{๕๒๑} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายลัตว้โลกทั้งหลายมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่ น่าชอบใจพึงเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจพึงเจริญ ยิ่งขึ้น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัตวัโลกเหล่านั้นมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อยู่อย่างนี้ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจกลับเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ กลับเสื่อมลง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นพวกเธอย่อมเข้าใจเหตุนั้นอย่างไร”ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงพึง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า
จบ ๕. จูฬธรรมสมาทานสูตร