arnon.world

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๗. มหาสมัยสูตร เล่ม ๑๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๕–๒๔๖ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสมัยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๓๐๑–๓๑๒

หน้า ๓๐๑

๗. มหาสมยสูตร

ว่าด้วยสมัยประชุมใหญ่ของพวกเทวดา

เรื่องเทวสันนิบาต

{๒๓๕} [๓๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน ใกล้พระนคร กบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ มาชุมนุมกัน โดยมากเพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์

ครั้งนั้น เทวดาชั้นสุทธาวาส ๔ องค์ได้มีความดำริว่า “พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นี้แลประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ใน แคว้นสักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปซึ่งล้วนเป็นพระ อรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ มาชุมนุมกันโดยมากเพื่อทัศนา พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ถ้ากระไร แม้พวกเราก็ควรเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วพึงกล่าวคาถาเฉพาะองค์ละคาถา ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า”[๓๓๒] ลำดับนั้น เทวดาเหล่านั้นได้อันตรธานไปจากเทวโลก ชั้นสุทธาวาสแล้ว มาปรากฏตัวเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือน บุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ลำดับนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ป่ามหาวัน เป็นป่าใหญ่ที่เกิดเองตามธรรมชาติอยู่ติดกับป่าหิมพานต์ (ที.ม.อ. ๒๘๗)
  2. ๒โลกธาตุ สถานที่อยู่ของหมู่สัตว์ที่กำหนดเป็นขอบเขตหรือจักรวาลหนึ่ง ๆ (ที.สี.ฏี. ๒๒๗) ในที่นี้
  3. โลกธาตุทั้ง ๑๐ หมายถึง ๑๐,๐๐๐ จักรวาล (ที.ม.อ. ๒๙๓)
  4. ๓ชั้นสุทธาวาส หมายถึงพรหมโลก ๕ ชั้น (คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา) อัน เป็นสถานที่อยู่ของเหล่าท่านผู้บริสุทธิ์คือท่านพระอนาคามีบุคคล (ที.ม.อ. ๒๙๔) ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๙๑ หน้า ๖๕ ในเล่มนี้
หน้า ๓๐๒

เทวดาเหล่านั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานั้นสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

{๒๓๖} มีการชุมนุมใหญในป่าใหญ่ หมู่เทพมาชุมนุมกันแล้ว พวกเราก็พากันมาสู่ที่ชุมนุมธรรมนี้เพื่อได้เห็นหมู่ท่าน ผู้ชนะมาร

ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า

{๒๓๗} ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นมั่นคง ทำจิตของตน ๆ ให้ตรงแล้ว เป็นบัณฑิต รักษาอินทรีย์ เหมือนสารถี ถือบังเหียนนิ่งอยู่ฉะนั้น

ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

{๒๓๘} ภิกษุเหลานั้นตัดกิเลสดุจตะปู ตัดกิเลสดุจลิ่มสลัก ถอนกิเลสดุจเสาเขื่อนได้แล้ว เป็นผู้ไม่หวั่นไหว หมดจด ปราศจากมลทิน เป็นผู้อันพระผู้มีจักษุทรงฝึกฝนดีแล้ว เป็นดุจพญาช้างหนุ่ม ท่องเที่ยวไป ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า{๒๓๙} เหล่าชนที่ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะจักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์แล้วจักยังเทวกายให้บริบูรณ์ได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กิเลสดุจตะปู กิเลสดุจลิ่มสลัก กิเลสดุจเสาเขื่อน หมายถึงกิเลสตัวการสำคัญ ๓ ตัว คือ ราคะ โทสะ และโมหะ (ที.ม.อ. ๒๙๖)
  2. ๒พระผู้มีจักษุ หมายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งทรงประกอบด้วยพระจักษุ ๕ คือ มังสจักษุ (ตา เนื้อ) ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) ปัญญาจักขุ (ตาปัญญา) พุทธจักขุ (ตาพระพุทธเจ้า) และสมันตจักขุ (ตาเห็นโดยรอบ) (นัย ที.ม.อ. ๒๙๖)
หน้า ๓๐๓

ทรงประกาศนามเทวดา

{๒๔๐} [๓๓๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาในโลกธาตุทั้ง ๑๐ มาชุมนุมกัน โดยมากเพื่อทัศนาตถาคตและภิกษุสงฆ์ พวกเทวดาประมาณเท่านี้แหละได้ ชุมนุมกันเพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งได้มีแล้ว ในอดีตกาล เหมือนที่ชุมนุมกันเพื่อทัศนาเราในบัดนี้ พวกเทวดาประมาณ เท่านี้แหละจักชุมนุมกันเพื่อทัศนาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งจักมี ในอนาคตกาล เหมือนที่ชุมนุมกันเพื่อทัศนาเราในบัดนี้ เราจักบอกนาม ของหมู่ทวยเทพ เราจักระบุนามของหมู่ทวยเทพ เราจักแสดงนามของหมู่ ทวยเทพ พวกเธอจงฟังเรื่องนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส พระคาถานี้ว่า{๒๔๑} [๓๓๔] เราจักร้อยกรองโศลก ภิกษุทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในที่ที่ ภุมมเทวดาอาศัยอยู่ ผู้อาศัยอยู่ตามซอกเขา มีจิตมุ่ง นิพพาน มีจิตตั้งมั่น มีเป็นจำนวนมาก หลีกเร้นอยู่ เหมือนราชสีห์ ครอบงำความขนพองสยองเกล้าเสียได้ มีจิตผุดผ่อง เป็นผู้หมดจด ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว

พระศาสดาทรงทราบว่าภิกษุประมาณ ๕๐๐ เศษอยู่ กันที่ป่ามหาวัน ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แต่นั้นจึงตรัส เรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนามาตรัสว่า

‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่เทพมุ่งมากันแล้ว พวกเธอ จงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้นไว้’ ภิกษุเหล่านั้นสดับพระดำรัส สอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้ทำความเพียร

ทิพพจักขุญาณเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์ได้ปรากฏ แล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางพวกได้เห็นอมนุษย์ร้อยหนึ่ง

หน้า ๓๐๔

บางพวกได้เห็นอมนุษย์พันหนึ่ง บางพวกได้เห็นอมนุษย์ เจ็ดหมื่น

บางพวกได้เห็นอมนุษย์แสนหนึ่ง บางพวกได้เห็น ไม่มีที่สุด เพราะทิศทั้งปวงได้เต็มเพียบไปหมด

พระศาสดาผู้ทรงมีพระจักษุทรงพิจารณาทราบเรื่อง นั้นทั้งหมด แต่นั้นจึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีใน พระศาสนามาตรัสวา ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่เทพ มุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหลานั้นไว้ ซึ่งเรา จักระบุแก่พวกเธอด้วยวาจาไปตามลำดับ’

ท้าวโลกบาล

[๓๓๕] ยักษ์เจ็ดพันผู้เป็นภุมมเทวดาอาศัยอยู่ในพระนคร กบิลพัสดุ์ มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมา ยังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ยักษ์หกพันอยู่ที่เขาเหมวัต มีรัศมีต่าง ๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ ประชุมของภิกษุ

ยักษ์สามพันอยู่ที่เขาสาตาคีรี มีรัศมีต่าง ๆ กัน มี ฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็น ที่ประชุมของภิกษุ

ยักษ์เหล่านั้นรวมเป็นหนึ่งหมื่นหกพัน มีรัศมีต่าง ๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มียศ หมายถึงมียศคือบริวารแวดล้อม (ที.ม.อ. ๓๐๑)
หน้า ๓๐๕

ยักษ์ห้าร้อยอยู่ที่เขาเวสสามิตตะ มีรัศมีต่าง ๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ยักษ์ชื่อกุมภีระอยู่ในพระนครราชคฤห์ เขาเวปุลละ เป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น ยักษ์แสนเศษห้อมล้อมยักษ์ชื่อ กุมภีระนั้น ยักษ์ชื่อกุมภีระผู้อยู่ในพระนครราชคฤห์ แม้นั้น ก็ได้มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ{๒๔๒} [๓๓๖] ท้าวธตรฐอยู่ด้านทิศบูรพา ปกครองทิศนั้น เธอ เป็นมหาราช มียศ เป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์ แม้บุตรของเธอจำนวนมากมีนามว่าอินทะ มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ก็ยินดีมุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุท้าววิรูฬหกอยู่ด้านทิศทักษิณ ปกครองทิศนั้น เธอ เป็นมหาราช มียศ เป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์ แม้บุตรของเธอจำนวนมากมีนามว่าอินทะ มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ก็ยินดีมุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุท้าววิรูปักษ์อยู่ด้านทิศปัจฉิม ปกครองทิศนั้น เธอ เป็นมหาราช มียศ เป็นอธิบดีของพวกนาค แม้บุตร ของเธอจำนวนมากมีนามว่าอินทะ มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ก็ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ ประชุมของภิกษุท้าวกุเวรอยู่ด้านทิศอุดร ปกครองทิศนั้น เธอ เป็นมหาราช มียศ เป็นอธิบดีของพวกยักษ์ แม้บุตร

หน้า ๓๐๖

ของเธอจำนวนมากมีนามว่าอินทะ มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ก็ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ ประชุมของภิกษุ

ท้าวธตรฐเป็นใหญ่ทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกเป็นใหญ่ ทิศทักษิณ ท้าววิรูปักษ์เป็นใหญ่ทิศปัจฉิม ท้าวกุเวร เป็นใหญ่ทิศอุดร ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรือง ได้ยืนอยู่แล้วในป่ากรุงกบิลพัสดุ์

บ่าวไพร่ของท้าวโลกบาล

{๒๔๓} [๓๓๗] พวกบ่าวไพร่ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นมีมายา ล่อลวง โอ้อวด เจ้าเล่ห์ มีชื่อว่ากุเฏณฑุ ๑ เวเฏณฑุ ๑ วิฏุ ๑ วิฏุฏะ ๑ จันทนะ ๑ กามเสฏฐะ ๑ กินนุฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑ มาด้วยกันแล้ว

และท้าวเทวราชทั้งหลายผู้มีนามว่าปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทพสารถีมีนามว่ามาตลิ ๑ คนธรรพ์มีนาม ว่าจิตตเสนะ ๑ นโฬราชะ ๑ ชโนสภะ ๑ ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑ สุริยวัจฉสาเทพธิดา ๑ ก็มาทั้งนั้น ราชาและ คนธรรพ์พวกนั้นและพวกอื่นกับเทวราชทั้งหลายก็ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ[๓๓๘] อนึ่ง เหล่านาคที่อยู่ในสระชื่อนาภสะบ้าง อยู่ใน พระนครเวสาลีบ้าง พร้อมด้วยนาคบริษัทเหล่าตัจฉกะ ก็มา กัมพลนาคและอัสสตรนาคก็มา นาคผู้อยู่ในท่า ชื่อปายาคะก็มาพร้อมกับญาติ นาคผู้อยู่ในแม่น้ำยมุนา เกิดในตระกูลธตรฐผู้มียศก็มา เอราวัณเทพบุตรผู้เป็น ช้างใหญ่แม้นั้น ก็มายังป่าอันที่ชุมนุมของภิกษุ

หน้า ๓๐๗

{๒๔๔} ปักษีทวิชาติผู้เป็นทิพย์ มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ นำ นาคราชไปได้โดยพลัน ก็มาทางอากาศถึงท่ามกลางป่า ปักษีเหล่านั้นมีนามว่า ‘จิตรสุบรรณ’ ในเวลานั้น นาคราช ทั้งหลายไม่ได้มีความกลัว พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำให้ ปลอดภัยจากครุฑ นาคกับครุฑเจรจากันด้วยวาจา อันไพเราะ ทำพระพุทธเจ้าไว้เป็นสรณะ[๓๓๙] พวกอสูรผู้อาศัยสมุทรอยู่อันท้าววชิรหัตถ์รบชนะแล้ว อสูรเหล่านั้นเป็นพี่น้องของท้าววาสพ มีฤทธิ์ มียศ คือ พวกกาลกัญชอสูร มีกายใหญ่น่ากลัวก็มา พวก ทานเวฆสอสูรก็มา เวปจิตติอสูร สุจิตติอสูร ปหาราท อสูร และนมุจีพญามารก็มาด้วยกันบุตรของพลิอสูรหนึ่งร้อย มีชื่อว่าไพโรจน์ทั้งหมด ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลังเข้าไปใกล้อสุรินทราหู แล้ว กล่าวว่า ‘ขอท่านจงเจริญ บัดนี้เป็นสมัยประชุมกัน’ ดังนี้ แล้วเข้าไปยังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

เทวนิกาย ๖๐

{๒๔๕} [๓๔๐] ในเวลานั้น เทพทั้งหลายชื่ออาโป ชื่อปฐวี ชื่อเตโช ชื่อวาโยได้พากันมาแล้ว เทพชื่อวรุณะ ชื่อวารุณะ ชื่อ โสมะมาพร้อมกับเทพชื่อยสะ เทพผู้บังเกิดในหมู่เทพ ด้วยอำนาจเมตตาและกรุณาฌาน ผู้มียศก็มา

หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมี ต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ท้าววชิรหัตถ์ ผู้มีเพชรเป็นอาวุธในหัตถ์ หมายถึงพระอินท์หรือท้าวสักกะ (ที.ม.อ. ๓๐๔)
หน้า ๓๐๘

เทพชื่อเวณฑู ชื่อสหสี ชื่ออสมา ชื่อยมะ ทั้งสอง พวกก็มาทวยเทพผู้อาศัยพระจันทร์ให้พระจันทร์ นำหน้ามา ทวยเทพผู้อาศัยพระอาทิตย์ให้พระอาทิตย์นำ หน้ามา ทวยเทพให้นักษัตรนำหน้าก็มา ทวยเทพมันท พลาหกก็มา แม้ท้าวสักกปุรินททวาสวะซึ่งประเสริฐกว่า วสุเทพทั้งหลายก็เสด็จมาหมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมี ต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่า อันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

อนึ่ง เทพชื่อสหภูผู้รุ่งเรืองอุจเปลวไฟก็มา เทพ ชื่ออริฏฐกะ ชื่อโรชะ มีรัศมีดังสีดอกผักตบก็มา เทพ ชื่อวรุณะ ชื่อสหธรรม ชื่ออัจจุตะ ชื่ออเนชกะ ชื่อสุเลยยะ ชื่อรุจิระก็มา เทพชื่อวาสวเนสีก็มา

หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมด ล้วนมี รัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

เทพชื่อสมานะ ชื่อมหาสมานะ ชื่อมานุสะ ชื่อ มานุสุตตมะ ชื่อขิฑฑาปทูสิกะก็มา เทพชื่อมโนปทูสิกะ ก็มา

อนึ่ง เทพชื่อหริ ชื่อโลหิตวาสี ชื่อปารคะ ชื่อ มหาปารคะผู้มียศก็มา

หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมี ต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

หน้า ๓๐๙

เทพชื่อสุกกะ ชื่อกรุมหะ ชื่ออรุณะ ชื่อเวฆนสะ ก็มาด้วยกัน เทพชื่อโอทาตคัยหะผู้เป็นหัวหน้า เทพ ชื่อวิจักขณะก็มา

เทพชื่อสทามัตตะ ชื่อหารคชะ และชื่อมิสสกะ ผู้มียศ ก็มา ปชุนนเทพบุตรผู้คำรามให้ฝนตกทั่วทิศก็มา

หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมี ต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนมของภิกษุ

เทพชื่อเขมิยะ เทพชั้นดุสิต เทพชั้นยามา เทพชื่อ กัฏฐกะ ผู้มียศ เทพชื่อลัมพิตกะ ชื่อลามเสฏฐะ ชื่อ โชตินามะ ชื่ออาสา และเทพชั้นนิมมานรดีก็มา อนึ่ง เทพชั้นปรนิมมิตะก็มาหมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมี ต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

หมู่เทพ ๖๐ หมู่เหล่านี้ทั่งหมดล้วนมีรัศมีต่าง ๆ กัน มาแล้วโดยกำหนดชื่อ และเทพเหล่าอื่นผู้เป็นเช่นเดียวกัน ก็มาพร้อมกันด้วยคิดว่า

‘เราทั้งหลายจักเห็นพระอริยสงฆ์ผู้ปราศจากชาติ ไม่มี กิเลสดุจตะปู ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ข้ามพ้น โอฆะ ไม่มีบาป ผู้ล่วงอกุศลกรรมได้แล้ว ดุจ ดวงจันทร์ที่พ้นจากความดำมืดแล้วฉะนั้น’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอริยสงฆ์ผู้ปราศจากชาติ ในที่นี้หมายถึงภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปซึ่งล้วนเป็น พระอรหันต์ ชื่อว่าปราศจากชาติ เพราะหมดการเวียนว่ายตายเกิด (นัย ที.ม.อ. ๓๐๗)
หน้า ๓๑๐

พรหมนิกาย

{๒๔๖} [๓๔๑] สุพรหมและปรมัตตพรหม ซึ่งเป็นบุตรของ พระพุทธเจ้าผู้มีฤทธิ์ก็มาด้วยกัน สนังกุมารพรหมและ ติสสพรหมแม้นั้น ก็มายังป่าอันเป็นที่ชุมนุมของภิกษุ

ท้าวมหาพรหมปกครองพรหมโลกพันหนึ่ง ท้าว มหาพรหมนั้นบังเกิดแล้วในพรหมโลก มีความรุ่งเรือง มีกายใหญโต มียศก็มา

พรหม ๑๐ พวกผู้เป็นใหญ่ในพวกพรหมพันหนึ่ง มี อำนาจเป็นไปเฉพาะองค์ละอย่างก็มา มหาพรหมชื่อหาริตะ แวดล้อมด้วยบริวารก็มาในท่ามกลางพรหมเหลานั้น

[๓๔๒] พวกเสนามารได้เห็นพวกเทพพร้อมทั้งพระอินทร์ พระพรหมผู้มุ่งมาทั้งหมดนั้นก็มาด้วย แล้วกล่าวว่า ‘ท่าน จงดูความเขลาของมารดำ’

พญามารกล่าวว่า ‘พวกท่านจงมาจับเทพเหล่านี้ผูก ไว้ เทพมณฑลจงลูกพวกท่านผูกด้วยราคะ พวกท่าน จงล้อมไว้โดยรอบ อย่าให้ใครๆ พ้นมือไป’

พญามารบังคับเสนามารในที่ชุมนุมนั้นดังนี้ แล้ว เอาฝ่ามือตบแผ่นดิน ส่งเสียงดังน่ากลัวเหมือนเมฆที่ ให้ฝนตกพร้อมทั้งฟ้าแลบคำรามอยู่ฉะนั้น เวลานั้น พญามารนั้นไม่อาจจะให้ใครเป็นไปในอำนาจของตนได้ จึงโกรธจัดกลับไป[๓๔๓] พระศาสดาผู้มีพระจักษุทรงพิจารณาทราบเรื่องนั้น ทั้งหมด แต่นั้นจึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนาตรัส

หน้า ๓๑๑

ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเสนามารมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักเขาไว้’ ภิกษุเหล่านั้นสดับพระดำรัสสอน ของพระพุทธเจ้าแล้วได้กระทำความเพียร

มารและเสนามารหลีกไปจากพวกภิกษุผู้ปราศจาก ราคะ แม้ขนของท่านก็ทำให้ไหวไม่ได้ พญามาร กล่าวสรรเสริญว่า ‘พวกสาวกของพระองค์ทั้งหมดชนะ สงครามแล้ว ล่วงความกลัวได้แล้ว มียศ ปรากฏ ในหมู่ชน บันเทิงอยู่กับพระอริยเจ้าผู้เกิดแล้ว ในพระศาสนา’ ดังนี้แล

จบ มหาสมยสูตรที่ ๗

หน้า ๓๑๒

๘. สักกปัญหสูตร

ว่าด้วยท้าวสักกะทูลถามปัญหา

กล่าวถึงปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร

{๒๔๗} [๓๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขา เวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก แห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ

ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเกิดขวนขวายที่จะเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้า จึงได้ทรงดำริว่า “บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขาเวทิยกะ ทางเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ อัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ครั้นแล้ว ได้ตรัสเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ประทับอยู่ในถํ้าอินทสาละ ภูเขาเวทิยกะ ทาง เหนือหมู่บ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสัณฑ์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกแห่งพระนคร ราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ถ้ากระไร พวกเราควรจะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกัน” พวกเทพชั้นดาวดึงส์ทูลรับ เทวบัญชาท้าวสักกะจอมเทพแล้ว[๓๔๕] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกปัญจสิขคันธัพพ เทพบุตรมาตรัสว่า “ดูก่อนพ่อปัญจสิขะ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร เป็นเทพบุตรคนธรรพ์ได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าง ใกล้ชิด สามารถเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา ขอฟังพระธรรมเทศนาได้ทุกขณะที่ต้องการ ท้าว สักกะจอมเทพจึงตรัสชวนไปด้วยกันเพื่อจะให้ทูลขอพระวโรกาสกะพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถาม ปัญหาได้ด้วยดี (นัย ที.ม.อ. ๓๑๔) ดูเชิงอรรถ ๑ ข้อ ๒๙๓ หน้า ๒๖๘ ในเล่มนี้ประกอบ

จบ ๗. มหาสมัยสูตร