พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๘. สักกปัญหสูตร เล่ม ๑๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๗–๒๗๒ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค สักกปัญหสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๓๑๒–๓๔๑
๘. สักกปัญหสูตร
ว่าด้วยท้าวสักกะทูลถามปัญหา
กล่าวถึงปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร
{๒๔๗} [๓๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขา เวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก แห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ
ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเกิดขวนขวายที่จะเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้า จึงได้ทรงดำริว่า “บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขาเวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ อัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ครั้นแล้ว ได้ตรัสเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขาเวทิยกะ ทาง เหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกแห่งพระนคร ราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ถ้ากระไร พวกเราควรจะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกัน” พวกเทพชั้นดาวดึงส์ทูลรับ เทวบัญชาท้าวสักกะจอมเทพแล้ว[๓๔๕] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกปัญจสิขคันธัพพ เทพบุตรมาตรัสว่า “ดูก่อนพ่อปัญจสิขะ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้
- ๑ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร เป็นเทพบุตรคนธรรพ์ได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าง ใกล้ชิด สามารถเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา ขอฟังพระธรรมเทศนาได้ทุกขณะที่ต้องการ ท้าว สักกะจอมเทพจึงตรัสชวนไปด้วยกันเพื่อจะให้ทูลขอพระวโรกาสกะพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถาม ปัญหาได้ด้วยดี (นัย ที.ม.อ. ๓๑๔) ดูเชิงอรรถ ๑ ข้อ ๒๙๓ หน้า ๒๖๘ ในเล่มนี้ประกอบ
ประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขาเวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ อัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ถ้ากระไร พวกเราควรจะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกัน” ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรทูลรับเทวบัญชา ท้าวสักกะจอมเทพแล้ว ถือเอาพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูมคอยตามเสด็จ ท้าวสักกะจอมเทพ[๓๔๖] ลำดับนั้นท้าวสักกะจอมเทพห้อมล้อมด้วยพวกเทพชั้นดาวดึงส์ มีปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรนำเสด็จ ได้อันตรธานไปในชั้นดาวดึงส์ มา ปรากฏพระองค์ที่ภูเขาเวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ
เหมือนบุรุษ ที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้นก็สมัยนั้น ภูเขาเวทิยกะและหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์สว่างไสว ยิ่งนักด้วยเทวานุภาพของเทพดาทั้งหลาย และได้ยินว่าพวกผู้คนในหมู่บ้าน โดยรอบพากันกล่าวอย่างนี้ว่า ‘วันนี้ภูเขาบรรพตถูกไฟติดเข้าแล้ว วันนี้ ภูเขาบรรพตถูกไฟไหม้เข้าแล้ว วันนี้ภูเขาบรรพตลุกโพลงแล้ว เพราะเหตุไร เล่า วันนี้ภูเขาเวทิยกะและหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์จึงสว่างไสวยิ่งนัก” ผู้คนเหล่านั้นพากันตกใจ ขนพองสยองเกล้า[๓๔๗] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพรับสั่งกะปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร ว่า “ดูก่อนพ่อปัญจสิขะ พระตถาคตทั้งหลายอันผู้เช่นเรายากที่จะเข้าเฝ้า ได้ ทรงเป็นผู้เพ่งฌาน ทรงยินดีในฌาน ในระหว่างนี้ทรงหลีกเร้นอยู่ ถ้ากระไร พ่อควรจะให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระทัยก่อน ต่อภายหลัง พวกเราจึงค่อยเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นผู้ทรงพอพระทัยแล้ว”ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรทูลรับเทวบัญชาท้าวสักกะจอมเทพแล้ว จึงถือเอาพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูมเข้าไปยังถํ้าอินทสาละ ครั้นแล้วประมาณดู
ว่า “เพียงเท่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะประทับอยู่ไม่ไกลไม่ใกล้เรานัก และ จักทรงได้ยินเสียงเรา” แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
คาถาเพลงขับของปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร
[๓๔๘] ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว ถือ พิณมีสีเหลืองดังผลมะตูมแล้วได้บรรเลงขึ้น และได้กล่าวคาถาเหล่านี้ อันเกี่ยวด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ และกามว่า
{๒๔๘} “แม่นางสุริยวัจฉสาเอย ข้าขอไหว้ท่านท้าวติมพรุ บิดาของแม่นาง โดยเหตุที่แม่นางเกิดมาทำความยินดีให้ เกิดแก่ข้า แม่นางผู้มีรัศมีกายเป็นที่รักของข้า ครุวนาดัง ลมเป็นที่ปรารถนาของผู้มีเหงื่อ ดังน้ำดื่มเป็นที่ปรารถนา ของผู้กระหาย ดังธรรมะเป็นที่รักของเหล่าพระ อรหันตเจ้า ดังเภสัชเป็นที่ปรารถนาของคนไข้ที่กระสับ กระส่าย และดังโภชนาหารเป็นที่ปรารถนาของผู้โหยหิว ฉะนั้น แม่นางภัททาเอย ขอแม่นางช่วยดับความรัก ของข้า เหมือนช่วยดับไฟที่ลุกโพลงอยู่ด้วยน้ำด้วยเถิด เมื่อไรหนอข้าจึงจะได้ซบระหว่างยุคลถันและอุทร ประเทศ ของแม่นาง เหมือนช้างสารที่ร้อนจัดในฤดูแล้ง ได้ลงสู่สระที่มีน้ำเย็น กอปรด้วยละอองเกสรบัวแล้วได้ รับความสุขแช่มชื่นฉะนั้นเล่า
- ๑สุริยวัจฉสา มีความหมายว่าผู้มีสรีระงามดุจสุริยายอแสง กล่าวคือมีรัศมีอ่อน ๆ เปล่งออก จากกายทุกส่วนตั้งแต่ปลายเท้าจรดปลายผมงดงามประดุจดวงอาทิตย์ยามทอแสง เป็นสร้อย นามเรียกเทพธิดานางหนึ่งซึ่งอยูในหมู่เทพคนธรรพ์ (นัย ที.ม.อ. ๓๑๖)
- ๒ความรัก ในที่นี้หมายถึงความเร่าร้อนเพราะไฟราคะ (ที.ม.อ. ๓๑๖)
- ๓ยุคลถัน คือท่ามกลางระหว่างถันทั้งสอง อุทรประเทศ คือส่วนหน้าท้อง (ที.ม.อ. ๓๑๖)
ข้ามึนเมาในแม่นางผู้มีช่วงขาอันสมบูรณ์ด้วยลักษณะ จนไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์ใด ๆ ปานประหนึ่งช้างสารที่ เหลือขอสำคัญตนว่าชนะขอสับและหอกซัดได้แล้ว จึง ไม่รู้สึกถึงการณ์อะไรฉะนั้นข้าติดใจในตัวแม่นางจนไม่อาจจะกลับใจที่แปรปรวน ไปแล้วได้ เหมือนปลาที่กลืนเบ็ดเข้าไปเสียแล้วฉะนั้น
แม่นางภัททาเอย ขอแม่นางผู้มีช่วงขาอันงดงามจง สวมกอดข้า แม่นางผู้มีนัยน์ตาชะมดชะม้อยเอย ขอแม่ นางจงสวมกอดข้า แม่นางผู้เลอโฉมเอย ขอแม่นาง จงโอบกอดข้า นี่คือสิ่งที่ข้าปรารถนาทุกวันมาความรักใคร่ของแม่นางผู้มีผมสลวยซึ่งมีต่อข้า ถึง จะเล็กน้อย ก็เกิดขึ้นมีอานุภาพมากนัก ประดุจทักษิณา ทานที่ถวายในพระอรหันตเจ้าฉะนั้น
แม่นางผู้งดงามทุกส่วนสัดเอย มีบุญใดที่ข้า ได้กระทำไว้ในพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ขอบุญนั้น จงอำนวยผลให้แก่ข้าพร้อมด้วยแม่นาง
มีบุญใดที่ข้าได้กระทำไว่ในปฐพีมณฑลนี้ ขอบุญนั้น จงอำนวยผลให้แก่ข้าพร้อมด้วยแม่นาง
แม่นางสุริยวัจฉสาเอยพระมนีศากยบุตรผู้ทรงเข้าฌาน อยู่โดดเดี่ยว ผู้ทรงมีพระปัญญา มีพระสติ ทรง แสวงหาอมตธรรมฉันใด ข้าก็แสวงหาแม่นางฉันนั้น
พระมุนีเจ้าทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงยินดีฉันใด ข้าได้อยู่ร่วมกับแม่นางแล้ว ก็จะพึงยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน แม่นางผู้เลอโฉมเอย
ผิว่าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์ จะพึงประทานพรให้แก่ข้า แม่นางภัททาเอย ข้าก็จะขอ เลือกแม่นาง ความรักของข้ามั่นคงอย่างนี้
แม่นางผู้มีปัญญาเอย ข้าขอน้อมไหว้บิดาของแม่นาง ผู้มีธิดาเช่นแม่นางผู้เป็นประดุจต้นสาละที่เผล็ดดอกได้ ไม่นานฉะนั้น”
{๒๔๙} [๓๔๙] เมื่อปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ตรัสกะปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรว่า “ดูก่อนปัญจสิขะ เสียงพิณ ของท่านกลมกลืนกับเสียงเพลงขับ และเสียงเพลงขับของท่านก็กลมกลืน กับเสียงพิณ ก็เสียงพิณของท่านไม่เกินเสียงเพลงขับ และเสียงเพลงขับ ไม่เกินเสียงพิณ ก็คาถาอันเกี่ยวด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ และกามเหล่านี้ท่านร้อยกรองไว้แต่เมื่อไร”
ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ร้อยกรองไว้เมื่อสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ใต้ต้น อชปาลนิโครธแทบฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ก็สมัยนั้น ข้าพระองค์ได้รักใคร่แม่นางภัททาสุริยวัจฉสาธิดาของท้าวติมพรุคันธัพพราช แต่นางไปรักใคร่ชายอื่นเสีย คือ ไปรักใคร่บุตรของมาตลีสังคาหกเทพนาม ว่าสิขัณฑิ เมื่อข้าพระองค์ไม่ได้นางนั้นโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงถือพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูมเข้าไปยังนิเวศน์ของท้าวติมพรุคันธัพพราช ครั้นแล้วได้บรรเลงพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูมและได้กล่าวคาถาเหล่านี้อันเกี่ยว ด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ และกามว่า‘แม่นางสุริยวัจฉสาเอยข้าขอไหว้ท่านท้าวติมพรุ บิดาของแม่นาง โดยเหตุที่แม่นางเกิดมาทำความยินดี ให้เกิดแก่ข้า
แม่นางผู้มีปัญญาเอย ข้าขอน้อมไหว้บิดาของแม่นาง ผู้มีธิดาเช่นแม่นาง ผู้เป็นประดุจต้นสาละที่เผล็ดดอก ได้ไม่นานฉะนั้น’
{๒๕๐} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว แม่นาง ภัททาสุริยวัจฉสาได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ข้ามิได้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นในที่เฉพาะพระพักตร์เลย เป็นแต่ข้า เคยได้ยินเมื่อเข้าไปฟ้อนในสุธัมมาสภาของทวยเทพชั้นดาวดึงส์เท่านั้น เมื่อ ท่านสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้แล้ว วันนี้จงมาร่วม สมาคมกับพวกเราเถิด’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ได้ร่วมสมาคม กับนางนั้น หลังจากนั้นข้าพระองค์ก็มิได้พูด”
ท้าวสักกะเข้าเฝ้าพระพุทธเข้า
[๓๕๐] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงดำริว่า “ปัญจสิข คันธัพพเทพบุตรได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงปราศรัยกับปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร” จึงตรัสเรียกปัญจสิขคันธัพพ เทพบุตรมาตรัสว่า “พ่อปัญจสิขะ พ่อจงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าวสักกะจอมเทพพร้อม ด้วยอำมาตย์และบริษัทขอถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า”ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรทูลรับเทวบัญชาท้าวสักกะจอมเทพแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยอำมาตย์และบริษัทขอถวายบังคมพระบาท พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนปัญจสิขะ ท้าวสักกะจอมเทพ พร้อมด้วยอำมาตย์และบริษัทจงมีความสุขอย่างนั้นเถิด เพราะว่าพวกเทพ
มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และเหล่าสัตว์ผู้มีกายหยาบล้วนปรารถนา ความสุขทั้งสิ้น”
{๒๕๑} [๓๕๑] ก็พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสรับรองเหล่าเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่เห็น ปานนั้นอย่างนี้แล ท้าวสักกะจอมเทพผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับรอง แล้ว เสด็จเข้าไปยังถํ้าอินทสาละของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แม้เหล่า เทพชั้นดาวดึงส์ก็เข้าไปยังถํ้าอินทสาละ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ถึงปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรก็เข้าไปยัง ถํ้าอินทสาละ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง สมัยนั้น ถํ้าอินทสาละซึ่งมีพื้นไม่สม่ำเสมอก็สม่ำเสมอ ซึ่ง คับแคบ ก็กว้างขวางขึ้น ความมืดในถํ้าได้หายไป ความสว่างเกิดขึ้นแทน ด้วยเทวานุภาพของเหล่าเทพทั้งหลาย{๒๕๒} [๓๕๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพว่า “การที่มหาบพิตรผู้มีกิจมากมีกรณียะมากเสด็จมาในที่นี้ได้เป็นเรื่องน่า อัศจรรย์ของท่านท้าวโกสีย์ นี้เป็นเรื่องน่าแปลกใจของท่านท้าวโกสีย์”
ท้าวสักกะจอมเทพกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ประสงค์จะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่นั้นมาแล้ว แต่มัวสาละวนด้วย กรณียกิจบางอย่างของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ จึงไม่สามารถมาเฝ้าเยี่ยมพระ ผู้มีพระภาคเจ้าได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ สลฬาคาร ในพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไปยัง พระนครสาวัตถีเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่สมัยนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ด้วยสมาธิบางอย่าง นางปริจาริกาของท้าวเวสวัณ มหาราชนามว่าภุชคี เป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า นางยืนประนมมือ นมัสการอยู่ ข้าพระองค์ได้กล่าวกะนางภุชคีว่า ‘ดูก่อนน้องหญิง ขอท่าน จงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำขอของเราว่าท้าวสักกะจอมเทพ
พร้อมด้วยอำมาตย์และบริษัทขอถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว นางภุชคีได้ตอบ ข้าพระองค์ว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ มิใช่เวลาที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่’ ข้าพระองค์จึงสั่งไว้ว่า ‘ดูก่อน น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธิแล้ว ขอให้ท่านจงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามคำของเราด้วยว่า ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยอำมาตย์และบริษัทขอถวายอภิวาทพระยุคล บาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้องหญิง นั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำขอของข้าพระองค์แล้วหรือ พระ ผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงระลึกถึงคำของน้องหญิงนั้นได้อยู่หรือ”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ น้องหญิงนั้น ได้ไหว้ตถาคตแล้ว ตถาคตระลึกถึงคำของน้องหญิงนั้นได้ และตถาคตออก จากสมาธิเพราะเสียงล้อและดุมรถของพระองค์”
ท้าวสักกะจอมเทพกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทพเหล่าใด ที่เข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ก่อนพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ยินมาได้รับ มาต่อหน้าเทพเหล่านั้นว่า ‘เมื่อใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายเสด็จอุบัติในโลก เมื่อนั้นเหล่าทิพยกายย่อมบริบูรณ์ เหล่าอสุรกาย ย่อมเสื่อมไป’ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้เห็นเป็นพยานแล้วว่า ‘เมื่อพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก พวกทิพยกายย่อมบริบูรณ์ พวกอสุรกายย่อมเสื่อมไป’
เรื่องโคปกเทพบุตร
[๓๕๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระนครกบิลพัสดุ์นี้เองมีศากยธิดา นามว่าโคปิกา เป็นคนเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บำเพ็ญ ศีลบริบูรณ์ นางคลายจิตในความเป็นสตรี อบรมจิตในความเป็นบุรุษ
หลังจากตายแล้วเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความอยู่ร่วมกับพวกเทพ ชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นบุตรของข้าพระองค์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์นั้นรู้จัก เธออย่างนี้ว่า ‘โคปกเทพบุตร โคปกเทพบุตร’
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีภิกษุอื่น ๓ รูปประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี พระภาคเจ้า เข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นต่ำ คนธรรพ์เหล่านั้นเอิบอิ่ม เพียบพร้อม ถูกปรนเปรออยู่ด้วยเบญจกามคุณ มาสู่ที่ปรนนิบัติของข้าพระองค์ โคปก เทพบุตรได้ตักเตือนคนธรรพ์เหล่านั้นผู้มาสู่ที่ปรนนิบัติของข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านเอาหน้าไปไว้เสียที่ไหน ฟังธรรมของพระผู้ มีพระภาคเจ้านั้น เราเป็นแค่สตรี เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บำเพ็ญศีลบริบูรณ์ คลายจิตในความเป็นสตรี อบรมจิต ในความเป็นบุรุษ หลังจากตายแล้ว ยังได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความ อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นบุตรของท้าวสักกะจอมเทพ แม้ในที่นี้พวกเทพก็รู้จักเราว่า ‘โคปกเทพบุตร โคปกเทพบุตร’ ส่วนพวก ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้ากลับเข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นตํ่า พวกเราได้เห็นสหธรรมิกที่เข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นต่ำ นับว่าได้เห็นสภาวะที่ ไม่น่าดูแล้ว’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อคนธรรพ์พวกนั้นถูกโคปกเทพบุตร ตักเตือนแล้ว เทพบุตร ๒ องค์กลับได้สติในปัจจุบันแล้วได้กายอันเป็นชั้น พรหมปุโรหิต ส่วนเทพบุตรองค์หนึ่งคงตกอยู่ในกามภพ
คาถาสรุป
{๒๕๓} [๓๕๔] โคปกเทพบุตรกล่าวว่า
‘เราเป็นอุบาสิกา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระ จักษุ มีนามว่าโคปิกา เราเลื่อมใสยิ่งแล้วในพระพุทธเจ้า พระธรรม และมีจิตเลื่อมใส บำรุงพระสงฆ์
- ๑เอาหน้าไปไว้เสียที่ไหน ในที่นี้หมายถึง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ กลับไม่สนใจ ส่งใจไปที่อื่น มัวแลดูโน่นแลดูนี่ หรือหลับเสีย (ที.ม.อ. ๓๒๒)
เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแหละ เป็นธรรมดี เราจึงได้เป็นบุตรท้าวสักกะ มีอานุภาพมาก มีความรุ่งเรืองใหญ่หลวง เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ แม้ในที่นี้เหล่าเทพก็รู้จักเราว่า ‘โคปกเทพบุตร’
เราได้มาเห็นพวกภิกษุที่เป็นสาวกของพระโคดมซึ่ง เคยเห็นมาแล้ว ผู้ที่เราครั้งยังเป็นมนุษย์บำรุงด้วยข้าว ด้วยน้ำ สงเคราะห์ด้วยการล้างเท้า และทาเท้าให้ใน เรือนของตน มาเข้าถึงหมู่คนธรรพ์ อยู่ในหมู่คนธรรพ์ ทานพวกนี้เอาหน้าไปไว้เสียที่ไหน จึงไม่รับธรรม ของพระพุทธเจ้าก็ธรรมที่วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน อันพระพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระจักษุตรัสรู้มาแสดงไว้ดีแล้ว แม้เราก็เข้าไปหา พวกท่าน ได้ฟังสุภาษิตของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
เราได้เป็นบุตรท้าวสักกะ มีอานุภาพมาก มีความ รุ่งเรืองใหญ่หลวง เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ ส่วนพวก ท่านได้เข้าไปนั่งใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม ยังมาเข้าถึงกาย ชั้นตํ่า การอุบัติของพวกท่านไม่สมควรเราได้เห็นสหธรรมิกเข้าถึงกายชั้นตํ่า นับว่าได้เห็น สภาวะที่ไม่น่าดูแล้ว พวกท่านผู้เข้าถึงหมู่คนธรรพ์ ต้องมาสู่ที่ปรนนิบัติของพวกเทพ
ขอใท้ท่านดูความวิเศษอันนี้ของเราผู้อยู่ในเรือนเถิด เราเป็นสตรีแล้วมาเป็นเทพบุตรในวันนี้ เป็นผู้พร้อมพรั่ง ไปด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์’
คนธรรพ์พวกนั้นมาพบโคปกเทพบุตร ถูกโคปกเทพ บุตรผู้สาวกพระโคดมตักเตือนแล้ว ถึงความสลดใจว่า ‘เอาเถิด พวกเราจะพากเพียรพยายาม พวกเราจะไม่ เป็นคนใช้ของผู้อื่น’บรรดาคนธรรพ์ทั้งสามนั้น คนธรรพ์ ๒ คนระลึก ถึงคำสอนของพระโคดมแล้ว ปรารภความเพียร คลาย จิตในภพนี้ ได้เห็นโทษในกามแล้ว
ทั้งสองนั้นตัดกามสังโยชน์และเครื่องผูกคือกาม อันเป็นบ่วงของมารซึ่งยากที่จะล่วงไปได้ ล่วงเลย เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ได้ เพราะตัดเสียได้ซึ่งกามคุณอันมี อยู่ ประดุจช้างตัดบ่วงบาศได้ฉะนั้นเหล่าเทพพร้อมทั้งพระอินทร์ พร้อมทั้งท้าวปชาบดี ทั้งหมดเข้าไปในสุธัมมาสภาแล้ว เทพทั้งสองนั้นเป็นผู้ แกล้วกล้า ปราศจากราคะแล้ว บำเพ็ญวิรชธรรมอยู่ ได้ล่วงเลยเทพเหล่านั้นที่นั่งกันอยู่แล้วท้าววาสพผู้เป็นใหญ่ยิ่งของทวยเทพทรงเห็นเทพ เหล่านั้นในท่ามกลางหมู่เทพแล้ว ได้ทรงปลงสังเวชว่า ‘ก็เทพเหล่านี้เข้าถึงกายชั้นตํ่า มาบัดนี้กลับล่วงเลย เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ไปแล้ว’เมื่อท้าวสักกะเกิดสลดพระทัยเพราะทรงพิจารณา เทพเหล่านั้น โคปกเทพบุตรได้ทูลท้าววาสพว่า ‘พระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมชนในมนุษยโลกทรงครอบงำ กามเสียได้ ปรากฏ พระนามว่า ‘พระศากยมุนี’ เทพ
- ๑กามสังโยชน์ กิเลสเครื่องเย็บร้อยสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ (ความยินดีในกาม)
พวกนั้นเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ เว้นจากสติแล้ว ถูกข้าพระองค์ตักเตือนเข้าจึงกลับได้สติ
บรรดาท่านทั้งสามนั้น ท่านผู้หนึ่งยังคงเข้าจึงกาย คนธรรพ อยูในภพนี้ อีก ๒ ท่านดำเนินตามทางตรัสรู้ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว จึงเย้ยพวกเทวดาได้
การประกาศธรรมในพระธรรมวินัยนี้เป็นเช่นนี้ บรรดา พระสาวกเหล่านั้น มิได้มีสาวกรูปไหนสงสัยอะไรเลย เราทั้งหลายขอนอบน้อมพระชินพุทธเจ้าผู้เป็นจอมชน ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว’
บรรดาคนธรรพ์ทั้งสามนั้น คนธรรพ์ ๒ คนนั้นรู้ ธรรมอันใดของพระองค์แล้ว ถึงความเป็นผู้วิเศษได้ กายอันเป็นชั้นพรหมปุโรหิต บรรลุคุณวิเศษแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ จึงพวกข้าพระองค์ก็มาเพื่อ บรรลุธรรมนั้น หากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ โอกาสแล้ว จะขอทูลถามปัญหา”
{๒๕๔} [๓๕๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า “ท้าวสักกะนี้เป็น ผู้บริสุทธิ์มานาน จักตรัสถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่งกะเรา ก็จักตรัสถาม ปัญหานั้นที่ประกอบด้วยประโยชน์เท่านั้นทุกข้อ จักไม่ถามปัญหาที่ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ อนึ่ง เราถูกท้าวเธอตรัสถามแล้วจักพยากรณ์ ข้อความใด ท้าวเธอก็จักทรงทราบข้อความนั้นได้พลันทีเดียว”
- ๑เข้าถึงกายคนธรรพ์ หมายถึงบังเกิดในหมู่เทพคนธรรพ์ ซึ่งจัดเป็นหมู่เทพชั้นต่ำ (ที.ม.อ. ๓๒๔)
- ๒ดำเนินตามทางตรัสรู้ ในที่นี้หมายถึงดำเนินตามทางที่สำเร็จเป็นพระอนาคามี (ที.ม.อ. ๓๒๔)
- ๓จึงเย้ยพวกเทวดาได้ หมายถึงมีภาวะอยู่เหนือพวกเทวดา กล่าวคือ ทั้งสองท่านได้สำเร็จ เป็นพระอนาคามีแล้วบังเกิดในพรหมโลกซึ่งอยู่เหนือเทวโลก จึงเป็นดุจลอยโปรยฝุ่นเท้าเหนือ ศีรษะของพวกเทวดา (นัย ที.ม.อ. ๓๒๔)
[๓๕๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพ ด้วยพระคาถาว่า
ดูก่อนท่านท้าววาสพ พระองค์ปรารถนาจะตรัสถาม ปัญหาข้อใดไว้ในพระทัย ก็จงตรัสถามปัญหาข้อนั้น กะตถาคตเถิด ตถาคตจะกระทำที่สุดแห่งปัญหานั้น ๆ แก่พระองค์
จบ ภาณวารที่ ๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาท้าวสักกะ
{๒๕๕} [๓๕๗] ท้าวสักกะจอมเทพอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้โอกาสแล้ว ได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกะพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และชนเหล่าอื่น เป็นอันมากบรรดามี มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้ พวกเขาย่อมปรารถนาว่า ‘ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีความกระทบกระทั่ง ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มี ความพยาบาท ไม่มีเวรอยู่เถิด’ ก็พวกเขามีความปรารถนาอยู่ดังนี้ แต่ถึง จะปรารถนาอย่างนี้ พวกเขาก็ยังเป็นผู้มีความกระทบกระทั่ง มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังมีเวรกันอยู่” ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถาม ปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้วทรงตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และชนเหล่าอื่น เป็นอันมากบรรดามี มีความริษยาและความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพันใจไว้ พวกเขาจึงปรารถนาว่า ‘ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีความกระทบกระทั่ง ไม่มี อาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท ไม่มีเวรอยู่เถิด’ ก็พวกเขามีความ ปรารถนาอยู่ดังนี้ แต่ถึงจะปรารถนาอย่างนี้ พวกเขาก็ยังเป็นผู้มีความ
กระทบกระทั่ง มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังมีเวรกันอยู่” พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้วทรงตอบ ด้วยประการฉะนี้
ท้าวสักกะจอมเทพทรงดีพระทัย ชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่ พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ในข้อนี้ ข้าพระองค์พ้นความสงสัยแล้ว ปราศจากถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไรแล้ว เพราะได้ฟังการตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า”
{๒๕๖} [๓๕๘] ท้าวสักกะจอมเทพครั้นทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าในปัญหาพยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหา กะพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ความริษยา และความตระหนี่มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ความริษยาและความตระหนี่จึงมี เมื่อ อะไรไม่มี ความริษยาและความตระหนี่จึงไม่มี”“ดูก่อนจอมเทพ ความริษยาและความตระหนี่มีสัตว์และสังขาร อันเป็นที่รักและสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักมีอยู่
ความริษยาและความตระหนี่ก็มี เมื่อสัตว์และสังขาร อันเป็นที่รักและสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักไม่มี ความริษยาและความ ตระหนี่ก็ไม่มี”“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ สัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและสัตว์และ สังขารอันไม่เป็นที่รักมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี สัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและสัตว์และ สังขารอันไม่เป็นที่รักจึงมี เมื่ออะไรไม่มี สัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและ สัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักจึงไม่มี”
“ดูก่อนจอมเทพ สัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและสัตว์และสังขาร อันไม่เป็นที่รัก มีฉันทะคือความพอใจเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อฉันทะความพอใจมี สัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและสัตว์ และสังขารอันไม่เป็นที่รักก็มี เมื่อฉันทะความพอใจไม่มี สัตว์และสังขาร อันเป็นที่รักและสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักก็ไม่มี”“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ฉันทะความพอใจมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ฉันทะ ความพอใจจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ฉันทะความพอใจจึงไม่มี”
“ดูก่อนจอมเทพ ฉันทะความพอใจมีความตรึกเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อความตรึกมี ฉันทะความพอใจก็มี เมื่อ ความตรึกไม่มี ฉันทะความพอใจก็ไม่มี”
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ความตรึกมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ความตรึกจึงมี เมื่อ อะไรไม่มี ความตรึกจึงไม่มี”
“ดูก่อนจอมเทพ ความตรึกมีส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจ ธรรมเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อส่วนแห่ง
- ๑ฉันทะคือความพอใจ ในที่นี้เป็นรูปแฝงของตัณหา หมายถึงความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และทรัพย์ มี ๕ อย่าง คือ (๑) ปริเยสนฉันทะ ความไม่รู้จักอิ่ม ในการแสวงหา (๒) ปฏิลาภฉันทะ ความไม่รู้จักอิ่มในการได้มา (๓) ปริโภคฉันทะ ความไม่รู้ จักอิ่มในการบริโภคใช้สอย (๔) สันนิธิฉันทะ ความไม่รู้จักอิ่มในการเก็บกักตุน (๕) วิสัชชน ฉันทะ ความไม่รู้จักอิ่มในการแจกจ่ายทรัพย์เพื่อประโยชน์ตน (ที.ม.อ. ๓๓๕-๓๓๖)
- ๒ความตรึกหรือวิตก ในที่นี้หมายถึงการตรึกไตร่ตรองเพื่อการวินิจฉัยตกลงใจเข้าข้างตน ๒ อย่าง คือ (๑) ตัณหาวินิจฉัย การวินิจฉัยตกลงใจด้วยอำนาจตัณหา (๒) ทิฏฐิวินิจฉัย การวินิจฉัย ตกลงใจด้วยอำนาจทิฏฐิ (ที.ม.อ. ๓๓๖) ๓ ส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม หมายถึงแง่มุมมองแห่งประสบการณ์ที่ประกอบ ด้วยธรรมหรือสิ่งเป็นเหตุให้เนิ่นช้าคือให้ถึงอาการประมาทมัวเมา ๓ อย่าง คือ ตัณหา (ตัณหา วิจริต ๑๐๘) มานะ ๙ และทิฏฐิ ๖๒ ในที่นี้มุ่งเฉพาะตัณหา (นัย ที.ม.อ. ๓๓๖)
สัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรมมี ความตรึกก็มี เมื่อส่วนแห่งสัญญา อันประกอบด้วยปปัญจธรรมไม่มี ความตรึกก็ไม่มี”
{๒๕๗} “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไรจึงจะชื่อว่าดำเนินปฏิปทา อันสมควรที่จะให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม”
เรื่องเวทนากรรมฐาน
[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ ตถาคต กล่าวถึงโสมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี กล่าว ถึงโทมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี และกล่าว ถึงอุเบกขาโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี
[๓๖๐] ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงโสมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ก็ที่กล่าวถึงโสมนัสดังนี้ กล่าวเพราะอาศัย อะไร ในโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบโสมนัสอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพ โสมนัสนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ โสมนัสเห็นปานนี้ไม่ ควรเสพ บุคคลทราบโสมนัสอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพโสมนัสนี้ อกุศลธรรม เสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ โสมนัสเห็นปานนี้ควรเสพ ในโสมนัสทั้ง ๒ อย่างนั้น โสมนัสที่มีวิตกมีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็มี ใน ๒ อย่างนั้น โสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารประณีตกว่า ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึง
- ๑โสมนัส ภาวะจิตที่สบาย หรือความสุขใจ ซึ่งตรงข้ามกับโทมนัสคือความทุกข์ใจ ในที่นี้ โสมนัส ที่ควรเสพ หมายถึงโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ (การสละบ้านเรือนออกบวช) วิปัสสนา (การใช้ปัญญาพิจารณาตามเป็นจริง) อนุสสติ (สติที่ตามระลึกอารมณ์ ๑๐ มีพุทธานุสสติเป็นต้น) และฌานมีปฐมฌานเป็นต้น โสมนัสที่ไม่ควรเสพ หมายถึงเคหสิตโสมนัส คือโสมนัสที่ อาศัยกามคุณซึ่งเป็นไปในทวาร ๖ กล่าวคือ โสมนัสที่เกิดขึ้นแก่ได้รับรู้สัมผัสหรือระลึกถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ พอใจทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (นัย ที.ม.อ. ๓๔๐) แม้นัยว่าด้วยโทมนัสที่ควรเสพและไม่ควรเสพก็พึงทราบตามความตรงกันข้ามนี้
- ๒โสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร คือโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฐมฌาน โสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร คือโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) และตติยฌาน (ฌานที่ ๓) (นัย ที.ม.อ. ๓๔๐)
โสมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่ กล่าวถึงโสมนัสดังนี้ กล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
[๓๖๑] ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงโทมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ที่กล่าวถึงโทมนัสดังนี้ กล่าวเพราะอาศัย อะไร ในโทมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบโทมนัสอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพ โทมนัสนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ โทมนัสเห็นปานนี้ ไม่ควรเสพ บุคคลทราบโทมนัสอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพโทมนัสนี้ อกุศลธรรม เสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ โทมนัสเห็นปานนี้ควรเสพ ในโทมนัส ๒ อย่างนั้น โทมนัสที่มีวิตกมีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็มี ใน ๒ อย่างนั้น โทมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารประณีตกว่า ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าว โทมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่ กล่าวถึงโทมนัสดังนี้ กล่าวเพราะอาศัยข้อนี้[๓๖๒] ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงอุเบกขา โดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ที่กล่าวถึงอุเบกขาดังนี้ กล่าวเพราะอาศัย อะไร ในอุเบกขา ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบอุเบกขาอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพ
- ๑โทมนัสที่มีวิตกมีวิจาร คือเคหสิตโทมนัส และโทมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ วิปัสสนา อนุสสติ ปฐมฌานและทุติยฌาน โทมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร โดยตรงไม่มี โทมนัสสินทรีย์ จัดเป็นอกุศลธรรมและมีวิตกมีวิจารโดยส่วนเดียว (ที.ม.อ. ๓๔๒) ในที่นี้กล่าวถึงโดยอ้อม คือ โทมนัสที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญธรรมมานานแต่ยังไม่บรรลุมรรคผล จึงเกิดความไม่สบายใจ เช่นว่า ‘เราไม่ได้ปวารณาวิสุทธิปวารณากับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์’ ดังนี้เป็นต้น ลักษณะความ ไม่สบายใจเช่นนี้จัดเป็นทั้งโทมนัสที่มีวิตกมีวิจารและไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็ได้ (นัย ที.ม.อ. ๓๔๖)
- ๒อุเบกขา ภาวะจิตที่เป็นกลางในอารมณ์ หรือความวางเฉย อุเบกขาที่ควรเสพ หมายถึงอุเบกขา ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ วิปัสสนา อนุสสติ และรูปฌาน ๔ ที่ไม่ควรเสพ หมายถึง อุเบกขาที่อาศัยกามคุณเกิดขึ้นแก่ปุถุชนที่เมื่อตาเห็นรูปเป็นต้นแล้วไม่พิจารณาเห็นโทษ กลับ ติดข้องอยู่ในรูปเป็นต้นนั้นเหมือนแมลงวันหัวเขียวติดงบนํ้าอ้อย อุเบกขาที่มีวิตกมีวิจาร คือ อุเบกขาที่ควรเสพต่างแต่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฐมฌาน ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร คืออุเบกขาที่เกิด ขึ้นด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๓๔๖-๓๔๗)
อุเบกขานี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ อุเบกขาเห็นปานนี้ ไม่ควรเสพ บุคคลทราบอุเบกขาอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพอุเบกขานี้ อกุศลธรรม เสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ อุเบกขาเห็นปานนี้ควรเสพ ในอุเบกขา ๒ อย่างนั้น อุเบกขาที่มีวิตกมีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็มี ใน ๒ อย่างนั้น อุเบกขาที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารประณีตกว่า ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึง อุเบกขาโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่ กล่าวถึงอุเบกขาดังนี้ กล่าวเพราะอาศัยข้อนี้ [๓๖๓] ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แลจึงจะชื่อว่าดำเนิน ปฏิปทาอันสมควรที่จะให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วย ปปัญจธรรม”
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้วทรงตอบ ด้วยประการฉะนี้
ท้าวสักกะจอมเทพทรงดีพระทัย ชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ในข้อนี้ ข้าพระองค์พ้นความสงสัยแล้ว ปราศจากถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไรแล้ว เพราะได้ฟังการตอบปัญหาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า”
เรื่องปาติโมกขสังวร
{๒๕๘} [๓๖๔] ท้าวสักกะจอมเทพครั้นทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าในปัญหาพยากรณ์ข้อนี้ดังนี้แล้ว จึงได้กราบทูลถาม ปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุ ปฏิบัติอย่างไรจึงจะชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความสำรวมในพระปาติโมกข์”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึง กายสมาจารโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี กล่าวถึง
วจีสมาจารโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี และ กล่าวถึงการแสวงหาโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี
ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงกายสมาจารโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ก็ที่กล่าวถึงกายสมาจารดังนี้ กล่าวเพราะ อาศัยอะไร ในกายสมาจาร ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบกายสมาจารอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพกายสมาจารนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ กาย สมาจารเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ บุคคลทราบกายสมาจารอันใดว่า ‘เมื่อเรา เสพกายสมาจารนี้ อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ กายสมาจาร เห็นปานนี้ควรเสพ ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงกายสมาจารโดยแยก เป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่กล่าวถึงกาย สมาจารดังนี้ กล่าวเพราะอาศัยข้อนี้ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงวจีสมาจารโดยแยกเป็น
๒ คือ ที่ ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ก็ที่กล่าวถึงวจีสมาจารดังนี้ กล่าวเพราะ อาศัยอะไร ในวจีสมาจาร ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบวจีสมาจารอันใดว่า ‘เมื่อ เราเสพวจีสมาจารนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ วจีสมาจาร เห็นปานนี้ไม่ควรเสพ บุคคลทราบวจีสมาจารอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพวจีสมาจารนี้ อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ วจีสมาจารเห็นปานนี้ควรเสพ ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงวจีสมาจารโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพ ก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่กล่าวถึงวจีสมาจารดังนี้ กล่าวเพราะ อาศัยข้อนี้
- ๑กายสมาจาร พฤติกรรมทางกาย ที่ไม่ควรเสพ กล่าวตามกรรมบถ ได้แก่ กายทุจริต ๓ (คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม) กล่าวตามพระวินัยบัญญัติ ได้แก่ การล่วงละเมิด สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ทางกายทวาร ที่ควรเสพ พึงทราบตามนัยตรงกันข้าม วจีสมาจาร พฤติกรรมทางวาจา ที่ไม่ควรเสพ กล่าวตามกรรมบถ ได้แก่ วจีทุจริต ๔ (คือ พูดเท็จ พูด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ) กล่าวตามพระวินัยบัญญัติ ได้แก่ การล่วงละเมิดสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติไว้ทางวจีทวาร ที่ควรเสพ ก็พึงทราบตามนัยตรงกันข้าม (นัย ที.ม.อ. ๓๔๙)
ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงการแสวงหาโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ก็ที่กล่าวถึงการแสวงหาดังนี้ กล่าวเพราะ อาศัยอะไร ในการแสวงหา ๒ อย่างนั้น บุคคลทราบการแสวงหาอันใดว่า ‘เมื่อเราเสพการแสวงหานี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป’ การ แสวงหาเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ บุคคลทราบการแสวงหาอันใดว่า ‘เมื่อเรา เสพการแสวงหานี้ อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น’ การแสวงหา เห็นปานนี้ควรเสพ ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวการแสวงหาโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฉะนี้แล ที่กล่าวถึงการแสวงหาดังนี้ กล่าวเพราะอาศัยข้อนี้ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล จึงจะชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อความสำรวม ในพระปาติโมกข์”
ท้าวสักกะจอมเทพทรงดีพระทัย ชื่นชมอนุโมนาพระภาษิตของพระผู้ มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่ พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ในข้อนี้ ข้าพระองค์พ้นความสงสัยแล้ว ปราศ จากถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไรแล้ว เพราะได้ฟังการตอบปัญหาของพระผู้มี พระภาคเจ้า”
เรื่องอินทรียสังวร
{๒๕๙} [๓๖๕] ท้าวสักกะจอมเทพครั้นทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าในปัญหาพยากรณ์ข้อนี้ดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหา กะพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้นไปว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไรจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อความสำรวมอินทรีย์”
- ๑การแสวงหาที่ไม่ควรเสพ ได้แก่ อนริยปริเยสนา การแสวงหาไม่ประเสริฐ การแสวงหาที่ควร เสพ ได้แก่ อริยปริเยสนา การแสวงหาประเสริฐ (ที.ม.อ. ๓๔๙)
- ๒อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ ตถาคตกล่าวถึงรูป ที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี กล่าว ถึงเสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้ แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้ แจ้งด้วยมโนโดยแยกเป็น ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะจอมเทพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ย่อมทราบเนื้อความแห่งพระภาษิตที่ตรัสโดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า “เมื่อบุคคลเห็นรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเห็นปานใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศล ธรรมเสื่อมไป รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ เมื่อบุคคลเห็น รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเห็นปานใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเห็นปานนี้ควรเสพ เมื่อบุคคลฟังเสียงที่พึงรู้แจ้งด้วย โสตะเห็นปานใด ... เมื่อบุคคลสูดดมกลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะเห็นปานใด ... เมื่อบุคคลลิ้มรสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหาเห็นปานใด
... เมื่อบุคคลถูกต้อง โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายเห็นปานใด ... เมื่อบุคคลรับรู้ธรรมารมณ์ที่พึงรู้ แจ้งด้วยมโนเห็นปานใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป ธรรมารมณ์ ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ เมื่อบุคคลรับรู้ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง ด้วยมโนเห็นปานใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น ธรรมารมณ์ ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนเห็นปานนี้ควรเสพ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ทราบเนื้อความแห่งพระภาษิตที่ตรัสโดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ ในข้อนี้ ข้าพระองค์พ้นความสงสัยแล้ว ปราศจากถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไรแล้ว เพราะได้ฟังการพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า”{๒๖๐} [๓๖๖] ท้าวสักกะจอมเทพครั้นทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าในปัญหาพยากรณ์ข้อนี้ดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหา กะพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์
ทั้งหมดมีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน มีฉันทะ เป็นอย่างเดียวกัน มีความยึดถือเป็นอย่างเดียวกันหรือหนอ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนจอมเทพ สมณพราหมณ์ ทั้งหมดมีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน มีฉันทะ เป็นอย่างเดียวกัน มีความยึดถือเป็นอย่างเดียวกัน หามิได้”
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึง ไม่มีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีฉันทะ เป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีความยึดถือเป็นอย่างเดียวกัน”
“ดูก่อนจอมเทพ โลกมีธาตุเป็นอันมาก มีธาตุต่างกัน ในโลกที่มี ธาตุเป็นอันมากมีธาตุต่างกันนั้น สัตว์ทั้งหลายยึดมั่นธาตุใดๆ อยู่ ย่อมยึด มั่นธาตุนั้นๆ ด้วยเรี่ยวแรงและความยึดถือ แล้วกล่าวว่า ‘สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า’ เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหมดจึงไม่มีวาทะเป็นอย่าง เดียวกัน ไม่มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีฉันทะเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มี ความยึดถือเป็นอย่างเดียวกัน”“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์ทั้งหมดมีความสำเร็จถึง ที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด หรือหนอ”
“ดูก่อนจอมเทพ สมณพราหมณ์ทั้งหมดจะมีความสำเร็จถึงที่สุด มี ความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุดหามิได้”
- ๑คำว่า ธาตุ ในที่นี้หมายถึงอัชฌาสยะ หรืออัธยาศัย คือ นิสัยใจคอ ความชอบ ความนิยม ของสัตว์ทั้งหลายในโลก มีธาตุเป็นอันมาก มีธาตุต่างกัน เช่น เมื่อคนหนึ่งอยากเดิน อีกคนหนึ่งอยากยืน เมื่อคนหนึ่งอยากยืน อีกคนหนึ่งอยากนอน คนสองคนที่มีอัธยาศัย อย่างเดียวกันหาได้ยาก (ที.ม.อ. ๓๕๓)
- ๒มีความสำเร็จถึงที่สุด หมายถึงล่วงพ้นความพินาศ มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด หมายถึง เข้าถึงภาวะนิพพาน มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด หมายถึงประพฤติพรหมจรรย์คืออริยมรรค มีที่สุด ถึงที่สุด หมายถึงเข้าถึงภาวะนิพพาน (ที.ม.อ. ๓๕๓)
{๒๖๑} “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมดจึงมี ความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุดไม่ได้”
ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุเหล่าใดน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ภิกษุเหล่านั้นย่อมมีความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มี พรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุด เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์จึงมี ความสำเร็จถึงที่สุด มีความเกษมจากโยคะถึงที่สุด มีพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดถึงที่สุดไม่ได้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้วทรงตอบ ด้วยประการฉะนี้
ท้าวสักกะจอมเทพทรงดีพระทัยชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้ มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่ พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ในข้อนี้ ข้าพระองค์ข้ามความสงสัยแล้ว ปราศ จากถ้อยคำที่จะพูดว่าอย่างไรแล้ว เพราะได้ฟังการตอบปัญหาของพระผู้มี พระภาคเจ้า
{๒๖๒} [๓๖๗] ท้าวสักกะจอมเทพครั้นทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าในปัญหาพยากรณ์ข้อนี้ดังนี้แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตัณหาเป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ย่อมฉุดคร่าบุรุษนี้ไปเพื่อบังเกิดในภพนั้น ๆ เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ จึงถึงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ ปัญหาใด ๆ ข้าพระองค์ไม่ได้แม้เพียงการให้ โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นนอกพระธรรมวินัยนี้ ปัญหานั้น ๆ พระผู้
- ๑ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ได้แก่อริยมรรคและพระนิพพาน เพราะอริยมรรคเป็นสภาพกำจัดตัณหา ให้พินาศ เมื่อเข้าถึงภาวะนิพพาน ตัณหาย่อมถูกกำจัดให้พินาศได้อย่างเด็ดขาด (ที.ม.อ. ๓๕๔)
มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นกาลไกลได้ทรงพระกรุณาตอบแก่ข้าพระองค์แล้ว และ ลูกศรคือความสงสัยเคลือบแคลงของข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงพระกรุณาถอนขึ้นแล้ว”
“ดูก่อนจอมเทพ พระองค์ยังทรงจำได้หรือว่าเคยตรัสถามปัญหา เหล่านี้กะสมณพราหมณ์เหล่าอื่น”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ว่าเคยถามปัญหาเหล่านี้ กะสมณพราหมณ์เหล่าอื่น”
“ดูก่อนจอมเทพ ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นตอบว่าอย่างไรเล่า ถ้า พระองค์ไม่หนักพระทัย ขอจงตรัสบอกเถิด”
“ข้าพระองค์ไม่มีความหนักใจในสถานที่ที่พระองค์และท่านที่เป็นอย่าง พระองค์ประทับนั่งอยู่แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น ก็ตรัสบอกเถิด”
“ข้าพระองค์เข้าใจสมณพราหมณ์เหล่าใดว่าเป็นสมณพราหมณ์ผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด ข้าพระองค์จะเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว ถามปัญหาเหล่านี้ ท่านเหล่านั้นถูกข้าพระองค์ถามปัญหาแล้ว ก็แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ก็ย้อนถามข้าพระองค์ว่า ‘ท่านชื่อไร’ ข้าพระองค์ถูกท่าน เหล่านั้นถาม จึงตอบว่า ‘ข้าพเจ้าคือท้าวสักกะจอมเทพ’ ท่านเหล่านั้นยัง สอบถามข้าพระองค์ต่อไปว่า ‘ท่านทำกรรมอะไรไว้จึงลุถึงฐานะนี้ได้’ ข้าพระองค์จึงได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เรียนมาแก่ท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นดีใจด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่า ‘พวกเราได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพ
- ๑ธรรม ในที่นี้หมายถึงวัตตบท ๗ (ที.ม.อ. ๓๕๔) คือข้อปฏิบัติประจำที่อำนวยผลให้มฆมาณพ บังเกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทพ ๗ ประการ คือ (๑) เลี้ยงดูมารดาบิดา (๒) เคารพผู้ใหญในตระกูล (๓) พูดคำสุภาพอ่อนหวาน (๔) ไม่พูดส่อเสียด (๕) ยินดีในการแจกทาน (๖) มีวาจาสัตย์ (๗) ไม่มักโกรธ (ฟังดูเรื่องท้าวสักกะ ในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๖ สุขวรรค)
และท้าวเธอได้ตอบปัญหาที่พวกเราได้ถามแล้ว’ เป็นของแน่นอนที่ท่าน เหล่านั้นกลับเป็นสาวกของข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์หาได้เป็นสาวกของ ท่านเหล่านั้นไม่ ก็ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ เป็นโสดาบัน มี ความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
เรื่องการได้รับความโสมนัส
[๓๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนจอมเทพ พระองค์ ยังทรงจำได้ไหมถึงการที่ได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ก่อนหน้านี้”
ท้าวสักกะจอมเทพกราบทูลว่า“ข้าพระองค์ยังจำได้ถึงการที่ได้รับ ความยินดีการได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ก่อนหน้านี้”
‘พระองค์ยังทรงจำได้ถึงการที่ได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ก่อนหน้านี้ อย่างไรเล่า”
{๒๖๓} “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทพกับ อสูรได้ประชิดกันแล้ว ก็ในสงครามคราวนั้น พวกเทพชนะ พวกอสูรแพ้ เมื่อข้าพระองค์ชนะสงครามนั้นแล้วได้มีความดำริอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ พวกเทพ ในเทวโลกนี้จักบริโภคโอชา ๒ อย่าง คือ ทิพยโอชาและอสุรโอชา’ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ การได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสของข้าพระองค์ นั้นได้มีพรัอมกับการใช้อาชญา พร้อมกับการถือศัสตรา ไม่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน ส่วนการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสของข้าพระองค์เพราะได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นไม่ได้มีพร้อมกับการใช้อาชญา ไม่ได้มีพร้อมกับการถือศัสตรา ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานโดยส่วนเดียว”[๓๖๙] “ดูก่อนจอมเทพ ก็พระองค์ทรงเห็นอำนาจประโยชน์อย่างไรเล่า จึงทรงประกาศถึงการได้รับความยินดีการได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้”“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ ๖ ประการ จึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ คือ{๒๖๔} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๑ อย่างนี้ว่า
เมื่อเราเป็นเทพดำรงอยู่ในภพดาวดึงส์นี้ เรากลับได้ อายุเพิ่มขึ้นอีก ดูก่อนผู้นิรทุกข์ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิดจึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
{๒๖๕} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๒ อย่างนี้ว่า
เราละอายุทิพย์ จุติจากกายทิพย์แล้ว จักเป็นผู้ไม่หลง เข้าสู่ครรภ์ในตระกูลที่ใจของเรายินดี
จึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
{๒๖๖} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๓ อย่างนี้ว่า
เรานั้นเมื่ออยู่ในศาสนาของท่านที่มิได้หลงปัญหา ก็ จักยินดี มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง อยู่โดยธรรม
จึงประกาศการได้รับการยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
{ 267} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๔ อย่างนี้ว่า
ในภายหน้า ถ้าความตรัสรู้จักมีแก่เราโดยธรรมไซร้ เราก็จักเป็นผู้รู้ทั่วถึงอยู่ นั่นแหละจักเป็นที่สุดของเราจึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
{๒๖๘} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๕ อย่างนี้ว่า
ถ้าเราละอายุมนุษย์ จุติจากกายมนุษย์แล้ว ก็จักกลับ เป็นเทพผู้สูงสุดในเทวโลกอีก
จึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
{๒๖๙} ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ ๖ อย่างนี้ว่า
เหล่าเทพชั้นอกนิฏฐาเหล่านั้นเป็นผู้มียศ ประณีตกว่า เมื่อภพที่สุดเป็นไปอยู่ ที่อยู่นั้นก็จักเป็นของเรา
จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ ๖ ประการนี้ แล จึงประกาศถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้{๒๗๐} [๓๗๐] ข้าพระองค์มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด ยังมีความสงสัย เคลือบแคลง จึงเที่ยวเสาะแสวงหาพระตถาคตอยู่ตลอด กาลนานข้าพระองค์สำคัญสมณะเหล่าใดซึ่งเป็นผู้มีปกติอยู่ เงียบสงัด เข้าใจว่าเป็นพระสัมพุทธเจ้า ก็จะเข้าไปหา สมณะเหล่านั้นท่านเหล่านั้นถูกข้าพระองค์ถามว่าความพอใจเป็น อย่างไร ความไม่พอใจเป็นอย่างไร ก็ชี้แจงในมรรคและ ข้อปฏิบัติไม่ได้ในเวลาที่ท่านเหล่านั้นรู้ว่าข้าพระองค์เป็นท้าวสักกะ มาจากเทวโลก จึงถามข้าพระองค์ทีเดียวว่า ท่านทำ อะไรจึงได้ลุถึงฐานะนี้ข้าพระองค์จึงแสดงธรรมตามที่ฟังมาแก่ท่าน เหล่านั้นให้ปรากฏในหมู่ชน ท่านเหล่านั้นมีความพอใจ
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่า ‘พวกเราได้เห็นท้าววาสวะแล้ว’
ในเวลาที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามความ สงสัยได้แล้ว ข้าพระองค์ก็จะปราศจากความกลัว ได้ เข้ามานั่งใกล้พระสัมพุทธเจ้าแล้วในวันนี้
ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ทรงกำจัด เสียได้ซึ่งลูกศรคือตัณหา ซึ่งหาบุคคลเปรียบมิได้ เป็น พระมหาวีระ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์กับพวกเทพ ทั้งหลายทำความนอบน้อมอันใดแก่พรหม ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอถวายความนอบน้อมนั้น แด่พระองค์ ข้าพระองค์ขอทำความนอบน้อม แด่พระองค์ด้วยตนเอง
พระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้ตรัสรู้พระนิพพาน พระองค์ ทรงเป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลกกับทั้งเทวโลก จะ หาบุคคลเปรียบพระองค์มิได้
{๒๗๑} [๓๗๑] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสเรียกปัญจสิขคันธัพพ เทพบุตรมาแล้วตรัสว่า “พ่อปัญจสิขะ พ่อเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก ด้วย เหตุที่พ่อทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระทัยก่อน พ่อทำให้พระองค์ ทรงพอพระทัยก่อนแล้ว ภายหลังพวกเราจึงได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราจักตั้งพ่อไว้ในตำแหน่งแทนบิดา พ่อจักเป็นราชาแห่งคนธรรพ์ และเราจะยกนางภัททาสุริยวัจฉสาให้แก่พ่อ เพราะว่าพ่อปรารถนานางยิ่งนัก”
ท้าวสักกะเปล่งอุทาน ได้ธรรมจักษุ
ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเอาพระหัตถ์ตบปฐพี แล้วทรงเปล่ง อุทาน ๓ ครั้งว่า
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
{๒๗๒} ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม อันปราศจากธุลีปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า “สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” และบังเกิดขึ้นแก่เหล่าเทพอื่นจำนวน ๘๐,๐๐๐ องค์ ปัญหาที่เชิญให้ถาม ที่ท้าวสักกะจอมเทพทูลถามนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตอบแล้ว ด้วยประการดังนี้ เพราะฉะนั้น ไวยากรณภาษิตนี้จึงมีชื่อว่า “สักกปัญหา” ฉะนี้แล
จบ สักกปัญหสูตรที่ ๘
๙. มหาสติปัฏฐานสูตร
ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐานสูตรใหญ่
{๒๗๓} [๓๗๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยูในแคว้นกุรุ มีนิคมของชาว กุรุชื่อว่าสัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
[๓๗๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และ
- ๑เป็นพระสูตรที่มีอรรถคือเนื้อหาลึกซึ้ง ๑ ใน ๒ สูตรของคัมภีร์ทีฆนิกาย (อีกสูตรหนึ่ง คือ มหา นิทานสูตร) เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้แก่พุทธบริษัทชาวกุรุ เพราะทรงเห็นว่ามี ความสามารถที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาที่มีเนื้อหาลึกซึ้งได้ เนื่องจากแคว้นกุรุมีสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมเป็นต้นดี พุทธบริษัทชาวกุรุจึงมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี มีกำลัง ปัญญาแก่กล้าสามารถรับฟังธรรมกถาที่ลึกซึ้งได้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงแสดงพระสูตรที่มี เนื้อหาลึกซึ้งแก่ชาวกุรุ มิใช่เพียงมหาสติปัฏฐานสูตรนี้เท่านั้น แต่ยังทรงแสดงอีกหลายสูตร เช่น มหานิทานสูตร สาโรปมสูตร เป็นต้น มีอุปมาว่า บุรุษได้ผอบทองแล้วเก็บดอกไม้ นานาพันธุ์มาใส่ไว้ในผอบนั้น หรือได้หีบทองแล้วเก็บรัตนะ ๗ ประการมาใส่ไว้ในหีบนั้น ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ชาวกุรุมาเป็นพุทธบริษัทแล้วก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่มีอรรถลึกซึ้ง ฉันนั้น พุทธบริษัทชาวกุรุเมื่อรับฟังพระสูตรนี้แล้วก็สนใจหมั่นเจริญสติปัฏฐาน กล่าวกันว่าชาว กุรุแม้แต่ชนชั้นทาสและกรรมกรก็พูดแต่เรื่องที่เกี่ยวกับสติปัฏฐานสูตร ไม่สนใจพูดเรื่องอื่น ๆ ในที่สาธารณะเช่นท่านํ้าเป็นต้นเลย ถ้าหญิงบางคนถูกถามว่า ‘เธอสนใจสติปัฏฐานข้อไหน’ แล้ว นางตอบว่า ‘ไม่สนใจเลย’ ก็จะถูกตำหนิเป็นต้นว่า ‘น่าเสียดายชีวิตเธอ เหมือนตายทั้งเป็น’ และ ได้รับการตักเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีกโดยให้เรียนสติปัฏฐานสูตรข้อใดข้อหนึ่งทันที ในทางกลับ กัน ถ้าตอบว่าสนใจ ก็จะได้รับการสรรเสริญอย่างมากมาย มิใช่แต่ผู้เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานซึ่งอาศัยชาวแคว้นกุรุอยู่ก็สนใจสาธยายสติปัฏฐานสูตรตามที่ได้รับการพร่ำสอน ดังเช่น นกแขกเต้า เป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๓๕๗-๓๕๘)
- ๒อุทเทส คือหัวข้อธรรมที่ยกขี้นแสดง ในที่นี้ได้แก่ หัวข้อสติปัฏฐาน ๔ ประการ
จบ ๘. สักกปัญหสูตร