พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร เล่ม ๑๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๑–๓๓๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ปายาสิราชัญญสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๓๗๓–๔๐๐
๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร
ว่าด้วยความเห็นของเจ้าปายาสิ
{๓๐๑} [๔๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระกุมารกัสสปะเที่ยวจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครแห่งชาวโกศลชื่อเสตัพยะ ได้ยินว่า สมัยนั้น ท่านพระกุมารกัสสปะพักอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือ นครเสตัพยะ ใกล้นครเสตัพยะ ก็สมัยนั้น เจ้าปายาสิครองเสตัพยนครซึ่งคับคั่งด้วยผู้คนและสัตว์ เลี้ยง อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้า ไม้ น้ำ และธัญญาหารซึ่งเป็นพระราช ทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นของขวัญพิเศษ
เรื่องเจ้าปายาสิ
[๔๐๗] สมัยนั้นแล เจ้าปายาสิมีความคิดเห็นเลวทราม เห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะได้ทราบข่าวว่า “ท่านสมณกุมาร กัสสปะสาวกของพระสมณโคดมเที่ยวจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้
- ๑เจ้าปายาสิ คำว่า เจ้า แปลจากศัพท์ว่า ราชญฺญ หมายถึงเชื้อพระวงศ์ที่ยังไม่ได้รับการ อภิเษกขึ้นครองราชย์ (นัย ที.ม.อ. ๔๒๑)
- ๒ของขวัญพิเศษ พรหมไทย ของให้ที่ประเสริฐสุด หมายถึงที่ดินหรือบ้านมืองที่พระราชทาน เป็นบำเหน็จ โดยทรงประทานให้ขาด ไม่ริบเอาคืนในภายหลัง (ที.สี.อ. ๒๒๑)
- ๓สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น หรือ โอปปาติกสัตว์ หมายถึงผู้ผุดเกิดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด และ เวลาตาย (จุติ) ก็หายวับไปโดยไม่ต้องมีเชื้อหรือซากศพปรากฏทิ้งไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรก
สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ ใกล้นครเสตัพยะ ก็กิตติศัพท์อันงามของ ท่านกุมารกัสสปะรูปนั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำอันวิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบุคคล เป็นทั้งพระอรหันต์ ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล” ครั้งนั้น พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะพากัน ออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ ๆ บ่ายหน้าทางทิศเหนือไปยังป่าไม้สีเสียด{๓๐๒} [๔๐๘] ขณะนั้น เจ้าปายาสิทรงเข้าที่พักผ่อนกลางวันอยู่ ณ ปราสาท ชั้นบน ได้เห็นพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะพากันออกจากนคร เสตัพยะเป็นหมู่ๆ บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ จึงเรียกนักการ มาถามว่า “พ่อนักการ พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะพากันออกจากนคร เสตัพยะเป็นหมู่ ๆ บ่ายหน้าทางทิศเหนือไปยังฟ้าไม้สีเสียดทำไมกัน”
“มีเรื่องอยู่พระองค์ ท่านสมณกุมารกัสสปะสาวกของพระสมณโคดม เที่ยวจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ ใกล้ นครเสตัพยะ ก็แลกิตติศัพท์อันงามของท่านกุมารกัสสปะองค์นั้นขจรไป แล้วอย่างนี้ว่า ‘เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำ อันวิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบุคคล เป็นทั้งพระอรหันต์’ พราหมณ์ และคฤหบดีเหล่านั้นพากันเข้าไปหาเพื่อพบท่านกุมารกัสสปะองค์นั้น”“ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปหาพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ แล้วบอกเขาอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย เจ้าปายาสิสั่งมาว่า ‘ขอให้พวกท่าน จงรอก่อน เจ้าปายาสิจะเข้าไปหาพระสมณกุมารกัสสปะด้วย’ เมื่อก่อน ท่านสมณกุมารกัสสปะได้ทำให้พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ ผู้โง่เขลาไม่เฉียบแหลมเข้าใจว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์
- ๑นักการ แปลจากศัพท์ว่า ขตฺต ในอรรถกถาให้ความหมายว่า บุรุษผู้สามารถแก้ปัญหาหรือ ข้อสงสัยต่างๆ ที่มีผู้ถามได้ (ที.สี.อ. ๒๕๑-๒๕๒) แปลว่า มหาดเล็ก ก็มี
ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ พ่อนักการ ความจริงโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ ทำดีทำชั่วไม่มี”
นักการรับพระดำรัสของพระเจ้าปายาสิแล้วเข้าไปหาพราหมณ์และ คฤหบดีชาวนครเสตัพยะแล้วบอกว่า “ท่านทั้งหลาย เจ้าปายาสิรับสั่งมาว่า ‘ขอให้พวกท่านจงรอก่อน เจ้าปายาสิจะเสด็จเข้าไปหาพระกุมารกัสสปะด้วย”
[๔๐๙] ลำดับนั้น เจ้าปายาสิแวดล้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีชาว นครเสตัพยะเสด็จเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปะยังป่าไม้สีเสียด ครั้นแล้ว ได้ปราศรัยกับท่านพระกุมารกัสสปะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก ถึงกันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ฝ่ายพราหมณ์และ คฤหบดีชาวนครเสตัพยะบางพวกก็ถวายอภิวาท บางพวกก็ปราศรัย บาง พวกก็ประนมมือไปทางท่านพระกุมารกัสสปะ บางพวกก็ประกาศชื่อและโคตร บางพวกก็นั่งอยู่ แล้วต่างก็นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
นัตถิกวาทะ
วาทะหรือความเห็นว่าไม่มี
[๔๑๐] ครั้นประทับนั่งแล้ว เจ้าปายาสิได้ตรัสกะท่านพระกุมารกัสสปะ อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านกัสสปะ ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้มีความคิดเห็นอย่างนี้ ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’
ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “ดูก่อนบพิตร บุคคลผู้มีวาทะ อย่างนี้ผู้มีความคิดเห็นอย่างนี้อาตมภาพก็ได้เห็นมาแล้วหรือได้ยินมาแล้ว ไฉนเล่าเขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
[๔๑๑] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อนี้ ขอให้บพิตรตอบตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นี้อยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า เป็นเทวดา หรือมนุษย์”“ดูก่อนท่านกัสสปะ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นี้อยู่ในโลกหน้า มิใช่ โลกนี้ เป็นเทวดา ไม่ใช่มนุษย์”
“ดูก่อนบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบาก ของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”
{๓๐๓} [๔๑๒] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอีกไหม”“มีอยู่ท่านกัสสปะปริยายซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิด เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น ไม่มีจริง ผลวิบากกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
- ๑จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หมายถึงให้นํ้าหนักในการพิจารณาหรือตีความข้อความที่จะ กล่าวนั้นเป็นอย่างไร เห็นคล้อยตามหรือเห็นแย้งอย่างไร มีความเห็นในข้อนั้นอย่างไร
- ๒ปริยาย ในที่นี้หมายถึงเหตุแห่งวาทะ (ที.ม.อ. ๔๒๕)
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เหล่ามิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของข้าพเจ้า ในโลกนี้ที่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด สมัยต่อมา คนเหล่านั้นป่วย เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข์ เมื่อข้าพเจ้าทราบว่า ‘บัดนี้คนพวกนี้จักไม่หายจากป่วย’ ข้าพเจ้า จึงเข้าไปหาคนพวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘บุคคลที่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบ ลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง
คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด หลัง จากตายแล้วย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ พวกท่านเป็นคนที่ ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ พูดส่อ เสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้าย ผู้อื่น มีความเห็นผิด ถ้าคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่าน หลังจากตายแล้วจักต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าหลังจากตาย แล้ว พวกท่านพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกไซร้ พึงมาบอกเรา ด้วยวิธีใดก็ได้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ พวกท่านแลพอเป็นที่เชื่อถือ พอเป็นที่ไว้ใจของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่านเห็น สิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเรา เห็นเอง’ คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้วหาได้มาบอกไม่ หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูก่อนท่านกัสสปะ ปริยายแม้นี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยโจร
{๓๐๔} [๔๑๓] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อนี้ ขอให้บพิตรตอบตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน เจ้าหน้าที่จับโจรผู้ประพฤติผิดต่อบพิตรมาแสดงแก่บพิตรว่า ‘ข้าแต่พระองค์ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติผิดต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนา จะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ทรงบัญชาอาชญานั้นเถิด’ บพิตร พึงตรัสบอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาเชือก อย่างเหนียวมัดไพล่หลังบุรุษนี้ให้แน่น กล้อนหัวแล้วนำตระเวนไปตามถนน ทุกถนน ตามตรอกทุกตรอก พร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์ที่มีเสียงกร้าว ออก ทางประตูด้านทิศใต้ แล้วตัดศีรษะเสียที่ตะแลงแกงทางทิศใต้พระนคร’ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นรับพระบัญชาแล้ว จึงเอาเชือกอย่างเหนียวมัดไพล่หลัง บุรุษนั้นจนแน่น กล้อนหัวแล้วนำตัวตระเวนไปตามถนนทุกถนน
ตาม ตรอกทุกตรอก พร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์ที่มีเสียงกร้าว ออกทางประตูด้านใต้ แล้วให้นั่งที่ตะแลงแกงทางทิศใต้พระนคร ดูก่อนบพิตร โจรจะพึงได้รับ การผ่อนผันในเพชฌฆาตหรือว่า ‘ขอท่านเพชฌฆาตจงรอจนกว่าข้าพเจ้า จะได้ไปแจ้งแก่มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตในหมู่บ้านหรือนิคมโน้น แล้ว จะกลับมา’ หรือว่าเพชฌฆาตจะพึงตัดศีรษะโจรผู้กำลังอ้อนวอนอยู่”“ดูก่อนท่านกัสสปะ โจรนั้นจะไม่ได้รับการผ่อนผันในเพชฌฆาตที่ว่า ‘ขอท่านเพชฌฆาตจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตร อำมาตย์ ญาติ สาโลหิตในหมู่บ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะกลับมา’ ที่แท้เพชฌฆาตจะพึงตัด ศีรษะโจรนั้นผู้กำลังอ้อนวอนอยู่ทีเดียว”
“ดูก่อนบพิตร โจรนั้นเป็นมนุษย์ยังไม่ได้รับการผ่อนผันจากเพชฌฆาต ผู้เป็นมนุษย์ด้วยกันว่า ‘ขอท่านเพชฌฆาตจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้ง แก่มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตในหมู่บ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา’ ก็ไฉน เล่ามิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตรที่เป็นคนชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด
- ๑แกว่งบัณเฑาะว์ที่มีเสียงกร้าว หมายถึงตีกลองเสียงดังรัว
หลังจากตายไปเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกแล้ว จักได้การผ่อนผัน จากนายนิรยบาลว่า ‘ขอท่านนายนิรยบาลจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะไปบอก แก่เจ้าปายาสิก่อน’ แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วก็มีจริง ดูก่อนบพิตร โดย ปริยายของบพิตรนี้แลต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”
[๔๑๔] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’
“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิด เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบาก ของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
“ดูก่อนท่านกัสสปะ มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของข้าพเจ้าในโลกนี้ ที่เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูด เพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ สมัยต่อมา คนเหล่านั้นป่วย เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข์ เมื่อข้าพเจ้าทราบว่า ‘บัดนี้คนพวกนี้จักไม่หายจากป่วย’ ข้าพเจ้าไปหาคนพวกนั้นแล้วกล่าวอย่าง นี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีความคิดเห็น อย่างนี้ว่า ‘บุคคลที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ
พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ หลังจากตายแล้วจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ พวกท่านเป็นคนงดเว้นจากการ ฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้น จากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความ เพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ถ้าคำของสมณพราหมณ์ เป็นจริง พวกท่านหลังจากตายแล้วก็จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้าหลังจาก ตายไป พวกท่านได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ พึงมาบอกเราด้วยวิธีใดก็ได้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของ กรรม ที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ พวกท่านแลพอเป็นที่เชื่อถือพอเป็นที่ไว้ วางใจของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่านเห็น สิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง’ คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้วหาได้มาบอกไม่ หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูก่อน ท่านกัสสปะ ปริยายนี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยบุรุษจมในหลุมคูถ
{๓๐๖} [๔๑๕] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อน บพิตร เปรียบเหมือนมีบุรุษจมอยู่ในหลุมคูถจนมิดศีรษะ ทีนั้น บพิตรพึง ทรงรับสั่งเจ้าหน้าที่ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงช่วยกันยกบุรุษนั้นขึ้นจาก หลุมคูถนั้น’ พวกเขารับพระดำรัสของบพิตรแล้วจึงช่วยกันยกบุรุษนั้นขึ้น จากหลุมคูถนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน จงเอาซี่ไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษนั้นให้สะอาด’ พวกเขารับพระดำรัส ของบพิตรแล้วเอาซี่ไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษนั้นให้สะอาดแล้ว บพิตร พึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาดินสีเหลืองขัดสี กายบุรุษนั้นสามครั้ง’ พวกเขารับพระดำรัสของบพิตรแล้วเอาดินสีเหลือง
ขัดสีกายบุรุษนั้นสามครั้ง บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอานํ้ามันชะโลมบุรุษนั้นแล้วทำการลูบไล้ด้วยผงแป้งอย่างละเอียด ให้ผุดผ่องสามครั้ง’ พวกเขาก็เอานํ้ามันชะโลมบุรุษนั้นแล้วทำการลูบไล้ ด้วยผงแป้งอย่างละเอียดให้ผุดผ่องสามครั้ง บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขา อย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงตัดผมและหนวดของบุรุษนั้น’ พวกเขาก็ ตัดผมและหนวดของบุรุษนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงนำพวงดอกไม้ เครื่องลูบไล้ และผ้าซึ่งล้วนมีราคามากเข้าไป ให้แก่บุรุษนั้น’ พวกเขาก็นำพวงดอกไม้ เครื่องลูบไล้ และผ้าซึ่งล้วนมีราคา มากเข้าไปให้แก่บุรุษนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชิญบุรุษนั้นขึ้นสู่ปราสาท แล้วบำรุงด้วยเบญจกามคุณ’ พวกเขาก็เชิญบุรุษนั้นขึ้นสู่ปราสาทแล้วบำรุงด้วยเบญจกามคุณดูก่อนบพิตร บพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อบุรุษนั้นอาบ นํ้าแล้ว ลูบไล้ดีแล้ว ตัดผมและหนวดแล้ว ประดับด้วยอาภรณ์แก้วมณีแล้ว นุ่งผ้าสะอาดอยู่ที่ปราสาทอย่างประเสริฐชั้นบน เอิบอิ่ม เพียบพร้อม ถูกปรนเปรอด้วยเบญจกามคุณอยู่ยังจะมีความประสงค์ที่จะจมลงในหลุมคูถ นั้นอีกบ้างไหมหนอ”
“หามิได้ ท่านกัสสปะ”
“ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร”
“เพราะหลุมคูถไม่น่าชอบใจ เป็นที่ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาด ทั้งมีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ทั้งปฏิกูล ทั้งนับว่าปฏิกูล”
“ฉันนั้นแหละ บพิตร พวกมนุษย์เป็นผู้ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาด ทั้งมีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ทั้งปฏิกูล ทั้งนับว่าปฏิกูลสำหรับพวกเทพดา กลิ่นมนุษย์ย่อมฟุ้งไปในเทวโลก ตลอด ๑๐๐ โยชน์ ก็มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตรที่เป็นคนงดเว้น
จากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไป ด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ หลังจากตายไปได้ เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์แล้ว พวกเขาจักมาทูลพระองค์ได้หรือว่า ‘แม้เพราะ เหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่ สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง ดูก่อนบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็น อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”{๓๐๗} [๔๑๖] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ “ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
“ดูก่อนท่านกัสสปะ มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของข้าพเจ้าในโลก นี้ที่เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งความประมาท สมัยต่อมา คนเหล่านั้น ป่วย เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข์ เมื่อข้าพเจ้าทราบว่า ‘บัดนี้คนพวกนี้จักไม่ หายป่วย’ ข้าพเจ้าเข้าไปหาคนพวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘บุคคลที่ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิด ในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นฐานที่ตั้งแห่งความประมาท หลังจากตายแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์’ พวกท่านเป็นคนงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็น ฐานที่ตั้งแห่งความประมาท ถ้าคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นความจริง พวกท่านหลังจากตายไปก็จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับ เทวดาชั้นดาวดึงส์ ถ้าหลังจากตายไป พวกท่านพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ไซร้ พึงมาบอกเราด้วยวิธีใดก็ได้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของ กรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ พวกท่านแลพอเป็นที่เชื่อถือ พอเป็นที่ไว้ใจ ของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่านเห็น สิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง’ คน เหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้วหาได้มาบอกไม่ หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูก่อนท่าน กัสสปะ ปริยายแม้นี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผล วิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’
อุปมาด้วยเทวดาชั้นดาวดึงส์
{๓๐๘} [๔๑๗] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อนี้ ขอให้บพิตรตอบตามที่ควรแก่บพิตร ๑๐๐ ปีของมนุษย์เป็น ๑ วัน กับ ๑ คืนของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้นเป็นประมาณอายุของ พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตรที่เป็นคน งดเว้นจาการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิด ในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นฐานที่ตั้งแห่งความประมาท หลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถึงความเป็นสหายกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ถ้าพวกเขาจักมีความ คิดอย่างนี้ว่า ‘รอให้พวกเราเอิบอิ่ม เพียบพร้อม ถูกปรนเปรอด้วย เบญจกามคุณอยู่สักสองวันสองคืนหรือสักสามวันสามคืนก่อนจึงจะไปทูล เจ้าปายาสิว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขี้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ ดูก่อนบพิตร พวกเขาจะมาทูล ได้ไหมเล่าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”“ไม่ได้เลย ท่านกัสสปะ ด้วยว่าพวกเราคงจะตายกันไปนานแล้ว แต่ใครเล่าบอกความข้อนี้แก่ท่านกัสสปะว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่จริง หรือ ว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ พวกเรามิได้เชื่อท่านกัสสปะว่า พวก เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่จริง หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้”
อุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด
[๔๑๘] “ดูก่อนบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กำเนิด มองไม่ เห็นรูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ มองไม่เห็นดวงดาว มองไม่เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เขาจึงพูดอย่าง นี้ว่า “รูปสีดำไม่มี รูปสีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่ เรียบและไม่เรียบ ดวงดาวไม่มี ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ไม่มี ผู้ที่เห็น รูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ ดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ไม่มี เราไม่รู้สิ่งนี้ เราไม่เห็นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นจึงไม่มี’ ดูก่อนบพิตร ผู้ที่พูดดังนี้จะชื่อว่าพูดถูกไหม”“ไม่ถูก ท่านกัสสปะ รูปสีดำมีจริง รูปสีขาวมีจริง รูปสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ ดวงดาว ดวงจันทร์และดวง อาทิตย์ก็มีจริง ผู้ที่เห็นรูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ ดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็มีจริง ดูก่อน
ท่านกัสสปะ บุคคลนั้นเมื่อจะพูดให้ถูก ไม่พึงพูดว่า ‘เราไม่รู้สิ่งนั้น เรา ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นจึงไม่มี”
“ฉันนั้นเหมือนกันบพิตร บพิตรย่อมปรากฏเหมือนคนตาบอดแต่ กำเนิด เหตุพระดำรัสที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ‘ก็ใครเล่าบอกความนี้แก่ท่าน กัสสปะว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่จริง หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีอายุยืนเท่านี้’ พวกเรามิได้เชื่อท่านกัสสปะว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ จริง หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้
ดูก่อนบพิตร บุคคลจะพึงเห็นโลกหน้าได้เหมือนดังที่บพิตรทรงทราบ ด้วยมังสจักษุนี้หามิได้ ดูก่อนบพิตร สมณพราหมณ์เหล่าใดเสพเสนาสนะ อันสงัดซึ่งอยู่ในป่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่ในเสนาสนะนั้น ย่อมยังทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ได้ ท่าน เหล่านั้นย่อมแลเห็นได้ทั้งโลกนี้ทั้งโลกหน้าและเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ก็บุคคลจะพึงเห็นโลกหน้าได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล หาเห็นได้เหมือนดังที่บพิตรทรงทราบด้วยมังสจักษุนี้ ไม่ ดูก่อนบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะ เหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ ทำดีทำชั่วมีจริง”{๓๐๙} [๔๑๙] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
“ดูก่อนท่านกัสสปะ ข้าพเจ้าได้เห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้ซึ่งเป็นผู้มี ศีลมีกัลยาณธรรม ยังปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ปรารถนาที่จะตาย ยังรัก สุขเกลียดทุกข์อยู่ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘ถ้าท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้จะพึงทราบอย่างนี้ว่า ‘เราตายไปจากโลกนี้เสีย จะดีกว่า’ ดังนี้ไซร้ บัดนี้ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้ ก็จะพึงดื่มยาพิษ พึงฆ่าตัวตาย พึงผูกคอตาย หรือพึงโดดลงไปในเหว ก็ เพราะเหตุที่ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้ไม่ทราบอย่างนี้ว่า ‘เราตายไปจากโลกนี้เสียจะดีกว่า’ ฉะนั้น จึงยังปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ ปรารถนาที่จะตาย ยังรักสุขเกลียดทุกข์อยู่ ดูก่อนท่านกัสสปะ ปริยายแม้ นี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยหญิงมีครรภ์
{๓๑๐} [๔๒๐] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูก่อน บพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณ์คนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน ภรรยาคนหนึ่ง มีบุตรอายุได้ ๑๐ ปี หรือ ๑๒ ปี ภรรยาคนหนึ่งตั้งครรภ์จวนจะคลอด ต่อมา พราหมณ์นั้นได้ถึงแก่กรรมลง จึงเด็กหนุ่มนั้นได้พูดกะแม่เลี้ยงว่า ‘แม่นาง ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองบรรดามีทั้งหมดนั้นเป็นของฉัน แม่หามีส่วน อะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของพ่อแก่ฉันเกิด’ เมื่อเขาพูดอย่างนั้นแล้ว นางพราหมณีพูดกะเด็กหนุ่มนั้นว่า ‘พ่อ ขอพ่อจงรอจนกว่าแม่จะคลอดเกิด ถ้าเด็กที่คลอดออกมาเป็นผู้ชาย เขา ก็จักได้รับส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จักเป็นบาทปริจาริกาของพ่อ’
เด็กหนุ่มนั้นได้พูดกะแม่เลี้ยงเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ‘แม่นาง ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทองบรรดามีทั้งหมดนั้นเป็นของฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์ สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของพ่อแก่ฉันเถิด’
แม้ครั้งที่ ๒ นางพราหมณีนั้นก็ได้พูดกะเด็กหนุ่มนั้นว่า ‘พ่อ ขอพ่อ จงรอจนกว่าแม่จะคลอดเถิด ถ้าเด็กที่คลอดออกมาเป็นผู้ชาย เขาก็จักได้ รับส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จักเป็นบาทปริจาริกของพ่อ’
เด็กหนุ่มนั้นได้พูดกะแม่เลี้ยงเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ‘แม่นาง ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองบรรดามีทั้งหมดนั้นเป็นของฉัน แม่หาส่วนอะไรในทรัพย์ สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของพ่อแก่ฉันเถิด’
ลำดับนั้น นางพรหมณีนั้นได้ถือมีดเข้าไปในห้องน้อยแล้วแหวะท้อง เพียงเพื่อจะทราบว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง นางพราหมณีได้ทำลายชีวิต ตน ครรภ์ และทรัพย์สมบัติไปแล้ว
นางพราหมณีเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคาย จึงได้ถึงความพินาศ บพิตรก็เหมือนกัน ยังทรงเขลา ไม่ฉลาด แสวงหา โลกหน้าโดยอุบายไม่แยบคาย จักถึงความพินาศเหมือนนางพราหมณีผู้เป็น คนเขลา ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคาย ได้ถึงความพินาศ ฉะนั้น ดูก่อนบพิตร สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมย่อมจะไม่บ่มผล ที่ยังไม่สุกให้รีบสุก ย่อมรอผลอันสุกเอง อันการมีชีวิตของสมณพรามหณ์ ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมมีประโยชน์ คือว่า สมพราหมณ์ผู้มี ศีลมีกัลยาณธรรมดำรงอยู่ตลอดกาลนานประมาณเท่าใด ท่านย่อมประสบ บุญมาก และปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประมาณเท่านั้น ดูก่อนบพิตร โดย ปริยายนี้แลต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”
{๓๑๑} [๔๒๑] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าในที่นี้จับโจรผู้ประพฤติผิด ต่อข้าพเจ้ามาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติผิดต่อ พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัส บอกอาชญานั้นเถิด’ ข้าพเจ้าจึงบอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงใส่บุรุษผู้นี้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในหม้อแล้วปิดปากหม้อเสีย เอาหนังที่ ยังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนา ยกขึ้นสู่เตาแล้วจุดไฟเผา’ เจ้า หน้าที่พวกนั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว จึงใส่บุรุษนี้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในหม้อ แล้ว ปิดปากหม้อ เอาหนังที่ยังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนา ยกขึ้น สู่เตาแล้วจุดไฟเผา เมื่อข้าพเจ้าทราบว่าบุรุษนั้นตายแล้ว จึงให้ยกหม้อนั้น ลง กะเทาะดินออกแล้วเปิดปากหม้อค่อยๆ ตรวจดูว่าบางทีจะได้เห็นชีวะ ของบุรุษนั้นออกมาบ้าง พวกเราไม่ได้เห็นชีวะของเขาออกมาแลย ดูก่อน ท่านกัสสปะ ปริยายแม้นี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผล วิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยคนนอนฝัน
[๔๒๒] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อนี้ ขอให้บพิตรทรงตอบตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรบรรทมกลางวัน
ทรงรู้สึกฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ พื้นที่อันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์บ้างไหม”
“รู้สึกอยู่ ท่านกัสสปะ”
“ในเวลานั้น หญิงค่อม หญิงเตี้ย นางพนักงานภูษามาลา หรือเด็ก หญิงรุ่น ๆ คอยรักษาบพิตรอยู่หรือ”
“รักษาอยู่ ท่านกัสสปะ”
"คนเหล่านั้นเห็นชีวะของบพิตรเข้าหรือออกบ้างไหม”
“หามิได้ ท่านกัสสปะ”
“ดูก่อนบพิตร ก็คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ ยังมิได้เห็นชีวะของบพิตรผู้ยัง ทรงพระชนม์อยู่เข้าหรือออกอยู่เลย ก็ไฉนบพิตรจักได้ทอดพระเนตรเห็น ชีวะของผู้ที่ตายไปแล้วเข้าหรือออกอยู่เล่า ดูก่อนบพิตร โดยปริยายของ บพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”{๓๑๒} [๔๒๓] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
อ้างการชั่งโจร
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าในที่นี้จับโจรผู้ประพฤติผิด ต่อข้าพเจ้ามาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติผิดต่อ
พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัส บอกอาชาญานั้นเถิด’ ข้าพเจ้าจึงบอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาตาชั่งมาชั่งบุรุษผู้ยังมีชีวิตอยู่ เอาเชือกรัดจนหมดลม หายใจ แล้วเอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง’ เจ้าหน้าที่พวกนั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว เอาตาชั่งมาชั่งบุรุษนั้นผู้ยังมีชีวิตอยู่ เอาเชือกรัดจนหมดลมหายใจ แล้ว เอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบุรุษนั้นยังมีชีวิตอยู่ย่อมเบากว่า อ่อนกว่า และ ควรแก่การงานกว่า แต่เมื่อเขาตายไปแล้ว กลับหนักกว่า แข็งกว่า และ ไม่ควรแก่การงานกว่า ดูก่อนท่านกัสสปะ ปริยายแม้นี้แลเป็นเหตุให้ ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า “แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน
{๓๑๓} [๔๒๔] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อน บพิตร เปรียมเสมือนบุรุษเอาตาชั่งชั่งก้อนเหล็กที่เผาไว้ทั้งวัน มีไฟลุก รุ่งโรจน์โชติช่วง ต่อมา เหล็กนั้นเย็นสนิทแล้ว เขาเอาตาชั่งมาชั่งใหม่ ขณะไหนหนอ ก้อนเหล็กนั้นจะเบากว่า อ่อนกว่า หรือควรแก่การงานกว่า คือ ขณะที่มีไฟรุ่งโรจน์โชติช่วงหรือว่าขณะที่เย็นสนิทแล้ว”
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เมื่อใดก้อนเหล็กนั้นประกอบด้วยไฟ ประกอบด้วยลม มีไฟลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง เมื่อนั้นจะเบากว่า อ่อนกว่า และควรแก่การงานกว่า แต่เมื่อใดก้อนเหล็กนั้นไม่ประกอบด้วยไฟและไม่ประกอบด้วยลม เย็นสนิทแล้ว เมื่อนั้นจะหนักกว่า แข็งกว่า และไม่ควรแก่การงานกว่า”
“ฉะนั้นเหมือนกัน บพิตร เมื่อใดกายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และ วิญญาณ เมื่อนั้นย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า แต่ว่า เมื่อใดกายนี้ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อนั้นย่อมหนักกว่า
แข็งกว่า ไม่ควรแก่การงานกว่า ดูก่อนบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”
{๓๑๔} [๔๒๕] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
“ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
อ้างการค้นหาชีวะของโจรที่ตายแล้ว
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าในที่นี้จับโจรผู้ประพฤติผิด ต่อข้าพเจ้ามาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติผิดต่อ พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอให้ตรัส พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษนี้ อย่าให้ผิว หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และ เยื่อในกระดูกชอกชํ้า บางทีจะได้เห็นชีวะของเขาออกมาบ้าง’ เจ้าหน้าที่ พวกนั้นรับคำของข้าพเจ้าแล้วปลงชีวิตบุรุษนั้น มิให้ผิว หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้ำ เมื่อบุรุษนั้นเริ่มจะตาย ข้าพเจ้าสั่ง เจ้าหน้าที่พวกนั้นว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกบุรุษนี้ให้นอนหงาย บางที จะได้เห็นชีวะของเขาออกมาบ้าง’ เจ้าหน้าที่พวกนั้นจึงพลิกบุรุษนั้น ให้นอนหงาย พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ข้าพเจ้าจึงสั่ง เจ้าหน้าที่พวกนั้นว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกบุรุษนี้ให้นอนคว่ำลง
จงพลิกให้นอนตะแคงข้างหนึ่ง จงพลิกให้นอนตะแคงอีกข้างหนึ่ง จงพยุงให้ ยืนขึ้น จงจับเอาศีรษะลง จงทุบด้วยฝ่ามือ จงทุบด้วยก้อนดิน จงทุบด้วย ท่อนไม้ จงทุบด้วยศัสตรา จงลากมาข้างนี้ จงลากไปข้างโน้น จงลากไป ๆ มา ๆ บางทีจะได้เห็นชีวะของเขาออกมาบ้าง’ บุรุษพวกนั้นก็ลากบุรุษนั้นมา ข้างนี้ลากไปข้างโน้น ลากไป ๆ มา ๆ พวกเราก็มิได้เห็นชีวะของเขาออกมา เลย ตาของเขาก็อันนั้นแหละ รูปก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งรูปายตนะด้วยตา ไม่ได้ หูก็อันนั้นแหละ เสียงก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งสัททายตนะด้วยหูไม่ได้ จมูกก็อันนั้นแหละ กลิ่นก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งคันธายตนะด้วยจมูกไม่ได้ ลิ้นก็อันนั้นแหละ รสก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งรสายตนะด้วยลิ้นไม่ได้ กายก็ อันนั้นแหละ โผฏฐัพพะก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งโผฏฐัพพายตนะด้วยกายไม่ได้ ดูก่อนท่านกัสสปะ ปริยายนี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยการเป่าสังข์
{๓๑๕} [๔๒๖] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อน บพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว คนเป่าสังข์คนหนึ่งถือเอาสังข์ไปยังชนบทชาย แดน เขาเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ยืนอยู่กลางหมู่บ้านเป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง แล้ววางสังข์ไว้บนแผ่นดิน นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พวกชาวบ้าน ในปัจจันตชนบทได้เกิดความตื่นเต้นว่า ‘ท่านทั้งหลาย นั่นเสียงของอะไร หนอ ช่างน่าพอใจถึงเพียงนี้ ควรแก่การงานถึงเพียงนี้ ช่างน่าเพลิดเพลิน ถึงเพียงนี้ ช่างจับจิตถึงเพียงนี้ ช่างไพเราะถึงเพียงนี้’ พวกเขาต่างมารุม ล้อมถามคนเป่าสังข์นั้นว่า ‘พ่อคุณ นั่นเสียงของอะไรหนอ ช่างน่าพอใจ ถึงเพียงนี้ ควรแก่การงานถึงเพียงนี้ ช่างน่าเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ ช่างจับจิตถึงเพียงนี้ ช่างไพเราะถึงเพียงนี้’
คนเป่าสังข์ตอบว่า ‘ท่านทั้งหลาย สิ่งที่มีเสียงช่างน่าพอใจถึงเพียงนี้ ควรแก่การงานถึงเพียงนี้ ช่างน่าเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ ช่างจับจิตถึงเพียงนี้ ช่างไพเราะถึงเพียงนี้ นั่นละชื่อว่าสังข์’
พวกเขาจับสังข์นั้นหงายขึ้นแล้วบอกว่า ‘พูดซิ พ่อสังข์ พูดซิ พ่อสังข์’ สังข์นั้นหาได้ส่งเสียงไม่ พวกเขาจับสังข์นั้นให้คว่ำลง จับให้ตะแคงข้างหนึ่ง จับให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ชูสูงขึ้น วางตํ่าลง เคาะด้วยฝ่ามือ เคาะด้วย ก้อนดิน เคาะด้วยท่อนไม้ เคาะด้วยศัสตรา ลากมาข้างนี้ ลากไปข้างโน้น ลากไป ๆ มา ๆ แล้วบอกว่า ‘พูดซิ พ่อสังข์ พูดซิ พ่อสังข์’ สังข์นั้น ก็หาได้ส่งเสียงไม่
ลำดับนั้น คนเป่าสังข์ได้มีความคิดว่า ‘เพราะพวกชาวบ้านชนบท ชายแดนเหล่านี้ยังโง่เขลา จึงได้แสวงหาเสียงสังข์โดยไม่ถูกทาง’ เมื่อ ชาวบ้านพวกนั้นกำลังมองดูอยู่ เขาจึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่า ๓ ครั้ง แล้วถือ เอาสังข์นั้นจากไป
ชาวบ้านชนบทชายแดนเหล่านั้นได้พูดกันว่า ‘ท่านทั้งหลาย นัยว่า เมื่อใดสังข์นี้ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลม เมื่อนั้นสังข์นี้จึงจะ ส่งเสียงได้ แต่ว่าเมื่อใดสังข์นี้มิได้ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลม เมื่อนั้นสังข์นี้ส่งเสียงไม่ได้’
ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตร เมื่อใดกายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และ วิญญาณ เมื่อนั้นกายนี้ก็ก้าวไปได้ ถอยกลับได้ ยืนได้ นั่งได้ นอนได้ เห็น รูปด้วยตาได้ ฟังเสียงด้วยหูได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นได้ ถูก ต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ แต่ว่าเมื่อใดกายนี้ไม่ ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อนั้นกายนี้ก็ก้าวไปไม่ได้ ถอย กลับไม่ได้ ยืนไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนไม่ได้ เห็นรูปด้วยตาไม่ได้ ฟังเสียง ด้วยหูไม่ได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกไม่ได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายไม่ได้ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจไม่ได้ ดูก่อนบพิตร โดยปริยาย
ของบพิตรนี้แลต้องเป็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีจริง เหล่าสัตว์ ผู้ผุดเกิดขึ้นมีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีจริง”
จบ ภาณวารที่ ๑
{๓๑๖} [๔๒๗] เจ้าปายาสิกราบเรียนว่า “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
พระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “ดูก่อนบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็น เหตุให้บพิตรยังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า “แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้า ไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มีจริง’ ยังมีอยู่อีกหรือ”
“ยังมีอยู่ ท่านกัสสปะ”
“เปรียบเหมือนอะไร บพิตร”
อ้างการไม่เห็นชีวะของโจร
“ดูก่อนท่านกัสสปะ เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าในที่นี้จับโจรผู้ประพฤติผิด ต่อข้าพเจ้ามาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติผิดต่อ พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัส บอกอาชญานั้นเถิด ข้าพเจ้าจึงได้บอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่น นั้น พวกท่านจงเฉือนผิวหนังของบุรุษนี้ออก บางทีจะได้เห็นชีวะของเขา บ้าง’ พวกเขาเฉือนผิวหนังของบุรุษนั้น พวกเราก็มิได้เห็นชีวะของเขาเลย ข้าพเจ้าจึงบอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเฉือนหนัง เฉือน เนื้อ ตัดเอ็น ตัดกระดูก ตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนี้ บางทีจะได้เห็นชีวะ ของเขาบ้าง พวกเขาจึงเฉือนหนัง ... ตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนั้น พวกเรา
ก็มิได้เห็นชีวะของเขาเลย ดูก่อนท่านกัสสปะ ปริยายนี้แลเป็นเหตุให้ ข้าพเจ้ายังคงมีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่า สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง”
อุปมาด้วยชฎิลบูชาไฟ
{๓๑๗} [๔๒๘] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อนบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว ชฎิลผู้บูชาไฟผู้หนึ่งอยู่ในกุฎีมุงบังด้วยใบไม้ที่ชาย ป่า ครั้งนั้น ชนบทแห่งหนึ่งตั้งขึ้นเป็นที่พักแรมของหมู่เกวียน หมู่เกวียน นั้นพักแรมอยู่ในที่ใกล้อาศรมชฎิลผู้บูชาไฟนั้นคืนหนึ่งแล้วก็จากไป ลำดับนั้น ชฎิลผู้บูชาไฟนั้นมีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราควรจะเข้าไปยังที่ที่หมู่เกวียน พักนั้น บางทีจะได้เครื่องอุปกรณ์อะไรในที่นั้นบ้าง’ ชฎิลผู้บูชาไฟลุกขึ้นแต่ เช้าแล้วเข้าไปยังที่ที่หมู่เกวียนนั้นพัก
ครั้นแล้วได้เห็นเด็กอ่อน ศีรษะโล้น ถูกเขาทิ้งนอนหงายอยู่ในที่ที่หมู่เกวียนนั้นพัก จึงได้มีความคิดว่า ‘เมื่อเรา พบเห็นอยู่ จะปล่อยให้ผู้เป็นมนุษย์ตายไปนั้นไม่สมควรแก่เราเลย ถ้ากระไร เราควรจะนำเด็กนี้ไปยังอาศรม แล้วเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้น’ชฎิลผู้บูชาไฟนั้นได้นำเด็กอ่อนนั้นไปยังอาศรมแล้วเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตขึ้น เมื่อเด็กนั้นอายุย่างเข้า ๑๐ ปีหรือ ๑๒ ปี ชฎิลผู้บูชาไฟมีกรณียกิจบางอย่างใน ชนบทเกิดขึ้น เขาได้สั่งเด็กนั้นว่า ‘พ่อหนู ฉันต้องการจะไปยังชนบท เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบูชาไฟเถิด’ เขาสั่งเด็กนั้นอย่างนี้แล้วได้ไปยังชนบท
เมื่อเด็กนั้นมัวเล่นเสีย ไฟก็ดับไป เด็กนั้นนึกขึ้นได้ว่า ‘พ่อได้สั่งเรา ไว้อย่างนี้ว่า ‘พ่อหนู ฉันต้องการจะไปยังชนบท เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟ ของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้ว บูชาไฟเถิด’ ถ้ากระไร เราควรจะก่อไฟแล้วบูชาไฟ’ เด็กนั้นจึงเอามีดถาก
ไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่าบางทีจะได้พบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟ ออกเป็น ๒ ซีก แล้วผ่าออกเป็น ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ซีก เกรียก ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ครั้นแล้วได้โขลกในครก ครั้นโขลกแล้วได้โปรยในที่มีลม พัดแรงด้วยเข้าใจว่าบางทีจะได้พบไฟบ้าง เขาก็ไม่พบไฟเลย
ลำดับนั้น ชฎิลผู้บูชาไฟนั้นจัดการกรณียกิจนั้นในชนบทสำเร็จแล้ว จึงกลับมายังอาศรมของตน ครั้นแล้วได้กล่าวกะเด็กนั้นว่า ‘พ่อหนู ไฟ ของเจ้าดับเสียแล้วหรือ’ เด็กนั้นตอบว่า ‘ขอโทษเถิด คุณพ่อ ผมมัวเล่นเสีย ไฟจึงดับ ผมนึกขึ้นได้ว่า ‘พ่อได้สั่งเราไว้อย่างนี้ว่า ‘พ่อหนู ฉันต้องการ จะไปยังชนบท เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบูชาไฟเถิด’ ถ้ากระไร เราควรจะก่อไฟ แล้วบูชาไฟ ต่อจากนั้นผมจึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟ บ้าง ผมมิได้พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก แล้วผ่าออกเป็น ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ซีก เกรียกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นแล้วได้โขลกใน ครก ครั้นโขลกแล้วเอาโปรยในที่มีลมพัดแรงด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟ บ้าง ผมก็ไม่พบไฟเลย’ลำดับนั้น ชฎิลผู้บูชาไฟนั้นได้มีความคิดว่า ‘เพราะเด็กนี้โง่เขลาไม่ ฉลาด จึงได้แสวงหาไฟโดยไม่ถูกทาง’ เมื่อเด็กนั้นกำลังมองดูอยู่ ชฎิลนั้น หยิบไม้สีไฟมาสีให้เกิดไฟแล้วได้บอกเด็กนั้นว่า ‘จะต้องติดไฟอย่างนี้ ไม่ใช่ ติดไฟเหมือนอย่างเจ้าซึ่งยังโง่เขลาไม่ฉลาดแสวงหาไฟโดยไม่ถูกทาง’
ฉันนั้นเหมือนกันบพิตร บพิตรยังทรงโง่เขลาไม่ฉลาด ทรงแสวงหา ปรโลกโดยไม่ถูกทาง ขอบพิตรจงทรงสละความคิดเห็นอันตํ่าช้านั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางความคิดเห็นอันต่ำช้านั้นเสียเถิด ความคิดเห็น อันต่ำช้านั้นอย่าได้เกิดมีแก่บพิตรเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์สิ้น กาลนานเลย”
{๓๑๘} [๔๒๙] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยัง หาอาจสละความคิดเห็นอันต่ำช้านี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชารอบนอกทั้งหลายก็ดีทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า ‘เจ้าปายาสิมีวาทะ อย่างนี้ มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีท่าชั่วไม่มีจริง’ ท่านกัสสปะ ถ้าข้าพเจ้าจะสละความคิดเห็นอันตํ่าช้านี้ ก็จักมีผู้ต่อว่า ข้าพเจ้าได้ว่า ‘เจ้าปายาสิช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่ฉลาดเลย มีปกติถือสิ่ง ที่ผิด’ ข้าพเจ้าก็จักยึดถือความคิดเห็นนั้นไว้เพราะความโกรธบ้าง เพราะ ความลบหลู่บ้าง เพราะความดีเสมอบ้าง”
อุปมาด้วยนายกองเกวียนหมู่ใหญ่ ๒ คน
{๓๑๙} [๔๓๐] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อนบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว กองเกวียนหมู่ใหญ่มีเกวียนประมาณ ๑,๐๐๐ เล่ม ได้เดินทางจากชนบทที่อยู่ทางทิศตะวันออกไปยังชนบทที่อยู่ทางทิศตะวันตก กองเกวียนหมู่นั้นเดินทางไป หญ้า ฟืน น้ำ ใบไม้สดได้ร่อยหรอไปอย่าง รวดเร็ว ก็ในกองนั้นมีนายกองเกวียน ๒ คน คนหนึ่งมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกคนหนึ่งมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม
ลำดับนั้น นายกองเกวียน ๒ คนนั้นได้ ปรึกษากันว่า ‘กองเกวียนหมู่ใหญ่นี้มีเกวียนประมาณ ๑,๐๐๐ เล่ม พวกเรา นั้นเดินทางรวมกัน หญ้า ฟืน น้ำ ใบไม้สดจึงร่อยหรอไปอย่างรวดเร็ว ถ้ากระไร พวกเราควรจะแยกกองเกวียนนี้ออกเป็น ๒ หมู่ คือ หมู่หนึ่งมี เกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม’ พวกเขาจึงได้แยกกอง เกวียนนั้นออกเป็น ๒ หมู่แล้ว คือ หมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมี เกวียน ๕๐๐ เล่ม นายกองเกวียนคนหนึ่งบรรทุกหญ้า ฟืน และน้ำเป็นอัน มากแล้วขับกองเกวียนไปก่อน เมื่อขับไปได้สองสามวัน กองเกวียนนั้นได้ พบบุรุษผิวดำคนหนึ่ง นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู ทัดดอกโกมุท มีผ้าเปียก
ผมเปียก แล่นรถคันงามที่มีล้อเปื้อนตมสวนทางมา ครั้นแล้วจึงได้ถามขึ้นว่า ‘ดูก่อนท่าน ท่านมาจากไหน’
‘ข้าพเจ้ามาจากชนบทโน้น’
‘ท่านจะไปไหน’
‘ไปยังชนบทโน้น’
‘ในทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมากหรือ’
‘อย่างนั้น ท่าน ในทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีนํ้าบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และน้ำก็มีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำ ของเก่าเสียเถิด ด้วยเกวียนที่มีภาระเบา พวกท่านจะไปได้รวดเร็ว อย่าทรมานวัวที่เทียมเกวียนเลย’
ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า ‘บุรุษผู้นี้พูดว่า ในทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีนํ้าบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และนํ้า ก็มีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด ด้วยเกวียนที่มีภาระ เบา พวกท่านจะไปได้รวดเร็ว อย่าทรมานวัวที่เทียมเกวียนเลย’ พวกท่าน จงทิ้งหญ้า ฟืน นํ้าของเก่าเสียเถิด จงขับหมู่เกวียนไปด้วยเกวียนที่มี ภาระเบาเถิด’ พวกเกวียนรับคำของนายกองเกวียนแล้วพากันทิ้งหญ้า ฟืน นํ้าของเก่า มีเกวียนที่มีภาระเบา ขับหมู่เกวียนไปแล้ว พวกเขามิได้พบ หญ้า ฟืน หรือนํ้าในที่พักหมู่เกวียนแห่งแรก แม้ในที่พักหมู่เกวียนแห่งที่ ๒ แห่งที่ ๓ แห่งที่ ๔ แห่งที่ ๕ แห่งที่ ๖ แห่งที่ ๗ ก็มิได้พบหญ้า ฟืน หรือนํ้า ได้ถึงความวอดวายด้วยกันทั้งหมด ผู้คนหรือปศุสัตว์ที่อยู่ในกองเกวียนนั้น อมนุษย์คือยักษ์ก็กินเสียทั้งหมด เหลือแต่กระดูกเท่านั้นเมื่อนายกองเกวียนคนที่ ๒ รู้ว่า ‘บัดนี้กองเกวียนแรกนั้นออกไปนาน แล้ว’ จึงบรรทุกหญ้า ฟืน และนํ้าไปเป็นอันมากแล้วขับหมู่เกวียนไป เมื่อ ขับไปได้สองสามวัน กองเกวียนนั้นพบบุรุษผิวดำ นัยน์ตาแดง ผูกสอด
แล่งธนู ทัดดอกโกมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถคันงามที่มีล้อเปื้อน ตมสวนทางมา ครั้นแล้วจึงได้ถามขึ้นว่า ‘ดูก่อนท่าน ท่านมาจากไหน’
‘ข้าพเจ้ามาจากชนบทโน้น’
‘ท่านจะไปไหน’
‘ไปยังชนบทโน้น’
‘ในทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมากหรือ’
‘อย่างนั้น ท่าน ในทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีนํ้า บริบูรณ์ หญ้า ฟืน และนํ้าก็มีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่า เสียเถิด ด้วยเกวียนที่มีภาระเบา พวกท่านจะไปได้รวดเร็ว อย่าทรมาน วัวที่เทียมเกวียนเลย’
ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า ‘บุรุษผู้นี้พูดว่า ‘ในทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีน้ำบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และน้ำ ก็มีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด ด้วยเกวียนที่มีภาระ เบา พวกท่านจะไปได้รวดเร็ว อย่าทรมานวัวที่เทียมเกวียนเลย’ ดูก่อน ท่าน บุรุษนี้มิใช่มิตร มิใช่ญาติสาโลหิตของพวกเรา พวกเราจักเชื่อบุรุษนี้ ได้อย่างไร ท่านทั้งหลายอย่าทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสีย จงขับเกวียนไป พร้อมทั้งสิ่งของตามที่นำมาแล้วเถิด พวกเราจักไม่ทิ้งของเก่าของพวกเรา’ พวกเกวียนรับคำนายกองเกวียนนั้นแล้วขับเกวียนไปพร้อมทั้งสิ่งของตามที่ ได้นำมา พวกเกวียนเหล่านั้นมิได้พบหญ้า ฟืน หรือน้ำในที่พักเกวียนแห่ง แรก แม้ในที่พักหมู่เกวียนแห่งที่ ๒ แห่งที่ ๓ แห่งที่ ๔ แห่งที่ ๕ แห่งที่ ๖ แห่งที่ ๗ ก็มิได้พบหญ้า ฟืน หรือน้ำ ได้เห็นแต่กองเกวียนที่ถึงความ วอดวายเท่านั้น ได้เห็นแต่กระดูกของผู้คนและปศุสัตว์ที่อยู่ในกองเกวียน นั้นเท่านั้น พวกนั้นถูกอมนุษย์คือยักษ์กินแล้วลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า ‘นี้คือหมู่ เกวียนนั้นได้ถึงความวอดวายแล้ว เพราะนายกองเกวียนซึ่งเป็นผู้นำทางที่
โง่เขลาคนนั้น ถ้าอย่างนั้น ในกองเกวียนของพวกเรา สิ่งของชนิดใด มีสาระน้อย จงทิ้งเสีย ในกองเกวียนหมู่นี้มีสิ่งของชนิดใดมีสาระมาก ก็ จงขนเอาไปเถิด’ พวกเกวียนเหล่านั้นรับคำนายกองเกวียนนั้นแล้ว จึงทิ้ง สิ่งของที่มีสาระน้อยในเกวียนของตนๆ เสีย ขนเอาไปแต่สิ่งของที่มีสาระ มากในเกวียนหมู่นั้น จึงข้ามทางกันดารนั้นไปได้โดยสวัสดี ทั้งนี้เพราะ นายกองเกวียนผู้นำทางนั้นเป็นคนฉลาด
ดูก่อนบพิตร บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังทรงโง่เขลาไม่ฉลาด ทรง แสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง จักถึงความวอดวายเหมือนบุรุษนายกองเกวียน ฉะนั้น แม้เหล่าคนที่สำคัญความคิดเห็นของบพิตรว่าเป็นสิ่งที่ควรฟังควร เชื่อถือก็จักถึงความวอดวายไปด้วย เหมือนพ่อค้าเกวียนพวกนั้นฉะนั้น ขอบพิตรจงทรงสละความคิดเห็นอันต่ำช้านั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวาง ความคิดเห็นอันต่ำช้านั้นเสียเถิด ความคิดเห็นอันต่ำช้านั้นอย่าได้มีแก่ บพิตรเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนานเลย”{๓๒๐} [๔๓๑] “ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยัง หาอาจสละความคิดเห็นอันตํ่าช้านี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี
พระราชารอบนอกทั้งหลายก็ดีทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า ‘เจ้าปายาสิมีวาทะอย่างนี้ มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีจริง เหล่าสัตว์ ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีจริง ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีจริง’ ท่านกัสสปะ ถ้าข้าพเจ้าจะสละความคิดเห็นอันต่ำช้านี้ ก็จักมีผู้ต่อว่าข้าพเจ้า ได้ว่า ‘เจ้าปายาสิช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่ฉลาดเลย มีปกติถือสิ่งที่ผิด’ ข้าพเจ้าก็จักยึดถือความคิดเห็นนั้นไว้เพราะความโกรธบ้าง เพราะความ ลบหลู่บ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง”
อุปมาด้วยคนแบกคูถ
{๓๒๑} [๔๓๒] “ดูก่อนบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมทราบเนื้อความแห่งคำพูดได้ด้วยอุปมา ดูก่อน
จบ ๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร