arnon.world

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ราชวรรค

๘. พาหิติยสูตร เล่ม ๑๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๙–๕๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในราชวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พาหิติยสุตฺตํ

๘. พาหิติยสูตร

ว่าด้วยการถวายผ้าพาหิติกา

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค พาหิติยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เยน ปุพฺพาราโม มิคารมาตุยา ปาสาโท เตนุปสงฺกมิ ทิวาวิหาราย ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังพระนครสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังบุพพารามณปราสาทของมิคารมารดาเพื่อพักกลางวัน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสนทนาธรรมกับพระอานนท์

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล เอกปุณฺฑรีกํ นาคํ อภิรูหิตฺวา สาวตฺถิยา นิยฺยาติ ทิวาทิวสฺส ฯ อทฺทสา โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา สิริวฑฺฒํ มหามตฺตํ อามนฺเตสิ อายสฺมา โน เอโส สมฺม สิริวฑฺฒ อานนฺโทติ ฯ เอวํ มหาราช อายสฺมา เอโส อานนฺโทติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปาเท สิรสา วนฺทาหิ ราชา ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทหิ สเจ กิร ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส น กิญฺจิ อจฺจายิกํ กรณียํ อาคเมตุ กิร ภนฺเต [๑] อานนฺโท มุหุตฺตํ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ

เอวํ เทวาติ โข โส ปุริโส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข โส ปุริโส อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ ราชา ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปาเท สิรสา วนฺทติ [๑] สเจ กิร ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส น กิญฺจิ อจฺจายิกํ กรณียํ อาคเมตุ กิร ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท มุหุตฺตํ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา อานนฺโท ตุณฺหีภาเวน ฯ

๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร อายสฺมาติ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จขึ้นประทับคอช้างชื่อว่า บุณฑริก

เสด็จออกจากพระนครสาวัตถีในเวลากลางวัน. ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระอานนท์กำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ตรัสถามมหาอำมาตย์ชื่อสิริวัฑฒะว่า ดูกรเพื่อนสิริวัฑฒะ นั่นท่านพระอานนท์หรือมิใช่? สิริวัฑฒมหาอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชา นั่นท่านพระอานนท์ พระพุทธเจ้าข้า.

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาตรัสว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไป จงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วจงกราบเท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกราบเท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยพระเศียรและจงเรียนท่านอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ถ้าท่านพระอานนท์ไม่มีกิจรีบด่วนอะไรขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์รออยู่สักครู่หนึ่งเถิด. บุรุษนั้นรับพระราชดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ อภิวาทท่านพระอานนท์แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กราบเรียนท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกราบเท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยพระเศียร และรับสั่งมาว่าได้ยินว่า ถ้าท่านพระอานนท์ไม่มีกิจรีบด่วนอะไร ขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์รออยู่สักครู่หนึ่งเถิด ดังนี้. ท่านพระอานนท์ได้รับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ยาวติกา นาคสฺส ภูมิ นาเคน คนฺตฺวา นาคา ปจฺโจโรหิตฺวา ปตฺติโกว เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ สเจ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส น กิญฺจิ อจฺจายิกํ กรณียํ สาธุ ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท เยน อจิรวติยา นทิยา ตีรํ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา อานนฺโท ตุณฺหีภาเวน ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน อจิรวติยา นทิยา ตีรํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ยาวติกา นาคสฺส ภูมิ นาเคน คนฺตฺวา นาคา ปจฺโจโรหิตฺวา ปตฺติโกว เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ อิธ ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท กฏฺฐตฺถเร ๑ นิสีทตูติ ฯ อลํ มหาราช นิสีท ตฺวํ นิสินฺโน อหํ สเก อาสเนติ ฯ นิสีทิ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ

๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร เอวญฺจ วเทตีติ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จพระราชดำเนินด้วยคชสาร ไปจนสุดทางที่ช้างจะไปได้ แล้วเสด็จลงจากคชสาร ทรงดำเนินเข้าไปหาท่านพระอานนท์ ทรงอภิวาทแล้ว ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านพระอานนท์ไม่มีกิจรีบด่วนอะไร ขอโอกาสเถิด ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำอจิรวดีเถิด. ท่านพระอานนท์รับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ.

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ณโคนไม้ต้นหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จพระราชดำเนินด้วยคชสารไปจนสุดทางที่ช้างจะไปได้แล้วเสด็จลงทรงดำเนินเข้าไปหาท่านพระอานนท์ ทรงอภิวาทแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาสเถิด ขอนิมนต์ท่านพระอานนท์นั่งบนเครื่องลาดไม้เถิด ท่านพระอานนท์ อย่าเลย มหาบพิตร เชิญมหาบพิตรประทับนั่งเถิด อาตมภาพนั่งบนอาสนะของอาตมภาพแล้ว. พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงประทับนั่งบนพระราชอาสน์ที่เขาแต่งตั้งไว้.

สมาจาร ๓

บาลี (สยามรัฐ)

นิสชฺช โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ กินฺนุ โข ภนฺเต อานนฺท โส ภควา ตถารูปํ กายสมาจารํ สมาจเรยฺย ยฺวายํ ๒ กายสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ น โข มหาราช โส ภควา ตถารูปํ กายสมาจารํ สมาจเรยฺย ยฺวายํ กายสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ กึ ปน ภนฺเต อานนฺท โส ภควา ตถารูปํ วจีสมาจารํ ฯเปฯ มโนสมาจารํ สมาจเรยฺย ยฺวายํ มโนสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ น โข มหาราช โส ภควา ตถารูปํ มโนสมาจารํ สมาจเรยฺย ยฺวายํ มโนสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้นแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พึงทรงประพฤติกายสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียนบ้างหรือหนอ. ท่านพระอานนท์ถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตรพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ไม่พึงทรงประพฤติกายสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียนเลย ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พึงทรงประพฤติวจีสมาจาร ฯลฯ

มโนสมาจารที่สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้งทั้งหลายพึงติเตียนบ้างหรือหนอ?

อา. ดูกรมหาบพิตร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ไม่พึงทรงประพฤติมโนสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียนเลย ขอถวายพระพร.

บาลี (สยามรัฐ)

อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยญฺหิ มยํ ภนฺเต นาสกฺขิมฺหา ปเญฺหน ปริปูเรตุํ ตํ ภนฺเต อายสฺมตา อานนฺเทน ปญฺหสฺส เวยฺยากรเณน ปริปูริตํ เย เต ภนฺเต พาลา อพฺยตฺตา อนนุวิจฺจ อปฺปริโยคาเหตฺวา ปเรสํ วณฺณํ วา อวณฺณํ วา ภาสนฺติ น มยนฺตํ สารโต ปจฺจาคจฺฉาม เย จ โข เต ภนฺเต ปณฺฑิตา พฺยตฺตา ๑ วิยตฺตา ๒ เมธาวิโน อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา ปเรสํ วณฺณํ วา อวณฺณํ วา ภาสนฺติ ตํ มยํ สารโต ปจฺจาคจฺฉาม กตโม ปน ภนฺเต อานนฺท กายสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร อกุสโล ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร อกุสโล ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร สาวชฺโช ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร สาวชฺโช ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร สพฺยาปชฺโฌ ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร สพฺยาปชฺโฌ ฯ

โย โข มหาราช กายสมาจาโร ทุกฺขวิปาโก ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร ทุกฺขวิปาโก ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป โข ปน มหาราช กายสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ กตโม ปน ภนฺเต อานนฺท วจีสมาจาโร ฯเปฯ มโนสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร อกุสโล ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร อกุสโล ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร สาวชฺโช ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร สาวชฺโช ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร สพฺยาปชฺโฌ ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร สพฺยาปชฺโฌ ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร ทุกฺขวิปาโก ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร ทุกฺขวิปาโก ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป โข มหาราช มโนสมาจาโร โอปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ

๑ ยุ. หตฺถตฺถเร ฯ ๒ ยุ. สพฺพตฺถ ยฺวาสฺสาติ ทิสฺสติ ฯ

๑ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ยุ วฺยตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้วก็เราทั้งหลายไม่สามารถจะยังข้อความที่ท่านพระอานนท์ให้บริบูรณ์ด้วยการแก้ปัญหา ให้บริบูรณ์ด้วยปัญหาได้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นพาล ไม่ฉลาด ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณาแล้วก็ยังกล่าวคุณหรือโทษของชนเหล่าอื่นได้ เราทั้งหลายไม่ยึดถือการกล่าวคุณหรือโทษของชนเหล่านั้น โดยความเป็นแก่นสาร ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ส่วนชนเหล่าใดเป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา ใคร่ครวญ พิจารณาแล้ว กล่าวคุณหรือโทษของชนเหล่าอื่น เราทั้งหลายย่อมยึดถือการกล่าวคุณหรือโทษของชนเหล่านั้น โดยความเป็นแก่นสาร ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้ง พึงติเตียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่เป็นอกุศลแล ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่เป็นอกุศลเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่มีโทษแล เป็นอกุศล ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่มีโทษเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่มีความเบียดเบียนแล เป็นกายสมาจารที่มีโทษขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากแล เป็นกายสมาจาร ที่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารใดแล ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคลผู้มีกายสมาจารนั้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อม ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ก็วจีสมาจาร ฯลฯ มโนสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่เป็นอกุศลแล ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่เป็นอกุศลเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีโทษแล เป็นอกุศล ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีโทษเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีความเบียดเบียนแล เป็นมโนสมาจารที่มีโทษขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากแล เป็นมโนสมาจาร ที่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีทุกข์เป็นวิบากเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารใดแล ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้างเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคลผู้มีมโนสมาจารนั้น กุศลธรรมย่อมเสื่อม ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งพึงติเตียน ขอถวายพระพร.

บาลี (สยามรัฐ)

กึ นุ โข ภนฺเต อานนฺท โส ภควา สพฺเพสํเยว อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานํ วณฺเณตีติ ฯ สพฺพากุสลธมฺมปหีโน โข มหาราช ตถาคโต กุสลธมฺมสมนฺนาคโต ๑ ฯ กตโม ปน ภนฺเต อานนฺท กายสมาจาโร อโนปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร กุสโล ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร กุสโล ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร อนวชฺโช ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร อนวชฺโช ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร อพฺยาปชฺโฌ ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร อพฺยาปชฺโฌ ฯ โย โข มหาราช กายสมาจาโร สุขวิปาโก ฯ กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร สุขวิปาโก ฯ

โย โข มหาราช กายสมาจาโร เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป โข มหาราช กายสมาจาโร อโนปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ กตโม ปน ภนฺเต อานนฺท วจีสมาจาโร ฯเปฯ มโนสมาจาโร อโนปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร กุสโล ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร กุสโล ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร อนวชฺโช ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร อนวชฺโช ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร อพฺยาปชฺโฌ ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร อพฺยาปชฺโฌ ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร สุขวิปาโก ฯ กตโม ปน ภนฺเต มโนสมาจาโร สุขวิปาโก ฯ โย โข มหาราช มโนสมาจาโร เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป โข มหาราช มโนสมาจาโร อโนปารมฺโภ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ ฯ

๑ ยุ. กุสลธมฺมสมนฺนาคโตติ ฯ

ฉบับหลวง

ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงสรรเสริญการละอกุศลธรรมทั้งปวงทีเดียวหรือหนอ?

อา. ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตทรงละอกุศลธรรมได้ทั้งปวง ทรงประกอบด้วยกุศลธรรม ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่เป็นกุศลแล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่เป็นกุศลเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่ไม่มีโทษแล เป็นกุศล ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่ไม่มีโทษเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนแล เป็นกายสมาจารที่ไม่มีโทษขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารที่มีสุขเป็นวิบาก เป็นกายสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร กายสมาจารใดแล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้างเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมทั้งหลายของบุคคลผู้มีกายสมาจารนั้นย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ ดูกรมหาบพิตรกายสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็วจีสมาจาร ฯลฯ มโนสมาจาร ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน เป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารเป็นกุศลแล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่เป็นกุศลเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่ไม่มีโทษแล เป็นมโนสมาจารเป็นกุศล ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่ไม่มีโทษเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนแล เป็นมโนสมาจารที่ไม่มีโทษขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียนเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากแล เป็นมโนสมาจารที่ไม่มีความเบียดเบียน ขอถวายพระพร.

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็มโนสมาจารที่มีสุขเป็นวิบากเป็นไฉน?

อา. ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารใดแล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้างอกุศลธรรมทั้งหลายของบุคคลผู้มีมโนสมาจารนั้นย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ ดูกรมหาบพิตร มโนสมาจารเห็นปานนี้แล สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้แจ้งไม่พึงติเตียน ขอถวายพระพร.

บาลี (สยามรัฐ)

กินฺนุ โข ปน ภนฺเต ๑ อานนฺท โส ภควา สพฺเพสํเยว กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทํ วณฺเณตีติ ฯ สพฺพากุสลธมฺมปหีโน โข มหาราช ตถาคโต กุสลธมฺมสมนฺนาคโตติ ฯ

ฉบับหลวง

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญการเข้าถึงกุศลธรรมทั้งปวงทีเดียวหรือหนอ?

อ. ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตทรงละอกุศลธรรมได้ทั้งปวง ทรงประกอบด้วยกุศลธรรมขอถวายพระพร.

พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายผ้าพาหิติกา

บาลี (สยามรัฐ)

อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ ภนฺเต อายสฺมตา อานนฺเทน อิมินา จ มยํ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส สุภาสิเตน อตฺตมนาภิรทฺธา เอวํ อตฺตมนาภิรทฺธา [๒] มยํ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส สุภาสิเตน สเจ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส หตฺถิรตนํ กปฺเปยฺย หตฺถิรตนมฺปิ มยํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส ทเทยฺยาม สเจ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส อสฺสรตนํ กปฺเปยฺย อสฺสรตนมฺปิ มยํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส ทเทยฺยาม สเจ ภนฺเต อายสฺมโต อานนฺทสฺส คามวรํ กปฺเปยฺย คามวรมฺปิ มยํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส ทเทยฺยาม อปิจ ภนฺเต มยมฺปเนตํ ชานาม เนตํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส กปฺปตีติ อยํ เม ภนฺเต พาหิติกา รญฺญา มาคเธนผ อชาตสตฺตุนา เวเทหิปุตฺเตน ฉตฺตนาฬิยา ปกฺขิปิตฺวา ปหิตา โสฬสสมา อายาเมน อฏฺฐสมา วิตฺถาเรน ตํ ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อลํ มหาราช ปริปุณฺณํ เม ติจีวรนฺติ ฯ

๑ ยุ. กึ ปน ภนฺเต ฯ ๒ ยุ. เอตฺถนฺตเร จสทฺโท ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระอานนท์กล่าวภาษิตนี้ดีเพียงใด เราทั้งหลายมีใจชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยภาษิตของท่านพระอานนท์นี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายยินดีเป็นอย่างยิ่งด้วยภาษิตของท่านพระอานนท์อย่างนี้ ถ้าว่า ช้างแก้วพึงควรแก่ท่านพระอานนท์ไซร้ แม้ช้างแก้วเราทั้งหลายก็พึงถวายแก่ท่านพระอานนท์ ถ้าม้าแก้วพึงควรแก่ท่านพระอานนท์ไซร้ แม้ม้าแก้วเราทั้งหลายก็พึงถวายแก่ท่านพระอานนท์ ถ้าว่าบ้านส่วยพึงควรแก่ท่านพระอานนท์ไซร้ แม้บ้านส่วยเราทั้งหลายก็พึงถวายแก่ท่านพระอานนท์ ก็แต่ว่าเราทั้งหลายรู้อยู่ว่า นั่นไม่สมควรแก่ท่านพระอานนท์ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผ้าพาหิติกาผืนนี้ โดยยาว ๑๖ ศอกถ้วน โดยกว้าง ๘ ศอกถ้วน พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร ทรงใส่ในคันฉัตรส่งมาประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญขอท่านพระอานนท์โปรดอนุเคราะห์รับผ้าพาหิติกานั้นเถิด.

อา. ดูกรมหาบพิตร อย่าเลย ไตรจีวรของอาตมภาพบริบูรณ์แล้ว ขอถวายพระพร.

บาลี (สยามรัฐ)

อยํ ภนฺเต อจิรวตี นที ทิฏฺฐา อายสฺมตา เจว อานนฺเทน อเมฺหหิ จ ยถา ๑ อุปริ ปพฺพเต มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ โหติ อถายํ อจิรวตี นที อุภโต กุลฺลานิ ๒ สํวิสนฺทนฺตี คจฺฉติ เอวเมว โข ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท อิมาย พาหิติกาย อตฺตโน ติจีวรํ กริสฺสติ ยํ ปน อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปุราณํ ติจีวรํ ตํ สพฺรหฺมจารีหิ สํวิภชิสฺสติ เอวายํ อมฺหากํ ทกฺขิณา สํวิสนฺทนฺตี มญฺเญ คมิสฺสติ ปฏิคฺคณฺหาตุ ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท พาหิติกนฺติ ฯ ปฏิคฺคเหสิ โข อายสฺมา อานนฺโท พาหิติกํ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ หนฺท จทานิ ๑ มยํ ภนฺเต อานนฺท คจฺฉาม พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียาติ ฯ ยสฺสทานิ ตฺวํ มหาราช กาลํ มญฺญสีติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อายสฺมโต อานนฺทสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา [๒] อุฏฺฐายาสนา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ

๑ ยุ. ยทา ฯ ๒ ยุ. กูลานิ ฯ

ฉบับหลวง

ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม่น้ำอจิรวดีนี้ ท่านพระอานนท์และเราทั้งหลายเห็นแล้วเปรียบเหมือนมหาเมฆยังฝนให้ตกเบื้องบนภูเขา ภายหลังแม่น้ำอจิรวดีนี้ ย่อมไหลล้นฝั่งทั้งสองฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำไตรจีวรของตน ด้วยผ้าพาหิติกานี้ และจักแจกไตรจีวรเก่ากับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ทักษิณาของเราทั้งหลายนี้คงจักแพร่หลายไปดังแม่น้ำล้นฝั่งฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอานนท์โปรดรับผ้าพาหิติกาเถิด.

ท่านพระอานนท์รับผ้าพาหิติกา ลำดับนั้นแล. พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสอำลาท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ เราทั้งหลายขอลาไปบัดนี้ เราทั้งหลายมีกิจมาก มีกรณียะมาก. ท่านพระอานนท์ถวายพระพรว่า ดูกรมหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมภาษิตของท่านพระอานนท์แล้ว เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับ ทรงถวายอภิวาทท่านพระอานนท์ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป.

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อายสฺมา อานนฺโท อจิรปกฺกนฺตสฺส [๓] ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ยาวตโก อโหสิ รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน สทฺธึ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสิ ตญฺจ พาหิติกํ ภควโต ปาทาสิ ฯ อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ลาภา ภิกฺขเว รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส สุลทฺธํ ๓ ภิกฺขเว รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ยํ ราชา ปเสนทิ โกสโล ลภติ อานนฺทํ ทสฺสนาย ลภติ ปยิรุปาสนายาติ ฯ

อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ

พาหิติยสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐมํ ฯ

____________

๑ ยุ. หนฺท ว ทานิ ฯ ๒ ยุ. เอตฺถนฺตเร อนุโมทิตฺวาติ ทิสฺสติ ฯ

๓ ยุ. เอตฺถนฺตเร รญฺโญติ ทิสฺสติ ฯ ๔ ยุ. สุลทฺธลาภา ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้นแล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับไปไม่นาน ท่านพระอานนท์

ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลถึงการเจรจาปราศรัยกับพระเจ้าปเสนทิโกศลทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาค และได้ทูลถวายผ้าพาหิติกานั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ดีแล้วหนอ ที่ท้าวเธอได้เห็นอานนท์ และได้ประทับนั่งใกล้อานนท์.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล.

จบ พาหิติยสูตรที่ ๘.

จบ ๘. พาหิติยสูตร