arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๙. มหาสติปัฏฐานสูตร เล่ม ๑๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๓–๓๐๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๓๔๑–๓๗๓

หน้า ๓๔๑

๙. มหาสติปัฏฐานสูตร

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐานสูตรใหญ่

{๒๗๓} [๓๗๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยูในแคว้นกุรุ มีนิคมของชาว กุรุชื่อว่าสัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

อุทเทส

[๓๗๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นพระสูตรที่มีอรรถคือเนื้อหาลึกซึ้ง ๑ ใน ๒ สูตรของคัมภีร์ทีฆนิกาย (อีกสูตรหนึ่ง คือ มหา นิทานสูตร) เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้แก่พุทธบริษัทชาวกุรุ เพราะทรงเห็นว่ามี ความสามารถที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาที่มีเนื้อหาลึกซึ้งได้ เนื่องจากแคว้นกุรุมีสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมเป็นต้นดี พุทธบริษัทชาวกุรุจึงมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี มีกำลัง ปัญญาแก่กล้าสามารถรับฟังธรรมกถาที่ลึกซึ้งได้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงแสดงพระสูตรที่มี เนื้อหาลึกซึ้งแก่ชาวกุรุ มิใช่เพียงมหาสติปัฏฐานสูตรนี้เท่านั้น แต่ยังทรงแสดงอีกหลายสูตร เช่น มหานิทานสูตร สาโรปมสูตร เป็นต้น มีอุปมาว่า บุรุษได้ผอบทองแล้วเก็บดอกไม้ นานาพันธุ์มาใส่ไว้ในผอบนั้น หรือได้หีบทองแล้วเก็บรัตนะ ๗ ประการมาใส่ไว้ในหีบนั้น ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ชาวกุรุมาเป็นพุทธบริษัทแล้วก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่มีอรรถลึกซึ้ง ฉันนั้น พุทธบริษัทชาวกุรุเมื่อรับฟังพระสูตรนี้แล้วก็สนใจหมั่นเจริญสติปัฏฐาน กล่าวกันว่าชาว กุรุแม้แต่ชนชั้นทาสและกรรมกรก็พูดแต่เรื่องที่เกี่ยวกับสติปัฏฐานสูตร ไม่สนใจพูดเรื่องอื่น ๆ ในที่สาธารณะเช่นท่านํ้าเป็นต้นเลย ถ้าหญิงบางคนถูกถามว่า ‘เธอสนใจสติปัฏฐานข้อไหน’ แล้ว นางตอบว่า ‘ไม่สนใจเลย’ ก็จะถูกตำหนิเป็นต้นว่า ‘น่าเสียดายชีวิตเธอ เหมือนตายทั้งเป็น’ และ ได้รับการตักเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีกโดยให้เรียนสติปัฏฐานสูตรข้อใดข้อหนึ่งทันที ในทางกลับ กัน ถ้าตอบว่าสนใจ ก็จะได้รับการสรรเสริญอย่างมากมาย มิใช่แต่ผู้เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานซึ่งอาศัยชาวแคว้นกุรุอยู่ก็สนใจสาธยายสติปัฏฐานสูตรตามที่ได้รับการพร่ำสอน ดังเช่น นกแขกเต้า เป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๓๕๗-๓๕๘)
  2. ๒อุทเทส คือหัวข้อธรรมที่ยกขี้นแสดง ในที่นี้ได้แก่ หัวข้อสติปัฏฐาน ๔ ประการ
หน้า ๓๔๒

โทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๓ทางนี้เป็นทางเดียว คำว่า ทางนี้ หมายถึงทางดำเนินไปสู่พระนิพพานและทางที่ผู้ต้องการ นิพพานควรดำเนินไป (ที.ม.อ. ๓๖๑) คำว่า ทางเดียว (เอกายนมรรค) หมายถึงเป็นทางตรง ไปสายเดียว ไม่เป็นทางสองแพร่ง อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวอธิบายความหมายไว้ ๔ ประการ คือ (๑) เป็นทางที่บุคคลต้องไปผู้เดียว กล่าวคือต้องละการเกี่ยวข้องกับหมู่คณะออกไปดำเนิน คือปฏิบัติแต่ลำพังผู้เดียว (๒) เป็นทางดำเนินไปของบุคคลผู้ประเสริฐหนึ่งเดียว (เอกบุคคล) คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงทำให้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้อื่นจะดำเนินตาม (๓) เป็นทางปฏิบัติที่มี อยู่ในศาสนาเดียวคือพระพุทธศาสนา (๔) เป็นทางดำเนินไปสู่จุดหมายเดียวคือพระนิพพาน ใน ที่นี้มุ่งประสงค์ทางคือสติปัฏฐานอันเป็นส่วนเบื้องต้นซึ่งเป็นไปในอารมณ์คือหัวข้อกำหนดพิจารณา ๔ ประการมีการพิจารณาเห็นกายในกายเป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๓๕๙-๓๖๐)
  2. ๑เพื่อบรรลุญายธรรม คำว่า ญายธรรม หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.ม.อ. ๓๖๕)
  3. ๒คำว่า สติปัฏฐาน แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งมั่นแห่งสติ, ฐานที่ตั้งอันเป็นหลักแห่งสติ, ฐานหลักที่สติควรดำเนินอยู่, หรือสติอันปรากฏชัด (ที.ม.อ. ๓๖๗-๓๖๘) มีข้อสงเกตว่า สติปัฏฐานตรัสเป็นพหูพจน์มรรคตรัสเป็นเอกพจน์ ก็เพราะตรัสตามจำนวนของสติ ซึ่งเมื่อจำแนกตามอารมณ์ก็จะมีจำนวนมาก มรรคคือทางดำเนินนั้นมีหนึ่งเดียว ความจริง สติปัฏฐานแม้จะมี ๔ แต่ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวโดยความหมายว่าเป็นทางเดียว (นัย ที.ม.อ. ๓๖๘)
  4. ๓คำว่า ภิกษุ ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นนิทัสสนบท คือเป็นบุคคลตัวอย่าง ในด้านการปฏิบัติตามพระสูตรนี้ หมายรวมถึงพุทธบริษัททั้งหมดหรือบุคคลทุกประเภท ไม่ว่า จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ (นัย ที.ม.อ. ๓๗๐)
  5. ๔คำว่า กาย หมายถึงรูปร่างของสัตว์ทั้งหลายซึ่งเรียกว่า กาย เพราะเป็นที่รวมแห่งสิ่งทั้งหลาย มีผมเป็นต้น หรือเพราะเป็นบ่อแห่งสรรพสิ่งที่น่ารังเกียจมีผมเป็นต้น (ที.ม.อ. ๓๗๑)
  6. ๕มีความเพียร หมายถึงมีความพยามที่จะเผากิเลสทั้งหลายในภพทั้งสาม มีสัมปชัญญะ หมาย ถึงเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญากล่าวคือความรู้ตัวอยู่เสมอ มีสติ หมายถึงเป็นผู้ประกอบด้วย ความระลึกที่กำหนดพิจารณาในเรื่องกาย (เวทนา จิต ธรรม) [ที.ม.อ. ๓๗๓]
  7. ๖อภิชฌา คือความเพ่งเล็งอยากได้ โทมนัส คือความทุกข์ใจ ในที่นี้จัดตามนิวรณ์ อภิชฌา ได้แก่ กามฉันทะ โทมนัส ได้แก่ พยาบาท กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ หมายถึงกำจัดคือละ ได้ชั่วคราวและ ข่มไว้ได้ซึ่งความยินดีและความยินร้ายในโลกคือกายนี้ (นัย ที.ม.อ. ๓๗๓)
หน้า ๓๔๓

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

จบ อุทเทส

กายานุปัสสนา อานาปานบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดลมหายใจออก-เข้า)

{๒๗๔} [๓๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไร เล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่าง ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’ เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’ เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’ เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’ ย่อม สำเหนียกว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก’ ย่อมสำเหนียก ว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า’ ย่อมสำเหนียกว่า ‘เรา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เวทนา พึงดูความหมายในข้อ ๓๘๐ จิต พึงดูความหมายในข้อ ๓๘๑ ธรรม พึงดูความ หมายในข้อ ๓๘๒-๔๐๓
  2. ๒ในธรรมวินัยนี้ หมายถึงในพระพุทธศาสนานี้ (ที.ม.อ. ๓๗๗)
  3. ๓เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงเสนาสนะที่สงัดอีก ๗ แห่ง (ยกเว้นป่าและโคนไม้) คือ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (ดู ข้อ ๓๒๐ หน้า ๒๙๐ ในเล่มนี้)
  4. ๔นั่งคู้บัลลังก์ หมายถึงนั่งขัดสมาธิ (วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
  5. ๕ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หมายถึงตั้งสติมุ่งตรงต่อกัมมัฏฐาน (วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
หน้า ๓๔๔

จักระงับกายสังขารหายใจออก’ ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกาย สังขารหายใจเข้า’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายช่างกลึงหรือลูกมือของนาย ช่างกลึงผู้มีทักษะ เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราชักยาว’ เมื่อชัก เชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราชักสั้น’ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’ เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’ เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’ เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’ ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักเป็น ผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก’ ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักเป็นผู้กำหนด รู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า’ ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก’

ย่อมสำเหนียกว่า ‘เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ อานาปานบรรพ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายสังขาร สภาพปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลมหายใจออก-เข้า ระงับกายสังขาร คือ การผ่อน คลายลมหายใจหยาบให้ละเอียดขึ้นไปจนถึงขั้นที่ว่ามีลมหายใจอยู่หรือไม่ เหมือนการเคาะระฆัง ครั้งแรกจะมีเสียงดังกังวานแล้วค่อย ๆ แผ่วลงจนเงียบเสียงไป (วิสุทฺธิ. ๑/๒๒๐/๒๙๙-๓๐๒)
  2. ๒กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ ลมหายใจออก-เข้าของตน กายภายนอก ได้แก่ ลมหายใจออก-เข้า ของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๗๙)
หน้า ๓๔๕

กายานุปัสสนา อิริยาปถบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดอิริยาบถ)

{๒๗๕} [๓๗๕] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เราเดิน’ ยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรายืน’ นั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรานั่ง’ นอนอยู่ ก็รู้ชัดว่า ‘เรานอน’ หรือเธอดำรงกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ ก็รู้ชัดกาย นั้นด้วยอาการอย่างนั้น ๆ

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฎฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ อิริยาปถบรรพ

กายานุปัสสนา สัมปชัญญบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดสัมปชัญญะ)

{๒๗๖} [๓๗๖] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัว ในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการ เหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอนในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๗๙)
หน้า ๓๔๖

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิด ขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ อันตัณหาและทิฎฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ สัมปชัญญบรรพ

กายานุปัสสนา ปฏิกูลมนสิการบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล)

{๒๗๗} [๓๗๗] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ เบื้องบนแต่ฝ่าเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น นํ้าตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติ ต่างชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดีแก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่า ‘นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ สัมปชัญญะ ๔ ในกายของตน (ที.ม.อ. ๓๘๓) คือ (๑) สาตถกสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่ามีประโยชน์ (๒) สัปปายสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ (ที่สบาย) (๓) โคจรสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่าเป็นโคจร (ที่ไป) (๔) อสัมโมหสัมปชัญญะ ความรู้ชัดว่า ไม่หลง (ที.สี.อ. ๑๖๖,๓๘๓) กายภายนอก ได้แก่สัมปชัญญะ ๔ ในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๓)
หน้า ๓๔๗

ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร’ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ เบื้องบนแต่ฝ่าเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลาย ผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไสัใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหาร เก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว นํ้าลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภาย ในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ ปฏิกูลมนสิการบรรพ

กายานุปัสสนา ธาตุมนสิการบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดมนสิการธาตุ)

{๒๗๘} [๓๗๘] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ มีผมเป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ สิ่ง ปฏิกูลต่าง ๆ มีผมเป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๔)
หน้า ๓๔๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้มีทักษะฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นส่วนๆ นั่งอยู่ที่ทางใหญ่สี่แยก ฉันใด ภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ‘มีอยู่ในกายนี้ คือ ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุไฟ ธาตุลม’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

จบ ธาตุมนสิการบรรพ

กายานุปัสสนา นวสีวถิกาบรรพ

(การพิจารณากาย หมวดป่าช้า ๙ หมวด)

{๒๗๙} [๓๗๙] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่พองอืด มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่ บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

{๒๘๐} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิก กินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง หมู่สัตว์ เล็ก ๆ ชนิดต่าง ๆ กัดกินอยู่บ้าง เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ ธาตุ ๔ ในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ ธาตุ ๔ ในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๕)
  2. ๒กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อาการที่พองอืดเป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อาการ ที่พองอืดเป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๖)
หน้า ๓๔๙

‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วง ความเป็นอย่างนี้ไปได้’

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่ บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

{๒๘๑} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ...

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ...

{๒๘๓} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้ง ไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ...

{๒๘๔} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทั้ง

ไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว กระจัดกระจาย ไปในทิศน้อยใหญ่ คือ กระดูกมือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูก ข้อเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูก สะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูก ซี่โครงไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูก ไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง กระดูกฟัน ไปทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กาย นี้แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วง ความเป็นอย่างนี้ไปได้’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายภายใน ในที่นี้ได้แก่ อาการที่ฝูงกาจิกกินอยู่เป็นต้นในกายของตน กายภายนอก ได้แก่ อาการที่ฝูงกาจิกกินอยู่เป็นต้นในกายของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๘๗) ต่อไปพึงเทียบเคียงตามนัยนี้
หน้า ๓๕๐

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน อยู่บ้าง ... ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้แล

{๒๘๕} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกมีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ...

{๒๘๖} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกกองกระจัดกระจายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ...

{๒๘๗} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหมือนกะว่าเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ กระดูกผุเป็นจุรณแล้ว เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ‘ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วง ความเป็นอย่างนี้ไปได้’

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้ง มั่นอยู่ว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ อย่างนี้แล”

จบ นวสีวถิกาบรรพ

จบ กายานุปัสสนา ๑๔ บรรพ

เวทนานุปัสสนา (การพิจารณาเวทนา)

{๒๘๘} [๓๘๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เสวยสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวย สุขเวทนา’ หรือเสวยทุกขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนา’ หรือ

หน้า ๓๕๑

เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา’ หรือเสวย สุขเวทนามีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยสุขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยสุขเวทนา ไม่มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส’ หรือเสวยทุกขเวทนา มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยทุกขเวทนาไม่มี อามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส’ หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนา มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส’ หรือเสวยอทุกขม สุขเวทนาไม่มีอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายใน อยู่บ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้น ในเวทนาอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาอยู่บ้าง พิจารณา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ หรือความรู้สึก หมายถึงภาวะจิตที่รู้สึกต่ออารมณ์ที่มากระทบ ในที่นี้จำแนกเป็น ๓ คือ สุขเวทนา ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม (ทาง ใจเรียกย่อยว่า โสมนัสสเวทนา) ทุกขเวทนา ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทาง ใจก็ตาม (ทางใจเรียกย่อยว่า โทมนัสสเวทนา) อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ คือไม่ทุกข์ไม่สุข หรือเรียกว่าอุเบกขาเวทนา
  2. ๒สุขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สึกสบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน ซึ่งจำแนก ตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิตโสมนัสสเวทนา ๖) ที่อาศัยอามิสคือกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าปรารถนา) เกิดขี้น สุขเวทนาไม่มีอามิส หมายถึงความรู้สึกสบายทางใจที่ เกี่ยวเนื่องกับการสละเรือนออกบวช ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมมสิตโสมนัสส เวทนา ๖) ทุกขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สึกไม่สบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิตโทมนัสสเวทนา ๖) ทุกขเวทนาไม่มีอามิส หมาย ถึงความรู้สึกไม่สบายทางใจที่เกี่ยวเนื่องกับการสละเรือนออกบวช ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมมสิตโทมนัสสเวทนา ๖) อทุกขมสุขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สึกเฉย ๆ ที่ เกี่ยวเนื่องกับการครองเรือน ซึ่งจำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เคหสิตอุเบกขาเวทนา ๖) อทุกขมสุขเวทนามีอามิส หมายถึงความรู้สึกเฉย ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการสละเรือนออกบวช ซึ่ง จำแนกตามทวารที่เกิด ๖ อย่าง (เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ๖) [นัย ที.ม.อ. ๓๙๐]
  3. ๓เวทนาภายใน ในที่นี้ได้แก่ เวทนาทั้งสามมีสุขเวทนาเป็นต้นของตน เวทนาภายนอก ได้แก่ เวทนาทั้งสามมีสุขเวทนาเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๐)
หน้า ๓๕๒

เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนาอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ‘เวทนามีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่า อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาอยู่อย่างนี้แล

จบ เวทนานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนา (การพิจารณาจิต)

{๒๘๙} [๓๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีราคะ’ หรือจิตปราศจาก ราคะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากราคะ’ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีโทสะ’ หรือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จิตทั้ง ๘ คู่นี้จัดเป็นโลกิยจิตทั้งสิ้น เพราะสติปัฏฐาน ๔ เป็นโลกิยมรรค คือทางดำเนินส่วน เบื้องต้นเพื่อบรรลุโลกุตตรมรรค (ที.ม.อ. ๓๖๕) มีความหมายเป็นคู่ ๆ ดังนี้ (๑) จิตมีราคะ คือ จิตที่ประกอบด้วยโลภะ หรือโลภมูลจิต ๘ ดวง จิตปราศจากราคะ คือกุศลจิตและอัพยากต จิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วยโลภะ (๒) จิตมีโทสะ คือจิตที่ประกอบด้วยโทมนัส หรือโทส มูลจิต ๒ ดวง จิตปราศจากโทสะ คือกุศลจิตและอัพยากตจิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วยโทมนัส (๓) จิตมีโมหะ คือจิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา(ความสงสัย)และอุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) หรือ โมหมูลจิต ๒ ดวง (โมหะ ความหลงไม่รู้สภาพจิต มีบทบาทเกี่ยวข้องในอกุศลจิตทุกดวง (๑๒ ดวง) ฉะนั้น เมื่อถือตามนัยนี้ โลภมูลจิต ๘ ดวง และโทสมูลจิต ๒ ดวง หรืออกุศลจิตทุกดวง ก็ชื่อว่าจิตมีโมหะ) จิตปราศจากโมหะ คือกุศลจิตและอัพยากตจิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วย โมหะ (๔) จิตหดหู่ คือจิตที่ถูกถีนมิทธะความหดหู่และเซื่องซึมครอบงำ จิตฟุ้งซ่าน คือ จิตที่ถูก อุทธัจจะครอบงำ (๕) จิตเป็นมหัคคตะ คือรูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต (จิตของผู้ได้รูปฌาน และอรูปฌาน หรือจิตของผู้อยู่ในรูปภูมิและอรูปภูมิ) จิตไม่เป็นมหัคคตะ คือกามาวจรจิต (จิต ของผู้อยู่ในกามภูมิ) (๖) จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า คือกามาวจรจิต จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า คือรูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต อีกนัยหนึ่ง รูปาวจรจิตชื่อว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า อรูปาวจรจิตชื่อว่าจิตไม่มีจิตอื่น ยิ่งกว่า (๗) จิตเป็นสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นด้วยอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ จิตไม่เป็นสมาธิ คือ จิตที่ปราศจากอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ (๘) จิตหลุดพ้น คือจิตที่ประกอบ ด้วยตทังควิมุตติ (หลุดพ้นกิเลสได้ชั่วขณะ)และวิกขัมภนวิมุตติ (หลุดพ้นกิเลสโดยข่มไว้ด้วยสมาธิ) จิตไม่หลุดพ้น คือจิตที่ปราศจากตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ (นัย ที.ม.อ.๓๙๑)
หน้า ๓๕๓

จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากโทสะ’ จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิต มีโมหะ’ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตปราศจากโมหะ’ จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตหดหู่’ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า ‘จิตฟุ้งซ่าน’ จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตเป็นมหัคคตะ, หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่เป็น มหัศคตะ’ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า ‘จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า’ หรือจิตไม่มีจิต อื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า’ จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตเป็น สมาธิ’ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่เป็นสมาธิ’ จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัด ว่า ‘จิตหลุดพ้น’ หรือจิตไม่หลุดพ้น

ก็รู้ชัดว่า ‘จิตไม่หลุดพ้น’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายใน ทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในจิตอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘จิตมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างนี้แล

จบ จิตตานุปัสสนา

ธัมมานุปัสสนา นีวรณบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดนิวรณ์)

{๒๙๐} [๓๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จิตภายใน ในที่นี้ได้แก่ ภาวะจิตที่มีราคะเป็นต้นของตน จิตภายนอก ได้แก่ ภาวะจิตที่มี ราคะเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๑)
หน้า ๓๕๔

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันทะมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘กามฉันทะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ ณ ภายใน จิต ก็รู้ชัดว่า ‘กามฉันทะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง กามฉันทะ ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย กามฉันทะ ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย กามฉันทะ ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘พยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’

อนึ่ง พยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย พยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้น ต่อไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘ถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘ถีน มิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้น ต่อไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุทธัจจกุกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นข้อหนึ่งใน นิวรณ์ (สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม) ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๒) พยาบาท ความคิดร้าย (๓) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและกลุ้มกังวล (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลไม่แน่ใจ
หน้า ๓๕๕

ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดด้วยอาการ นั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอาการใด ก็ รู้ชัดอาการนั้นด้วย

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้น ต่อไปด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นใน ธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น อะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ อยู่อย่างนี้แล

จบ นีวรณบรรพ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ นิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้นของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ นิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้นของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๗)
หน้า ๓๕๖

ธัมมานุปัสสนา ขันธบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดขันธ์)

{๒๙๑} [๓๘๓] อีกประการหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า

คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิด ขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิด ขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความ เกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณ เป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณ เป็นดังนี้’ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นใน ธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุปาทานขันธ์ แปลว่า กองแห่งความถือมั่น หมายถึงกลุ่มธรรมหรือหมวดธรรมอันเป็นปัจจัย แห่งความถือมั่น (ที.ม.อ. ๓๙๘) ๕ อย่าง คือ รูป (แสงสีที่ตามองเห็น) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความรู้จักจำได้) สังขาร (ความปรุงแต่งคิดนึก) และ วิญญาณ (ภาวะรับรู้) หรือ เรียกว่าเบญจขันธ์ (ขันธ์ ๕) อันเป็นตัวทุกข์นั่นเอง
  2. ๒ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ ของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ ของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๓๙๘)
หน้า ๓๕๗

อะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่อย่างนี้แล

จบ ขันธบรรพ

ธัมมานุปัสสนา อายตนบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดอายตนะ)

{๒๙๒} [๓๘๔] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมคืออายตนะภายในและภายนอก ๖ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตา รู้ชัดรูป และรู้ชัดสังโยชน์ซึ่งอาศัย ตาและรูปทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยภิกษุย่อมรู้ชัดหู รู้ชัดเสียง...

ภิกษุย่อมรู้ชัดจมูก รู้ชัดกลิ่น...

ภิกษุย่อมรู้ชัดลิ้น รู้ชัดรส...

ภิกษุย่อมรู้ชัดกาย รู้ชัดสิ่งที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อายตนะ หมายถึงอวัยวะเครื่องต่อรับรู้อารมณ์ของจิต จำแนกเป็น ๒ ฝ่ายตามความสัมพันธ์กัน คือภายในกับภายนอกฝ่ายละ ๖ คือ อายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะ ภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกาย) ธรรมารมณ์ (ความ คิดนึก) (ที.ม.อ. ๓๙๙) สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ในรถที่สำเร็จขึ้นจากวัฏฏทุกข์ (ที.สี.อ. ๒๘๐) ในที่นี้ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่างอีกนัยหนึ่ง คือ กามราคะ ความติดใจในกามคุณ ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ มานะ ความสำคัญตน ทิฎฐิ ความเห็นผิด วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต ภวราคะ ความติดใจในภพ อิสสา ความริษยา มัจฉริยะ ความตระหนี่ และ อวิชชา (ความไม่รู้สภาพจริง) (นัย ที.ม.อ. ๓๙๙)
หน้า ๓๕๘

ภิกษุย่อมรู้ชัดใจ รู้ชัดธรรมารมณ์ และรู้ชัดสังโยชน์ที่อาศัยใจและ ธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วย อาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอก อยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมทั้ง ภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น อะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ อยู่อย่างนี้แล

จบ อายตนบรรพ

ธัมมานุปัสสนา โพชฌงคบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดโพชฌงค์)

{๒๙๓} [๓๘๕] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อายตนะภายในและภายนอกของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อายตนะ ภายในและภายนอกของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๔๑๐)
  2. ๒โพชฌงค์ (หรือ สัมโพชฌงค์) องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ หมายถึงองค์แห่งธรรมสามัคคี ๗ ประการมีสติเป็นต้นอันเป็นเครื่องตรัสรู้ ตื่นจากการหลับเพราะกิเลส และรู้แจงอริยสัจของ พระผู้บำเพ็ญเพียร (ที.ม.อ. ๔๐๑) มี ๗ ประการ คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือสติ
หน้า ๓๕๙

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘สติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘สติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ อนึ่ง สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการ นั้นด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ...

อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา’ หรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า ‘อุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ของเรา’ อนึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วย อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ ด้วยอาการใด ก็รู้ชัดอาการนั้นด้วยดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมทั้ง

*****

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือธัมมวิจยะ (ความสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม)

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือวิริยะ (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือปีติ

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ) (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์

สัมโพชฌงค์คือสมาธิ (๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คืออุเบกขา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ สัมโพชฌงค์ ๗ ประการของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ สัมโพชฌงค์ ๗ ประการของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๔๑๑)
หน้า ๓๖๐

ภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมอยู่ บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติ ของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น อะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือโพชฌงค์ ๗ อยู่อย่างนี้แล

จบ โพชฌงคบรรพ

จบ ภาณวารที่ ๑

ธัมมานุปัสสนา สัจจบรรพ

(การพิจารณาธรรม หมวดอริยสัจ)

{๒๙๔} [๓๘๖] อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมคืออริยสัจ ๔ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)’

ทุกขสัจจนิทเทส (อธิบายทุกขสัจ)

[๓๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้(สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

หน้า ๓๖๑

{๒๙๕} [๓๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน คือ ความเกิด ความก่อเกิด ความหยั่งลง ความบังเกิด ความถือกำเนิด ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันนี้เรียกว่าชาติ[๓๘๙] ก็ชราเป็นไฉน คือ ความแก่ ความครํ่าคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อม แห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันนี้เรียกว่าชรา[๓๙๐] ก็มรณะเป็นไฉน คือ ความเคลื่อน ความเคลื่อนไป ความแตกดับ ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้น

ๆ ของ เหล่าสัตว์นั้น ๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ[๓๙๑] ก็โสกะเป็นไฉน คือ ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะของบุคคลผู้แห้งใจ ความผากภายใน ความแห้งผากภายในของบุคคลผู้ ประกอบด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าโสกะ[๓๙๒] ก็ปริเทวะเป็นไฉน คือ ความคร่ำครวญ ความร่ำพิไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่รํ่าพิไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คราครวญ ภาวะของ บุคคลผู้รํ่าพิไรรำพันของบุคคลผู้ประกอบด้วยความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าปริเทวะ[๓๙๓] ก็ทุกขะเป็นไฉน คือ ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญ ทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดี ที่เป็นทุกข์ ซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่าทุกข์

[๓๙๔] ก็โทมนัสเป็นไฉน คือ ความลำบากทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดี ที่เป็นทุกข์ ซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่าโทมนัส

หน้า ๓๖๒

[๓๙๕] ก็อุปายาสเป็นไฉน คือ ความแค้นใจ ความคับแค้นใจ ภาวะของบุคคลผู้แค้นใจ ภาวะของบุคคลผู้คับแค้นใจ ของบุคคลผู้ประกอบด้วย ความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าอุปายาสะ

[๓๙๖] ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคนด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือ ด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนา ความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียก ว่าความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์[๓๙๗] ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคนด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคล ผู้ปรารถนาประโยชน์

ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนา ความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ หรือญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรืยกว่าความพลัดพราก จากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์[๓๙๘] ก็ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิดเป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเรา เลย’ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย’

หน้า ๓๖๓

ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเรา เลย’ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึงเรา เลย’ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ขอเราไม่พึงมีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดา ขอโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย’ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ (สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์[๓๙๙] ก็โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เป็นไฉน คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือ สังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขอริยสัจ

สมุทัยสัจจนิทเทส (อธิบายสมุทยสัจ)

[๔๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ ตัณหา อันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ

หน้า ๓๖๔

มีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน คือ ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา นั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่เจริญใจโนโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะ เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กามตัณหา ตัณหาในกาม หมายถึงความอยากได้ในกามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทาง ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็นชื่อของกามคุณ ๕ (๒) ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึงความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความติดใจอยู่ในรูปภพ อรูปภพ หรือติดใจในฌานสมาบัติ ซึ่งประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง) (๓) วิภวตัณหา ตัณหาในวิภพ หมายถึงความอยาก ในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่น่าปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ ซึ่งประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ) (นัย ที.ม.อ. ๙๘,๔๑๕, ที.ปา.อ. ๑๘๒, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙)
  2. ๒เป็นที่รัก หรือ ปิยรูป คือสภาวะที่น่ารัก ที่เจริญใจ หรือ สาตรูป คือสภาวะที่ชื่นใจ อัน เป็นส่วนอิฏฐารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา (นัย ที.ม.อ. ๔๑๕, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙-๑๒๐)
  3. ๓วิญญาณ ในที่นี้คือความรู้แจ้งหรือรับรู้อารมณ์โดยอาศัยทวารหรืออายตนะภายใน ๖ คือ จักขุวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา โสตวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู ฆานวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางจมูก ชิวหาวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางลิ้น กายวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางกาย มโนวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ
หน้า ๓๖๕

จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญาเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

รูปสัญญาเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนาเป็นที่รักที่เจริญในโลก ตัณหาเมื่อจะ เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัมผัส (หรือผัสสะ) คือความกระทบหรือประจวบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนภายนอก จักขุสัมผัส ความกระทบอารมณ์ทางตา โสตสัมผัส ...ทางหู ฆานสัมผัส ...ทางจมูก ชิวหา สัมผัส ...ทางลิ้น กายสัมผัส ...ทางกาย มโนสัมผัส ความกระทบอารมณ์ทางใจ
  2. ๒เวทนา ในที่นี้คือความรู้สึกอารมณ์ ๖ ที่เกิดจากสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิด จากความกระทบอารมณ์ทางตา โสต...เวทนา ...ทางหู ฆาน...เวทนา ...ทางจมูก ชิวหา...เวทนา ...ทางลิ้น กาย...เวทนา ...ทางกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดจากความกระทบ อารมณ์ทางใจ
  3. ๓สัญญา ความกำหนดหมายอารมณ์ ๖ คือ รูปสัญญา ความกำหนดหมายรู้รูป สัททสัญญา ...เสียง คันธสัญญา ...กลิ่น รสสัญญา ...รส โผฏฐัพพสัญญา ...โผฏฐัพพะ ธัมมสัญญา ความ กำหนดหมายรู้ธรรมารมณ์
  4. ๔สัญเจตนา เจตจำนงหรือความจงใจในอารมณ์ ๖ คือ รูปสัญเจตนา เจตจำนงในรูป สัทท สัญเจตนา ...เสียง คันธสัญเจตนา ...กลิ่น รสสัญเจตนา ...รส โผฏฐัพพสัญเจตนา ...โผฏฐัพพะ ธัมมสัญเจตนา เจตจำนงในธรรมารมณ์
หน้า ๓๖๖

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจารเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ

นิโรธสัจจนิทเทส (อบายนิโรธสัจ)

{๒๙๘} [๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน คือ ความ คลายกำหนัดและความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความ ปล่อยวาง ความไม่อาลัยตัณหานั้นนั่นแหละ ก็ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ตัณหา ความอยากได้ในอารมณ์ ๖ คือ รูปตัณหา ความอยากได้รูป สัททตัณหา ...เสียง คันธตัณหา ...กลิ่น รสตัณหา ...รส โผฏฐัพพตัณหา ...โผฏฐัพพะ ธัมมตัณหา ความ อยากได้ธรรมารมณ์
  2. ๒วิตก ความตรึกถึงอารมณ์ ๖ คือ รูปวิตก ความตรึกถึงรูป สัททวิตก ...เสียง คันธวิตก ...กลิ่น รสวิตก ...รส โผฏฐัพพวิตก ...โผฏฐัพพะ ธัมมวิตก ความตรึกถึง ธรรมารมณ์
  3. ๓วิจาร ความตรองถึงอารมณ์ ๖ คือ รูปวิจาร ความตรองถึงรูป สัททวิตก...เสียง คันธ วิตก ...กลิ่น รสวิตก ...รส โผฏฐัพพวิตก ...โผฏฐัพพะ ธัมมวิตก ความตรองถึง ธรรมารมณ์
หน้า ๓๖๗

ย่อมละได้ในที่ไหน เมื่อจะดับย่อมดับได้ในที่ไหน คือ ที่ใดเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคล จะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละ ได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

หน้า ๓๖๘

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหาเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็นที่รักที่เจริญใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขนิโรธอริยสัจ

มัคคสัจจนิทเทส

{๒๙๙} [๔๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงาน ชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายาม ชอบ ๑ สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ การตั้งใจชอบ ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน คือ ความรู้ในทุกข์ ความ รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความรู้ในการดับสนิทแห่งทุกข์ ความรู้ในข้อปฏิบัติ อันให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ อันนี้เรียกว่าสัมมาทิฎฐิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริในการ ออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อริยมรรค ทางที่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย ทางที่ทำให้เป็นพระอริยบุคคล (ที.ม.อ. ๔๑๗)
หน้า ๓๖๙

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจาก การพูดเท็จ เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนางดเว้นจากการพูด คำหยาบ เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ อันนี้เรียกว่าสัมมาวาจา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน คือ เจตนางดเว้น จากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เจตนางดเว้นจากอทินนาทาน (การลักทรัพย์) เจตนางดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรม วินัยนี้ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้ เรียกว่าสัมมาอาชีวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัย นี้ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น เพื่อละธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคอง จิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อ ความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่าสัมมาวายามะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่าสัมมาสติ

หน้า ๓๗๐

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญ ว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เธอบรรลุ จตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละ ทุกข์และโสมนัสโทมนัสซึ่งดับไปก่อนแล้วอยู่ อันนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

[๔๐๓] ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความ เกิดขึ้นในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมอยู่บ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า ‘ธรรมมีอยู่’ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียง สักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และ ไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อยู่อย่างนี้แล

จบ สัจจบรรพ

จบ ธัมมานุปัสสนา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมภายใน ในที่นี้ได้แก่ อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคของตน ธรรมภายนอก ได้แก่ อริยสัจ ๔ ของผู้อื่น (ที.ม.อ. ๔๒๑)
หน้า ๓๗๑

อานิสงส์แห่งการเจริญสติปัฎฐาน ๔

{๓๐๐} [๔๐๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็น พระอนาคามี ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่าง ที่กล่าวมานี้ตลอด ๖ ปี ...๕ ปี ...๔ ปี ...๓ ปี ...๒ ปี ...๑ ปี เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยัง มีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๑ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่าง หนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็น พระอนาคามี ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๖ เดือน ...๕ เดือน ...๔ เดือน ...๓ เดือน ...๒ เดือน ... ๑ เดือน ...กึ่งเดือน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็น พระอนาคามี ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างที่กล่าวมานี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผลได้ ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็น พระอนาคามี ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุปาทิ หมายถึงอุปาทานขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ (บางฉบับ ปรากฏพระบาลีว่า อุปาทานเสเส แปลว่า เมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่)
หน้า ๓๗๒

[๔๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อความดับ สูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ’ เราอาศัยข้อความนี้กล่าวแล้ว”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฉะนี้แล

จบ มหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๙

หน้า ๓๗๓

๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร

ว่าด้วยความเห็นของเจ้าปายาสิ

{๓๐๑} [๔๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง ท่านพระกุมารกัสสปะเที่ยวจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครแห่งชาวโกศลชื่อเสตัพยะ ได้ยินว่า สมัยนั้น ท่านพระกุมารกัสสปะพักอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือ นครเสตัพยะ ใกล้นครเสตัพยะ ก็สมัยนั้น เจ้าปายาสิครองเสตัพยนครซึ่งคับคั่งด้วยผู้คนและสัตว์ เลี้ยง อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้า ไม้ น้ำ และธัญญาหารซึ่งเป็นพระราช ทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นของขวัญพิเศษ

เรื่องเจ้าปายาสิ

[๔๐๗] สมัยนั้นแล เจ้าปายาสิมีความคิดเห็นเลวทราม เห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”

พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะได้ทราบข่าวว่า “ท่านสมณกุมาร กัสสปะสาวกของพระสมณโคดมเที่ยวจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เจ้าปายาสิ คำว่า เจ้า แปลจากศัพท์ว่า ราชญฺญ หมายถึงเชื้อพระวงศ์ที่ยังไม่ได้รับการ อภิเษกขึ้นครองราชย์ (นัย ที.ม.อ. ๔๒๑)
  2. ๒ของขวัญพิเศษ พรหมไทย ของให้ที่ประเสริฐสุด หมายถึงที่ดินหรือบ้านมืองที่พระราชทาน เป็นบำเหน็จ โดยทรงประทานให้ขาด ไม่ริบเอาคืนในภายหลัง (ที.สี.อ. ๒๒๑)
  3. ๓สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น หรือ โอปปาติกสัตว์ หมายถึงผู้ผุดเกิดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด และ เวลาตาย (จุติ) ก็หายวับไปโดยไม่ต้องมีเชื้อหรือซากศพปรากฏทิ้งไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรก

จบ ๙. มหาสติปัฏฐานสูตร