arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๗. มหาสมัยสูตร เล่ม ๑๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๕–๒๔๖ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

____________

๗. มหาสมยสุตฺต

๗. มหาสมยสูตร

ว่าด้วยการประชุมครั้งใหญ่ของเทวดา

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสมัยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑๐ หน้า ๒๑๓–๒๒๒ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑๐ หน้า ๒๕๙–๒๗๒

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวมฺเม สุตํ :- เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ มหาวเน มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สพฺเพเหว อรหนฺเตหิ. ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา เยภุยฺเยน สนฺนิปติตา โหนฺติ ภควนฺตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสํฆญฺจ. อถ โข จตุนฺนํ สุทฺธาวาสกายิกานํ เทวานํ (๑) เอตทโหสิ “อยํ โข ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ มหาวเน มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สพฺเพเหว อรหนฺเตหิ, ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา เยภุยฺเยน สนฺนิปติตา โหนฺติ ภควนฺตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสํฆญฺจ; ยนฺนูน มยมฺปิ, เยน ภควา, เตนุปสงฺกเมยฺยาม; อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก ปจฺเจกคาถํ (๒) ภาเสยฺยามา”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. เทวตานํ
  2. ๒ฉ.ม. ปจฺเจกํ คาถํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้น สักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ มีเหล่าเทวดาจำนวนมากจาก ๑๐ โลกธาตุมาประชุมกันเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค และเยี่ยมภิกษุสงฆ์

เทพชั้นสุทธาวาส ๔ องค์ ได้มีความดำริดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ ประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ มีเหล่าเทวดาจำนวนมากจาก ๑๐ โลกธาตุมาประชุมกัน เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคและเยี่ยมภิกษุสงฆ์ ทางที่ดี เราก็ควร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วกล่าวคาถาองค์ละคาถาในสำนักพระผู้มีพระภาค”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ป่ามหาวัน เป็นป่าที่เกิดเองตามธรรมชาติ อยู่ติดกับเทือกเขาหิมาลัย (ที.ม.อ. ๓๓๑/๒๘๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อถ โข ตา เทวตา, เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย, ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย; เอวเมว สุทฺธาวาเสสุ เทเวสุ อนฺตรหิตา ภควโต ปุรโต ปาตุรหํสุ (๑) . อถ โข ตา เทวตา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ. เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ :

“มหาสมโย ปวนสฺมึ เทวกายา สมาคตา

อาคตมฺห อิมํ ธมฺมสมยํ

ทกฺขิตาเย (๒) อปราชิตสํฆนฺ”ติ.

อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

“ตตฺร ภิกฺขโว สมาทหํสุ,

จิตฺตมตฺตโน อุชุกมกํสุ (๓) ;

สารถีว เนตฺตานิ คเหตฺวา,

อินฺทฺริยานิ รกฺขนฺติ ปณฺฑิตา”ติ.

อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

“เฉตฺวา ขีลํ เฉตฺวา ปลีฆํ

อินฺทขีลํ อูหจฺจมเนชา

เต จรนฺติ สุทฺธา วิมลา

จกฺขุมตา สุทนฺตา สุสุนาคา”ติ.

อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ :

“เย เกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส

น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ

ปหาย มานุสํ เทหํ

เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺตี”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.สี. ปาตุรเหสุํ
  2. ๒ก. ทกฺขิตาเยว
  3. ๓ฉ.ม. อุชุกํ อกํสุ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ลำดับนั้น เทพเหล่านั้นหายไปจากเทวโลกชั้นสุทธาวาสมาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เทพองค์หนึ่งได้กล่าว คาถานี้ว่า“การประชุมครั้งใหญ่ในป่าใหญ่ มีหมู่เทพมาประชุมกัน พวกเราพากันมายังธรรมสมัย นี้ ก็เพื่อได้เยี่ยมสงฆ์ผู้ไม่พ่ายแพ้”

จากนั้น เทพอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ว่า

“ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้น มีจิตมั่นคง ทำจิตของตน ๆ ให้ตรง ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์ไว้ เหมือนสารถีผู้กุมบังเหียนขับรถม้าไป”

เทพอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ว่า

“ภิกษุเหล่านั้นตัดกิเลสดังตะปู ตัดกิเลสดังลิ่มสลัก ถอนกิเลสดังเสาเขื่อนได้แล้ว เป็นผู้ไม่หวั่นไหว บริสุทธิ์ เป็นผู้ปราศจากมลทิน เที่ยวไป เป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ทรงฝึกดีแล้ว เหมือนช้างหนุ่ม ฉะนั้น”เทพอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ว่า

“เหล่าชนผู้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จักไม่ไปสู่อบายภูมิ ครั้นละกายมนุษย์แล้ว จักทำให้หมู่เทพเจริญเต็มที่”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ธรรมสมัย ในที่นี้หมายถึงสถานที่ที่ประชุมเพื่อฟังธรรม (ที.ม.อ. ๓๓๒/๒๙๕)
  2. ๒กิเลสดังตะปู ในที่นี้หมายถึงราคะ โทสะ และโมหะ กิเลสดังลิ่มสลัก และกิเลสดังเสาเขื่อน ก็มีนัยเช่น เดียวกัน (ที.ม.อ. ๓๓๒/๒๙๖)
  3. ๓มีพระจักษุ หมายถึงมีพระจักษุ ๕ คือ ๑. มังสจักขุ (ตาเนื้อ) ๒. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) ๓. ปัญญาจักขุ (ตาปัญญา) ๔. พุทธจักขุ (ตาพระพุทธเจ้า) ๕. สมันตจักขุ (ตาเห็นรอบ) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑/๕๕, ที.ม.อ. ๑๘๖/๑๖๙, ๓๓๔/๓๐๐)
  4. ๔ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๓๗/๔๙๕๐
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เทวตาสนฺนิปาต อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “เยภุยฺเยน ภิกฺขเว ทสสุ โลกธาตูสุ เทวตา สนฺนิปติตา โหนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสํฆญฺจ; เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา, เตสมฺปิ ภควนฺตานํ เอตปรมาเยว (๑) เทวตา สนฺนิปติตา อเหสุํ, เสยฺยถาปิ มยฺหํ เอตรหิ; เยปิ เต ภิกฺขเว ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา, เตสมฺปิ ภควนฺตานํ เอตปรมาเยว เทวตา สนฺนิปติตา ภวิสฺสนฺติ, เสยฺยถาปิ มยฺหํ เอตรหิ; อาจิกฺขิสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ, กิตฺตยิสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ, เทเสสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ; ตํ สุณาถ, สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามี”ติ. “เอวมฺภนฺเต”ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. เอตํปรมาเยว
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

การประชุมของเทวดา

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเทวดาจำนวนมากใน ๑๐ โลกธาตุประชุมกันเพื่อเยี่ยมตถาคตและ ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายในอดีตกาล ที่มาประชุมกัน ครั้งที่มีจำนวนสูงสุดก็เท่ากับพวกเทวดาของ เรานี้เองที่มาประชุมกันในบัดนี้ พวกเทวดาของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคตกาลที่มาประชุมกัน ครั้งที่มีจำนวนสูงสุดก็เท่ากับ พวกเทวดาของเรานี้เองที่มาประชุมกันในบัดนี้ เราจักบอกชื่อของหมู่เทพ จักระบุ ชื่อของหมู่เทพ จักแสดงชื่อของหมู่เทพ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ภควา เอตทโวจ :

“สิโลกมนุกสฺสามิ, ยตฺถ ภุมฺมา ตทสฺสิตา

เย สิตา คิริคพฺภรํ ปหิตตฺตา สมาหิตา.

ปุถู สีหาว สลฺลีนา โลมหํสาภิสมฺภุโน

โอทาตมนสา สุทฺธา วิปฺปสนฺนมนาวิลา.

ภิยฺโย ปญฺจสเต ญตฺวา วเน กาปิลวตฺถเว

ตโต อามนฺตยี สตฺถา สาวเก สาสเน รเต.

เทวกายา อภิกฺกนฺตา เต วิชานาถ ภิกฺขโว,

เต จ อาตปฺปมกรุํ สุตฺวา พุทฺธสฺส สาสนํ.

เตสมฺปาตุรหุ ญาณํ อมนุสฺสาน ทสฺสนํ

อปฺเปเก สตมทฺทกฺขุํ สหสฺสํ อถ สตฺตรึ.

สตํ เอเก สหสฺสานํ อมนุสฺสานมทฺทสุํ

อปฺเปเกนนฺตมทฺทกฺขุํ ทิสา สพฺพา ผุฏา อหุํ.

ตญฺจ สพฺพํ อภิญฺญาย ววตฺถิตฺวาน (๑) จกฺขุมา

ตโต อามนฺตยี สตฺถา สาวเก สาสเน รเต.

เทวกายา อภิกฺกนฺตา เต วิชานาถ ภิกฺขโว,

เย โวหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิราหิ อนุปุพฺพโส.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ก.สี.อิ. ววกฺขิตฺวาน
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

“เรา จะกล่าวเป็นคาถา เหล่าภุมมเทวดาอาศัยอยู่ในที่ใด เหล่าภิกษุก็อาศัยอยู่ในที่นั้น

ภิกษุเหล่าใดอาศัยซอกเขา มีจิตมุ่งมั่น มีจิตตั้งมั่น พวกเธอมีจำนวนมากเร้นอยู่ เหมือนราชสีห์ ข่มความขนพองสยองเกล้าได้ มีจิตสะอาด หมดจดผ่องใส ไม่ขุ่นมัว

พระศาสดาทรงทราบว่ามีภิกษุกว่า ๕๐๐ รูป ผู้อยู่ในป่า ในเขตกรุงกบิลพัสดุ์จึงรับสั่งเรียกพระสาวกผู้ยินดีในศาสนามาตรัสว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย หมู่เทพมุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักเทพเหล่านั้น’

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พากันทำความเพียร ’ จึงมีญาณอันเป็นเหตุให้เห็นพวกอมนุษย์ปรากฏขึ้น ภิกษุบางพวก เห็นอมนุษย์ ๑๐๐ ตน บางพวกเห็น ๑,๐๐๐ ตน บางพวกเห็น ๗๐,๐๐๐ ตน บางพวกเห็น ๑๐๐,๐๐๐ ตน บางพวกเห็นมากมายไม่มีที่สิ้นสุด อมนุษย์อยู่กระจายไปทั่วทุกทิศพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทราบเหตุทั้งหมด ทรงกำหนดแล้ว จึงรับสั่งเรียกพระสาวกผู้ยินดีในศาสนามาตรัสว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย หมู่เทพมุ่งมากันแล้ว เธอทั้งหลายจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้น เราจะบอกเธอทั้งหลายด้วยวาจาตามลำดับ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เรา ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาค (ที.ม.อ. ๓๓๔/๒๙๙)
  2. ๒ทำความเพียร ในที่นี้หมายถึงการเข้าผลสมาบัติ (ที.ม.อ. ๓๔๓/๓๐๙)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตฺตสหสฺสา ว (๑) ยกฺขา ภุมฺมา กาปิลวตฺถวา

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

ฉสหสฺสา เหมวตา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุตีมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

สาตาคิรา ติสหสฺสา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

อิจฺเจเต โสฬสสหสฺสา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

เวสฺสามิตฺตา ปญฺจสตา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

กุมฺภีโร ราชคหิโก เวปุลฺลสฺส นิเวสนํ

ภิยฺโย นํ สตสหสฺสํ ยกฺขานํ ปยิรุปาสติ,

กุมฺภีโร ราชคหิโก โสปาคา สมิตึ วนํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. เต
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ยักษ์ ๗,๐๐๐ ตน ที่เป็นภุมมเทวดาอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายยักษ์ ๖,๐๐๐ ตนอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ มีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายยักษ์ ๓,๐๐๐ ตนอยู่ที่ภูเขาสาตาคีรี มีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายยักษ์เหล่านั้นรวมเป็น ๑๖,๐๐๐ ตน มีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายยักษ์ ๕๐๐ ตนอยู่ที่ภูเขาเวสสามิต มีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายกุมภีรยักษ์ผู้รักษากรุงราชคฤห์อยู่ที่ภูเขาเวปุลละ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑มีความรุ่งเรือง หมายถึงประกอบด้วยอานุภาพ (ที.ม.อ. ๓๔๑/๓๐๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปุริมญฺจ ทิสํ ราชา ธตรฏฺโฐ ปสาสติ

คนฺธพฺพานํ อธิปติ มหาราชา ยสสฺสิโส.

ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

ทกฺขิณญฺจ ทิสํ ราชา วิรูโฬฺห ตปฺปสาสติ (๑)

กุมฺภณฺฑานํ อธิปติ มหาราชา ยสสฺสิโส.

ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ. ปจฺฉิมญฺจ ทิสํ ราชา วิรูปกฺโข ปสาสติ

นาคานํ อธิปติ มหาราชา ยสสฺสิโส.

ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

“อุตฺตรญฺจ ทิสํ ราชา กุเวโร ตปฺปสาสติ

ยกฺขานํ อธิปติ มหาราชา ยสสฺสิโส.

ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

ปุริมทิสํ ธตรฏฺโฐ ทกฺขิเณน วิรูฬฺหโก

ปจฺฉิเมน วิรูปกฺโข กุเวโร อุตฺตรํ ทิสํ.

จตฺตาโร เต มหาราชา สมนฺตา จตุโร ทิสา

ททฺทลฺลมานา (๒) อฏฺฐํสุ วเน กาปิลวตฺถเว.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.สี. ตํ ปสาสติ
  2. ๒ก. ททฺทฬฺหมานา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท้าวธตรฐปกครองทิศตะวันออก เป็นหัวหน้าของพวกคนธรรพ์ เป็นมหาราชผู้มียศ แม้บุตรของเธอมีจำนวนมาก ต่างมีพลังมาก(และ)มีชื่อว่าอินทะ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายท้าววิรุฬหกปกครองทิศใต้ เป็นหัวหน้าของพวกกุมภัณฑ์ เป็นมหาราชผู้มียศ แม้บุตรของเธอมีจำนวนมาก ต่างมีพลังมาก(และ)มีชื่อว่าอินทะ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายท้าววิรูปักษ์ปกครองทิศตะวันตก เป็นหัวหน้าของพวกนาค เป็นมหาราชผู้มียศ แม้บุตรของเธอมีจำนวนมาก ต่างมีพลังมาก(และ)มีชื่อว่าอินทะ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายท้าวกุเวรปกครองทิศเหนือ เป็นหัวหน้าของพวกยักษ์ เป็นมหาราชผู้มียศ แม้บุตรของเธอมีจำนวนมาก ต่างมีพลังมาก (และ)มีชื่อว่าอินทะ มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายท้าวธตรฐอยู่ทางทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกอยู่ทางทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์อยู่ทางทิศตะวันตก ท้าวกุเวรอยู่ทางทิศเหนือ

ท้าวจาตุมหาราชนั้น มีแสงสว่างส่องไปโดยรอบทั่วทั้ง ๔ ทิศ สถิตอยู่ในป่า เขตกรุงกบิลพัสดุ์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตสํ มายาวิโน ทาสา อาคู (๑) วญฺจนิกา สฐา

มายา กุเฏณฺฑุ วิเฏณฺฑุ (๒) วิฏู จ (๓) วิฏุโฏ สห.

จนฺทโน กามเสฏฺโฐ จ กินฺนุฆณฺฑุ (๔) นิฆณฺฑุ จ

ปนาโท โอปมญฺโญ จ เทวสูโต จ มาตลิ.

จิตฺตเสโน จ คนฺธพฺโพ นโฬราชา ชโนสโภ (๕) อาคู (๖) ปญฺจสิโข เจว ติมฺพรู สูริยวจฺฉสา.

เอเต จญฺเญ จ ราชาโน คนฺธพฺพา สห ราชุภิ

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อาคุํ; สี.อิ. อาคุ; เอวมุปริปิ.
  2. ๒ฉ.ม. วิเฏณฺฑุ
  3. ๓ฉ.ม.สี. วิฏุจฺจ
  4. ๔ฉ.ม. กินฺนิฆณฺฑุ
  5. ๕ฉ.ม.สี. ชเนสโภ
  6. ๖ฉ.ม. อาคา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พวกผู้รับใช้ของท้าวจาตุมหาราชเหล่านั้น เป็นพวกมีมายา หลอกลวง โอ้อวดก็มาด้วย พวกผู้รับใช้ที่มีมายา คือ กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิฏู วิฏุฏะ จันทนะ กามเสฏฐะ กินนุฆัณฑุ และ นิฆัณฑุก็มาด้วยปนาทะ โอปมัญญะ มาตลิผู้เป็นเทพสารถี จิตตเสนะ นโฬราชะ ชโนสภะ ปัญจสิขะติมพรุ (คันธรรพเทวราชา) และสุริยวัจฉสา (คันธรรพเทวธิดา) ก็มาด้วย

เทวราชเหล่านั้นและคนธรรพ์อื่น ๆ ที่มาพร้อมเทวราช ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑จิตตเสนะ เป็นชื่อเทวบุตรพวกคนธรรพ์ ๓ องค์ คือ (๑) จิตตะ (๒) เสนะ (๓) จิตตเสนะ (ที.ม.ฏีกา ๓๓๗/๓๐๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อถาคู นาภสา (๑) นาคา เวสาลา สหตจฺฉกา

กมฺพลสฺสตรา อาคู ปายาคา สห ญาติภิ.

ยามุนา ธตรฏฺฐา จ อาคู นาคา ยสสฺสิโน

เอราวโณ มหานาโค โสปาคา สมิตึ วนํ.

เย นาคราเช สหสา หรนฺติ

ทิพฺพา ทิชา ปกฺขิ วิสุทฺธจกฺขู

เวหายสา (๒) เต วนมชฺฌปตฺตา

จิตฺรา สุปณฺณา อิติ เตส นามํ.

อภยนฺตทา นาคราชานมาสิ

สุปณฺณโต เขมมกาสิ พุทฺโธ

สณฺหาหิ วาจาหิ อุปวฺหยนฺตา

นาคา สุปณฺณา สรณมกํสุ พุทฺธํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. นาคสา
  2. ๒สี.อิ. เวหายสา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อนึ่ง หมู่นาคที่อยู่ในสระนาภสะ และที่อยู่ในกรุงเวสาลีมาพร้อมด้วยพวกนาคตัจฉกะ นาคกัมพลและนาคอัสดรก็มาด้วย และนาคที่อยู่ในท่าปายาคะก็มาพร้อมด้วยหมู่ญาตินาคผู้อยู่ในแม่น้ำยมุนา และนาคที่เกิดในตระกูลธตรฐผู้มียศก็มา พญาช้างเอราวัณก็มายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย

เหล่าครุฑผู้เป็นทิพย์ มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ ผู้สามารถจับนาคราชได้ฉับพลัน ผู้บินมาทางอากาศถึงท่ามกลางป่า มีชื่อว่าจิตรสุบรรณ

เวลานั้น พวกนาคราชไม่มีความหวาดกลัว (เพราะ) พระพุทธเจ้าทรงกระทำให้ปลอดภัยจากครุฑ นาคกับครุฑเจรจากันด้วยวาจาอันไพเราะ ต่างมีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ชิตา วชิรหตฺเถน สมุทฺทํ อสุรา สิตา

ภาตโร วาสวสฺเสเต อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน.

กาลกญฺชา (๑) มหาภิสฺมา (๒) อสุรา ทานเวฆสา

เวปจิตฺติ สุจิตฺติ จ ปหาราโท นมุจี สห. สตญฺจ พลิปุตฺตานํ สพฺเพ เวโรจนามกา

สนฺนยฺหิตฺวา พลึ เสนํ (๓) ราหุภทฺทมุปาคมุํ

สมโยทานิ ภทฺทนฺเต ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. กาลกญฺจา
  2. ๒สี.อิ. มหาภึสา
  3. ๓ฉ.ม. พลิเสนํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อสูรพวกที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร เป็นผู้พ่ายแพ้ต่อพระอินทร์ผู้ถือวชิราวุธ อสูรเหล่านั้นมีฤทธิ์ มียศ เป็นพี่น้องของท้าววาสวะพวกอสูรกาลกัญชะมีร่างน่ากลัวมาก พวกอสูรทานเวฆสะ อสูรเวปจิตติ อสูรสุจิตติ อสูรปหาราทะ และพญามารนมุจีก็มาด้วย

บุตรของพลิอสูร ๑๐๐ ตนที่ชื่อว่าเวโรจนะ ทุกตนต่างสวมเกราะเข้มแข็งเข้าไปใกล้ราหูจอมอสูร แล้วกล่าวว่า ‘ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน บัดนี้ ถึงเวลาที่ท่านควรเข้าไป สู่ป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย’

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาโป จ เทวา ปฐวี จ เตโช วาโย ตทาคมุํ

วรุณา วารุณา (๑) เทวา โสโม จ ยสสา สห,

เมตฺตากรุณากายิกา อาคู เทวา ยสสฺสิโน.

ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

เวณฺฑู จ เทวา (๒) สหลี จ อสมา จ ทุเว ยมา

จนฺทสฺสูปนิสา เทวา จนฺทมาคู ปุรกฺขตฺวา.

สูริยสฺสูปนิสา เทวา สูริยมาคู ปุรกฺขตฺวา

นกฺขตฺตานิ ปุรกฺขตฺวา อาคู มนฺทวลาหกา

วสูนํ วาสโว เสฏฺโฐ สกฺโกปาคา ปุรินฺทโท.

ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

“อถาคู สหภู เทวา ชลมคฺคิสิขาริว

อริฏฺฐกา จ โรชา จ อุมาปุปฺผนิภาสิโน.

วรุณา สหธมฺมา จ อจฺจุตา จ อเนชกา

สูเลยฺยรุจิรา อาคู อาคู วาสวเนสิโน. ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

สมานา มหาสมานา มานุสา มานุสุตฺตมา

ขิฑฺฑาปทูสิกา อาคู อาคู มโนปทูสิกา.

อถาคู หรโย เทวา เย จ โลหิตวาสิโน

ปารคา มหาปารคา อาคู เทวา ยสสฺสิโน.

ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

สุกฺกา กรุมฺหา๓๑๙ อรุณา อาคู เวฆนสา สห

โอทาตคยฺหา ปาโมกฺขา อาคู เทวา วิจกฺขณา.

สทามตฺตา หารคชา มิสฺสกา จ ยสสฺสิโน

ถนยํ อาค ปชฺชุนฺโน โย ทิสา อภิวสฺสติ.

ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

เขมิยา ตุสิตา ยามา กฏฺฐกา จ ยสสฺสิโน

ลมฺพีตกา ลามเสฏฺฐา โชตินามา จ อาสวา

นิมฺมานรติโน อาคู, อถาคู ปรนิมฺมิตา.

ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

-----

อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน

โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ.

สฏฺเฐเต เทวนิกายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน

นามนฺวเยน อาคญฺฉุํ (๓) เย จญฺเญ สทิสา สห.

ปวุตฺถชาติมขีลํ โอฆติณฺณมนาสวํ

ทกฺเขโมฆตรํ นาคํ จนฺทํว อสิตาติตํ. (๔)

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม.สี. วารณา
  2. ๒ฉ.ม.สี. เวณฺฑุเทวา จ
  3. ๓ฉ.ม. อาคจฺฉุํ
  4. ๔ก.ฉ.ม. อสิตาติคํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เวลานั้น เทพ (๑๐ หมู่) คือ อาโป ปฐวี เตโช วาโย วรุณะ วารุณะ โสมะ ยสสะ เมตตาและกรุณา เป็นผู้มียศก็มาด้วยเทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายเทพ (๑๐ หมู่) คือ เวณฑู สหลี และเทพ ๒ หมู่ คือ อสมะ และยมะก็มา เทพผู้อาศัยพระจันทร์ มีพระจันทร์นำหน้ามาเทพผู้อาศัยพระอาทิตย์ มีพระอาทิตย์นำหน้ามา เทพพวกมันทวลาหกะ มีพระนักษัตรนำหน้ามา

พระอินทร์ผู้เป็นท้าวสักกะ ผู้เป็นท้าวปุรินททะ ท้าววาสวะ ประเสริฐกว่าเหล่าเทพวสุ ก็มา

เทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายเทพอีก (๑๐ หมู่) คือ สหภู ผู้รุ่งเรืองดังเปลวไฟ อริฏฐกะ โรชะ ผู้มีรัศมีดังสีดอกผักตบ วรุณะ สหธรรม อัจจุตะ อเนชกะ สุเลยยะ รุจิระ และวาสวเนสีก็มาเทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรืองมีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย

เทพอีก (๑๐ หมู่) คือ สมานะ มหาสมานะ มานุสะ มานุสุตตมะ ขิฑฑาปทูสิกะ มโนปทูสิกะ หริ โลหิตวาสี ปารคะ และมหาปารคะผู้มียศก็มาเทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายเทพอีก (๑๐ หมู่) คือ สุกกะ กรุมหะ อรุณะ เวฆนสะ โอทาตคัยหะผู้เป็นหัวหน้า วิจักขณะ สทามัตตะ หารคชะ มิสสกะผู้มียศ และปชุนนเทวราชผู้บันดาลฝนให้ตกทั่วทุกทิศก็มาเทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายเทพอีก (๑๐ หมู่) คือ เทพพวกเขมิยะ เทพชั้นดุสิต เทพชั้นยามา

เทพพวกกัฏฐกะ ผู้มียศ เทพพวกลัมพีตกะ เทพพวกลามเสฏฐะ เทพพวกโชติ อาสวะ เทพชั้นนิมมานรดี และเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดีก็มาเทพทั้ง ๑๐ หมู่นี้แบ่งเป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีผิวพรรณงดงาม มียศ ต่างยินดีมุ่งมายังป่าที่ประชุมของภิกษุทั้งหลายเทพทั้งหมด ๖๐ หมู่ ล้วนมีผิวพรรณหลายหลาก มาแล้วตามกำหนด ชื่อหมู่เทพและเทพพวกอื่น ผู้มีผิวพรรณและชื่อเช่นนั้นก็มา (ด้วยคิด)ว่า‘พวกเราจะเข้าพบพระนาคะ ผู้ไม่มีการเกิด ไม่มีกิเลสดังตะปู ผู้ข้ามโอฆะ ได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ผู้พ้นโอฆะได้แล้ว ล่วงพ้นธรรมดำ ดังดวงจันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เมตตาและกรุณา หมายถึงเหล่าเทพที่เกิดด้วยอำนาจเมตตาฌานและกรุณาฌานที่เคยบำเพ็ญมา (ที.ม.อ. ๓๔๐/๓๐๕)
  2. ๒เทพพวกมันทวลาหกะ ในที่นี้หมายถึงเทพ ๓ องค์ คือ (๑) วาตวลาหกเทพบุตร (๒) อัพภวลาหกเทพบุตร (๓) อุณหวลาหกเทพบุตร (ที.ม.อ. ๓๓๙/๓๐๕)
  3. ๓ปุรินททะ ตามคติของฮินดูเป็นชื่อหนึ่งของพระอินทร์ แปลว่า ผู้ทำลายเมือง (ปุรททะ) ตามคติพุทธศาสนา เป็นชื่อหนึ่งของพระอินทร์ แปลว่า ผู้ให้ทานในกาลก่อน (ปุเร ทานํ ททาตีติ ปุรินฺทโท) (T.W. Rhys Davids and William Stede P. 469)
  4. ๔เทพวสุ หมายถึงเทพเจ้าแห่งทรัพย์ (T.W.Rhys Davids and William Stede P. 605)
  5. ๕กัฏฐกะ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กถกะ (ที.ม.อ. ๓๔๐/๓๐๗)
  6. ๖อาสวะ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อาสา (ที.ม.อ. ๓๔๐/๓๐๗)
  7. ๗พระนาคะ เป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า เพราะไม่ทำความชั่ว (ที.ม.อ. ๓๔๐/๓๐๗)
  8. ๘โอฆะ หมายถึงโอฆะ ๔ คือ (๑) กาม (๒) ภพ (๓) ทิฏฐิ (๔) อวิชชา (ที.ม.อ. ๓๔๐/๓๐๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุพฺรหฺมา ปรมตฺโต จ ปุตฺตา อิทฺธิมโต สห

สนงฺกุมาโร ติสฺโส จ โสปาค สมิตึ วนํ.

สหสฺสํ พฺรหฺมโลกานํ มหาพฺรหฺมาภิติฏฺฐติ

อุปปนฺโน ชุติมนฺโต ภิสฺมากาโย ยสสฺสิโส.

ทเสตฺถ อิสฺสรา อาคู ปจฺเจกวสวตฺติโน

เตสญฺจ มชฺฌโต อาคา หาริโต ปริวาริโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สุพรหมและปรมัตตพรหม ผู้เป็นบุตร ของพระผู้ทรงฤทธิ์ ก็มาด้วย สนังกุมารพรหมและติสสพรหมก็มายังป่าที่ประชุมท้าวมหาพรหม ๑,๐๐๐ องค์ ปกครองพรหมโลก ท้าวมหาพรหมนั้น อุบัติขึ้นในพรหมโลก มีความรุ่งเรือง มีกายใหญ่ มียศก็มา มีพรหม ๑๐ องค์ ผู้เป็นใหญ่กว่าพรหม ๑,๐๐๐ องค์ มีอำนาจเฉพาะองค์ละอย่างก็มา มหาพรหมชื่อหาริตะ มีบริวารห้อมล้อม มาอยู่ท่ามกลางพรหม ๑,๐๐๐ องค์นั้น’

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑บุตร ในที่นี้หมายถึงพุทธบุตรผู้ที่เป็นอริยสาวกผู้เป็นพรหม (ที.ม.อ. ๓๔๑/๓๐๘)
  2. ๒พระผู้ทรงฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า (ที.ม.อ. ๓๔๑/๓๐๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เต จ สพฺเพ อภิกฺกนฺเต สินฺเท (๑) เทเว สพฺรหฺมเก

มารเสนา อภิกฺกามิ, ปสฺส กณฺหสฺส มนฺทิยํ.

เอถ คณฺหถ พนฺธถ ราเคน พทฺธมตฺถุ โว

สมนฺตา ปริวาเรถ มา โว มุญฺจิตฺถ โกจิ นํ.

อิติ ตตฺถ มหาเสโน กณฺหเสนํ (๒) อเปสยิ

ปาณินา ตลมาหจฺจ สรํ กตฺวาน เภรวํ.

ยถา ปาวุสฺสโก เมโฆ ถนยนฺโต สวิชฺชุโก

ตทา โส ปจฺจุทาวตฺติ สํกุทฺโธ อสยํวเส. (๓)

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. สอินฺเท
  2. ๒ฉ.ม. กโณฺห เสนํ
  3. ๓สี.อิ. อสยํวสี
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อเสนามารมาถึง พระศาสดาได้ตรัสกับพวกเทพทั้งหมดเหล่านั้น พร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหมผู้ประชุมกันอยู่ จงดูความโง่เขลาของกัณหมาร

มหาเสนามารได้ส่งเสนามารไป ในที่ประชุมใหญ่ของเหล่าเทพด้วยคำว่า “พวกท่านจงไปจับหมู่เทพผูกไว้ พวกท่านจงผูกไว้ด้วยราคะเถิด จงล้อมไว้ทุกด้าน ใคร ๆ อย่าได้ปล่อยให้ผู้ใดหลุดพ้นไป” แล้วก็เอาฝ่ามือตบแผ่นดินทำเสียงน่ากลัว (แต่) ในเวลานั้น ไม่อาจ ทำให้ใครตกอยู่ในอำนาจได้ จึงกลับไปทั้งที่เกรี้ยวโกรธ เหมือนเมฆฝนที่บันดาลให้ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฉะนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตญฺจ สพฺพํ อภิญฺญาย ววตฺถิตฺวาน จกฺขุมา

ตโต อามนฺตยี สตฺถา สาวเก สาสเน รเต.

มารเสนา อภิกฺกนฺตา, เต วิชานาถ ภิกฺขโว

เต จ อาตปฺปมกรุํ สุตฺวา พุทฺธสฺส สาสนํ,

วีตราเคหิ ปกฺกามุํ, เนสํ โลมมฺปิ อิญฺชยุํ.

สพฺเพ วิชิตสงฺคามา ภยาตีตา ยสสฺสิโน

โมทนฺติ สห ภูเตหิ สาวกา เต ชเนสุตา”ติ. มหาสมยสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทราบเหตุทั้งหมด ทรงกำหนดแล้ว จึงรับสั่งเรียกพระสาวกผู้ยินดีในศาสนามาตรัสว่า‘ภิกษุทั้งหลาย เสนามารมุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักพวกเขา’

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พากันทำความเพียร เสนามารหลีกไปจากเหล่าภิกษุผู้ปราศจากราคะ ไม่อาจแม้ทำขนของภิกษุเหล่านั้นให้ไหวได้(พญามารกล่าวสรรเสริญว่า)

‘หมู่พระสาวกของพระพุทธเจ้า ชนะสงครามแล้วทั้งสิ้น ล่วงพ้นความหวาดกลัว มียศปรากฏอยู่ในหมู่ชน บันเทิงอยู่กับภูต ทั้งหลาย”

มหาสมยสูตรที่ ๗ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ภูต ในที่นี้หมายถึงพระอริยะในศาสนาของพระทศพล (ที.ม.อ. ๓๔๓/๓๑๐)

จบ ๗. มหาสมัยสูตร