พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · คหบดีวรรค
๗. กุกกุโรวาทสูตร เล่ม ๑๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๔–๙๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในคหบดีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คหบดีวรรค กุกกุโรวาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๘๙–๙๗
๗. กุกกุโรวาทสูตร
ว่าด้วยคำสอนที่ปรารภกุกกุรวัตร
เรื่องปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ
{๘๔} [๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ โกลิยชนบท ทรงทำนิคมของชาวโกลิยะชื่อว่าหลิททวสนะให้เป็นโคจรคาม ครั้งนั้นแล ปุณณ โกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค และเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดัง โคถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ฝ่ายเสนิย อเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่งคุ้ยดินดุจสุนัขอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสนิยอเจละนี้ประพฤติวัตรดังสุนัข ทำสิ่งที่ผู้อื่นทำได้ยาก บริโภคโภชนะที่เขากองไว้บนพื้นดิน เขาสมาทานกุกกุรวัตรนั้นสมบูรณ์มานานแล้ว คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อย่าเลย ปุณณะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย”
ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้ง ที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสนิยอเจละประพฤติวัตรดังสุนัข ทำสิ่งที่
- ๑ผู้ประพฤติวัตรดังโค (โควติกะ) หมายถึงดำเนินชีวิตเลียนแบบโคทุกอย่าง เช่น หาเขามาผูกไว้ที่ศีรษะ ผูกหางเที่ยวกินหญ้าไปกับฝูงโค ผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข (กุกกุรวติกะ) หมายถึงดำเนิน ชีวิตเลียนแบบสุนัขทุกอย่าง คือทำกิริยาท่าทางดังว่าเป็นสุนัขทุกท่วงท่า ทั้งสองนี้เป็นเพื่อนสนิท ที่เคยเล่นฝุ่นร่วมกันมา เสนิยะเป็นอเจละคือนักบวชเปลือย (ม.ม.อ. ๗๕)
ผู้อื่นทำได้ยาก บริโภคโภชนะที่เขากองไว้บนพื้นดิน เขาสมาทานกุกกุรวัตร นั้นสมบูรณ์มานานแล้ว คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็น อย่างไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย ปุณณะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย”
ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสนิยอเจละประพฤติวัตรดังสุนัข ทำสิ่งที่ ผู้อื่นทำได้ยาก บริโภคโภชนะที่เขากองไว้บนพื้นดิน เขาสมาทานกุกกุรวัตร นั้นสมบูรณ์มานานแล้วคติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็น อย่างไร”
คติของผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข
{๘๕} [๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนปุณณะ เราจะห้ามท่านว่า ‘อย่าเลย ปุณณะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย’ ดังนี้ ก็คงไม่ได้แน่ เอาละ เราจักพยากรณ์ให้ท่านฟัง ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เจริญรอยตามกุกกุรวัตรคือธรรมเนียมของสุนัข เจริญรอยตามปกติ ของสุนัข เจริญรอยตามความคิดของสุนัข เจริญรอยตามกิริยาอาการของสุนัขอย่างสมบูรณ์ไม่ขาดสาย หลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘เราจักเป็นเทพดาหรือเทพองค์ใด องค์หนึ่งด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์แบบนี้’ ความเห็น ของเขานั้นจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูก่อนปุณณะ เรากล่าวคติของผู้มีมิจฉาทิฏฐิว่า มี ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดูก่อนปุณณะ กุกกุรวัตรเมื่อใครปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ ย่อมนำเขาให้เป็นสหายของสุนัข เมื่อปฏิบัติอย่างวิเศษ ย่อมนำให้เข้าถึงนรก ด้วยประการฉะนี้”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดัง สุนัขถึงกับร้องไห้นํ้าตาไหล
คติของผู้ประพฤติวัตรดังโค
{๘๖} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติโควัตรว่า “ดูก่อนปุณณะ เราห้ามท่านไม่ได้เสียแล้วว่า ‘อย่าเลย ปุณณะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย”
เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ถึงการพยากรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะข้าพเจ้าอย่างนี้ แม้ว่าข้าพเจ้าจะสมาทานกุกกุรวัตรนี้อย่างสมบูรณ์มาข้านานแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค เขาสมาทานโควัตรนั้น อย่างสมบูรณ์มานานแล้ว คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร”“อย่าเลย เสนิยะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย
เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่๒... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติโควัตร เขาสมาทานโควัตรนั้นอย่างสมบูรณ์มานานแล้ว คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร”
[๘๐] “ดูก่อนเสนิยะ เราจะห้ามท่านว่า ‘อย่าเลย เสนิยะ งดเรื่องนี้ เสียเถิด อย่าถามเราเรื่องนี้เลย’ ดังนี้ ก็คงไม่ได้แน่ เอาเถิด เราจักพยากรณ์ให้ท่านฟัง ดูก่อนเสนิยะ บุคคลบางคนในโลกนี้ เจริญรอยตามโควัตรคือธรรมเนียมของโค เจริญรอยตามปกติของโค เจริญรอยตามความคิดของโค เจริญรอยตามกิริยาอาการของโคอย่างสมบูรณ์ไม่ขาดสาย หลังจาก ตายไปเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค อนี่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
‘เราจักเป็นเทพดาหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือ ด้วยพรหมจรรย์แบบนี้, ความเห็นของเขานั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูก่อนเสนิยะ เรากล่าวคติของผู้มีมิจฉาทิฏฐิว่ามี ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อย่าง ใดอย่างหนึ่ง เสนิยะ โควัตรเมื่อใครปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ ย่อมนำเขา ให้เป็นสหายของโค เมื่อใครปฏิบัติอย่างวิเศษ ย่อมนำให้เข้าถึงนรกด้วย ประการฉะนี้”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติโควัตรก็ถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลเช่นกัน
{๘๗} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขว่า “เสนิยะ เราห้ามท่านไม่ได้เสียแล้วว่า ‘อย่าเลย เสนิยะ งดเรื่องนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงเรื่องนี้เลย”
ฝ่ายปุณณโกลิยบุตรทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ ถึงการพยากรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะข้าพเจ้าอย่างนี้ แม้ว่าข้าพเจ้าจะ สมาทานโควัตรนี้อย่างสมบูรณ์มาข้านานแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงสามารถ แสดงธรรมอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าพึงละโควัตรนี้ได้ และเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขพึงละกุกกุรวัตรนั้นได้บ้างไหม”“ดูก่อนปุณณะ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
กรรมดำกรรมขาว ๔
{๘๘} [๘๑] “ดูก่อนปุณณะ กรรม ๔ ประการนี้ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้วประกาศให้คนอื่นรู้ตามด้วย กรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. กรรมดำ มีวิบากดำ
๒. กรรมขาว มีวิบากขาว
๓. กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว
๔. กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมดำ มีวิบากดำเป็นไฉน ปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ปรุงแต่งวจีสังขาร ปรุงแต่งมโนสังขารอัน มีทุกข์ ครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกอันมีทุกข์ ผัสสะอันมีทุกข์ย่อมถูกต้อง เขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์ เขาถูกผัสสะอันมีทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนา อันมีทุกข์ อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว ดุจสัตว์นรก ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมมีความอุบัติของสัตว์จีงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ย่อมอุบัติเพราะกรรมนั้น สัตว์ที่อุบัติแล้วนั้น ผัสสะย่อมถูกต้อง ฉะนี้แล ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้เราจึงกล่าวว่า ‘เหล่าสัตว์เป็นทายาทแห่งกรรม’ กรรมนี้เรียกว่า กรรมดำ มีวิบากดำ (๑)
- ๑กรรมดำ หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีวิบากดำ หมายถึงอำนวยผลให้บังเกิดในอบายภูมิ กรรมขาว หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ มีวิบากขาว หมายถึงอำนวยผลให้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กรรมทั้งดำทั้งขาว หมายถึงทั้งกุศลกรรมบถและอกุศลกรรมบถ มีวิบากทั้งดำทั้งขาว หมายถึงอำนวย ผลทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์คลุกเคล้ากัน กรรมไม่ดำไม่ขาว หมายถึงเจตนาในอริยมรรค ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้สิ้นกรรม (ม.ม.อ. ๗๗)
- ๒สังขาร ในที่นี้หมายถึงสภาพที่มีลักษณะปรุงแต่งหรือรังสรรค์การกระทำโดยมีเจตนาความจงใจ เป็นหลักสำคัญ จำแนกตามทางกระทำเป็น ๓ คือ (๑) กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกายได้แก่ กายสัญเจตนา ความจงใจทางกายในการทำดีทำชั่ว ๒๐ อย่าง ฝ่ายกามาวจรกุศล ๘ ฝ่ายอกุศล ๑๒ ในที่นี้หมายเฉพาะฝ่ายอกุศล (๒) วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา ความจงใจในการเปล่งวาจา ๒๐ อย่าง ในที่นี้หมายเฉพาะฝ่ายอกุศล (๓) มโนสังขาร หรือจิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจได้แก่ มโนสัญเจตนา ความจงใจทางใจ ๒๙ อย่าง ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลระดับโลกิยะ ในทีนี้หมายเฉพาะฝ่ายอกุศล ซึ่งเป็นไปแก่บุคคล ผู้นั่งคิดอยู่ในที่ลับโดยไม่แสดงพฤติกรรมทางกายและวาจา (ม.มู.อ. ๑/๒๓๗, ม.ม.อ. ๗๘)
ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมขาว มีวิบากขาวเป็นไฉน ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ปรุงแต่งวจีสังขาร ปรุงแต่งมโนสังขาร อันไม่มีทุกข์ ครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีทุกข์ ผัสสะอันไม่มีทุกข์ ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันไม่มีทุกข์ เขาถูกผัสสะอันไม่มีทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีทุกข์ อันเป็นสุขโดยส่วนเดียว ดุจเทพชั้นสุภกิณหะ ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมมี ความอุบัติของสัตว์จีงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ย่อมอุบัติเพราะกรรมนั้น สัตว์ที่อุบัติแล้วนั้น ผัสสะย่อมถูกต้อง ฉะนี้แล ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า ‘เหล่าสัตว์เป็นทายาทแห่งกรรม,
กรรมนี้เรียกว่า กรรมขาว มีวิบากขาว (๒)ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ปรุงแต่งวจีสังขาร ปรุงแต่งมโนสังขารอันมีทุกข์บ้าง ไม่มีทุกข์บ้าง ครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึง โลกอันมีทุกข์บ้างไม่มีทุกข์บ้าง ผัสสะอันมีทุกข์บ้าง ไม่มีทุกข์บ้างย่อมถูกต้อง เขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์บ้าง ไม่มีทุกข์บ้าง เขาถูกผัสสะอันมีทุกข์บ้าง ไม่มีทุกข์บ้างถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันมีทุกข์บ้างมีสุขบ้าง อันเป็นสุข เป็นทุกข์ปะปนกันไป ดุจพวกมนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก
- ๑กายสังขาร ...มโนสังขารอันไม่มีทุกข์ หมายถึงสังขารฝ่ายกุศล ตามเชิงอรรถหน้า ๙๒
- ๒เทพชั้นสุภกิณหะ หมายถึงพวกเทพหรือพรหมชั้นตติยฌานภูมิ คือผู้ได้ตติยฌานแล้วไปเกิดอยู่ในพรหมโลกชั้นตติยฌานทั้ง ๓ ชั้น คือ
- (๑) ปริตตสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามน้อย (๒) อัปปมาณสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้ (๓) สุภกิณหา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามกระจ่าง (นัย ที.ม.อ. ๑๑๐-๑๐๑, ม.มู.อ. ๒/๒๔๑)
- ๓เทพบางพวก หมายถึงเหล่าเทวดาในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น (ที.ม.อ. ๑๐๙, องฺ.จตุก.อ. ๒/๔๔๐) คือ ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
- ๔วินิปาติกะบางพวก คำว่า วินิปาติกะ แปลว่า ผู้อันกรรมให้ตกลงไปเสวยสุขไม่เต็มที่ หมายถึง สัตว์พวกหนึ่งซึ่งไม่รวมอยู่ในจำพวกสัตว์ในอบายภูมิ ๔ ได้แก่ พวกเวมานิกเปรต คือ พวกเปรตที่แม้จะมีวิมานอยู่ แต่ก็ไม่รุ่งเรืองเหมือนพวกเทพอื่น ๆ ได้เสวยสุขและต้องทุกข์ทรมานต่าง ๆ เป็นช่วง ๆ สลับกันไป (นัย ที.ม.อ. ๑๐๙, องฺ.จตุก.อ. ๒/๔๔๑)
ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมมี ความอุบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ ย่อมอุบัติเพราะกรรมนั้น สัตว์ที่อุบัติแล้วนั้น ผัสสะย่อมถูกต้อง ฉะนี้แล ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า ‘เหล่าสัตว์เป็นทายาทแห่งกรรม, กรรมนี้เรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว (๓)
ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน ดูก่อนปุณณะ บรรดากรรม ๓ ประการนั้น เจตนาเพื่อละกรรมดำ มีวิบากดำนั้นเสียก็ดี เจตนาเพื่อละกรรมขาว มีวิบากขาว นั้นเสียก็ดี เจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาวนั้นเสียก็ดี กรรมนี้เรียกว่า กรรม ไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (๔)
ดูก่อนปุณณะ กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้คนอื่นรู้ตามด้วย”
ปุณณโกลิยบุตรแสดงตนเป็นอุบาสก
{๘๙} [๘๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้ มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
เสนิยอเจละขอบรรพชาอุปสมบท
เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก
พระพุทธเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้, ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด”“ดูก่อนเสนิยะ ผู้ที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์มาก่อนประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือนแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้เต็มใจจึงจะให้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุ ก็แต่ว่าเราทราบความแตกต่างของบุคคลในข้อนี้”
{๙๐} “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้ที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์มาก่อนประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือนแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้เต็มใจจึงจะให้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์ก็จักอยู่ปริวาส ๔ ปี ต่อล่วง ๔ ปีแล้ว ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึง ค่อยให้ข้าพระองค์บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุเถิด”เสนิยอเจละผู้ประพฤติกุกกุรวัตรได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ท่านเสนิยอเจละอุปสมบทแล้วไม่นานหลีกออกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด
- ๑ติตถิยปริวาส คือ วิธีอยู่กรรมหรือข้อบังคับ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสำหรับนักบวชนอก พระพุทธศาสนาที่หันมาเลื่อมใสในพระธรรมวินัยแล้วประสงค์จะขอบวชเป็นภิกษุ ให้ขอปริวาสต่อสงฆ์ แล้วดำรงตนอย่างสามเณรเป็นเวลา ๔ เดือน หรือสงฆ์พอใจ จึงจะขออุปสมบทเป็นภิกษุได้ (ที.สี.อ. ๒๙๙) ดูเรื่องภิกษุเคยเป็นอัญเดียรถียํในมหาขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (แปล) เล่ม ๔ ข้อ ๘๖-๘๗ หน้า ๑๕๕-๑๖๑
แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ได้รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ท่านเสนิยะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งใน จำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล
จบ กุกกุโรวาทสูตรที่ ๗
๘. อภัยราชกุมารสูตร
ว่าด้วยอภัยราชกุมาร
{๙๑} [๘๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระ ราชกุมารพระนามว่าอภัยเสด็จเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ทรงนมัสการนิครนถ์นาฏบุตรแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง{๙๒} นิครนถ์นาฏบุตรได้ทูลอภัยราชกุมารว่า “ไปเถิด ราชกุมาร เชิญพระองค์ทรงโต้วาทะต่อพระสมณโคดมเถิด เมื่อพระองค์ทรงโต้วาทะอย่างนี้แล้ว ชื่อเสียงอันงามของพระองค์จักระบือไปว่า‘อภัยราชกุมารทรงโต้วาทะต่อพระสมณโคดมผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากอย่างนี้ได้”พระอภัยราชกุมารตรัสถามว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะโต้วาทะต่อพระสมณโคดมผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากได้อย่างไร”
นิครนถ์นาฏบุตรทูลว่า “ไปเถิด พระราชกุมาร เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จงทูลถามพระสมณโคดม
- ๑ดูความหมายที่เซิงอรรถในข้อ ๑๖ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๒-๒๓ ในเล่มนี้
จบ ๗. กุกกุโรวาทสูตร