arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๘. มหาสีหนาทสูตร เล่ม ๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๐–๒๗๔ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค มหาสีหนาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๙ หน้า ๓๓๒–๓๖๘

หน้า ๓๓๒

๘. มหาสีหนาทสูตร

ว่าด้วยการบันลืออย่างองอาจดุจพญาราชสีห์

เรื่องอเจลกัสสปะ

{๒๖๐} [๓๘๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กัณณกถลมฤคทายวัน อุชุญญานคร ครั้งนั้น อเจละชื่อว่ากัสสปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ‘พระสมณโคดมทรงตำหนิตบะทุกอย่าง ทรงคัดด้านกล่าวโทษบุคคลผู้ประพฤติตบะทั้งปวงว่าเป็นผู้มีอาชีวะเศร้า หมองโดยส่วนเดียว’ ท่านพระโคดม สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมทรงตำหนิตบะทุกอย่าง ทรงคัดค้านกล่าวโทษบุคคลผู้ประพฤติตบะทั้งปวงว่าเป็นผู้มีอาชีวะเศร้าหมองโดยส่วนเดียว’ ดังนี้ ชื่อว่า ได้กล่าวตามที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วแลหรือ ไม่กล่าวตู่ท่านพระโคดมด้วยคำอันไม่เป็นจริงบ้างหรือ กล่าวอ้างเหตุสมควรแก่เหตุหรือ และการกล่าวตามเหตุบางอย่างที่มีเหตุผลจะไม่มาถึงฐานะที่ควรจะติเตียนบ้างหรือ เพราะข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะกล่าวตู่ท่านพระโคดมเลย”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กัณณกถลมิคทายวัน เขตอภัยทานสถานอันร่มรื่นแห่งหนึ่งชื่อว่า กัณณกถละ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระนครอุชุญญา (ที.สี.อ. ๒๘๘)
  2. ๒อเจละ ผู้ไม่มีผ้า เป็นชื่อเรียกนักบวชชีเปลือยพวกหนึ่งในครั้งพุทธกาล (ที.สี.อ. ๒๘๘)
  3. ๓ตบะ ในความหมายของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา คือ การทรมานตนให้ลำบากด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น กินหญ้าหรือมูลโคเป็นอาหาร เป็นต้น อันถือว่าเป็นการย่างกิเลสในความหมายของพระพุทธศาสนา คือ ความเพียรเครื่องเผากิเลสหรือการบำเพ็ญเพียรเพื่อกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นโดยสัมมาปฏิบัติ (นัย ที.สี.อ. ๒๘๘)
หน้า ๓๓๓

[๓๘๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนกัสสปะ สมณพราหมณ์ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมทรงตำหนิตบะทุกอย่าง ทรงคัดค้าน กล่าวโทษบุคคลผู้ประพฤติตบะทั้งปวงว่าเป็นผู้มีอาชีวะเศร้าหมองโดยส่วนเดียว’ ดังนี้นั้น จะชื่อว่ากล่าวตามที่เรากล่าวไว้หามิได้ ทั้งจะชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริงไม่เป็นจริงก็หามิได้ ดูก่อนกัสสปะ เราเห็นบุคคลผู้ประพฤติตบะมีอาชีวะเศร้าหมองบางคนในโลกนี้หลังจากตายไปเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ก็มี เราเห็นบุคคลผู้ประพฤติตบะมีอาชีวะเศร้าหมองบางคนในโลกนี้หลังจากตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ก็มี[๓๘๓]

ดูก่อนกัสสปะ เราเห็นบุคคลผู้ประพฤติตบะบางคนในโลกนี้ อยู่เป็นทุกข์เพราะบุญน้อยหลังจากตายไปเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ก็มี เราเห็นบุคคลผู้ประพฤติตบะบางคนในโลกนี้อยู่เป็นทุกข์เพราะบุญน้อยหลังจากตายไปเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ก็มี เรารู้การมา การไป จุติ และอุบัติของบุคคลผู้ประพฤติตบะเหล่านี้ตามความ เป็นจริงอย่างนี้ ไฉนเราจักติตบะทุกอย่าง จักคัดค้านกล่าวโทษบุคคล ผู้ประพฤติตบะทั้งปวงว่าเป็นผู้มีอาชีวะเศร้าหมองโดยส่วนเดียวเล่า{๒๖๑} [๓๘๔] ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นบัณฑิต

มีปัญญา ละเอียด ชำนาญการโต้วาทะ เป็นดุจพรานธนู พวกเขาดูเหมือนจะเที่ยวทำลายทิฏฐิด้วยปัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้นตรงกับเราในเรื่อง างอย่าง ไม่ตรงกับเราในเรื่องบางอย่าง บางอย่างที่เขาว่าดี แม้เราก็ว่าดี บางอย่างที่เขาว่าไม่ดี แม้เราก็ว่าไม่ดี แต่บางอย่างที่เขาว่าดี เราว่าไม่ดี บางอย่างที่เขาว่าไม่ดี แต่เราว่าดี บางอย่างที่เราว่าดี แม้สมณพราหมณ์ พวกอื่นก็ว่าดี บางอย่างที่เราว่าไม่ดี แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็ว่าไม่ดี บางอย่างที่เราว่าดี แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นว่าไม่ดี บางอย่างที่เราว่าไม่ดี แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นว่าดี

หน้า ๓๓๔

ว่าด้วยการซักไซ้ไล่เลียงทดสอบ

[๓๘๕] ดูก่อนกัสสปะ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส เรื่องที่ทำให้พวกเรามีวัตรปฏิบัติไม่ตรงกันจงพักไว้ก่อน แต่ในเรื่องที่ตรงกัน วิญญูชนจงซักไซ้ไล่เลียงทดสอบพวกเรา เปรียบเทียบครูกับครู หรือเปรียบเทียบหมู่สาวกกับหมู่สาวกว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นอกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายอกุศล ที่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายมีโทษ ที่ไม่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ควรเสพ ที่ไม่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายดำ ก็จัดไว้ในฝ่ายดำ ใครประพฤติละธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน พระสมณโคดมหรือคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น’{๒๖๒} [๓๘๖] ดูก่อนกัสสปะก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

คือ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบไป จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นอกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายอกุศล ที่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายมีโทษ ที่ไม่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ควรเสพ ที่ไม่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายดำ ก็จัดไว้ในฝ่ายดำ พระสมณโคดมประพฤติละธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน ท่านคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่นละได้เป็นบางอย่าง’ ดูก่อนกัสสปะ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบในข้อนั้น ดังนี้ โดยมากจะพากันสรรเสริญพวกเราเท่านั้น{๒๖๓} [๓๘๗] ยังอีกข้อหนึ่ง กัสสปะ วิญญูชนจงซักไซ้ไล่เลียงทดสอบพวกเรา เปรียบเทียบครูกับครู หรือเปรียบเทียบหมู่สาวกกับหมู่สาวกว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายกุศล ที่ไม่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่มีโทษ ที่ไม่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ควรเสพ ที่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายที่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายขาว ก็จัดไว้ในฝ่ายขาว ใครสมาทานประพฤติธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน พระสมณโคดมหรือคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น’

หน้า ๓๓๕

[๓๘๘] ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบไป จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใด ที่เป็นกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายกุศล ที่ไม่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่มีโทษ ที่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายที่ควรเสพ ที่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายที่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายขาว ก็จัดไว้ในฝ่ายขาว พระสมณโคดมสมาทานประพฤติธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน ท่านคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่นประพฤติได้เป็นบางอย่าง’ ดูก่อนกัสสปะ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบในข้อนั้น ดังนี้ โดยมากจะพากันสรรเสริญพวกเราเท่านั้น{๒๖๔} [๓๘๙] ยังอีกข้อหนึ่ง กัสสปะ วิญญูชนจงซักไซ้ไล่เลียงทดสอบพวกเรา

เปรียบเทียบครูกับครู หรือเปรียบเทียบหมู่สาวกกับหมู่สาวกว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นอกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายอกุศล ที่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายมีโทษ ที่ไม่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ควรเสพ ที่ไม่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายดำ ก็จัดไว้ในฝ่ายดำ ใครประพฤติละธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน หมู่สาวกของพระโคดม หรือหมู่สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น’[๓๙๐] ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบไป จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นอกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายอกุศล ที่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายมีโทษ ที่ไม่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ควรเสพ ที่ไม่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่ประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายดำ ก็จัดไว้ในฝ่ายดำ หมู่สาวกของพระโคดมประพฤติ ละธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน หมู่สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่นละได้ เป็นบางอย่าง’ ดูก่อนกัสสปะ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบในข้อนั้น ดังนี้ โดยมากจะพากันสรรเสริญพวกเราเท่านั้น{๒๖๕} [๓๙๑] ยังอีกข้อหนึ่ง กัสสปะ วิญญูชนจงซักไซ้ไล่เลียงทดสอบพวกเรา เปรียบเทียบครูกับครู หรือเปรียบเทียบหมู่สาวกกับหมู่สาวกว่า ‘ธรรม

หน้า ๓๓๖

ของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายกุศล ที่ไม่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่มีโทษ ที่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายควรเสพ ที่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายขาว ก็จัดไว้ในฝ่ายขาว ใครสมาทานประพฤติธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน หมู่สาวกของพระโคดมหรือหมู่สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น’

[๓๙๒] ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบไป จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ธรรมของท่านพวกนี้ ส่วนใดที่เป็นกุศล ก็ให้จัดไว้ในฝ่ายกุศล ที่ไม่มีโทษ ก็จัดไว้ในฝ่ายไม่มีโทษ ที่ควรเสพ ก็จัดไว้ในฝ่ายควรเสพ ที่ประเสริฐ ก็จัดไว้ในฝ่ายประเสริฐ และที่เป็นธรรมฝ่ายขาว ก็จัดไว้ในฝ่ายขาว หมู่สาวกของพระโคดมสมาทาน ประพฤติธรรมเหล่านี้ได้ครบถ้วน หมู่สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น สมาทานประพฤติได้เป็นบางอย่าง’ ดูก่อนกัสสปะ วิญญูชนเมื่อซักไซ้ไล่เลียงทดสอบในข้อนั้นดังนี้ โดยมากจะพากันสรรเสริญพวกเราเท่านั้น

อริยมรรคมีองค์ ๘

[๓๙๓] ดูก่อนกัสสปะ มีหนทางมีข้อปฏิบัติ ที่บุคคลปฏิบัติตามแล้ว จักรู้เองเห็นเองว่า ‘พระสมณโคดมตรัสตามกาล ตรัสคำจริง ตรัสอิงอรรถ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย’

ดูก่อนกัสสปะ ก็หนทางเป็นไฉน ข้อปฏิบัติเป็นไฉน ที่บุคคลปฏิบัติตามแล้วจักรู้เองจักเห็นเองว่า ‘พระสมณโคดมตรัสตามกาล ตรัสคำจริง ตรัสอิงอรรถ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย’ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ การตั้งใจชอบ ๑

หน้า ๓๓๗

ดูก่อนกัสสปะ นี้แลคือหนทาง นี้แลคือข้อปฏิบัติ ที่บุคคลปฏิบัติตามแล้วจักรู้เองเห็นเองว่า ‘พระสมณโคดมตรัสตามกาล ตรัสคำจริง ตรัสอิงอรรถ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย”

ว่าด้วยการบำเพ็ญตบะแบบต่าง ๆ

{๒๖๖} [๓๙๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูลว่า “ท่านพระโคดม การบำเพ็ญตบะเหล่านี้สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือกันว่าเป็นสามัญญคุณและเป็นพรหมัญญคุณ คือ เป็นอเจลก ขาดมารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สามัญญคุณและพรหมัญญคุณ ในที่นี้ สามัญญคุณ หมายถึงสมณกรรม หน้าที่ที่สมณะต้องทำ ได้แก่ การบำเพ็ญตบะอันจะทำให้ความเป็นสมณะสมบูรณ์ตามความเข้าใจของนักบวชนอก พระพุทธศาสนา พรหมัญญคุณ หมายถึงพราหมณกรรม หน้าที่ที่พราหมณ์ต้องทำ ได้แก่ ข้อปฏิบัติอันจะทำให้ความเป็นพราหมณ์สมบูรณ์ตามความเข้าใจของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๙๒)
  2. ๒ขาดมารยาท คือ ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือยืนบริโภคอาหาร ไม่มีมารยาทอย่างคนปกติ (ที.สี.อ. ๒๙๒)
หน้า ๓๓๘

๒ใบบ้าง ๗ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง”

[๓๙๕] ท่านพระโคดม การบำเพ็ญตบะเหล่านี้สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือกันว่าเป็นสามัญญคุณและเป็นพรหมัญญคุณ คือ มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็น อาหารบ้าง มียางเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ

[๓๙๖] การบำเพ็ญตบะเหล่านี้สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือกันว่าเป็นสามัญญคุณและเป็นพรหมัญญคุณ คือ นุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกัน บ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพล ทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขน ปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือเดินกระหย่งเหยียบ พื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือนอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง นอนบนแผ่นกระดานบ้าง นอนบนเนินดินบ้าง นอนตะแคงข้างเดียวบ้าง เอาฝุ่นคลุกตัวบ้าง อยู่กลางแจ้งบ้าง นั่งบนอาสนะตามที่ปูลาดไว้บ้าง บริโภคคูถ คือขวนขวายแต่การบริโภคมูตรคูถบ้าง ไม่ดื่มนํ้าเย็น คือขวนขวาย แต่การไม่ดื่มนํ้าเย็นบ้าง อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง คือขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผ้าแกมกัน หมายถึงผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่นำมาผสมกัน (ที.สี.อ. ๒๙๔)
หน้า ๓๓๙

ว่าด้วยการบำพ็ญตบะที่ไร้ประโยชน์

{๒๖๗} [๓๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์นั้นจะเป็นอเจลก ขาดมารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้

ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายบริโภคแต่ อาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง สีลสัมปทา จิตตสัมปทา หรือปัญญาสัมปทานี้ก็ยังไม่เป็นอันสมณพราหมณ์นั้นอบรมแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ที่แท้เขายังห่างจากสามัญญคุณและพรหมัญญคุณ ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ มีความเพียบพร้อมด้วยจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล จิตตสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยจิต คือ มีความเพียบพร้อมด้วยสมาธิในรูปาวจรฌาน ๔ ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ มีความเพียบพร้อมด้วยปัญญาคือวิชชา ๘
  2. ๒เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ดูเชิงอรรถ ๕ ข้อ ๓๗๓ หน้า ๒๘๔ ของเล่มนี้
หน้า ๓๔๐

ดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์นั้นจะมีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มียางเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ สีลสัมปทา จิตตสัมปทา หรือปัญญาสัมปทานี้ก็ยังไม่เป็นอัน สมณพราหมณ์นั้นอบรมแล้วทำให้แจ้งแล้ว ที่แท้เขายังห่างจากสามัญญคุณ และพรหมัญญคุณ ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้างดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์นั้นจะนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้า คากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่ง ห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือ เดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือนอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง นอนบนแผ่นกระดานบ้าง นอนบนเนินดินบ้าง นอนตะแคงข้างเดียวบ้าง เอาฝุ่นคลุกตัวบ้าง อยู่กลางแจ้งบ้าง นั่งบนอาสนะตามที่ปูลาดไว้บ้าง บริโภคคูถ คือขวนขวายแต่การบริโภคมูตรคูถบ้าง ไม่ดื่มนํ้าเย็น คือขวนขวายแต่การไม่ดื่มน้ำเย็นบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง สีลสัมปทา จิตตสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา นี้ก็ยังไม่เป็นอันสมณพราหมณ์นั้นอบรมแล้วทำให้แจ้งแล้ว ที่แท้เขายังห่าง

หน้า ๓๔๑

จากสามัญญคุณและพรหมัญญคุณ ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะ มิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง”

{๒๖๘} [๓๙๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูลว่า “ท่านพระโคดม สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ ข้อนี้เป็นปกติในโลก คือ ที่ว่าสามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก ดูก่อนกัสสปะ ถ้าหากว่าสมณพราหมณ์เป็นอเจลก ขาดมารยาท ... เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง และสามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยากด้วยการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก’ ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสีก็อาจทำสามัญญคุณและพรหมัญญคุณนี้ได้ ด้วยกล่าวว่า ‘เอาเถอะ แม้เราก็จักเป็นอเจลกขาดมรรยาท

... เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้างได้’ดูก่อนกัสสปะ แต่เพราะสามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจากการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง

หน้า ๓๔๒

ดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง ... มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ และสามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยากด้วยการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณ ก็ทำได้ยาก’ ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุด แม้นางกุมภทาสีก็อาจทำสามัญญคุณและพรหมัญญคุณนี้ได้ ด้วยกล่าวว่า ‘เอาเถอะ แม้เราก็จักมีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง ... มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพได้’ดูก่อนกัสสปะ

แต่เพราะสามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจาก การบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมมัญญคุณก็ทำได้ยาก’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะภิกษุเจริญ เมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้างดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์นุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง ... อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง และ สามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยากด้วยการ ปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก’ ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสี ก็อาจทำสามัญญคุณและพรหมัญญคุณนี้ได้ ด้วยกล่าวว่า ‘เอาเถอะ แม้เราก็จักนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง ... อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้างได้’

หน้า ๓๔๓

ดูก่อนกัสสปะ แต่เพราะสามัญญคุณหรือพรหมัญญคุณเป็นกิจที่ทำได้ยาก ทำได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจาก การบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สามัญญคุณทำได้ยาก พรหมัญญคุณก็ทำได้ยาก’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง”

{๒๖๙} [๓๙๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูลว่า “ท่านพระโคดม สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ ข้อนี้เป็นปกติในโลก คือ ที่ว่าสมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ ดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์เป็นอเจลก ขาดมารยาท ... เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง และสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้ และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’ ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสีก็อาจ ที่จะรู้สมณะหรือพราหมณ์นี้ได้ว่า ‘แม้ผู้นี้ก็เป็นอเจลก ขาดมารยาท … เป็นผู้ขวนขวายแต่บริโภคอาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้าง’ดูก่อนกัสสปะ แต่เพราะสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ที่รู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจากการ บำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้

หน้า ๓๔๔

แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง

ดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง ... มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ และสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’ ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสีก็อาจที่จะรู้สมณะหรือพราหมณ์นี้ได้ว่า ‘แม้ผู้นี้ก็เป็นสมณพราหมณ์ผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง ... มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร

บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ’ดูก่อนกัสสปะ แต่เพราะสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ที่รู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจากการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้างดูก่อนกัสสปะ แม้หากว่าสมณพราหมณ์นุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้า แกมกันบ้าง ... อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือขวนขวายแต่การลงแช่นํ้าบ้าง และสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติเพียงเล็ก น้อยนี้และด้วยการบำเพ็ญตบะเพียงแค่นี้แล้วไซร้ ก็ไม่ควรที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’

หน้า ๓๔๕

ดังนี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสีก็อาจที่จะรู้สมณะหรือพราหมณ์นี้ได้ว่า ‘แม้ผู้นี้ก็เป็นสมณ พราหมณ์ ผู้นุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง ... อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง’

ดูก่อนกัสสปะ แต่เพราะสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้ที่รู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก ด้วยต้องเว้นจากการปฏิบัติเพียงเล็กน้อยนี้และเว้นจากการบำเพ็ญ ตบะเพียงแค่นี้ ฉะนั้นการที่จะกล่าวว่า ‘สมณะเป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้ พราหมณ์ก็เป็นผู้ยากที่ใคร ๆ จะรู้ได้’ จึงสมควร ดูก่อนกัสสปะ เพราะ ภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่าสมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง”

ว่าด้วยสีลสัมปทาเป็นต้น

{๒๗๐} [๔๐๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูลว่า “ท่านพระโคดม ก็สีลสัมปทา จิตตสัมปทา และปัญญาสัมปทานั้นเป็นไฉน”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนกัสสปะ *ตถาคตอุบัติมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ตถาคตนั้นทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ข้อความตั้งแต่นี้จนจบข้อ ๔๐๑ มีเนื้อหาเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๑๙๐-๒๔๙ หน้า ๙๓-๑๒๑ ของเล่มนี้ พึงดูเชิงอรรถเฉพาะคำในสามัญญผลสูตรนั้น
  2. ๑ดูดวามหมายของพระพุทธคุณ ๙ บทในสามัญญผลสูตร (เชิงอรรถ) ข้อ ๑๕๗ หน้า ๗๓-๗๕ ในเล่มนี้
หน้า ๓๔๖

ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน

คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในตถาคต เพราะได้ศรัทธาเขาย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต’สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต

เมื่อบวชแล้วเขาสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ

*จุลศีล

[๔๐๑] ดูก่อนกัสสปะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ในส่วนของเชิงอรรถเฉพาะคำ พึงดูพรหมชาลสูตร ข้อ ๗-๒๗ หน้า ๔-๑๕ ของเล่มนี้
หน้า ๓๔๗

๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่

๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน

๔. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก

๕. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลินต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ

๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ตามกาลอันควร

๘. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม

๙. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล

หน้า ๓๔๘

๑๐. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล๑๑. เธอเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว

๑๒. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่

๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน

๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ

๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ

๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี

๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย

๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ

๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร

๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา

๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน

๒๒. เธอเว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร

๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย

๒๔. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เธอเว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง๒๖. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่

จบ จุลศีล

หน้า ๓๔๙

มัชฌิมศีล

๑. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้อีก คือ พืชเกิดจากเหง้า พืชเกิดจากลำต้น พืชเกิดจากผล พืชเกิดจากยอด เป็นห้าทั้งพืชเกิดจากเมล็ด แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๒. เธอเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้อีก คือ สะสมข้าว สะสมนํ้า สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องประทิน สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๓. เธอเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิทาน การเล่น ปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ประกวดนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยหมัด มวยปลํ้า การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๔. เธอเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา

หน้า ๓๕๐

เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็ก ๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็ก ๆ เล่นธนูเล็ก ๆ เล่นทายอักษร เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๕. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลวดลายเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสิงโตและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขนสองด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางรำได้ ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า

เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังเสือ เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนสองข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๖. เธอเว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภค โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประดับตบแต่งร่างกายอันเป็น ลักษณะแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบนํ้าหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กล้องยา ใช้ดาบ ใช้มีดสองคม ใช้ร่ม สวมรองเท้าอันสวยงาม ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้หางจามรี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้าปล่อยชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๗. เธอเว้นขาดจากดิรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบดิรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดคุยเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่อง

หน้า ๓๕๑

กองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๘. เธอเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ คือ ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้าซิรู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าซิปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาบัดนี้ผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิด วาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย หรือมิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๙. เธอเว้นขาดจากการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสาร เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสารเห็นปานนี้ คือ รับสื่อสารให้พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า ‘ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่าน จงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๑๐. เธอเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

จบ มัชฌิมศีล

หน้า ๓๕๒

มหาศีล

๑. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมนํ้ามันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต วิชาหมอดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชาปลุกเสก วิชาหมอผี วิชาลงเลขยันต์ คุ้มกันบ้านเรือน วิชาหมองู วิชาหมอยาพิษ

วิชาหมอแมงป่อง วิชารักษาแผลหนูกัด วิชาทำนายเสียงนก วิชาทำนายเสียงกา เป็นหมอทำนายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทำนายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๒. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายลักษณะ แก้วมณี ลักษณะไม้พลอง ลักษณะผ้า ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะกุมาร ลักษณะกุมารี ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโค ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ่น ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๓. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพ

หน้า ๓๕๓

ว่า ‘พระราชาจักเสด็จออก พระราชาจักไม่เสด็จออก พระราชาภายในพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกพระนครจักถอย พระราชาภายนอกพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในพระนครจักถอย พระราชาภายในพระนครจักมีชัย พระราชาภายนอกพระนครจักปราชัย พระราชาภายนอกพระนครจักมีชัย พระราชาภายในพระนครจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๔. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น จักตก จักมัวหมอง จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๕. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมี

หน้า ๓๕๔

ฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภักษาหาได้ง่าย จักมีภักษาหาได้ยาก จักมีความร่มเย็น จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้’ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา จับยาม แต่งคำทำนาย และโลกายตศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

๖. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ทำให้ลิ้นแข็ง ทำให้คางแข็ง ทำให้มือสั่น ทำให้หูไม่ได้ยินเสียง เป็นหมอดูทางกระจกวิเศษ ใช้หญิงสาวเป็นร่างทรง ใช้หญิงประจำเทวาลัยเป็นร่างทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๗.

เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นนํ้ามนต์ รดนํ้ามนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้โรคลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้โรคลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงนํ้ามันหยอดหู ปรุงยาหยอดตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาเย็น ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยาชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

จบ มหาศีล

ดูก่อนกัสสปะภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหน ๆ คือ จากสีลสังวร เปรียบเหมือนพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษก

หน้า ๓๕๕

กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ คือ จากราชศัตรู ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหนๆ จากสีลสังวรนั้น ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอริยสีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน ดูก่อนกัสสปะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

ดูก่อนกัสสปะ นี้แลคือสีลสัมปทานั้น”

อินทรียสังวร

“ดูก่อนกัสสปะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย

ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวมๆ ไม่แยกถือเป็นส่วนๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยก ถือเป็นส่วนๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูก่อนกัสสปะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย”

สติสัมปชัญญะ

“ดูก่อนกัสสปะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

หน้า ๓๕๖

ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูก่อนกัสสปะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ”

สันโดษ

“ดูก่อนกัสสปะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ

ดูก่อนกัสสปะภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนกัสสปะ สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหนก็มีภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนกัสสปะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ”

ละนิวรณ์

“ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษเช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

หน้า ๓๕๗

ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจ กุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้”

อุปมานิวรณ์ ๕

“ดูก่อนกัสสปะ เปรียบเหมือนคนกู้หนี้มาประกอบการงานจนการงานของเขาสำเร็จผล เขาก็จะใช้หนี้เก่าที่เป็นต้น ทุนเดิมจนหมด และก็ยังจะมีกำไรเหลือเก็บไว้สำหรับเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาจะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเรากู้หนี้มาประกอบการงาน บัดนี้การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมหมดสิ้นแล้ว และยังมีกำไรเหลือเก็บไว้สำหรับเลี้ยงบุตรภรรยาอีก’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัสซึ่งมีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใดดูก่อนกัสสปะ เปรียบเหมือนคนป่วยเป็นไข้หนักได้รับความลำบาก บริโภคอาหารไม่ได้ และร่างกายไม่มีกำลัง สมัยต่อมาเขาหายป่วย บริโภคอาหารได้ และร่างกายกลับมีกำลังขึ้น เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราป่วยเป็นไข้หนักได้รับความลำบาก บริโภคอาหารไม่ได้ และร่างกายไม่มีกำลัง บัดนี้เราหายป่วยแล้ว บริโภคอาหารได้ และร่างกายกลับมีกำลัง’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัสซึ่งมีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใดดูก่อนกัสสปะ เปรียบเหมือนคนต้องโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมาเขาพ้นโทษออกจากเรือนจำนั้นมาโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสีย

หน้า ๓๕๘

ค่าใช้จ่ายใดๆ เลย เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราต้องโทษถูกคุมขังอยู่ ในเรือนจำ บัดนี้เราพ้นโทษออกจากเรือนจำนั้นมาโดยสวัสดีไม่มีภัย และ เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความ โสมนัสซึ่งมีการพ้นออกจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด

ดูก่อนกัสสปะเปรียบเหมือนคนที่ตกเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมาเขาพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัสซึ่งมีความเป็นไทแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใดดูก่อนกัสสปะเปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดารที่หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า

สมัยต่อมาเขาข้ามพ้นทางกันดารนั้นมาได้ ลุถึงละแวกหมู่บ้านอันร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดี เขาก็จะคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเรามีทรัพย์มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดารที่หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นมาได้ ลุถึงละแวกหมู่บ้านอันร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว’ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสซึ่งมีการลุถึงภูมิสถานอันร่มเย็นนั้นเป็นเหตุ ฉันใดฉันนั้นเหมือนกัน กัสสปะ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ เหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร

และเธอย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตนเหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความโม่มีโรค เหมือนการพ้นโทษออกจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันร่มเย็น

หน้า ๓๕๙

เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

ฌาน ๔

ภิกษุนั้นสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นจิตตสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นจิตตสัมปทา

ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุนั้นบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นจิตตสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นจิตตสัมปทา

ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุนั้นมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นจิตตสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นจิตตสัมปทา

ดูก่อนกัสสปะภิกษุนั้นบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นจิตตสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นจิตตสัมปทา

หน้า ๓๖๐

วิชชา ๘

๑. วิปัสสนาญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้แลมีรูปร่างประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้’ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๒. มโนมยิทธิญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือเนรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๓. อิทธิวิธญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น ดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนนํ้าไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดิน

หน้า ๓๖๑

ก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๔. ทิพพโสตธาตุญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และ เสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๕. เจโตปริยญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิต

หน้า ๓๖๒

ไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึง ได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๗. ทิพพจักขุญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม

หน้า ๓๖๓

จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วย อำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

๘. อาสวักขยญาณ

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’

ดูก่อนกัสสปะ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง ดูก่อนกัสสปะ นี้แลเป็นปัญญาสัมปทา

หน้า ๓๖๔

ดูก่อนกัสสปะ สีลสัมปทา จิตตสัมปทา ปัญญาสัมปทาข้ออื่นที่ยอดเยี่ยมกว่าหรือประณีตกว่าสีลสัมปทา จิตตสัมปทา ปัญญาสัมปทานี้ไม่มีอีกแล้ว”

ทรงบันลือสีหนาท

{๒๗๑} [๔๐๒] “ดูก่อนสัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดถึงเรื่องศีล พวกเขาสรรเสริญศีลไว้โดยอเนกปริยาย ศีลอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีเท่าไร ผู้ที่เสมอกับเราในศีลอันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น เรายังไม่เห็นเลย จะไปมีผู้ที่ยิ่งกว่าเราที่ไหนกันเล่า อันที่จริง เราเท่านั้นเป็นผู้ยิ่งในศีลอันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น คือ อธิศีล

ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดถึงการรังเกียจกิเลสด้วยตบะ พวกเขาสรรเสริญการรังเกียจกิเลสด้วยตบะไว้โดยเอนกปริยาย การรังเกียจกิเลสด้วยตบะอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีเท่าไร ผู้ที่เสมอกับเราในตบะ ที่เป็นเครื่องกีดกันกิเลสได้อันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น เรายังไม่เห็นเลย จะไปมีผู้ที่ยิ่งกว่าเราที่ไหนกันเล่า อันที่จริง เราเท่านั้นเป็นผู้ยิ่งในตบะที่เป็นเครื่องกีดกันกิเลสได้อันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น คือ อธิเชคุจฉะดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดถึงเรื่องปัญญา พวกเขาสรรเสริญปัญญาไว้โดยอเนกปริยาย ปัญญาอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีเท่าไร ผู้ที่เสมอกับเราในปัญญาอันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น เรายังไม่เห็นเลย จะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทรงบันลือสีหนาท หมายถึงพระวาจาที่ทรงเปล่งด้วยท่าทีองอาจดุจพญาราชสีห์ ไม่ทรงเคอะเขิน สะทกสะท้านหวั่นเกรงผู้ใด เพราะทรงมั่นพระทัยในศีล ตบะ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยมของพระองค์ (นัย ที.สี.อ. ๒๙๖)
  2. ๒อธิศีล ศีลยอดเยี่ยมระดับสูงสุด หมายถึงศีลที่ประกอบด้วยโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (ที.สี.อ. ๒๙๖)
  3. ๓อธิเชคุจฉะ การรังเกียจกิเลสด้วยตบะอย่างยอดเยี่ยม หมายถึงความเพียรในวิปัสสนา เพื่อกำจัดกิเลส ซึ่งประกอบด้วยโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (ที.สี.อ. ๒๙๖)
หน้า ๓๖๕

ไปมีผู้ที่ยิ่งกว่าเราที่ไหนกันเล่า อันที่จริง เราเท่านั้นเป็นผู้ยิ่งในปัญญาอันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น คือ อธิปัญญา

ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งพูดพึงเรื่องวิมุตติ พวกเขาสรรเสริญวิมุตติไว้โดยอเนกปริยาย วิมุตติอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีประมาณเท่าไร ผู้ที่เสมอกับเราในวิมุตติอันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น เรายังไม่เห็นเลย จะไปมีผู้ที่ยิ่งกว่าเราที่ไหนกันเล่า อันที่จริง เราเท่านั้นเป็นผู้ยิ่งในวิมุตติ อันประเสริฐยอดเยี่ยมนั้น คือ อธิวิมุตติ{๒๗๒} [๔๐๓] ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ คือ ข้อที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมบันลือสีหนาท แต่ก็บันลือสีหนาทนั้นในเรือนว่าง ไม่ใช่บันลือในบริษัท’ ท่านพึงบอกพวกนั้นว่า ‘พวกท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ พระสมณโคดมบันลือสีหนาท

และบันลือในบริษัท มิใช่บันลือในเรือนว่าง ท่านพึงบอกอย่างนี้’ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ คือ ข้อที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และบันลือในบริษัท แต่มิใช่บันลืออย่างองอาจ’ ท่านพึงบอกพวกนั้นว่า ‘พวกท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และบันลือในบริษัท ทั้งบันลืออย่างองอาจ ท่านพึงบอกอย่างนี้’ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ คือ ข้อที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และบันลือในบริษัททั้งบันลืออย่างองอาจ แต่เทวดาและมนุษย์มิได้ถามปัญหาเธอ ถึงถาม

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อธิปัญญา ปัญญาอันยอดเยี่ยมระดับสูงสุด หมายถึงกัมมัสสกตาปัญญาและวิปัสสนาปัญญา ที่ประกอบด้วยโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (ที.สี.อ. ๒๙๖)
  2. ๒อธิวิมุตติ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่ยอดเยี่ยมระดับสูงสุด ได้แก่ สมุจเฉทวิมุตติ (ความหลุดจาก กิเลสด้วยการตัดได้เด็ดขาด) ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ (ความหลุดพ้นจากกิเลสด้วยการระงับได้เด็ดขาด) และนิสสรณวิมุตติ (ความหลุดพ้นจากกิเลสด้วยการสลัดออกได้เด็ดขาด) (ที.สี.อ. ๒๙๖)
  3. ๓อัญเดียรถีย์ปริพาชก หมายถึงนักบวชในลัทธิต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา
หน้า ๓๖๖

เธอก็ตอบไม่ได้ ถึงจะตอบได้ ก็ทำให้เขายินดีไม่ได้ ถึงให้ยินดีได้ เขาก็ไม่สนใจจะฟัง ถึงฟัง ก็ไม่เลื่อมใส ถึงเลื่อมใส ก็ไม่แสดงออก ถึงแสดงออกก็ไม่ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ถึงปฏิบัติ ก็ไม่ชื่นชม’ ท่านพึงบอกพวกนั้นว่า ‘พวกท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ พระสมณโคดมบันลือสีหนาทและบันลือในบริษัท ทั้งบันลืออย่างองอาจ เทวดาและมนุษย์ย่อมถามปัญหาพระองค์ พระองค์ถูกถามปัญหาแล้ว ก็ตอบเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นได้ ทำให้เขายินดีได้ ทั้งสนใจที่จะฟัง ครั้นฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใส ครั้นเลื่อมใสแล้ว ย่อมแสดงออก ย่อมปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น และปฏิบัติ แล้วย่อมชื่นชมยินดี’ ท่านพึงบอกอย่างนี้”

ว่าด้วยติตถิยปริวาส

{๒๗๓} [๔๐๔] “ดูก่อนกัสสปะ ครั้งหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ของท่านคนหนึ่งในพระนครราชคฤห์นั้น ชื่อนิโครธปริพาชก ได้ถามปัญหาเราในเรื่องตบะอันเป็นเครื่องกีดกันกิเลสได้อย่างยิ่ง เราถูกถามก็ได้ตอบเขาไป เมื่อเราตอบไปแล้ว เขาปลื้มใจเหลือเกิน”

อเจลกัสสปะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าฟังธรรมของพระองค์แล้วจะไม่ปลื้มใจอย่างเหลือเกิน แม้ข้าพระองค์ฟังธรรมของพระองค์แล้วก็ยังปลื้มใจอย่างเหลือล้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ไพเราะยิ่งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ติตถิยปริวาส คือวิธีอยู่กรรมหรือข้อบังคับที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสำหรับนักบวชนอก พระพุทธศาสนาที่หันมาเลื่อมใสในพระธรรมวินัยแล้วประสงค์จะขอบวชเป็นภิกษุ ให้ขอ ปริวาสต่อสงฆ์ แล้วดำรงตนอย่างสามเณรเป็นเวลา ๔ เดือน หรือสงฆ์พอใจ จึงจะขออุปสมบท เป็นภิกษุได้ (ที.สี.อ. ๒๙๙) ดูเรื่องภิกษุเคยเป็นอัญเดียรถีย์ในมหาขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (แปล) เล่ม ๔ ข้อ ๘๖-๘๗ หน้า ๑๕๕-๑๖๑
หน้า ๓๖๗

เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระองค์ด้วยเถิด”

{๒๗๔} [๔๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ ผู้ที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์มา ต้องการบรรพชาต้องการอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือนไป ภิกษุทั้งหลายผู้เต็มใจจึงจะให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ ก็แต่ว่าในเรื่องนี้ เรารู้ความแตกต่างกันแห่งบุคคล”

อเจลกัสสปะทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ มาต้องการบรรพชาต้องการอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน ต่อล่วง ๔ เดือนไป ภิกษุทั้งหลายผู้เต็มใจจึงจะให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักขออยู่ปริวาส ๔ ปี ต่อล่วง ๔ ปีไป ภิกษุทั้งหลายผู้เต็มใจจงให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุด้วย”

อเจลกัสสปะได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ท่านกัสสปะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียรมีจิตมุ่งพระนิพพาน ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ก็ท่านกัสสปะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล

จบ มหาสีหนาทสูตรที่ ๘

หน้า ๓๖๘

๙. โปฏฐปาทสูตร

ว่าด้วยปัญหาที่โปฏฐปาทปริพาชกทูลถาม

เรื่องโปฏฐปาทปริพาชก

{๒๗๕} [๔๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้น โปฏฐปาทปริพาชกพร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ประมาณ ๓,๐๐๐ อาศัยอยู่ในสวนของพระนางมัลลิกาชื่อเอกสาลิกะ ซึ่งรายล้อมด้วยต้นมะพลับ อันเป็นสถานที่แสดงลัทธิกัน ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งเรียบร้อยแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี[๔๐๗] พระองค์ทรงพระดำริว่า “เราจะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีก่อนก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาโปฏฐปาทปริพาชกยังเอกสาลิกะ สวนของพระนางมัลลิกา ซึ่งรายล้อมด้วยต้นมะพลับ อันเป็นสถานที่แสดงลัทธิกันก่อนจะดีกว่า” จึงลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปยังสวนนั้นแล้ว

{๒๗๖} [๔๐๘] ก็สมัยนั้น โปฏฐปาทปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ซึ่งกำลังคุยกันถึงเรื่องดิรัจฉานกถาเป็นอันมากด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โปฏฐปาทปริพาชก เป็นนักบวชนุ่งห่มผ้า คือไม่เปลือยกาย เดิมเป็นพราหมณ์ฐานะดี ภายหลังเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตครองเรือนจึงบวชเป็นปริพาชก ต่อมาได้เป็นคณาจารย์ของพวกเดียรถีย์ (ที.สี.อ. ๓๐๑)
  2. ๒อันเป็นสถานที่แสดงลัทธิกัน หมายถึงสวนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พวกพราหมณ์มีชื่อเสียงเช่น จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ เป็นต้น รวมทั้งนักบวชในลัทธิต่าง ๆ เช่น นิครนถ์ อเจลก ปริพาชก เป็นต้น ต่างมาชุมนุมประลองวาทะแสดงหลักการแห่งลัทธิของตนเป็นประจำ (ที.สี.อ. ๓๐๑)

จบ ๘. มหาสีหนาทสูตร