arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · จูฬยมกวรรค

๖. มหาธรรมสมาทานสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๒๐–๕๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในจูฬยมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬยมกวรรค มหาธรรมสมาทานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๕๘๓–๕๙๕

หน้า ๕๘๓

๖. มหาธัมมสมาทานสูตร

ว่าด้วยธรรมสมาทาน สูตรใหญ่

{๕๒๐} [๔๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า

{๕๒๑} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายลัตว้โลกทั้งหลายมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่ น่าชอบใจพึงเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจพึงเจริญ ยิ่งขึ้น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัตวัโลกเหล่านั้นมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อยู่อย่างนี้ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจกลับเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ กลับเสื่อมลง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นพวกเธอย่อมเข้าใจเหตุนั้นอย่างไร”ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงพึง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า

หน้า ๕๘๔

สาเหตุแห่งความเสื่อมหรือเจริญแห่งสิ่งที่น่าปรารถนา

{๕๒๒} [๔๗๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการ แนะนำในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลายไม่ฉลาดใน ธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่รู้จัก ธรรมที่ควรเสพอาศัย ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย ไม่รู้จักธรรมที่ควรเข้าถึง ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเข้าถึงเมื่อไม่รู้จักธรรมที่ควรเสพอาศัย ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย ไม่รู้จักธรรมที่ควรเข้าถึง ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเข้าถึงย่อมเสพอาศัยธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย ไม่เสพอาศัยธรรมที่ ควรเสพอาศัย เข้าถึงธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง

ไม่เข้าถึงธรรมที่ควรเข้าถึง เมื่อ เสพอาศัยธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย ไม่เสพอาศัยธรรมที่ควรเสพอาศัย เข้าถึงธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง ไม่เข้าถึงธรรมที่ควรเข้าถึง ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะปุถุชนเป็นผู้ไม่รู้ แจ่มแจ้งดูก่อนภิกษุทั้งหลายส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในโลกนี้ผู้ได้ พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้จักธรรมที่ควรเสพอาศัย รู้จัก ธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย รู้จักธรรมที่ควรเข้าถึง รู้จักธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง เมื่อรู้จักธรรมที่ควรเสพอาศัย รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย รู้จักธรรมที่ควร เข้าถึง ู้จักธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง ย่อมไม่เสพอาศัยธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมที่ควรเสพอาศัย ในที่นี้หมายถึงธรรมที่ควรให้เกิดขึ้นในสันดานของตน ได้แก่ การคบ สัตบุรุษ การฟังสัทธรรม และการพิจารณาโดยแยบคาย (ม.มู.ฏี. ๒/๓๕๘)
  2. ๒ธรรมที่ควรเข้าถึงในที่นี้หมายถึงกุศลธรรมที่บำเพ็ญมามีทานเป็นต้น (ม.มู.ฏี. ๒/๓๕๘)
หน้า ๕๘๕

เสพอาศัยธรรมที่ควรเสพอาศัย ไม่เข้าถึงธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง เข้าถึงธรรม ที่ควรเข้าถึง เมื่อไม่เสพอาศัยธรรมที่ไม่ควรเสพอาศัย เสพอาศัยธรรมที่ ควรเสพอาศัย ไม่เข้าถึงธรรมที่ไม่ควรเข้าถึง เข้าถึงธรรมที่ควรเข้าถึง ธรรม ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะอริยสาวกเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง

ธรรมสมาทาน ๔

{๕๒๓} [๔๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้มี ๔ อย่าง ธรรมสมาทาน ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ

{๕๒๔} ๑. ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต

๒. ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากใน อนาคต

๓. ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากใน อนาคต

๔. ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต

[๔๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้ ไม่รู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ถึงพร้อมด้วยอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้ แลมีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต, เมื่อไม่รู้แจ่มแจ้งธรรม สมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมเสพ อาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อเสพอาศัยธรรม สมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อม เสื่อมไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่รู้แจ่มแจ้ง (๑)

หน้า ๕๘๖

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่รู้แจ่ม แจ้งธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคตถึง พร้อมด้วยอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมี สุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เมื่อไม่รู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยอวิชชาไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้นเมื่อเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้น ธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อม เจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่รู้แจ่มแจ้ง

(๒)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่รู้แจ่ม แจ้งธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต ถึงพร้อม ด้วยอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต, เมื่อไม่รู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยอวิชชาไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้นเมื่อเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้น ธรรมสมาทานนั้นธรรมที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่รู้แจ่มแจ้ง

(๓)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่รู้แจ่ม แจ้งธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต ถึงพร้อม ด้วยอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีสุขใน ปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต,เมื่อไม่รู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยอวิชชาไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้นเมื่อเสพอาศัยธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้น ธรรมสมาทานนั้นธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจ

หน้า ๕๘๗

ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่รู้แจ่มแจ้ง (๔)

{๕๒๕} [๔๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้ รู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ถึงพร้อมด้วยวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีทุกข์ ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทาน นั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่ น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง

(๑)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้นบุคคลผู้รู้แจ่มแจ้ง ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคตถึงพร้อมด้วยวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์ เป็นวิบากในอนาคต, เมื่อรู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อมด้วยวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่า ชอบใจย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้รู้ แจ่มแจ้ง (๒)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้รู้แจ่มแจ้ง ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต ถึงพร้อมด้วย วิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อม ด้วยวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริงย่อมไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรม

หน้า ๕๘๘

สมาทานนั้น เมื่อไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรม ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะ บุคคลนั้นเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง (๓)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลผู้รู้แจ่มแจ้ง ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคตถึงพร้อมด้วยวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘ธรรมสมาทานนี้แลมีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้แจ่มแจ้งธรรมสมาทานนั้น ถึงพร้อม ด้วยวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง ย่อมไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้น ธรรมสมาทานนั้น เมื่อไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่า ปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง (๔){๕๒๖} [๔๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและ มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างฆ่าสัตว์และรู้สึกเป็นทุกขโทมนัส เพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย

เป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างลักทรัพย์ และรู้สึกเป็นทุกขโทมนัสเพราะ การลักทรัพย์เป็นปัจจัย

เป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างประพฤติผิดในกาม และรู้สึกเป็นทุกข โทมนัสเพราะการประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างพูดเท็จและรู้สึกเป็นทุกข์โทมนัส เพราะการพูดเท็จเป็นปัจจัย

หน้า ๕๘๙

เป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างพูดส่อเสียด และรู้สึกเป็นทุกขโทมนัส เพราะการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างพูดคำหยาบ และรู้สึกเป็นทุกขโทมนัส เพราะการพูดคำหยาบเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างพูดเพ้อเจ้อ และรู้สึกเป็นทุกขโทมนัส เพราะการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างมากด้วยความเพ่งเล็งอยากได้ และ รู้สึกเป็นทุกขโทมนัสเพราะความเพ่งเล็งอยากได้เป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างพยาบาทปองร้ายเขา และรู้สึกเป็น ทุกขโทมนัสเพราะการพยาบาทปองร้ายเขาเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างมีความเห็นผิดและรู้สึกเป็นทุกขโทมนัส เพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยบุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต, ๑){๕๒๗} [๔๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์ เป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างฆ่าสัตว์ และรู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะ การฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างลักทรัพย์และรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะการลักทรัพย์เป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างประพฤติผิดในกาม และรู้สึกเป็นสุข โสมนัสเพราะการประพฤติในกามเป็นปัจจัย

หน้า ๕๙๐

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างพูดเท็จ และรู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะ การพูดเท็จเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างพูดส่อเสียด และรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างพูดคำหยาบ และรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะการพูดคำหยาบเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างพูดเพ้อเจ้อและรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างมากด้วยความเพ่งเล็งอยากได้และ รู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะความเพ่งเล็งอยากได้เป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างพยาบาทปองร้ายเขา และรู้สึกเป็นสุข โสมนัสเพราะการพยาบาทปองร้ายเขาเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างมีความเห็นผิด และรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยบุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต’ (๒){๕๒๘} [๔๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่ มีสุข เป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ และรู้สึกเป็น ทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการลักทรัพย์ และรู้สึก

เป็นทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการลักทรัพย์เป็นปัจจัย

หน้า ๕๙๑

เป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม และ รู้สึกเป็นทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดเท็จ และรู้สึกเป็น ทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดเท็จเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด และรู้สึก

เป็นทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดคำหยาบและ รู้สึกเป็นทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดคำหยาบเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้างมีโทมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อและรู้สึก

เป็นทุกขโทมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างไม่มากด้วยความเพ่งเล็งอยากได้ และ รู้สึกเป็นทุกขโทมนัสเพราะความไม่เพ่งเล็งอยากได้เป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างไม่พยาบาทปองร้ายเขา และรู้สึกเป็น ทุกขโทมนัสเพราะความไม่พยาบาทปองร้ายเขาเป็นปัจจัยเป็นผู้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้างไม่มีความเห็นผิด และรู้สึกเป็นทุกข โทมนัสเพราะความเห็นถูกเป็นปัจจัย

บุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ (๓){๕๒๙} [๔๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมี สุขเป็นวิบากในอนาคตเป็นไฉนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และรู้สึก เป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย

หน้า ๕๙๒

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการลักทรัพย์และรู้สึก

เป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการลักทรัพย์เป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม และ รู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดเท็จและรู้สึก

เป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดเท็จเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด และรู้สึก

เป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ และรู้สึก

เป็นสุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดคำหยาบเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ และรู้สึกเป็น สุขโสมนัสเพราะการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้างไม่มากด้วยความเพ่งเล็งอยากได้ และ รู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะความไม่เพ่งเล็งอยากได้เป็นปัจจัยเป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างไม่พยาบาทปองร้ายเขาและรู้สึก

เป็นสุขโสมนัสเพราะความไม่พยาบาทปองร้ายเขาเป็นปัจจัย

เป็นผู้มีสุขบ้างมีโสมนัสบ้างไม่มีความเห็นผิดและรู้สึกเป็นสุขโสมนัสเพราะความเห็นถูกเป็นปัจจัย

บุคคลนั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่า ‘มีสุขในปัจจุบันและ มีสุขเป็นวิบากในอนาคต, (๔)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้แล”

หน้า ๕๙๓

อุปมา ๕ ข้อ

{๕๓๐} [๔๘๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีนํ้าเต้าขมที่ผสมด้วยยาพิษอยู่ บุรุษผู้รักชีวิตไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์มาถึง หลายคนบอกเขา ว่า ‘พ่อคุณ นํ้าเต้าขมนี้ผสมด้วยยาพิษ ถ้าท่านต้องการ ก็จงดื่มเถิด เมื่อท่านนั้นดื่มเข้าไป นํ้าเต้าขมนี้ก็จักทำให้พอใจไม่ได้ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แล ครั้นดื่มเข้าไปแล้วท่านก็จักถึงความตายหรือทุกข์ปางตายนะ, บุรุษนั้น ไม่พิจารณา น้ำเต้าขมนั้นดื่มเข้าไปมิได้วาง เมื่อเขาดื่มน้ำเต้าขมนั้นเข้าไป น้ำเต้าขมนั้นก็พึงทำให้เขาพอใจไม่ได้ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นดื่มเข้าไปแล้ว เขาก็ถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เรากล่าว ธรรมสมาทานนี้ คือ ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบาก ในอนาคตว่ามีอุปมาฉันนั้น (๑){๕๓๑} [๔๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีภาชนะน้ำหวานที่ถึงพร้อม ด้วยสี กลิ่น และรส แต่ผสมด้วยยาพิษ บุรุษผู้รักชีวิตไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์มาถึง หลายคนบอกเขาว่า “พ่อคุณ ภาชนะนํ้าหวานนี้ถึงพร้อม ด้วยสีกลิ่นและรส แต่มันผสมด้วยยาพิษ ถ้าท่านต้องการ ก็จงดื่มเถิด เมื่อท่านนั้นดื่มเข้าไป ภาชนะนํ้าหวานนั้นก็จักทำให้พอใจได้ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แต่ว่าครั้นดื่มเข้าไปแล้ว ท่านก็จักถึงความตายหรือทุกข์ปางตายนะ, บุรุษนั้นไม่พิจารณาภาชนะน้ำหวานนั้น ดื่มเข้าไปมิได้วางภาชนะนํ้าหวานนั้น ทำให้เขาพอใจทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นดื่มเข้าไปแล้ว เขาก็ถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ คือธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาตตว่า มีอุปมาฉันนั้น (๒){๕๓๒} [๔๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีมูตรเน่าที่ผสมด้วยตัวยา หลายอย่าง บุรุษที่เป็นโรคผอมเหลืองมาถึง หลายคนบอกเขาว่า ‘พ่อคุณ มูตรเน่านี้ผสมด้วยตัวยาหลายอย่างถ้าท่านต้องการก็จงดื่มเถิด

หน้า ๕๙๔

เมื่อท่านนั้นดื่มอยู่ มูตรเน่าจักทำให้พอใจไม่ได้ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แต่ว่า ครั้นดื่มเข้าไปแล้ว ท่าน จักมีความสุข’ บุรุษนั้นพิจารณาน้ำมูตรเน่านั้น แล้วดื่มเข้าไปมิได้วาง มูตรเน่านั้นไม่ทำให้เขาพอใจทั้งสีทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แต่ว่าครั้นดื่มเข้าไปแล้ว เขาก็มีความสุข แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ คือธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคตว่ามีอุปมาฉันนั้น (๓)

{๕๓๓} [๔๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีนมส้มนํ้าผึ้งเนยใส และน้ำอ้อยที่ผสมอยู่ด้วยกัน บุรุษผู้เป็นโรคลงแดงมาถึง หลายคนบอกเขาว่า ‘พ่อคุณ นมเปรี้ยว นํ้าผึ้ง เนยใส และน้ำอ้อยนี้ผสมอยู่ด้วยกัน ถ้า ท่านต้องการ ก็จงดื่มเถิด เมื่อท่านนั้นดื่มอยู่ ยานั้นจักทำให้พอใจได้ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส และครั้นดื่มเข้าไปแล้ว ท่านก็จักมีความสุข’ บุรุษนั้น พิจารณายานั้นแล้วดื่มเข้าไปมิได้วาง ทั้งยานั้นก็ทำให้เขาพอใจทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แลครั้นดื่มเข้าไปแล้ว เขาก็มีความสุข แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ คือ ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุข เป็นวิบากในอนาคตว่ามีอุปมาฉันนั้น (๔){๕๓๔} [๔๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสารทสมัยเดือนท้ายแห่งฤดูฝน ยามเมื่ออากาศโปร่งใสปราศจากเมฆ ดวงอาทิตย์ซึ่งลอยอยู่ในนภากาศย่อม ส่องสว่างแผดแสงไพโรจน์ กำจัดความมืดที่มีในอากาศได้ทั้งสิ้น แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากใน อนาคตก็สว่าง ไสวรุ่งเรืองไพโรจน์กำจัดลัทธิอื่นๆ คือปรัปวาทของสมณะและพราหมณ์เป็นอันมากได้ ฉันนั้นเหมือนกัน”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ มหาธัมมสมาทานสูตรที่ ๖

หน้า ๕๙๕

๗. วีมังสกสูตร

ว่าด้วยภิกษุผู้พินิจเลือกเฟ้นตรวจสอบ

{๕๓๕} [๔๘๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูล รับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า{๕๓๖} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้พินิจเลือกเฟ้น เมื่อไม่รู้วาระจิตของ ผู้อื่น จะทำการตรวจสอบในตถาคตเพื่อทราบว่า ‘เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าจริงหรือไม่’ ดังนี้ได้ไหม”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอ จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภิกษุผู้พินิจเลือกเฟ้น (วีมังสกภิกษุ) หมายถึงภิกษุผู้มีปัญญาไตร่ตรองตรวจสอบ มี ๓ ประเภท คือ (๑) อัตถวีมังสกะ ผู้พินิจเลือกเฟ้นประโยชน์ทั้งของตนและของผู้อื่น (๒) สังขารวีมังสกะ ผู้พินิจเลือกเฟ้นสังขารธรรมโดยประการต่าง ๆ กล่าวคือ เป็นผู้ฉลาดในธาตุ เป็นผู้ฉลาดใน อายตนะ เป็นผู้ฉลาดในหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ (๓) สัตถุวีมังสกะ ผู้พินิจเลือกเฟ้นพระศาสดา กล่าวคือ พินิจเลือกเฟ้นดูในทำนองว่า ‘ขึ้นชื่อว่าบุคคลผู้เป็นศาสดา ต้องมีคุณลักษณะเช่นนี้ ๆ’ ในพระสูตรนี้หมายถึงสัตถุวีมังสกะ (ม.มู.อ. ๒/๒๘๖, ม.มู.ฏี. ๒/๓๖๑)

จบ ๖. มหาธรรมสมาทานสูตร