arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ราชวรรค

๙. ธรรมเจติยสูตร เล่ม ๑๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕๙–๕๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในราชวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค ธรรมเจติยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๔๙๒–๕๐๒

หน้า ๔๙๒

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ดีแล้ว ที่ท้าวเธอได้เห็นอานนท์และได้ประทับนั่งใกล้อานนท์”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ พาหิติกสูตรที่ ๘

๙. ธัมมเจติยสูตร

ว่าด้วยธรรมเจดีย์

{๕๕๙}[๓๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของพวกเจ้าศากยะ ชื่อว่าเมทฬุปะ ในแคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงนิคม นครกะด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง ลำดับนั้นแล ท้าวเธอรับสั่งกะทีฆการายนเสนาบดีว่า “ดูก่อนสหายการายนะ ท่านจงจัดยานชั้นดีเยี่ยม เตรียมไว้ เราจะ ไปสู่สถานที่ อันรื่นรมย์ในสวนหลวง” ทีฆการายนเสนาบดี รับสนองพระราชกระแสแล้วให้เทียมพระราชยานชั้นดีเยี่ยมไว้ แล้วกราบทูล แด่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์จัดพระราชยานชั้นดีเยี่ยม เพื่อพระองค์ไว้พร้อมแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”{๕๖๐} ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จขึ้นพระราชยานชั้นดีเยี่ยม แล้วเสด็จออกจากนิคมนครกะโดยกระบวนพระราชยาน ด้วยพระราชานุภาพ อันยิ่งใหญ่ตรงไปยังสวนอันรื่นรมย์ เสด็จไปจนสุดทางที่ยานจะไปได้แล้ว เสด็จลงดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปยังสวน เสด็จดำเนินวนเวียนไปมาเป็นการ พักผ่อน ได้ทอดพระเนตรเห็นแมกไม้ร่มรื่น ชวนให้เกิดความชื่นใจ ทั้งเงียบ

หน้า ๔๙๓

สงัด ปราศจากเสียงรบกวน ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เหมาะแก่เป็นสถานที่ที่คน ชอบสงบใช้ทำงาน ทั้งเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของผู้ที่ต้องการความสงัด ครั้นแล้ว ทรงเกิดพระปีติปรารภพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “แมกไม้เหล่านี้ล้วนร่มรื่น ชวนให้เกิดความชื่นใจ ทั้งเงียบสงัด ปราศจากเสียงรบกวน ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เหมาะแก่เป็นสถานที่ที่คนชอบสงบใช้ทำงาน ทั้งเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของผู้ต้องการความสงัด เป็นที่เหมือนดังสถานที่เราเคยเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อน”[๓๖๕]

ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกฑีฆการายนเสนาบดี มาว่า“ดูก่อนสหายทีฆการายนะ แมกไม้เหล่านี้ล้วนร่มรื่น ชวนให้เกิด ความชื่นใจ ทั้งเงียบสงัด ปราศจากเสียงรบกวน ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เหมาะแก่เป็นสถานที่ที่คนชอบสงบใช้ทำงาน ทั้งเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของผู้ต้องการความสงัด เป็นที่เหมือนดังสถานที่ที่เราเคยเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อน ดูก่อนสหายทีฆการายนะ เวลานี้พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหนหนอ”ทีฆการายนเสนาบดีกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช มีนิคมของพวกเจ้าศากยะชื่อว่าเมทฬุปะ เวลานี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นประทับอยู่ที่นิคมนั้น”

“ดูก่อนสหายการายนะ ก็นิคมของพวกเจ้าศากยะชื่อว่าเมทฬุปะอยู่ห่างจากนิคมนครกะไกลเท่าไร”

“ข้าแต่มหาราช ไม่ไกลนัก ระยะทางประมาณ ๓ โยชน์ อาจเสด็จถึงได้โดยใช้เวลาไม่ถึงวัน”

“ดูก่อนสหายการายนะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงจัดยานชั้นดีเยี่ยมเตรียมไว้ เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

หน้า ๔๙๔

ทีฆการายนเสนาบดีทูลรับสนองพระราชกระแสแล้วสั่งให้จัดพระราชยาน ชั้นดีเยี่ยมไว้ แล้วกราบทูลแด่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์ จัดยานชั้นดีเยี่ยมเพื่อพระองค์ไว้พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”

พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

{๕๖๑}ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จขึ้นพระราชยานชั้นดีเยี่ยม เสด็จจากนิคมนครกะโดยกระบวนพระราชยาน ตรงไปยังนิคมเมทฬุปะของพวก เจ้าศากยะ เสด็จถึงนิคมนั้นโดยใช้เวลาไม่ถึงวัน ตรงไปยังสวน เสด็จไปจนสุดทางที่ยานจะไปได้แล้วเสด็จลงดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปยังสวน[๓๖๖] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกันเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกคลเสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสถามว่า “ข้าแต่ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขณะนี้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ ที่ไหน โยมประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”ภิกษุเหล่านั้นถวายพระพรว่า“ดูก่อนมหาบพิตร พระวิหารนั่นปิดประตูเสียแล้ว เชิญมหาบพิตรเงียบเสียงเสด็จเข้าไป ไม่ต้องรีบร้อน พอถึง ระเบียงขอให้ทรงกระแอมแล้วเคาะกลอนประตู พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปิดประตูรับมหาบพิตร”

ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมอบพระแสงขรรค์และพระอุณหิสแก่ทีฆการายนเสนาบดีไว้ในที่นั้น จึงทีฆการายนเสนาบดีมีความดำริว่า “บัดนี้ พระมหาราชทรงมีความลับ เราควรจะยืนอยู่ในที่นี้แหละ” ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปทางพระวิหารซึ่งปิดประตูไว้ เสด็จ เข้าไปไม่รีบร้อน พอถึงพระระเบียงก็ทรงกระแอมขึ้น แล้วเคาะกลอนประตู

หน้า ๔๙๕

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูรับ จึงพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงซบพระเศียรลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจุมพิตพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดพระยุคลบาทด้วยพระหัตถ์ และทรงประกาศพระนามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือ พระเจ้าปเสนทิโกศล”

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสรรเสริญพระธรรมวินัย

[๓๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตร ทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไรหรือ จึงทรงทำการเคารพนบนอบเป็นอย่างยิ่ง และทรงแสดงอาการฉันมิตรเห็นปานนี้ในสรีระนี้”

{๕๖๒} พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันมีความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ หม่อมฉันเห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่งในโลกนี้ประพฤติพรหมจรรย์ มีกำหนดที่สุด ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง สมัยต่อมา สมณ พราหมณ์เหล่านั้นกลับมาอาบนํ้าดำเกล้า ลูบไล้อย่างดี แต่งผมและหนวด อิ่มเอม พรั่งพร้อม ให้ปรนเปรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ แต่หม่อมฉันได้เห็นภิกษุ ทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้ประพฤติพรหมจรรย์กว่าจะสิ้นลมปราณ บริสุทธิ์ บริบูรณ์จนตลอดชีวิต ก็หม่อมฉันยังไม่เห็นพรหมจรรย์อื่นที่บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่าง นี้ในภายนอกพระธรรมวินัยนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ

หน้า ๔๙๖

จริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’

{๕๖๓}[๓๖๘] อีกข้อหนี่ง พระพุทธเจ้าข้า แม้พระราชากับพระราชาก็ยังวิวาทกัน แม้กษัตริย์กับกษัตริย์ แม้พราหมณ์กับพราหมณ์ แม้คฤหบดีกับคฤหบดี แม้มารดากับบุตร แม้บุตรกับมารดา แม้บิดากับบุตร แม้บุตรกับบิดา แม้พี่น้องชายกับพี่น้องหญิง แม้พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย แม้สหายกับสหาย ก็ยังวิวาทกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่หม่อมฉันได้เห็นภิกษุทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้สามัคคียินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้สนิทเหมือนนํ้ากับนํ้านม มองดูกันและกันด้วยสายตากันเปี่ยมด้วยความรัก ก็หม่อมฉันยังมองไม่เห็น บริษัทอื่นที่สามัคคีกันอย่างนี้ในภายนอกพระธรรมวินัยนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมกันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวก ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’

{๕๖๔}[๓๖๙] อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเดินเที่ยวไปตามอารามทุกอาราม ตามอุทยานทุกอุทยานอยู่เนือง ๆ ในที่นั้น ๆ หม่อมฉันได้เห็น สมณพราหมณ์พวกหนึ่งซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ผ่องใส ผอมเหลือง มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูเหมือนว่าจะไม่กล้าสบตาคน หม่อมฉันนั้นมีความคิดว่า ‘ท่านเหล่านี้คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ หรือไม่ก็คงมีบาปกรรม อะไรที่ทำแล้วปกปิดไว้เป็นแน่ ท่านเหล่านี้จึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณ ไม่ผ่องใส ผอมเหลือง มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูเหมือนว่าจะไม่กล้าสบตา คนอย่างนั้น’ หม่อมฉันจึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุไรเล่า ท่านทั้งหลายจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ผ่องใส ผอมเหลือง มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูเหมือนว่าจะ

หน้า ๔๙๗

ไม่กล้าสบตาคน, สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้ตอบอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนมหาบพิตร พวกอาตมภาพเป็นโรคพันธุกรรม’ ดังนี้ แต่หม่อมฉันได้เห็นภิกษุทั้งหลาย ในพระธรรมวินัยนี้สดชื่นร่าเริง มีใจชื่นบาน มีรูปอันน่ายินดี มีอินทรีย์อิ่มเอิบ มีความขวนขวายน้อย ไม่หวาดกลัว เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจดังมฤค อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนั้นมีความคิดว่า ‘ท่านเหล่านี้คงรู้คุณ วิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแน่ ท่านเหล่านี้จึงสดชื่นร่าเริง มีใจชื่นบาน มีรูปอันน่ายินดี มีอินทรีย์เอิบอิ่ม มี ความขวนขวายน้อย ไม่หวาดกลัว เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจดังมฤคอยู่’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมใน พระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของพระ ผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง,

{๕๖๕}[๓๗๐] อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเป็นขัตติยราชได้มูรธาภิเษกแล้วย่อมสามารถจะให้ฆ่าคนที่ควรฆ่าก็ได้ จะให้ริบคนที่ควรริบก็ได้ จะให้เนรเทศคนที่ควรเนรเทศก็ได้ เมื่อหม่อมฉันนั่งอยู่ในที่วินิจฉัยคดีความ ก็ยังมีคนหลายคนพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะห้ามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อเรานั่งอยู่ในที่วินิจฉัยคดีความ ท่านทั้งหลาย อย่าพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของเรา จงรอให้เราพูดจบก่อน, ดังนี้ ก็ไม่ได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โรคพันธุกรรม (พนฺธุกโรโค) หมายถึงโรคประจำตระกูลที่สืบเนี่องกันมาทางสายเลือด (ม.ม.อ. ๒๕๕) โรคที่เกิดจากสายเลือดฝ่ายมารดาหรือฝ่ายบิดา เช่น โรคโลหิตจาง โรคจิตฟั่นเฟือง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  2. ๒มีใจดังมฤคอยู่ หมายถึงมีใจไม่มุ่งหวังบางสิ่งบางอย่างหรือไม่เห็นแก่ได้ ธรรมดาว่ามฤค(สัตว์ป่า) ถูกทำร้ายแล้วก็ไม่คิดหวังว่า ‘เราไปยังถิ่นมนุษย์แล้วจักได้ยาหรือนํ้ามันสมานแผล’ พอถูกทำร้าย พลันก็รีบหลบเข้าสู่ถิ่นป่าทันที นอนเลียแผลจนหายและปลอดภัยจึงออกไป ฉันใด ภิกษุผู้มีใจ ดังมฤคอยู่ก็ฉันนั้น เมื่อได้รับการว่ากล่าวให้ละโทษนั้นเสีย ก็ยอมละ (นัย ม.ม.อ. ๑๒๔)
หน้า ๔๙๘

คนทั้งหลาย ก็ยังพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันได้ เห็นภิกษุทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่บริษัทตั้งหลายร้อยอยู่ เสียงไอหรือเสียงจามของพระสาวกทั้งหลายของ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัททั้งหลาย ในบริษัทนั้นสาวกของพระผู้ มีพระภาคเจ้ารูปหนึ่งได้ไอขึ้น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์รูปหนึ่งได้ใช้เข่ากระทบ เธอรูปนั้นด้วยความประสงค์จะให้เธอรู้สึกตัวว่า‘เงียบหน่อยท่าน อย่าทำ เสียงดังไป พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเรากำลังทรงแสดงธรรมอยู่, หม่อมฉันนั้นมีความคิดว่า

‘น่าอัศจรรย์นัก น่าแปลกใจนัก ได้ยินว่า พุทธบริษัทจักถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกฝนให้ดีอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้อาญา โดยไม่ต้องใช้ศัสตราเลย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็หม่อมฉันยังมองไม่เห็น บริษัทอื่นที่ฝึกฝนได้ดีอย่างนี้ในภายนอกพระธรรมวินัยนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’

{๕๖๖}[๓๗๑] อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเห็นกษัตริย์บัณฑิตบางพวกในโลกนี้เป็นผู้ฉลาด ทำการโต้วาทะกับฝ่ายตรงข้ามได้ เป็นดังนักขมังธนู ผู้ยิงขนทราย กษัตริย์เหล่านั้นเหมือนดังเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญา พอได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดมจักเสด็จถึงหมู่บ้านหรือนิคมชื่อโน้น กษัตริย์ เหล่านั้นก็พากันแต่งปัญหาไว้ด้วยตั้งใจว่า ‘พวกเราจักเข้าไปหาพระสมณโคดม แล้วถามปัญหานี้ ถ้าพระสมณโคดมถูกพวกเราถามอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่าง นี้ไซร้ พวกเราก็จักโต้วาทะพระสมณโคดมว่าอย่างนี้ ถ้าแม้พระสมณโคดม ถูกพวกเราถามอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ไซร้ พวกเราก็จักโต้วาทะ

หน้า ๔๙๙

พระสมณโคดมว่าอย่างนี้’กษัตริย์เหล่านั้นครั้นได้ยินข่าวว่าพระสมณโคดม เสด็จถึงหมู่บ้านหรือนิคมโน้นแล้ว ก็พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงชี้แจงกษัตริย์เหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา กษัตริย์เหล่านั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ก็ไม่ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ที่ไหนจักโต้วาทะต่อพระองค์เล่า โดยที่แท้ กลับพากันยอมตนเข้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าไป

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’

{๕๖๗}[๓๗๒] อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเห็นพราหมณบัณฑิต ... เห็นคฤหบดีบัณฑิต.... เห็นสมณบัณฑิตบางพวกในโลกนี้เป็นผู้ฉลาด ทำการโต้วาทะกับฝ่ายตรงข้ามได้ เป็นดังนักขมังธนูผู้ยิงขนทราย สมณะเหล่านั้น เหมือนดังเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญา พอได้ยินข่าวว่า พระสมณ โคดมจักเสด็จถึงหมู่บ้านหรือนิคมโน้น ก็พากันแต่งปัญหาไว้ด้วยตั้งใจว่า ‘พวกเราจักเข้าไปหาพระสมณโคดมแล้วถามปัญหาอย่างนี้ ถ้าพระสมณโคดมถูก พวกเราถามอย่างนี้แล้ว จักพยากรณ์อย่างนี้ไซร้ พวกเราจักโต้วาทะพระสมณโคดมว่าอย่างนี้ ถ้าแม้พระสมณโคดมถูกพวกเราถามอย่างนี้แล้ว จัก พยากรณ์อย่างนี้ไซร้ พวกเราก็จักโต้วาทะพระสมณโคดมว่าอย่างนี้’ สมณะเหล่านั้นพอได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดมเสด็จถึงหมู่บ้านหรือนิคมโน้นแล้ว ก็พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงชี้แจง สมณะเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา สมณะเหล่านั้นครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้

หน้า ๕๐๐

อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วก็ไม่ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ที่ไหนจักโต้วาทะต่อพระองค์เล่า โดยที่แท้ กลับขอโอกาสต่อพระผู้มี พระภาคเจ้าเพื่อออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงให้เขาเหล่านั้นบวช ครั้นเขาเหล่านั้นได้บวชอย่างนี้แล้ว เป็นผู้หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต โดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ท่านเหล่านั้น พากันกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราทั้งหลายย่อมไม่พินาศ

ละซิหนอ ด้วยว่า เมื่อก่อนเราทั้งหลายไม่ได้เป็นสมณะเลย ก็ปฏิญญาว่า เป็นสมณะ ไม่ได้เป็นพราหมณ์เลย ก็ปฏิญญาว่าเป็นพราหมณ์ ไม่ได้เป็น พระอรหันต์เลย ก็ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์ บัดนี้ พวกเราเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ เป็นพระอรหันต์”ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบจริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง,

{๕๖๘}[๓๗๓] อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า มีช่างไม้สองคน ชื่ออิสิทันตะกับปุราณะ กินอยู่กับหม่อมฉัน ใช้ยวดยานของหม่อมฉัน หม่อมฉันให้เครื่องเลี้ยง ชีพแก่พวกเขา ตั้งยศให้พวกเขา แต่ถึงกระนั้น พวกเขาจะได้ทำความเคารพนบนอบในหม่อมฉันเหมือนในพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หาไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว หม่อมฉันยกกองทัพออกไป เมื่อจะทดสอบช่างไม้อิสิทันตะ และปุราณะนี้ดู จึงเข้าพักอยู่ในที่พักซึ่งคับแคบแห่งหนึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล ช่างไม้อิสิทันตะและปุราณะเหล่านี้ ให้เวลาผ่านไปหลายราตรีทีเดียวด้วยการคุยธรรมกัน ได้ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ทิศใด

หน้า ๕๐๑

พวกเขาก็นอนผินศีรษะไปทางทิศนั้น เหยียดเท้ามาทางหม่อมฉัน หม่อมฉันนั้นมีความคิดว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์นัก น่าแปลกใจนัก ช่างไม้อิสิทันตะ และปุราณะเหล่านี้กินอยู่กับเรา ใช้ยวดยานของเรา เราให้เครื่องเลี้ยงชีพแก่พวกเขา ตั้งยศให้พวกเขาแท้ ๆ แต่ถึงกระนั้น พวกเขาจะได้ทำความเคารพ นบนอบในเราเหมือนในพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หาไม่ ท่านเหล่านี้คงจะรู้คุณวิเศษ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นแน่’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสคล้อยตามธรรม ในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ จริง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วจริง พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วจริง’

พระพุทธเจ้ากับพระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระชนม์เท่ากัน

{๕๖๙}[๓๗๔] อีกข้อหนี่ง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ แม้หม่อมฉันก็เป็นกษัตริย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นชาวโกศล แม้หม่อมฉันก็เป็นชาวโกศล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๘๐ ปี แม้หม่อมฉันก็มีอายุ ๘๐ ปี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์เป็นต้นนี้แล หม่อมฉันจึงสมควรที่จะทำความเคารพนบนอบเป็นอย่าง ยิ่งและแสดงอาการฉันมิตรในพระผู้มีพระภาคเจ้า เอาละ พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันขอทูลลาไป ณ บัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด” ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณเสด็จหลีกไปแล้ว

{๕๗๐}ครั้งนั้นแล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้า

หน้า ๕๐๒

ปเสนทิโกศลพระองค์นี้ตรัสธรรมเจดีย์ คือ พระวาจาเคารพธรรม ทรงลุกจากที่ประทับนั่ง แล้วเสด็จหลีกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจง เรียนธรรมเจดีย์นี้ไว้ จงทรงจำธรรมเจดีย์ไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเจดีย์ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นอาทิพรหมจรรย์”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุหล่านั้นพากันยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ ธัมมเจติยสูตรที่ ๙

๑๐. กัณณกัตถลสูตร

ว่าด้วยเหตุการณ์ที่สวนกัณกัตถลมิคทายวัน

{๕๗๑}[๓๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนกัณณกัตถลมิคทายวัน ใกล้อุทัญญานคร ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงอุทัญญานคร ด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกบุรุษ คนหนึ่งมารับสั่งว่า “มานี่แน่ะ พ่อผู้เจริญ เจ้าจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจงถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึง ความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศล ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึง ความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญ, และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นอาทิพรหมจรรย์ คือ เป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ หมายถึงเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นบุรพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรลุมรรคผล (ม.ม.อ. ๒๕๗)

จบ ๙. ธรรมเจติยสูตร