พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๖. มหาโควินทสูตร เล่ม ๑๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๙–๒๓๔ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาโควินทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๒๖๘–๓๐๑
๖. มหาโควินทสูตร
ว่าด้วยมหาโควินทพราหมณ์
ปัญจสิขเทพบุตรเข้าเฝ้าทูลบอกเรื่องเทวสภา
{๒๐๙} [๒๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระ นครราชคฤห์ ครั้งนั้น คันธัพพเทพบุตรนามว่าปัญจสิขะผู้มีผิวพรรณงดงาม เมื่อล่วงปฐมยามแล้ว ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค เจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรยืน เรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะขอกราบทูลข้อความที่ข้าพระองค์สดับมาแล้ว รับมาแล้ว ต่อหน้าพวกเทพชั้นดาวดึงส์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “เชิญท่านบอกแก่เราเถิด ปัญจสิขะ”
- ๑คันธัพพเทพบุตรนามว่าปัญจสิขะ หมายถึงเทพบุตรแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา (สวรรค์ชั้น ต่ำสุดที่ท้าวมหาราช ๔ หรือท้าวจตุโลกบาลปกครอง) องค์หนึ่งซึ่งเป็นบริวารของท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ ผู้มีความชำนาญในวิชาดนตรีและขับร้อง มีนามว่า ปัญจสิขะ เพราะมี ประวัติก่อนมาเกิดเป็นเทพบุตรว่า ในตอนเป็นเด็กไว้ผม ๕ แกละ เป็นหัวหน้าเด็กเลี้ยงโค ชักชวนเด็ก อื่นๆ ทำสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่นสร้างศาลาพักริมทางนอกหมู่บ้าน ขุดสระนํ้า ก่อสร้าง สะพาน ปรับถนนหนทางใท้ราบเรียบ เป็นต้น นับได้ว่าสร้างบุญไว้ในโลกมนุษย์ อย่างมากมายตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนถึงวัยหนุ่ม แล้วได้สิ้นชีวิตขณะที่ยังเป็นหนุ่ม มีจิตชอบใจ ในอัตภาพที่เป็นเด็กไว้จุกนั้นไปบังเกิดในหมู่คนธรรพ์สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีอายุ ประมาณเก้าล้านปี มีอัตภาพคล้ายท่อนทองประมาณ ๓ คาวุต ประดับอาภรณ์ประมาณ ๖๐ เล่มเกวียน ลูดไล้เครื่องหอมประมาณ ๙ หม้อ คาดทรงผ้าแดงอันเป็นทิพย์ ประดับเครื่อง ประดับหูทองสีสุก มีตุ้มหู ๕ ชนิดแนบอยู่ด้านหลังเที่ยวไปโดยมีเครื่องประดับอย่างเด็กไว้ผม ๕ แกละ จึงเป็นที่รู้กันว่าปัญจสิขะ แปลว่า ผู้มีแกละ ๕ แกละ มีตุ้มหู ๕ ชนิด (นัย ที.ม.อ. ๒๕๙)
[๒๙๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อน นานมาแล้ว ในวันอุโบสถ ๑๕ คํ่า ในราตรีมีพระจันทร์เพ็ญวันปวารณา ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้น นั่งชุมนุมกันอยู่ที่สุธัมมาสภา มีเทพบริษัทเป็นอันมากนั่งอยู่โดยรอบ และ ท้าวจาตุมหาราชก็นั่งอยู่ใน ๔ ทิศ คือ ในทิศตะวันออก ท้าวธตรฐมหาราช นั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันตก แวดล้อมด้วยเทพดาทั้งหลาย ในทิศใต้ ท้าววิรุฬหกมหาราชนั่งผินหน้าไปทางทิศเหนือ แวดล้อมด้วยเทพดาทั้งหลาย ในทิศตะวันตก ท้าววิรูปักขมหาราชนั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออก แวดล้อม ด้วยเทพดาทั้งหลาย ในทิศเหนือ ท้าวเวสวัณมหาราชนั่งผินหน้าไปทางทิศ ใต้ แวดล้อมด้วยเทพดาทั้งหลาย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นนั่งชุมนุมกันอยู่ที่สุธัมมาสภา เทพบริษัทมากมายนั่งอยู่ โดยรอบ และท้าวจาตุมหาราชนั่งอยู่ใน ๔ ทิศ นี่เป็นอาสนะของท้าว จาตุมหาราชเหล่านั้น ข้างหลังถัดออกมาก็เป็นอาสนะของข้าพระพุทธเจ้า มีเหล่าเทวดาผู้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบังเกิดใน ภพดาวดึงส์ไม่นานย่อมรุ่งเรืองเกินเทวดาเหล่าอื่นทั้งโดยวรรณะและโดยยศ นัยว่า เพราะเหตุนั้น ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายจึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ทิพยกายย่อมบริบูรณ์หนอ อสุรกายย่อมเสื่อมไป’{๒๑๐} [๒๙๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพทรง ทราบความบันเทิงใจของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ จึงทรงบันเทิงตามด้วยคาถา เหล่านี้ว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ทวยเทพชั้นดาวดึงส์พร้อม ด้วยพระอินทร์ย่อมบันเทิงใจถวายนมัสการพระตถาคต และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี
เห็นเทพใหม่ ๆ ผู้มีวรรณะ มียศ ประพฤติ พรหมจรรย์ ในพระสุคตแล้วมา ณ ที่นี้
เทพเหล่านั้นเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระ ปัญญากว้างขวาง บรรลุคุณวิเศษแล้ว ย่อมรุ่งเรืองเกิน ทวยเทพเหล่าอื่น ณ ที่นี้โดยวรรณะ โดยยศ และโดยอายุ
ทวยเทพชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์เห็นเช่นนี้ แล้ว จึงยินดีถวายนมัสการพระตถาคตและความที่พระ ธรรมเป็นธรรมดี
{๒๑๑} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า เพราะเหตุนั้น ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสยิ่งกว่าประมาณว่า ‘ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย พวกทิพยกายย่อมบริบูรณ์หนอ พวกอสุรกายย่อมเสื่อมไป’
{๒๑๒} [๒๙๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบ ความเบิกบานใจของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ จึงตรัสเรียกทวยเทพชั้นดาวดึงส์ มาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายปรารถนาจะฟังพระคุณ ตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นไหม’ ทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์ทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทั้งหลายปรารถนา จะฟังพระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น’
พระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงยกพระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นแสดงแก่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ว่า ‘ทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คือ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๑)
อนึ่ง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสดีแล้ว อัน บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา ในตน อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงแสดงธรรมอันควรน้อมเข้ามาในตนอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาล เลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๒)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัติไว้ดีแล้วว่า ‘นี้กุศล นี้อกุศล นี้มีโทษ นี้ไม่มีโทษ นี้ควรเสพ นี้ไม่ควรเสพ นี้เลว นี้ประณีต นี้เป็นธรรมดำ ธรรมขาว และมีส่วนเทียบได้
พระศาสดาผู้ประกอบ ด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงบัญญัติธรรมอันเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ เลว ประณีต นี้เป็นธรรมดำ ธรรมขาว และมีส่วน เทียบได้อย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๓)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัตินิพพานคามินี ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงพระนิพพาน) เพื่อพระสาวกทั้งหลายไว้ดีแล้ว พระนิพพานและปฏิปทาย่อมเทียบเคียงกันได้ ดุจนํ้าในแม่นํ้าคงคากับนํ้า ในแม่นํ้ายมุนาย่อมเทียบเคียงเข้ากันได้ฉะนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์ คุณเช่นนี้ ผู้ทรงบัญญัตินิพพานคามีนิปฏิปทาอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นใน อดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๔)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงได้พระเสขะผู้ดำรงอยู่ใน ปฏิปทาและพระขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้วเป็นสหาย พระผู้มีพระ ภาคเจ้าก็ไม่ทรงติดบุคคลเหล่านั้น ทรงประกอบความเป็นผู้ยินดีอยู่ พระองค์เดียว พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงประกอบ
ความเป็นผู้ยินดีอยู่พระองค์เดียวอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๕)
อนึ่ง ลาภ ความสรรเสริญย่อมเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น ซึ่งดูเหมือนว่ากษัตริย์ทั้งหลายก็ยังยินดีกันอยู่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นทรงปราศจากความมัวเมาเสวยพระกระยาหาร พระศาสดา ผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ปราศจากความมัวเมาเสวยพระกระยาหาร อย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๖)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีปกติตรัสอย่างใด ทรงทำ อย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น เหตุนั้นพระองค์จึงชื่อว่า ‘ตรัสอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น’ พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๗)
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ทรงปราศจากความคลางแคลงสงสัย มีความดำริถึงที่สุดด้วยข้อปฏิบัติ อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นที่อาศัยอย่างยิ่ง พระศาสดา ผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ผู้ปราศจาก ความคลางแคลงสงสัย มีความดำริถึงที่สุดด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัยอย่างยิ่งอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาล เลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น’ (๘)[๒๙๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าวสักกะจอมเทพทรงยกพระคุณ ตามที่มีจริง ๘ ประการนี้แลของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นแสดงแก่ทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์
- ๑ข้อปฏิบัติอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (ที.ม.อ. ๒๗๑)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า เพราะเหตุนั้น ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสยิ่งกว่าประมาณ เพราะได้สดับ พระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในบรรดาเทพ เหล่านั้น เทพบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย โอหนอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงเสด็จอุบัติในโลกสัก ๔ พระองค์ พึงทรง แสดงธรรมเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’เทพบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์ยกไว้เถิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงอุบัติ ในโลกสัก ๓ พระองค์ พึงทรงแสดงธรรมเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็น อันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’
เทพบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ยกไว้เถิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงอุบัติ ในโลกสัก ๒ พระองค์ พึงทรงแสดงธรรมเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็น อันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’
[๒๙๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อทวยเทพทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสกะทวยเทพชั้นดาวดึงส์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ทั้งหลาย ข้อนั้นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส การที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์จะพึงอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันนี้ มิใช่ฐานะ ที่จะมีได้ ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอให้สมความหวัง ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง พึงดำรงอยู่ ตลอดกาลนาน ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แลท้าวจาตุมหาราชผู้ที่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ คิดปรึกษาอันถึงความประสงค์ซึ่งเป็นเหตุให้นั่งประชุมกัน ณ สุธัมมาสภา สั่งแล้วอยู่ในความประสงค์นั้นก็ดี ท้าวจาตุมหาราชผู้ที่ถูกกำชับมาแล้วอยู่ ในความประสงค์นั้นก็ดี ก็ยังยืนอยู่บนอาสนะของตน ๆ ไม่หลีกไป
{๒๑๓} ท้าวมหาราชเหล่านั้นรับคำแล้ว รับคำสั่งแล้ว มีจิต ผ่องใส ประทับสงบอยู่บนอาสนะของตน ๆ
ว่าด้วยสนังกุมารพรหม
{๒๑๔} [๒๙๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล แสงสว่างอันยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นในทิศเหนือ โอภาสปรากฏล่วงเทวานุภาพของทวยเทพทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพจึงตรัสเรียกทวยเทพชั้นดาวดึงส์มาว่า ‘ดูก่อน ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พรหมก็จักปรากฏเหมือนที่นิมิตปรากฏ แสงสว่าง เกิดมี โอภาสปรากฏฉะนั้น การที่แสงสว่างเกิดมี โอภาสปรากฏนี้เป็น บุพพนิมิตที่พรหมจะปรากฏ{๒๑๕} นิมิตปรากฏฉันใด พรหมจักปรากฏฉันนั้น การที่ โอภาสอันไพบูลย์มากมายปรากฏนี้เป็นบุพพนิมิตที่ พรหมจะปรากฏ
{๒๑๖} [๓๐๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล ทวยเทพชั้นดาวดึงส์นั่ง อยู่บนอาสนะตามที่ของตน ๆ ด้วยหวังว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น พวก เราทำวิบากที่จักมีให้แจ่มแจ้งเสียก่อนแล้วจึงจะไป’ แม้ท้าวจาตุมหาราช
ก็นั่งอยู่บนอาสนะตามที่ของตน ๆ ด้วยหวังว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น พวกเรา ทำวิบากที่จักมีให้แจ่มแจ้งเสียก่อนแล้วจึงจะไป’ ทวยเทพชั้น ดาวดึงส์ฟังความข้อนี้แล้วนั่งสงบกันอยู่ ด้วยหวังว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น พวกเราทำวิบากที่จักมีให้แจ่มแจ้งเสียก่อนแล้วจึงจะไป’
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏตัวแก่ทวยเทพชั้น ดาวดึงส์ ก็ได้เนรมิตอัตภาพอันยิ่งใหญ่ปรากฏ วรรณะปกติของพรหมซึ่ง เทพดาเหล่าอื่นถึงไม่ได้ก็ปรากฏในคลองจักษุของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ เมื่อ สนังกุมารพรหมปรากฏตัวแก่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์นั้นย่อมรุ่งเรืองเกินทวยเทพ เหล่าอื่นทั้งโดยวรรณะและโดยยศ เหมือนกายเทพดาย่อมรุ่งเรืองเกินกาย มนุษย์ฉะนั้น เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏตัวแก่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์นั้น ไม่ว่าเทพองค์ไหนในบริษัทนั้นไม่ไหว้ ไม่ลุกรับ และไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ทวยเทพทั้งหมดนั่งประนมมือนิ่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยดำริว่า ‘บัดนี้สนังกุมาร พรหมปรารถนาบัลลังก์ของเทพผู้ใด จักนั่งบนบัลลังก์ของเทพผู้นั้น’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมนั่งบนบัลลังก์ของเทพผู้ใด เทพ ผู้นั้นย่อมได้ความยินดีได้โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง เหมือนพระราชาผู้กษัตริย์ ทรงได้มูรธาภิเษกแล้วเสวยราชสมบัติใหม่ ๆ ย่อมได้ความยินดีได้ความ โสมนัสเป็นอย่างยิ่งฉะนั้น
ลำดับนั้น สนังกุมารพรหมได้ทราบความเบิกบานใจของทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์แล้วได้หายตัวไปบันเทิงตามด้วยคาถาเหล่านี้
{๒๑๗} ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ทวยเทพชั้นดาวดึงส์พร้อม ด้วยพระอินทร์ย่อมบันเทิงใจถวายนมัสการพระตถาคต และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี
เห็นเทพใหม่ ๆ ผู้มีวรรณะ มียศ ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสุคตแล้วมา ณ ที่นี้
เทพเหล่านั้นเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระ ปัญญากว้างขวาง บรรลุคุณวิเศษแล้ว ย่อมรุ่งเรืองเกิน ทวยเทพเหล่าอื่น ณ ที่นี้โดยวรรณะ โดยยศ และโดยอายุ
ทวยเทพชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์เห็นเช่นนี้ แล้ว จึงยินดีถวายนมัสการพระตถาคตและความที่พระ ธรรมเป็นธรรมดี
เสียงของสนังกุมารพรหมประกอบด้วยองค์ ๘
{๒๑๘} [๓๐๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสนังกุมารพรหมได้กล่าวเนื้อความนี้ เสียงของสนังกุมารพรหมผู้กล่าวเนื้อความนี้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ แจ่มใส ๑ ชัดเจน ๑ นุ่มนวล ๑ น่าฟัง ๑ กลมกล่อม ๑ ไม่พร่า ๑ ลึก ๑ มีกังวาน ๑ก็สนังกุมารพรหมจะให้บริษัทประมาณเท่าใดทราบเนื้อความด้วยเสียง กระแสเสียงของสนังกุมารพรหมนั้นก็ไม่แพร่ไปในภายนอกบริษัทเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสียงของผู้ใดประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ผู้นั้นท่านเรียกว่า ‘ผู้มีเสียงดังเสียงพรหม’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้น ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ได้กล่าวกะ สนังกุมารพรหมว่า ‘ข้าแต่ท้าวมหาพรหม ขอโอกาสเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทราบเนื้อความนั้นแล้วขอโมทนา มีอยู่พระคุณตามที่เป็นจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ที่ท้าวสักกะจอมเทพได้กล่าวแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบแล้วขอโมทนา’
พระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๓๐๒] ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพว่า ‘ดูก่อนท่านผู้จอมเทพ ขอโอกาสเถิด แม้เราทั้งหลายก็พึงได้ฟังพระคุณ ตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นบ้าง’ ท้าวสักกะ
จอมเทพรับคำสนังกุมารพรหมแล้วทรงยกพระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นแสดงว่า
‘ท่านมหาพรหมจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชน เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๑)อนึ่ง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสดีแล้ว อัน บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา ในตน อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณ เช่นนี้ ผู้ทรงแสดงธรรมอันควรน้อมเข้ามาในตนอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคย เห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น (๒)
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัติไว้ดีแล้วว่า ‘นี้กุศล นี้อกุศล นี้มีโทษ นี้ไม่มีโทษ นี้ควรเสพ นี้ไม่ควรเสพ นี้เลว นี้ประณีต นี้เป็นธรรมดำ ธรรมขาว และมีส่วนเทียบได้ พระศาสดาผู้ประกอบด้วย องค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงบัญญัติธรรมอันเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ เลว ประณีต นี้เป็นธรรมดำ ธรรมขาว และมี ส่วนเทียบได้อย่างนี้ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๓)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทา เพื่อพระสาวกทั้งหลายไว้ดีแล้วพระนิพพานและปฏิปทาย่อมเทียบเคียงกันได้
ดุจนํ้าในแม่นํ้าคงคากับนํ้าในแม่นํ้ายมุนาย่อมเทียบเคียงเข้ากันได้ฉะนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทา อย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๔)
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงได้พระเสขะผู้ดำรงอยู่ ในปฏิปทาและพระขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้วเป็นสหาย พระผู้มีพระ ภาคเจ้าก็ไม่ทรงติดบุคคลเหล่านั้น ทรงประกอบความเป็นผู้ยินดีอยู่ พระองค์เดียว พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงประกอบ ความเป็นผู้ยินดีอยู่พระองค์เดียวอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นในอดีตกาล เลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๕)อนึ่ง ลาภ ความสรรเสริญย่อมเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งดูเหมือนว่ากษัตริย์ทั้งหลายก็ยังยินดีกันอยู่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นทรงปราศจากความมัวเมาเสวยพระกระยาหาร
พระศาสดา ผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ปราศจากความมัวเมาเสวยพระกระยาหาร อย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๖)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีปกติตรัสอย่างใด ทรงทำ อย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น เหตุนั้นพระองค์จึงชื่อว่า ‘ตรัสอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น’ พระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างนี้ เรายังไม่เคยเห็นในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๗)อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ทรงปราศจากความคลางแคลงสงสัย มีความดำริถึงที่สุดด้วยข้อปฏิบัติอัน เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัยอย่างยิ่ง พระศาสดาผู้ประกอบ ด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ผู้ปราศจากความ
คลางแคลงสงสัย มีความดำริถึงที่สุดด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัยอย่างยิ่งอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็น ในอดีตกาลเลยถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น’ (๘)
{๒๑๙} [๓๐๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าวสักกะจอมเทพทรงยกพระคุณตาม ที่มีจริง ๘ ประการนี้แลของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นแสดงแก่สนังกุมารพรหม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า เพราะเหตุนั้น สนังกุมารพรหม จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสเพราะสดับพระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมเนรมิตอัตภาพ อันใหญ่ยิ่ง เป็นเพศกุมารมีแกละ ๕ แกละปรากฏแก่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ สนังกุมารพรหมนั้นเหาะขึ้นเวหาสนั่งขัดสมาธิอยูในอากาศกลางหาว เช่น บุรุษที่แข็งแรงนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ที่ปูลาดดีหรือบนภาคพื้นที่ราบเรียบฉะนั้น แล้วกล่าวกะเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า
เรื่องโควินทพราหมณ์
[๓๐๔] ‘ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญามากพระองค์นั้นได้มีมาแล้ว ตลอดกาลนานเพียงไร
ดูก่อนท่านผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีพระราชาพระนามว่า ทิสัมบดี พระเจ้าทิสัมบดีมีปุโรหิตชื่อว่าโควินทพราหมณ์ มีพระราชโอรส พระนามว่าเรณุราชกุมาร โควินทพราหมณ์มีบุตรชายชื่อว่าโชติปาลมาณพ คนเหล่านี้ คือ เรณุราชโอรส ๑ โชติปาลมาณพ ๑ และกษัตริย์อื่นอีก ๖
- ๑โควินทพราหมณ์ คำว่า โควินทะ เป็นชื่อตำแหน่งที่พระราชาทรงสถาปนาให้ทำหน้าที่ อนุศาสน์ราชกิจ เดิมทีพราหมณ์ผู้นี้มิได้ชื่อว่าโควินทะ แต่หลังจากได้รับการสถาปนาแล้ว จึง เรียกว่าโควินทพราหมณ์ (ที.ม.อ. ๒๗๓)
พระองค์ รวมเป็น ๘ ได้เป็นสหายกัน ต่อมาวันคืนล่วงไป โควินทพราหมณ์ ได้ถึงแก่กรรมไป เมื่อโควินทพราหมณ์ถึงแก่กรรมแล้ว พระเจ้าทิสัมบดีทรง รำพึงว่า ‘ในเวลาที่เราจะมอบราชกิจทั้งปวงไว้ในโควินทพราหมณ์แล้วจะ ให้เอิบอิ่ม พร้อมพรั่ง ให้ปรนเปรออยู่ด้วยเบญจกามคุณ โควินทพราหมณ์ ก็มาถึงแก่กรรมเสียแล้ว’เมื่อท้าวเธอทรงรำพึงอย่างนี้ เรณุราชโอรสได้กราบทูลพระเจ้า ทิสัมบดีว่า ‘ขอเดชะ เมื่อท่านโควินทพราหมณ์ถึงแก่กรรมแล้ว พระองค์ อย่าทรงกันแสงนักเลย โชติปาลมาณพผู้บุตรของโควินทพราหมณ์ยังมีอยู่ เขาฉลาดกว่า และสามารถที่จะไตร่ตรองอรรถธรรมดีกว่าบิดา บิดาของเขา สั่งสอนอรรถธรรมอันใดได้ อรรถธรรมนั้นแม้โชติปาลมาณพนั้นก็สั่งสอน ได้เหมือนกัน‘อย่างนั้นหรือ พ่อกุมาร’
‘อย่างนั้น พระเจ้าข้า’
เรื่องมหาโควินทพราหมณ์
[๓๐๕] ลำดับนั้น พระเจ้าทิสัมบดีจึงตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่ง ว่า ‘มานี่เถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปหาโชติปาลมาณพถึงที่อยู่แล้วจงบอก โชติปาลมาณพอย่างนี้ว่า ‘ขอความเจริญจงมีแก่ท่านโชติปาลมาณพ เถิดพระเจ้าทิสัมบดีรับสั่งให้ท่านโชติปาลมาณพเข้าไปเฝ้า พระเจ้าทิสัมบดี ทรงมีพระราชประสงค์จะขอพบท่านโชติปาลมาณพ’บุรุษนั้นทูลรับพระราชกระแสรับสั่งพระเจ้าทิสัมบดี แล้วเข้าไปหา โชติปาลมาณพถึงที่อยู่ แล้วได้กล่าวว่า ‘ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน โชติปาลมาณพเถิด พระเจ้าทิสัมบดีรับสั่งให้ท่านโชติปาลมาณพเข้าไปเฝ้า พระเจ้าทิสัมบดีทรงมีพระราชประสงค์จะขอพบท่านโชติปาลมาณพ’
โชติปาลมาณพรับคำบุรุษนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าทิสัมบดีถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระเจ้าทิสัมบดี ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้วจึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระเจ้าทิสัมบดีจึงตรัสว่า ‘ขอท่าน โชติปาลมาณพจงสั่งสอนเรา อย่าบอกคืนในการสั่งสอนเราเลย เราจักแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดา จักอภิเษกในตำแหน่งโควินทพราหมณ์ให้’ โชติปาลมาณพทูลรับพระเจ้าทิสัมบดีว่า ‘อย่างนั้นก็ได้ ขอเดชะ’
ครั้งนั้น พระเจ้าทิสัมบดีทรงอภิเษกโชติปาลมาณพไว้ในตำแหน่ง โควินทพราหมณ์ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดา โชติปาลมาณพ ผู้อันพระเจ้าทิสัมบดีทรงอภิเษกในตำแหน่งโควินทพราหมณ์ ทรงแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งแทนบิดาแล้ว ก็สั่งสอนอรรถธรรมที่บิดาของเขาสั่งสอน ไม่ สั่งสอนอรรถธรรมที่บิดาของเขาไม่สั่งสอน จัดแจงการงานที่บิดาของเขาจัด ไม่จัดแจงการงานที่บิดาของเขาไม่จัด ผู้คนทั้งหลายกล่าวถึงเขาอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย เป็นโควินทพราหมณ์แท้หนอ เจ้าข้าเอ๋ย เป็นมหาโควินท พราหมณ์แท้หนอ’ โดยปริยายนี้ โชติปาลมาณพจึงได้เกิดมีนามสมญาว่า ‘โควินทะ มหาโควินทะ’
เรื่องแบ่งราชสมบติ
{๒๒๐} [๓๐๖] ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต่อมามหาโควินทพราหมณ์เข้าเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์ถึงที่ประทับแล้วทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าทิสัมบดี ทรงพระชราภาพ แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ใครเล่าจะรู้ ชีวิตได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว พวกอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการพึงอภิเษกเรณุราชโอรสให้เป็นพระราชา มา ไปกันเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงเข้าเฝ้าเรณุราชโอรสกัน แล้วจงทูล อย่างนี้ว่า ‘พวกข้าพเจ้าเป็นสหายที่รักที่เจริญใจโปรดปรานของท่านเรณุ ท่านมีสุขอย่างใด พวกข้าพเจ้าก็มีสุขอย่างนั้น ท่านมีทุกข์อย่างใด พวก
ข้าพเจ้าก็มีทุกข์อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ พระเจ้าทิสัมบดีทรงพระชราภาพ แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ใครเล่าจะรู้ชีวิตได้ ข้อนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว พวกอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการพึงอภิเษกท่านเรณุให้เป็นพระราชา ถ้าท่านเรณุได้ราชสมบัติ ขอจงแบ่งราชสมบัติให้พวกข้าพเจ้าบ้าง’
กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นรับคำมหาโควินทพราหมณ์ แล้วเข้าไปเฝ้า เรณุราชโอรสถึงที่ประทับ แล้วทูลว่า ‘พวกข้าพเจ้าเป็นสหายที่รักที่ เจริญใจโปรดปรานของท่านเรณุ ท่านมีสุขอย่างใด พวกข้าพเจ้าก็มีสุขอย่างนั้น ท่านมีทุกข์อย่างใด พวกข้าพเจ้าก็มีทุกข์อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ พระเจ้า ทิสัมบดีทรงพระชราภาพ แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ใคร เล่าจะรู้ชีวิตได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จ สวรรคตแล้ว พวกอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการพึงอภิเษกท่านเรณุให้เป็น พระราชา ถ้าท่านเรณุได้ราชสมบัติ ขอจงแบ่งราชสมบัติให้พวกข้าพเจ้าบ้าง’เรณุราชโอรสตรัสว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ในแว่นแคว้นของ เรา คนอื่นใครเล่าจะมีความสุขนอกจากท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้า ได้ราชสมบัติ จักแบ่งให้ท่านทั้งหลายด้วย’
[๓๐๗] ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต่อมาเมื่อวันคืนล่วงไป ๆ พระเจ้าทิสัมบดี ได้เสด็จสวรรคต ครั้นพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว อำมาตย์ผู้สำเร็จ ราชการทั้งหลายได้อภิเษกเรณุราชโอรสเป็นพระราชา เรณุราชโอรสได้ อภิเษกเป็นพระราชาแล้วทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับปรนเปรออยู่ด้วย เบญจกามคุณ
ลำดับนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ถึงที่ประทับแล้วได้ทูลว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระเจ้าทิสัมบดีเสด็จ สวรรคตแล้ว ท่านเรณุได้รับอภิเษกเป็นพระราชาแล้วทรงเอิบอิ่ม พรั่ง พร้อม ได้รับปรนเปรออยู่ด้วยเบฌจกามคุณ ก็ใครหนอจะรู้ว่ากามารมณ์
ทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา มาไปกันเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงเข้าเฝ้าพระเจ้าเรณุกันแล้วทูลอย่างนี้ว่า ‘พระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคต แล้ว ท่านเรณุได้รับอภิเษกเป็นพระราชาแล้ว ยังทรงระลึกถึงพระดำรัส นั้นได้อยู่หรือ’
[๓๐๘] กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นรับคำมหาโควินทพราหมณ์ แล้วเข้า ไปเฝ้าพระเจ้าเรณุถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเจ้า ทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว ท่านเรณุได้รับอภิเษกเป็นพระราชาแล้ว ยังทรง ระลึกถึงพระดำรัสนั้นได้อยู่หรือ’
พระเจ้าเรณุตรัสตอบว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรายังระลึกถึง คำนั้นได้อยู่’
‘ใครหนอจะสามารถแบ่งมหาปฐพีนี้ออกเป็น ๗ ส่วนเท่า ๆ กันโดย เรียบร้อย ให้ด้านยาวอยู่ทางทิศอุดร ให้ปากทางเกวียนอยู่ทางทิศทักษิณได้’
‘ใครอื่นจะสามารถทำได้ นอกจากท่านมหาโควินทพราหมณ์’
ครั้งนั้น พระเจ้าเรณุตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ‘มานี่แน่ะ บุรุษผู้เจริญ จงไปหามหาโควินทพราหมณ์ถึงที่อยู่แล้วจงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านขอรับ พระเจ้าเรณุรับสั่งให้หาท่าน’
บุรุษนั้นรับสนองพระราชกระแสรับสั่งพระเจ้าเรณุ แล้วเข้าไปหา มหาโควินทพราหมณ์ถึงที่อยู่ แล้วได้กล่าวว่า ‘ท่านขอรับ พระเจ้าเรณุ รับสั่งให้หาท่าน’
มหาโควินทพราหมณ์รับคำของบุรุษนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณุ ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระเจ้าเรณุ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก ถึงกันไปแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระเจ้าเรณุได้ตรัสว่า ‘ท่านโควินท์ ท่านจงมาแบ่งมหาปฐพีนี้ออกเป็น ๗ ส่วนเท่า ๆ กัน ให้ ด้านยาวอยู่ทางทิศอุดร ให้ปากทางเกวียนอยู่ทางทิศทักษิณ’
มหาโควินทพราหมณ์แบ่งแผ่นดิน
มหาโควินทพราหมณ์รับสนองพระราชดำรัสของพระเจ้าเรณุแล้วแบ่ง มหาปฐพีนี้ออกเป็น ๗ ส่วนเท่าๆ กัน ให้ด้านยาวอยู่ทางทิศอุดร ให้ปาก ทางเกวียนอยู่ทางทิศทักษิณ ตั้งเนื้อที่ทั้งหมดให้เป็นปากทางเกวียนได้ยินว่า ในเนื้อที่เหล่านั้น ชนบทของพระเจ้าเรณุอยู่ท่ามกลาง
{๒๒๑} [๓๐๙] ทันตปุรนครเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาลิงคะ โปตนนครเป็นเมืองหลวงของแคว้นอัสสกะมาหิสสติ นครเป็นเมืองหลวงของแคว้นอวันตี โรรุกนครเป็นเมือง หลวงของแคว้นโสจิระมิถิลานครเป็นเมืองหลวงของแคว้นวิเทหะ จัมปา นครถูกสร้างไว้ในแคว้นอังคะ พาราณสีนครเป็นเมือง หลวงแห่งแคว้นกาสี พระนครเหล่านี้ท่านโควินทพราหมณ์ ได้สร้างไว้{๒๒๒} [๓๑๐] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นทรงดีพระทัย มีความดำริ บริบูรณ์ด้วยลาภของตน ๆ ว่า ‘สิ่งใดที่เราทั้งหลายอยากได้ หวังไว้ ประสงค์ไว้ ปรารถนายิ่ง เราทั้งหลายก็ได้สิ่งนั้นแล้วหนอ’กษัตริย์เหล่านั้นทรงพระนามว่าสัตตภู ๑ พรหมทัต ๑ เวสสภู ๑ ภรต ๑ เรณุ ๑ ธตรฐ ๒ รวมพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระราชภาระ ๗ พระองค์ในกาลนั้น
จบ ภาณวารที่ ๑
- ๑พระเจ้าสัตตภูทรงครองแคว้นกาลิงคะ พระเจ้าพรหมทัตทรงครองแคว้นอัสสกะ พระเจ้า เวสสภูทรงครองแคว้นอวันตี พระเจ้าภรตทรงครองแคว้นโสจิระ พระเจ้าเรณุทรงครอง แคว้นวิเทหะ พระเจ้าอตรฐทรงครองแคว้นอังคะ พระเจ้าธตรฐอีกพระองค์หนึ่งทรงครอง แคว้นกาสี (นัย ที.ม.อ. ๒๗๖)
กิตติศัพท์ของมหาโควินทพราหมณ์
{๒๒๔} [๓๑๑] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นเสด็จเข้าไปหามหาโควินท พราหมณ์ถึงที่อยู่แล้วตรัสว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ ขอท่านโควินทพราหมณ์ จงเป็นสหายที่รักที่เจริญใจโปรดปรานของพวกข้าพเจ้า ดังท่านโควินท์เป็น สหายที่รักที่เจริญใจโปรดปรานของพระเจ้าเรณุเถิด ขอท่านโควินทพราหมณ์ จงสั่งสอนพวกข้าพเจ้าด้วย อย่าบอกคืนในการสั่งสอนพวกข้าพเจ้าเลย’ มหาโควินทพราหมณ์รับสนองพระดำรัสของกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นผู้ได้ มูรธาภิเษกแล้วว่า ‘อย่างนั้นก็ได้ พระเจ้าข้า’ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์จึงสอนพระราชามหากษัตริย์ ๗ พระองค์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วที่ตนพึงสั่งสอนด้วยราชกิจ และบอกมนต์กะ พราหมณ์มหาศาล ๗ คนและเหล่าพราหมณ์นหาดก ๗๐๐ คน
[๓๑๒] ครั้นสมัยต่อมา กิตติศัพท์อันงดงามของท่านมหาโควินท พราหมณ์ได้ขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหาโควินทพราหมณ์สามารถเห็นพรหมได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้’ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ มีความดำริว่า ‘กิตติศัพท์อันงดงามของเราขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหาโควินท พราหมณ์สามารถเห็นพรหมได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหม ได้’ ก็เราเห็นพรหมไม่ได้ สนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่เรา ได้สดับความข้อนี้มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์
- ๑พราหมณ์มหาศาลในที่นี้หมายถึงอนุปุโรหิต คือ พราหมณ์ปุโรหิตชั้นรองจากมหาโควินทพราหมณ์ พราหมณ์นหาดก ชื่อว่านหาดก เพราะอาบน้ำวันละ ๓ ครั้งหรืออาบนํ้าทั้งเย็นและเช้าหรือผู้ อาบนํ้าในเวลาเสร็จสิ้นการประพฤติวัตรแล้วหลังจากนั้นจะไม่กินดื่มร่วมกับพราหมณ์ทั่วไป (ที.ม.อ. ๒๗๖) ผู้อาบแล้ว, ผู้ล้างแล้ว เป็นคำบัญญัติในลัทธิพราหมณ์สำหรับเรียกผู้ใหญ่ในวรรณะ เช่น พราหมณ์ผู้ได้กระทำพิธีอาบน้ำ ซึ่งจำต้องกระทำเมื่อเสร็จกิจศึกษาจากสำนักอาจารย์ และตั้ง ตนเป็นผู้ครองเรือน (คฤหัสถ์ คือ ผู้มีภรรยาและครอบครัว) [พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕] โดยปริยายในที่นี้คือพราหมณ์ที่เป็นข้าราชบริพาร
พูดไว้ว่า ‘ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้น ย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงหลีกเร้นอยู่ กรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนเถิด’
[๓๑๓] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณุถึงที่ ประทับแล้วกราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิตติศัพท์อันงดงามของข้า พระพุทธเจ้าขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหาโควินทพราหมณ์สามารถเห็นพรหม ได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้’ ก็ข้าพระพุทธเจ้าเห็น พรหมไม่ได้ สนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้า ได้สดับความข้อนี้มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ พูดไว้ว่า ‘ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้น ย่อม เห็นพรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้ ข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว’พระเจ้าเรณุรับสั่งว่า ‘ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควร ในบัดนี้เถิด
มหาโควินทพราหมณ์เข้าเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖
[๓๑๔] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์ นั้นถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิตติศัพท์อันงด งามของข้าพระพุทธเจ้าขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหาโควินทพราหมณ์สามารถเห็น พรหมได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้’ ก็ข้าพระพุทธเจ้า เห็นพรหมไม่ได้ สนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ว่า
- ๑กรุณาฌาน หมายถึงฌานที่เจริญโดยเน้นกรุณา (ภาวะจิตที่หวั่นใจเมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์ คิด หาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ให้) เป็นธรรมเด่น กล่าวคือฌานที่ประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เจริญโดยเน้นกรุณา (นัย ที.ม.อ. ๒๗๗)
ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับความข้อนี้มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์ และปาจารย์พูดไว้ว่า ‘ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาณานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้ ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหาร ไปให้คนเดียว’
กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นตรัสว่า ‘ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญ กาลอันควรในบัดนี้เถิด’
[๓๑๕] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คนและเหล่าพราหมณ์นหาดก ๗๐๐ คนถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า ‘ดูก่อนท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย กิตติศัพท์อันงดงามของข้าพเจ้าขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหา โควินทพราหมณ์สามารถเห็นพรหมได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับ พรหมได้’ ก็ข้าพเจ้าเห็นพรหมไม่ได้ สนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหม ก็ไม่ได้ แต่ว่าข้าพเจ้าได้สดับความข้อนี้มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็น อาจารย์และปาจารย์พูดไว้ว่า ‘ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับ พรหมได้ ข้าพเจ้าปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาข้าพเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว’พราหมณ์มหาศาลและเหล่าพราหมณ์นหาดกเหล่านั้นกล่าวว่า ‘ท่าน โควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด’
[๓๑๖] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปหาภรรยา ๔๐ คน ผู้เสมอกันถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ‘ดูก่อนแม่นางผู้เจริญทั้งหลาย กิตติศัพท์ อันงดงามของฉันขจรไปอย่างนี้ว่า ‘มหาโควินทพราหมณ์สามารถเห็น พรหมได้ สามารถสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้’ ก็ฉันเห็นพรหม ไม่ได้ สนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ว่าฉันได้สดับความข้อนี้
มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์พูดไว้ว่า ‘ผู้ใด หลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็น พรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้ ฉันปรารถนาจะหลีก เร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาฉัน นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว’
ภรรยาเหล่านั้นกล่าวว่า ‘ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอัน ควรในบัดนี้เถิด’
[๓๑๗] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์จึงให้สร้างหอประชุมหลังใหม่ ทางทิศตะวันออกแห่งนคร แล้วหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใคร ๆ มิได้เข้าไปหา นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว ต่อมาพอล่วง ๔ เดือน มหาโควินทพราหมณ์มีความระอา มีความท้อใจ ว่า ‘ก็เราได้สดับความข้อนี้มาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และ ปาจารย์พูดไว้ว่า ‘ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมได้ แต่เราก็ ยังเห็นพรหมไม่ได้ ยังสนทนาปราศรัยปรึกษากับพรหมไม่ได้’
สนทนากับสนังกุมารพรหม
[๓๑๘] ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมทราบความปริวิตกแห่งใจของ มหาโควินทพราหมณ์ด้วยใจแล้ว จึงอันตรธานไปในพรหมโลกมาปรากฏตัว เฉพาะหน้ามหาโควินทพราหมณ์ เหมือนบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออก หรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความกลัว หวาดเสียว ขนลุกชูชัน เหมือนเห็นรูปที่ไม่เคยเห็น ครั้งนั้น มหาโควินท พราหมณ์ผู้กลัวหวาดเสียว ขนลุกชูชัน ได้กล่าวกะสนังกุมารพรหม ด้วยคาถาว่า
ปฏิปทาให้ถึงพรหมโลก
{๒๒๕} ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านมีวรรณะ มียศ มีสิริ เป็นใครกันเล่า ข้าพเจ้าไม่รู้จักจึงขอถามท่าน ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้
สนังกุมารพรหมตอบว่า
พวกเทวดารู้จักเราในพรหมโลกว่ากุมารเก่า ทวยเทพ ทั้งปวงก็รู้จักเรา ท่านโควินท์ ท่านจงรู้จักเราอย่างนี้
มหาโควินทพราหมณ์กล่าวว่า
อาสนะ น้ำ น้ำมันทาเท้า น้ำผึ้งเคี่ยวไฟ ข้าพเจ้า เชื้อเชิญท่านด้วยของรับแขก ขอท่านจงรับของรับแขก ของข้าพเจ้าเถิด
สนังกุมารพรหมกล่าวว่า
ท่านโควินท์ เราขอรับของรับแขกของท่านที่ท่านพูด ถึงนั้น ท่านเป็นผู้ที่เราให้โอกาสแล้ว จงถามความที่ท่าน ปรารถนาเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบันและสุข ในภพหน้า
{๒๒๖} [๓๑๙] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความดำริว่า ‘เรามีโอกาสที่ สนังกุมารพรหมให้แล้ว เราควรจะถามสนังกุมารพรหมถึงทิฏฐธัมมิกัตถ ประโยชน์ (ประโยชน์ในโลกนี้) หรือสัมปรายิกัตถประโยชน์(ประโยชน์ในโลก หน้า) ดีหนอ’ ลำดับนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความดำริว่า ‘เราเป็นผู้ฉลาด ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ แม้คนอื่นๆ ก็มาถามทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์กะเรา ดังนั้น เราควรถามสนังกุมารพรหมถึงสัมปรายิกัตถประโยชน์เถิด’ลำดับนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ได้กล่าวกะสนังกุมารพรหม ด้วยคาถาว่า
{๒๒๗} ข้าพเจ้ามีความสงสัย จึงขอถามสนังกุมารพรหมผู้ ไม่มีความสงสัยในปัญหาที่พึงให้คนอื่นรู้ สัตว์โลกตั้งอยู่ ในอะไร ศึกษาในอะไร จึงจะถึงพรหมโลกอันเป็นอมตะได้
สนังกุมารพรหมตอบว่า
ดูก่อนพราหมณ์ สัตว์โลกละความยึดถือว่าเป็นของ เราในสัตว์ทั้งหลายที่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้เดียวโดดเด่น น้อมไปในกรุณา ไม่มีกลิ่นคาว เว้นจากเมถุน สัตว์โลก ตั้งอยู่ในธรรมนี้และศึกษาอยู่ในธรรมนี้ย่อมถึงพรหมโลก อันเป็นอมตะได้
{๒๒๘} [๓๒๐] มหาโควินทพราหมณ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทราบจากท่านว่า ‘ละความยึดถือว่าเป็นของเรา’ คือ คนบางคนในโลกนี้ละกองโภคสมบัติ น้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อย่างนี้ชื่อว่า ‘ละความยึดถือว่าเป็นของเรา’ ข้าพเจ้าทราบจากท่านดังนี้ข้าพเจ้าทราบจากท่านว่า ‘เป็นผู้เดียวโดดเด่น’ คือ คนบางคนในโลก นี้ย่อมอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง อย่างนี้ชื่อว่า ‘เป็นผู้เดียวโดดเด่น’ ข้าพเจ้า ทราบจากท่านดังนี้
ข้าพเจ้าทราบจากท่านว่า ‘น้อมไปในกรุณา’ คือ คนบางคนในโลก นี้มีใจสหรคตด้วยกรุณาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือน กันด้วยประการฉะนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในที่ทุกสถาน มีใจ สหรคตด้วยกรุณา อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่พยาบาท แผ่ไปทั่วโลกโดยประการทั้งปวงอยู่ อย่างนี้ชื่อว่า ‘น้อมไป ในกรุณา’ แต่เมื่อท่านพูดว่า ‘คนมีกลิ่นคาว’ ข้าพเจ้าไม่ทราบ
{๒๒๙} ข้าแต่พรหม ในหมู่มนุษย์ คนเหล่าไหนมีกลิ่นคาว ข้าพเจ้าไม่ทราบคนมีกลิ่นคาวเหล่านี้ ท่านนักปราชญ์ ขอจงบอก ณ ที่นี้เถิด หมู่สัตว์อันอะไรร้อยรัดแล้ว จึงเหม็นเน่าคลุ้งไป เข้าถึงอบาย มีพรหมโลกลูกปิดแล้ว
สนังกุมารพรหมตอบว่า
ความโกรธ การพูดเท็จ การฉ้อโกง การประทุษ ร้ายมิตร ความเป็นคนตระหนี่ ความถือตัว ความริษยา ความมักได้ ความลังเล การเบียดเบียนผู้อื่น ความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความเมา และความหลง ผู้ประกอบในกิเลสเหล่านี้จัดว่าไม่หมดกลิ่นคาว ต้องเข้า ถึงอบาย มีพรหมโลกลูกปิดแล้ว
{๒๓๐} มหาโควินทพราหมณ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเพิ่งทราบกลิ่นคาวจากท่าน ซึ่งพูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพเจ้าจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
‘ท่านโควินท์ย่อมรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด’
ทูลเชิญพระเจ้าเรณุ
{๒๓๑} [๓๒๑] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณุถึงที่ ประทับ แล้วกราบทูลว่า ‘บัดนี้ ขอพระองค์จงแสวงหาปุโรหิตคนอื่นที่จัก แนะนำราชกิจต่อพระองค์เถิด ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูด ถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตข้าพระพุทธเจ้าขอปรึกษาพระเจ้าเรณุภูมิบดี ขอ พระองค์ทรงรับรู้ด้วยราชกิจเองเถิดข้าพระพุทธเจ้า ไม่ยินดีในความเป็นปุโรหิต
พระเจ้าเรณุตรัสว่า
ถ้าท่านยังพร่องด้วยกามทั้งหลายเราจะให้ท่านบริบูรณ์ อนึ่ง ผู้ใดเบียดเบียนท่าน เราผู้เป็นเจ้าแผ่นดินจะห้าม ผู้นั้น ท่านเป็นบิดา ข้าพเจ้าเป็นบุตร ดูก่อนท่านโควินท์ ขอท่านอย่าทิ้งเราเลยมหาโควินทพราหมณ์กราบทูลว่า
ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความพร่องด้วยกาม ไม่มีใคร เบียดเบียนข้าพระพุทธเจ้า แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าได้ ฟังคำของท่านผู้ไม่ใช่มนุษย์ เหตุนั้นจึงไม่ยินดีในเรือนพระเจ้าเรณุตรัสว่า
ท่านผู้ไม่ใช่มนุษย์ มีวรรณะอย่างไร ได้กล่าว ข้อความอะไรกะท่าน ซึ่งท่านฟังแล้วจะทิ้งเรือนของเรา พวกเราและชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นเล่า
มหาโควินทพราหมณ์กราบทูลว่า
ครั้งก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้าอยู่โดดเดี่ยว ประสงค์ จะเซ่นสรวง ไฟที่ถูกสุมด้วยใบหญ้าคาลุกโพลงแล้ว
ขณะนั้น สนังกุมารพรหมมาจากพรหมโลกปรากฏ แก่ข้าพระพุทธเจ้า พรหมนั้นพยากรณ์ปัญหา แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าฟังปัญหานั้นแล้ว จึงไม่ยินดีในเรือน
พระเจ้าเรณุตรัสว่า ท่านโควินท์ ข้าพเจ้าเชื่อคำที่ท่านพูด ท่านฟังคำ ของท่านผู้ไม่ใช่มนุษย์แล้วจะประพฤติโดยประการอื่น อย่างไร พวกข้าพเจ้านั้นจักประพฤติตามท่าน
ท่านโควินท์ ท่านเป็นครูของพวกข้าพเจ้า แก้วไพฑูรย์ที่ไม่มีฝ้าปราศจากราคีย่อมงดงาม ฉันใด พวกข้าพเจ้าก็จักเป็นผู้หมดจด ฉันนั้น ประพฤติอยู่ ในคำสั่งสอนของท่านโควินท์
{๒๓๒} ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คติอันนั้น จักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
ทูลเชิญกษัตริย์ ๖ พระองค์
[๓๒๒] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ ถึงที่ประทับแล้วกราบทูลว่า ‘บัดนี้ ขอพระองค์ทั้งหลายจงแสวงหาปุโรหิต คนอื่นที่จักแนะนำราชกิจต่อพระองค์ทั้งหลายเถิด ข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับ กลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือน จะพึงยํ่ายีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’ลำดับนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖
พระองค์นั้นหลีกเลี่ยงไป ณ ข้างหนึ่งแล้ว คิดร่วมกันอย่างนี้ว่า ‘ธรรมดาพราหมณ์เหล่านี้มักโลภในทรัพย์ ถ้ากระไร พวกเราพึงเกลี้ยกล่อมมหาโควินทพราหมณ์ด้วยทรัพย์’ จึงเข้าไปหามหา โควินทพราหมณ์แล้วตรัสอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ ในราชอาณาจักร ทั้ง ๗ นี้มีทรัพย์มากมาย ท่านต้องการทรัพย์ประมาณเท่าใดจากจำนวนนั้น พวกข้าพเจ้าจะให้นำมาเท่านั้น’‘ขอเดชะ อย่าเลย ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้านี้มีมากมายเหมือน ทรัพย์ของพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าจักละทรัพย์ทั้งปวงออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจาก พรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’
ลำดับนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์หลีกไป ณ ข้างหนึ่งแล้วคิดร่วมกัน อย่างนี้ว่า ‘ธรรมดาพราหมณ์เหล่านี้มักโลภในสตรี ถ้ากระไร พวกเราพึง เกลี้ยกล่อมมหาโควินทพราหมณ์ด้วยสตรี’ จึงเข้าไปหามหาโควินทพราหมณ์ แล้วตรัสอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ ในราชอาณาจักรทั้ง ๗ นี้ มีสตรี มากมาย ท่านต้องการสตรีเท่าใด พวกข้าพเจ้าจะให้นำมาเท่านั้น’‘ขอเดชะ อย่าเลย ภรรยาของข้าพระพุทธเจ้าผู้เสมอกันมีถึง ๔๐ คน ข้าพระพุทธเจ้าจักละภรรยาเหล่านั้นทั้งหมดออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาว เหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้า จึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’[๓๒๓] ‘ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้พวก ข้าพเจ้าก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คติ อันนั้นจักเป็นของพวกข้าพเจ้าด้วย’
มหาโควินทพราหมณ์กราบทูลว่า
{๒๓๓} ถ้าพระองค์ทั้งหลายจะละกามอันเป็นที่ข้องอยู่ของ ปุถุชน ขอจงทรงปรารภความเพียรให้มั่น ประกอบ ด้วยกำลังขันติ
ทางนี้เป็นทางตรง ทางนี้ไม่มีทางอื่นยิ่งกว่า พระ สัทธรรมอันสัตบุรุษทั้งหลายรักษาแล้วเพื่อเข้าถึงพรหมโลก
{๒๓๔} ‘ถ้าอย่างนั้น ขอท่านมหาโควินท์จงรออยู่สัก ๗ ปีก่อน พอล่วง ๗ ปี แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใด ของท่าน คติอันนั้นจักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
‘ขอเดชะ ๗ ปีช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์อยู่ถึง ๗ ปีได้ ใครเล่าจะรู้ชีวิตสัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดรู้
ด้วยปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมาแล้วที่จะไม่ตาย ไม่มี ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’
‘ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๖ ปี ...๕ ปี ... ๔ ปี ... ๓ ปี ... ๒ ปี ...๑ ปี พอล่วง ๑ ปีแล้ว แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คติอันนั้นจักเป็นของข้าพเจ้า ทั้งหลายด้วย’
‘ขอเดชะ ๑ ปีช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์อยู่ถึง ๑ ปีได้ ใครเล่าจะรู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควรกำหนดรู้ด้วย ปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาว เหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้า จึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’‘ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๗ เดือนก่อน พอล่วง ๗ เดือน แล้ว แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติ อันใดของท่าน คติอันนั้นจักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
‘ขอเดชะ ๗ เดือนก็ช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์ถึง ๗ เดือนได้ ใครเล่าจะรู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิตควร กำหนดรู้ด้วยปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมาแล้ว ที่จะไม่ตายไม่มีด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้น อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต‘ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๖ เดือน ... ๕ เดือน ... ๔ เดือน ... ๓ เดือน ... ๒ เดือน ... ๑ เดือน ...ครึ่งเดือน พอล่วงครึ่งเดือน แม้
ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใด ของท่าน คติอันนั้นจักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
‘ขอเดชะ ครึ่งเดือนก็ช้านัก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจรอพระองค์ถึง ครึ่งเดือนได้ ใครเล่าจะรู้ชีวิต สัมปรายภพอันบุคคลต้องไป อันบัณฑิต ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมา แล้วที่จะไม่ตายไม่มี ด้วยว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหม ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ข้าพระพุทธเจ้าจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’‘ถ้าอย่างนั้น ขอท่านโควินท์จงรออยู่สัก ๗ วัน พอให้พวกข้าพเจ้า แนะนำบุตรและพี่น้องชายของตนๆ ในราชกิจเสียก่อน พอล่วง ๗ วัน แม้ พวกข้าพเจ้าก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของ ท่าน คติอันนั้นจักเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
‘ขอเดชะ ๗ วันไม่นาน ข้าพระพุทธเจ้าจักรอพระองค์ทั้งหลาย ๗ วัน’
ปรึกษาพราหมณ์มหาศาล ๗ คนเป็นต้น
[๓๒๔] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คนและเหล่าพราหมณ์นหาดก ๗๐๐ ถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ‘บัดนี้ ท่าน ทั้งหลายจงแสวงหาอาจารย์อื่นซึ่งจักสอนมนต์แก่ท่านทั้งหลายเถิด เรา ปรารถนาจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าเราได้สดับกลิ่นคาวมา จากพรหมผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงยํ่ายี ไม่ได้ง่ายเลย เราจึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’พราหมณ์มหาศาลและเหล่าพราหมณ์นหาดกเหล่านั้นกล่าวว่า ‘ท่าน โควินท์อย่าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเลย บรรพชามีศักดิ์ศรีน้อย มีลาภน้อย ความเป็นพราหมณ์มีศักดิ์ศรีมาก มีลาภมาก’
‘ท่านทั้งหลายอย่าได้พูดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายอย่าได้พูดอย่างนี้ว่า ‘บรรพชามีศักดิ์ศรีน้อยมีลาภน้อย ความเป็นพราหมณ์มีศักดิ์ศรีมาก มีลาภ มาก’ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ใครเล่าจะมีศักดิ์ศรีมาก มีลาภมากกว่าเรา บัดนี้ เราเป็นเหมือนพระราชาของพระราชาทั้งหลาย เป็นดังพรหมของพราหมณ์ ทั้งหลาย เป็นดังเทวดาของคฤหบดีทั้งหลาย เราจักละสิ่งทั้งปวงนั้นออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าเราได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหมผู้พูดถึง อยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย เรา จึงจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’‘ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้พวกข้าพเจ้า ก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คติอันนั้น จักเป็นของพวกข้าพเจ้าด้วย’
ปรึกษาภรรยา
[๓๒๕] ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปหาภรรยา ๔๐ คนผู้เสมอ กันถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ‘เธอคนใดปรารถนาจะไปยังตระกูลญาติของตน ก็จงไป หรือปรารถนาจะแสวงหาสามีอื่นก็จงแสวงหา ฉันปรารถนาจะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยว่าฉันได้สดับกลิ่นคาวมาจากพรหม ผู้พูดถึงอยู่ กลิ่นคาวเหล่านั้นอันบุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีไม่ได้ง่ายเลย ฉันจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’
ภรรยาเหล่านั้นกล่าวว่า ‘ท่านนั้นแลเป็นญาติของพวกดิฉันผู้ต้องการ ญาติ เป็นสามีของพวกดิฉันผู้ต้องการสามี ถ้าท่านโควินท์จักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต แม้พวกดิฉันก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อนึ่ง คติอันใดของท่าน คติอันนั้นจักเป็นของพวกดิฉันด้วย’
มหาโควินทพราหมณ์บวช
[๓๒๖] ครั้งนั้น พอล่วง ๗ วันนั้นไป มหาโควินทพราหมณ์ปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต และเมื่อมหา
โควินทพราหมณ์บวชแล้ว พระราชามหากษัตริย์ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้ว ๗ พระองค์ พราหมณ์มหาศาล ๗ คน เหล่าพราหมณ์นหาดก ๗๐๐ คน ภรรยา ๔๐ คน เจ้าหลายพัน พราหมณ์หลายพัน คฤหบดีหลายพัน และ นางสนมหลายพัน ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตตามมหาโควินทพราหมณ์
ว่ากันว่า มหาโควินทพราหมณ์ถูกห้อมล้อมด้วยบริษัทนั้นเที่ยวจาริก ไปในหมู่บ้าน นิคม และราชธานีทั้งหลาย สมัยนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปยังหมู่บ้านหรือนิคมใด ในหมู่บ้านและนิคมนั้น ท่านเป็นดังพระราชา ของพระราชาทั้งหลาย เป็นดังพรหมของพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นดังเทวดา ของคฤหบดีทั้งหลาย
สมัยนั้น พวกคนที่พลาดหรือล้มไปได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ขอนอบน้อม แด่ท่านมหาโควินทพราหมณ์ ขอนอบน้อมแด่ท่านปุโรหิตของพระราชา ๗ พระองค์’
เจริญอัปปมัญญา ๔
[๓๒๗] มหาโควินทพราหมณ์มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอด ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจ ประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้อง แผ่ไปตลอด โลกทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มี ประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ และแสดงหนทางแห่งความเป็น สหายกับพรหมในพรหมโลกแก่สาวกทั้งหลาย
[๓๒๘] สมัยนั้น บรรดาสาวกของมหาโควินทพราหมณ์ผู้ที่รู้คำสั่ง สอนทั่วทั้งหมดหลังจากตายไปก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก ผู้ที่ไม่รู้คำสั่งสอนทั่ว ทั้งหมดหลังจากตายไป บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นนิมมานรดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความ เป็นสหายของทวยเทพชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายของทวย เทพชั้นดาวดึงส์ บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นจาตุ มหาราชิกา พวกที่ยังกายให้บริบูรณ์อย่างด้อยกว่าเขาทั้งหมดก็เพิ่มจำนวน หมู่เทพคนธรรพ์แล้ว เป็นอันว่าบรรพชาของกุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เปล่า ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ด้วยประการฉะนี้แล”
ว่าด้วยอัฏฐังคิกมรรค
[๓๒๙] ปัญจสิขเทพบุตรทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงระลึก ถึงเรื่องนั้นได้อยู่หรือ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนปัญจสิขะ เรายังระลึกได้อยู่ สมัยนั้น เราเป็นมหาโควินทพราหมณ์ เราแสดงพรหมจรรย์นั้นว่าเป็นหน ทางแห่งความเป็นสหายของพรหมในพรหมโลกแก่สาวกทั้งหลาย ดูก่อน ปัญจสิขะ แต่ว่าพรหมจรรย์นั้นไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) เพื่อ วิราคะ (ความคลายกำหนัด) เพื่อนิโรธะ (ความดับ) เพื่ออุปสมะ (ความ เข้าไปสงบ) เพื่ออภิญญา (ความรู้ยิ่ง) เพื่อสัมโพธะ (ความตรัสรู้) เพื่อ นิพพานะ (ความปราศจากกิเลสร้อยรัด) ย่อมเป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลก เท่านั้น ดูก่อนปัญจสิขะ ส่วนพรหมจรรย์ของเรานี้ย่อมเป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ นิโรธะ อุปสมะ อภิญญา สัมโพธะ นิพพานะโดยส่วนเดียว ดูก่อน ปัญจสิขะ พรหมจรรย์ที่เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ นิโรธะ อุปสมะ อภิญญา สัมโพธะ นิพพานะโดยส่วนเดียวนั้นเป็นไฉน คือ อริย มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง คือ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ
(ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) สัมมา อาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) ดูก่อนปัญจสิขะ พรหมจรรย์นี้แลย่อมเป็นไป เพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ นิโรธะ อุปสมะ อภิญญา สัมโพธะ นิพพานะ โดยส่วนเดียว
[๓๓๐] ดูก่อนปัญจสิขะ ก็บรรดาสาวกของเราผู้รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะ สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ บรรดาสาวกผู้ไม่รู้ คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด บางพวกเป็นโอปปาติกะเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ปรินิพพาน ณ ที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดาก็มี บางพวก เป็นสกทาคามีบุคคลเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง กลับมายังโลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ก็มี บางพวกเป็นโสดาบันบุคคลเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้าก็มีดูก่อนปัญจสิขะ เป็นอันว่าบรรพชาของกุลบุตรเหล่านี้ทั้งหมดเทียว ไม่เปล่า ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไรด้วยประการฉะนี้แล”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ปัญจสิขคันธัพพเทพ บุตรยินดี ชื่นชม อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง ฉะนี้แล
จบ มหาโควินทสูตรที่ ๖
- ๑เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ดูเชิงอรรถ ๒ หน้า ๑๐๑ ในเล่มนี้
๗. มหาสมยสูตร
ว่าด้วยสมัยประชุมใหญ่ของพวกเทวดา
เรื่องเทวสันนิบาต
{๒๓๕} [๓๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน ใกล้พระนคร กบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ มาชุมนุมกัน โดยมากเพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์
ครั้งนั้น เทวดาชั้นสุทธาวาส ๔ องค์ได้มีความดำริว่า “พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นี้แลประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ใน แคว้นสักกะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปซึ่งล้วนเป็นพระ อรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ มาชุมนุมกันโดยมากเพื่อทัศนา พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ถ้ากระไร แม้พวกเราก็ควรเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วพึงกล่าวคาถาเฉพาะองค์ละคาถา ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า”[๓๓๒] ลำดับนั้น เทวดาเหล่านั้นได้อันตรธานไปจากเทวโลก ชั้นสุทธาวาสแล้ว มาปรากฏตัวเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือน บุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ลำดับนั้น
- ๑ป่ามหาวัน เป็นป่าใหญ่ที่เกิดเองตามธรรมชาติอยู่ติดกับป่าหิมพานต์ (ที.ม.อ. ๒๘๗)
- ๒โลกธาตุ สถานที่อยู่ของหมู่สัตว์ที่กำหนดเป็นขอบเขตหรือจักรวาลหนึ่ง ๆ (ที.สี.ฏี. ๒๒๗) ในที่นี้
- โลกธาตุทั้ง ๑๐ หมายถึง ๑๐,๐๐๐ จักรวาล (ที.ม.อ. ๒๙๓)
- ๓ชั้นสุทธาวาส หมายถึงพรหมโลก ๕ ชั้น (คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา) อัน เป็นสถานที่อยู่ของเหล่าท่านผู้บริสุทธิ์คือท่านพระอนาคามีบุคคล (ที.ม.อ. ๒๙๔) ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๙๑ หน้า ๖๕ ในเล่มนี้
จบ ๖. มหาโควินทสูตร