พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · จูฬยมกวรรค
๔. จูฬเวทัลลสูตร เล่ม ๑๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๐๕–๕๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในจูฬยมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค จูฬเวทัลลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๕๖๖–๕๗๖
๔. จูฬเวทัลลสูตร
ว่าด้วยการสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปัญญา สูตรเล็ก
{๕๐๕} [๔๖๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ณพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล อุบาสกชื่อ วิสาขะ เข้าไปเยี่ยมภิกษุณีชื่อธัมมทินนาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วอภิวาทธัมมทินนาภิกษุณีแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
เรื่องสักกายทิฏฐิ
วิสาขอุบาสกนั่งแล้วได้ถามธัมมทินนาภิกษุณีว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘สักกายะ สักกายะ, ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า ‘สักกายะ”
{๕๐๖} ธัมมทินนาภิกษุณีตอบว่า “ท่านวิสาขะ อุปาทานขันธ์ มี ๕ คือ
- ๑ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ ทั้งสองเคยเป็นสามีภรรยากัน หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จมากรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวน ๑๒ นหุต (๑๒๐,000 คน) วิสาขะผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในข้าราชบริพารนั้น ได้รับฟังธรรมแล้วสำเร็จเป็นโสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล และอนาคามีบุคคลโดยลำดับ เมื่อกลับเคหสถานก็ไม่ปฏิบัติตน เหมือน เช่นเคย ทำให้ธัมมทินนาผู้เป็นภรรยาสงสัยพร้อมสอบถามจนได้ความว่าสำเร็จเป็นอ นาคามีบุคคลจึงขออนุญาตบวชเป็นภิกษุณี แล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์โดยไม่ยากนัก เพราะความพร้อมแห่งบารมีที่บำเพ็ญมา วิสาขอุบาสกผู้เป็นอนาคามีบุคคลทราบว่าธัมมทิน นาภิกษุณีกลับมาจากชนบทที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมมายังกรุงราชคฤห์เช่นเดิมจึงเข้าไปเยี่ยม เพื่อถามทุกข์สุขแต่ครั้นจะถามในทำนองว่าบวชแล้วสนุกหรีอไม่สนุก ก็เกรงว่าไม่ใช่วิสัย บัณฑิตที่จะถามเช่นนั้น จึงถามเริ่มด้วยเรื่องสักกายทิฏฐิเป็นต้น โดยไม่ทราบว่าธัมมทินนาภิ กษุณีสำเร็จเป็นพระอรหันต์ (นัย ม.มู.อ. ๒/๒๖๓-๒๖๗)
- ๒อุปาทานขันธ์ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ข้อ ๒๕๑ (วัมมิกสูตร) หน้า ๓๐๒ ในเล่มนี้
๑. รูปูปาทานขันธ์อุปาทานขันธ์คือรูป
๒. เวทนูปาทานขันธ์อุปาทานขันธ์คือเวทนา
๓. สัญญูปาทานขันธ์อุปาทานขันธ์คือสัญญา
๔. สังขารูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือสังขาร
๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายะ”
“สาธุ พระแม่เจ้า” วิสาขอุบาสกยินดีชื่นชมภาษิตของธัมมทินนาภิกษุณี ดังนี้แล้วได้ถามปัญหาต่อไปว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ‘สักกายสมุทัย สักกายสมุทัย’ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายสมุทัย”“ท่านวิสาขะ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจมีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหานี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ว่า ‘สักกายสมุทัย”“พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘สักกายนิโรธ สักกายนิโรธ, ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายนิโรธ”
“ท่านวิสาขะ ความคลายกำหนัดและความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยตัณหานั้นนั่นแหละ นี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายนิโรธ”“พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา’ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา”
- ๑กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูความหมายที่เชิงอรรถ ข้อ ๙๑ (สัมมาทิฏฐิสูตร) หน้า ๙๙ ในเล่มนี้
ท่านวิสาขะ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ
นี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่านี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ‘สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา”
“พระแม่เจ้า อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นอย่างเดียวกัน หรือ อุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปทานขันธ์ ๕”
“ท่านวิสาขะ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ จะเป็นอย่างเดียวกันก็หาไม่ ทั้งอุปาทานจะเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หาไม่ ความกำหนัดด้วย อำนาจพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ อันใด อันนั้นก็เป็นอุปาทานอยู่ในอุปาทาน ขันธ์ ๕ นั้นเอง”{๕๐๗} [๔๖๑] “พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร”
“ท่านวิสาขะ ปุถุชน ผู้มิได้สดับ แล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบ พระอริยเจ้า ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรม ของพระอริยเจ้า ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตาม เห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็นสัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย
- ๑ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๒-๖ ซ้อ ๒ (มูลปริยายสูตร) หน้า ๒ ในเล่มนี้
... ย่อม ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณ บ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง ท่านวิสาขะ สักกายทิฏฐิย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล”“พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิจะไม่มีได้อย่างไร”
“ท่านวิสาขะอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ผู้ได้พบพระ อริยเจ้าทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรม ของพระอริยเจ้า ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับ การแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง ไม่ ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา ... ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา ... ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร ทั้งหลาย ... ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตน ว่ามีวิญญาณบ้างไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้างไม่ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง ท่านวิสาขะ สักกายทิฏฐิจะไม่มีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล”
เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓
{๕๐๘} [๔๖๒] วิสาขอุบาสกเรียนถามต่อไปว่า “พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมี องค์ ๘ มีอะไรบ้าง”
ธัมมทินนาภิกษุณีตอบว่า “ท่านวิสาขะ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้มี
๑.สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
๒.สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ
๓.สัมมาวาจาเจรจาชอบ
๔.สัมมากัมมันตะการงานชอบ
๕.สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบ
๖.สัมมาวายามะพยายามชอบ
๗.สัมมาสติระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิตั้งใจมั่นชอบ
“พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรม ”
“ท่านวิสาขะ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตธรรม”
“พระแม่เจ้า ขันธ์ ๓ ท่านสงเคราะห์เข้ากับอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ ๓”
“ท่านวิสาขะ ขันธ์ ๓ ท่านไม่สงเคราะห์เข้ากับอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ ๓ คือ
สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้า กับศีลขันธ์
สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ๑ สัมมาสมาธิ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับ สมาธิขันธ์
สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมามาสังกัปปะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับปัญญาขันธ์”
เรื่องสมาธิและสังขาร
วิสาขอุบาสกเรียนถามต่อไปว่า “พระแม่เจ้า ก็ธรรมข้อไหนจัดเป็น สมาธิธรรมข้อไหนจัดเป็นนิมิตของสมาธิธรรมข้อไหนจัดเป็นเครื่อง อุดหนุนสมาธิ การทำให้สมาธิเจริญเป็นไฉน”ธัมมทินนาภิกษุณีตอบว่า “ท่านวิสาขะ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง เดียวจัดเป็นสมาธิ สติปัฏฐาน ๔ จัดเป็นนิมิตของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ จัด เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ การเสพคุ้น การเจริญ การทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้น แหละจัดเป็นการทำให้สมาธิเจริญ”
- ๑สังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ขันธ์ ๕ (อริยมรรคมีองค์ ๘ จัดอยู่ในขันธ์ ๕ ข้อ สังขารขันธ์) อสังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้แก่ นิพพาน (ดู อภิ.สงฺ. ๓๔/...,)
{๕๐๙} [๔๖๓] “พระแม่เจ้า ก็สังขารมีเท่าไร”
“ท่านวิสาขะ สังขารนี้มี ๓ ประการ คือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร”
“พระแม่เจ้า ก็กายสังขารเป็นไฉน วจีสังขารเป็นไฉน จิตตสังขารเป็นไฉน”
“ท่านวิสาขะ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าจัดเป็นกายสังขาร วิตกและวิจารจัดเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนาจัดเป็นจิตตสังขาร”
“พระแม่เจ้า ก็เพราะเหตุไรลมหายใจออกและลมหายใจเข้าจึงจัดเป็นกายสังขาร วิตกและวิจารจึงจัดเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนาจึง จัดเป็นจิตตสังขาร”
“ท่านวิสาขะลมหายใจออกและลมหายใจเข้านี้เป็นสิ่งที่อยู่กับกาย เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าจึงจัดเป็นกายสังขาร บุคคลตรึกและตรองก่อนแล้วจึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจารจึงจัด เป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนาเป็นสิ่งที่อยู่กับจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้น สัญญาและเวทนาจึงจัดเป็นจิตตสังขาร”
เรื่องสัญญาเวทยิฅนิโรธ
{๕๑๐} [๔๖๔] วิสาขอุบาสกเรียนถามต่อไปว่า“พระแม่เจ้าก็การเข้า สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นอย่างไร”
ธัมมทินนาภิกษุณีตอบว่า “ท่านวิสาขะ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ’ หรือว่า‘เรา กำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่’ หรือว่า ‘เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว’ ที่แท้จิตซึ่งจะนำท่านเข้าไปเพื่อเป็นอย่างนั้น ท่านได้เจริญไว้แล้วตั้งแต่แรก”“พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ธรรมคือกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหนดับก่อน
“ท่านวิสาขะ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็ดับ ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ”
“พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร”
“ท่านวิสาขะ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติก็มิได้มีความ คิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ’ หรือว่า ‘เรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ’, หรือว่า ‘เราออกจากสัญญาเวทยิต นิโรธสมาบัติแล้ว’ ที่แท้จิตซึ่งจะนำท่านเข้าไปเพื่อเป็นอย่างนั้นท่านได้ เจริญไว้แล้วตั้งแต่แรก”“พระแม่เจ้าก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรม คือกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหนเกิดขึ้นก่อน”
“ท่านวิสาขะก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิดขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น ต่อจากนั้นวจีสังขารจึง เกิดขึ้น”
“พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไรย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว”
“ท่านวิสาขะ ผัสสะ ๓ ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ ผัสสะชื่อ อนิมิตตะและผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว”
“พระแม่เจ้า ก็จิตของภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปในธรรมอะไร โน้มไปในธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร”
- ๑ผัสสะชื่อสุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ หมายถึงผัสสะ (ความที่จิตกระทบหรือประจวบ อารมณ์) ที่เกิดร่วมกับผลสมาบัติ หรือผัสสะในผลสมาบัติที่เกิดขึ้นเพราะกระทำสุญญตะ (ความ ว่างจากกิเลส) อนิมิตตะ (ธรรมไม่มินิมิตคือกิเลส) และอัปปณิหิตะ (ธรรมไม่มีที่ตั้งคือกิเลส) ซึ่งหมายถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ (ม.มู.อ. ๒/๒๗๔-๒๗๕)
“ท่านวิสาขะจิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติน้อม ไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก’
เรื่องเวทนา
{๕๑๑} [๔๖๕] วิสาขอุบาสกเรียนถามต่อไปว่า “พระแม่เจ้า เวทนามีเท่าไร”
ธัมมทินนาภิกษุณีตอบว่า “ท่านวิสาขะ เวทนานี้มี ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑”
“พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นไฉน ทุกขเวทนาเป็นไฉน อทุกขมสุข เวทนาเป็นไฉน”
“ท่านวิสาขะ การเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญทางกายหรือทางจิต นี้เป็นสุขเวทนา การเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไม่สำราญทางกายหรือทางจิต นี้เป็นทุกขเวทนา การเสวยอารมณ์ที่มิใช่ความสำราญและมิใช่ความไม่สำราญ ทางกายหรือทางจิต นี้เป็นอทุกขมสุขเวทนา”“พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์’เพราะอะไร ทุกขเวทนาเป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร อทุกขมสุขเวทนาเป็น สุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร”“ท่านวิสาขะ สุขเวทนาเป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป ทุกขเวทนาเป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ เป็นทุกข์เพราะไม่รู้”“พระแม่เจ้า ก็อนุสัยอะไรนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา อนุสัยอะไรนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนา อนุสัยอะไรนอนเนื่องอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา”
“ท่านวิสาขะ ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนา อวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา”
“พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมดหรือหนอแล”
“ท่านวิสาขะราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมดหามิได้ ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมดหามิได้ อวิชชานุสัยนอนเนื่อง อยู่ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมดหามิได้”
“พระแม่เจ้า ก็พึงละอะไรได้ในสุขเวทนา พึงละอะไรได้ในทุกขเวทนา พึงละอะไรได้ในอทุกขมสุขเวทนา”
“ท่านวิสาขะ พึงละราคานุสัยได้ในสุขเวทนา พึงละปฏิฆานุสัยได้ใน ทุกขเวทนา พึงละอวิชชานุสัยได้ในอทุกขมสุขเวทนา”
“พระแม่เจ้า ก็จะพึงละราคานุสัยในสุขเวทนาได้ทั้งหมด จะพึงละ ปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนาได้ทั้งหมดจะพึงละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนาได้ทั้งหมด หรือหนอแล”
“ท่านวิสาขะ จะพึงละราคานุสัยในสุขเวทนาได้ทั้งหมดหามิได้ จะ พึงละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนาได้ทั้งหมดหามิได้ จะพึงละอวิชชานุสัยในอทุกขม สุขเวทนาได้ทั้งหมดหามิได้”
“ท่านวิสาขะ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจาก อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มิจาร* มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมละราคะได้ด้วยปฐมฌานนั้น ราคานุสัยมิได้นอนเนื่องอยู่ในปฐมฌานนั้น
อนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นอยู่ว่า ‘เมื่อไรหนอ เรา จะได้บรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายในบัดนี้บรรลุแล้วอยู่ได้บ้าง,เมื่อ ภิกษุนั้นตั้งความปรารถนาไว้ในวิโมกข์ทั้งหลายอันเป็นอนุตรธรรมอยู่อย่างนี้ โทมนัสย่อมเกิดขึ้นเพราะความปรารถนาเป็นปัจจัยท่านละปฏิฆะได้ด้วยความ โทมนัสนั้น ปฏิฆานุสัยมิได้นอนเนื่องอยู่ในความโทมนัสนั้นอนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้ และเพราะโสมนัสโทมนัส ดับไปก่อนแล้วอยู่ ย่อมละอวิชชาได้ด้วยจตุตถฌานนั้น อวิชชานุสัยมิได้
- มิจาร น่าจะหมายถึง วิจาร - ผู้รวบรวม
นอนเนื่องอยู่ในจตุตถฌานนั้น”
{๕๑๒} [๔๖๖] วิสาขอุบาสกเรียนถามต่อไปว่า “พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นสิ่ง เปรียบเทียบแห่งสุขเวทนา”“ท่านวิสาขะ ทุกขเวทนาเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งสุขเวทนา”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งทุกขเวทนา”
“สุขเวทนาเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งทุกขเวทนา”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา”
“อวิชชาเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งอวิชชา”
“วิชชาเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งอวิชชา”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งวิชชา”
“วิมุตติเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งวิชชา”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งวิมุตติ”
“นิพพานเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งวิมุตติ”
“อะไรเป็นสิ่งเปรียบเทียบแห่งนิพพาน”
“ท่านวิสาขะ ท่านเลยปัญหาไปแล้วไม่อาจจะกำหนดที่สุดแห่งปัญหาได้ ท่านวิสาขะ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงในเบื้องหน้ามีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามเนื้อความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่ ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”
วิสาขอุบาสกสรรเสริญธัมมทินนาภิกษุณี
{๕๑๓} [๔๖๗] ลำดับนั้นวิสาขอุบาสกยินดีชื่นชมภาษิตของธัมมทินนา ภิกษุณีแล้วลุกจากอาสนะ อภิวาทธัมมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลเรื่องที่ ตนสนทนาธรรมกถา กับธัมมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ
เมื่อวิสาขอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนวิสาขะ ธัมมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หากท่านพึง สอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็จะพยากรณ์เนื้อความนั้นเหมือนอย่าง ที่ธัมมทินนาภิกษุณีพยากรณ์แล้วเนื้อความแห่งพยากรณ์นั้นเป็นดังนั้น นั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ววิสาขอุบาสกยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬเวทัลลสูตรที่ ๔
๕. จูฬธัมมสมาทานสูตร
ว่าด้วยธรรมสมาทาน สูตรเล็ก
{๕๑๔} [๔๖๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
ธรรมสมาทาน ๔
{๕๑๕} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทาน นี้มี ๔ อย่าง ธรรมสมาทาน ๔
- ๑ธรรมสมาทาน หมายถึงการยึดถือในสิ่งที่ตนประพฤติปฏิบัติว่าถูกต้อง (ม.มู.อ. ๒/๒๗๙)
จบ ๔. จูฬเวทัลลสูตร