พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๙. อาฏานาฏิยสูตร เล่ม ๑๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๗–๒๒๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อาฏานาฏิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๑ หน้า ๒๓๑–๒๕๖
๙. อาฏานาฏิยสูตร
ว่าด้วยการรักษาชื่ออาฏานาฏิยะ
ท้าวจตุโลกบาลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
{๒๐๗} [๒๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการรักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งกองกำลังไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งผู้ตรวจตราไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยเสนายักษ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนาคนธรรพ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนากุมภัณฑ์หมู่ใหญ่ และด้วยเสนานาค หมู่ใหญ่ เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งฝ่ายยักษ์เหล่านั้น บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประนม
- ๑ปฐมภาณวาร คำว่า ภาณวาร แปลว่า วาระแห่งการสวด หมายถึงการจัดแบ่งข้อความ พระบาลีไว้เป็นหมวดหนึ่ง ๆ สำหรับสวดหรือสาธยายเป็นคราว ๆ หรือเป็นตอน ๆ ปฐมภาณวาร ภาณวารที่ ๑ หรือ ๑ ภาณวาร ก็คือวาระแห่งการสวด ๑ จบ หรือวาระแห่งการสวดจบที่ ๑ ท่านอธิบายไว้ว่า ๑ ภาณวารมีจำนวนอักษร ๘,๐๐๐ อักษร (ภาณวาโรติ มโต เอโก สฺวฏฐกขรสหสฺสโก:ที.สี.ฏี. (อภินว.) ๑/๙๗)
- ๒ท้าวมหาราชทั้ง ๔ (ท้าวจตุโลกบาล) คือเทพผู้ปกครองเทวดาชั้นต่ำคือชั้นจาตุมหาราชิกาทั้ง ๔ องค์ คือ (๑) ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ผู้ครองทิศตะวันออก (๒) ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ผู้ครองทิศใต้ (๓) ท้าววิรูปักษ์ จอมนาคผู้ครองทิศตะวันตก (๔) ท้าวเวสวัณ จอมยักษ์ผู้ครองทิศเหนือ (ที.ม.อ. ๒๙,๒๖๐) ในที่นี้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ตั้งการอารักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ แก่ท้าวสักกะจอมเทพชั้นดาวดึงส์เพื่อป้องกันทัพอสูรที่จะยกมาประชิด (ที.ปา.อ. ๑๕๒)
อัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
{๒๐๘} [๒๗๖] ท้าวเวสวัณมหาราชประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นสูงบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นตํ่า บางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นตํ่าบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ส่วนมากมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) งดเว้นจากอทินนาทาน (การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้) งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) งดเว้นจากมุสาวาท (การพูดเท็จ) งดเว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แต่ยักษ์ส่วนมากมิได้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท การดื่มนํ้าเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท การที่พระองค์ให้งดเว้นนั้นจึงไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์เหล่านั้นข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อยู่ราวไพร อาศัยเสนาสนะป่าอันสงัด มีเสียงเบา มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากลมแห่งชนผู้เดินเข้าออก สมควรเป็นที่พักผ่อนของผู้คน เหมาะที่จะหลีกเร้น ยักษ์ชั้นสูงพวกที่มิได้เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งอาศัยอยู่
- ๑ในบรรดาท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวเวสวัณมหาราชมีความคุ้นเคยกับพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างยิ่ง ในที่นี้จึงทำหน้าที่กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในนามท้าวมหาราชทั้ง ๔ เพราะมีความเฉียบคมชำนาญการในสนทนาเป็นอย่างดี (ที.ปา.อ. ๑๕๔)
ในป่านั้นก็มี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเรียนการรักษาอันชื่อว่า อาฏานาฏิยะเพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส เพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายเถิดพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระกาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราชทรงทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงได้ทรงภาษิตอาฏานาฏิยรักขานี้ในเวลานั้นว่า
{๒๐๙} [๒๗๗] ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ มีพระสิริ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า
ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้ทรงชำระกิเลส มีความเพียร ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้าผู้ทรง ยํ่ายีมารและเสนามาร
ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้ลอยบาป อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง
ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสศากยบุตรพุทธเจ้าผู้มีพระสิริ ทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงนี้ไว้
- ๑การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ (อาฏานาฏิยรักขา) เป็นชื่อพระปริตรหรือบทมนต์สำหรับสวดคุ้มครองป้องกัน ตั้งตามชื่อสถานที่ที่ประพันธ์บทมนต์นี้คือเมืองอาฏานาฏา (อยู่ในอุตตรกุรุทวีป ดูข้อ ๒๘๑ หน้า ๒๓๙) มีข้อสังเกตว่า สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ทรงมีอปัจจักขธรรม (สิ่งที่ยังไม่รู้ประจักษ์ชัด) แต่การที่ท้าวเวสวัณมหาราชใช้คำว่า ‘ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ’ นี้ก็เพื่อเป็นธรรมเนียมขอโอกาสก่อนที่จะประกาศบทมนต์นี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้โอกาสแล้ว บทมนต์นี้ก็จะได้รับความสำคัญเป็นที่เคารพนิยมสวดของพุทธบริษัทนั่นเอง (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๔) อนึ๋ง อาฏานาฏิยรักขา หรืออาฏานาฏิยสูตร นี้พุทธบริษัทชาวไทยนิยมสวดในพิธีมงคลต่าง ๆ เรียกว่าสวดภาณยักษ์บ้าง สวดอาฏานาบ้าง โดยเฉพาะในพิธีตรุษของหลวงสมัยก่อนมีการยิงปืนในขณะสวด เรียกว่ายิงปืนอาฏานา
และพระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก ทรงเห็นแจ้งแล้วตามเป็นจริง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงเป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมพระพุทธเจ้า พระองค์ใดผู้โคตมโคตร ทรงเกื้อกูลแก่ทวยเทพและมนุษย์ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นและพระพุทธเจ้าก่อน ๆ นั้นด้วย
ท้าวธตรฐถวายบังคมพระพุทธเจ้า
[๒๗๘] ดวงสุริยาทิตย์ซึ่งมีมณฑลใหญ่อุทัยขึ้นทางทิศใดแล เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยขึ้น ราตรีก็หายไป
เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้น ย่อมเรียกกันว่ากลางวัน แม้น่านน้ำในทิศที่ดวงอาทิตย์อุทัยนั้นก็เป็นทะเลลึก มีน้ำแผ่เต็มไป ผู้คนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้ว่า ‘ทะเลที่มีน้ำแผ่เต็มไป’
{๒๑๐} ทิศนั้นอยู่ทางด้านหน้าจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศบูรพา’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกคนธรรพ์ พระนามว่าท้าวธตรฐ มีพวกคนธรรพ์แวดล้อม ทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องทรง อภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าวธตรฐและโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุแห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแต่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วย พระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
ท้าววิรุฬหกถวายบังคมพระพุทธแจ้า
[๒๗๙] พวกคนที่กล่าวส่อเสียด ผู้กัดเนื้อหลัง ชอบทำปาณาติบาต หยาบช้า เป็นโจร เป็นคนตลบตะแลง ตายแล้ว ชนทั้งหลายกล่าวว่า ‘จงนำตัวไป’ ทางทิศใด
{๒๑๑} ทิศนั้นอยู่ทางด้านขวาจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศทักษิณ’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์ พระนามว่าท้าววิรุฬหก มีพวก
- ๑พวกกุมภัณฑ์ พวกผู้มีอัณฑะดุจหม้อ หมายถึงพวกเทพชั้นต่ำซึ่งมีท้องใหญ่ และอวัยวะเพศก็มีขนาดใหญ่เท่าหม้อ จึงเรียกว่าพวกกุมภัณฑ์ (ที.ปา.อ. ๑๕๖)
กุมภัณฑ์แวดล้อม ทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่
ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่าอินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าววิรุฬหกและโอรสเหล่านั้น เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อม แด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบ น้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วย พระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
ท้าววิรูปักษ์ถวายบังคมพระพุทธเจ้า
[๒๘๐] ดวงสุริยาทิตย์มีมณฑลใหญ่ อัศดงคตในทิศใด และเมื่อดวงอาทิตย์อัศดงคต กลางวันหายไป
เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ย่อมเรียกกันว่ากลางคืน แม้น่านน้ำในทิศที่ดวงอาทิตย์อัศดงคตแล้วก็เป็นทะเลลึก
มีน้ำแผ่เต็มไป ชนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้ว่า ‘ทะเลมีน้ำแผ่เต็มไป’
{๒๑๒} ทิศนั้นอยู่ทางด้านหลังจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศปัจฉิม, เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกนาค พระนามว่าท้าววิรูปักษ์มีพวกนาคแวดล้อม ทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าววิรูปักษ์และโอรสเหล่านั้น เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
[๒๘๑] อุตตรกุรุทวีปซึ่งเป็นรมณียสถาน ภูเขาหลวงชื่อสุเนรุ แลดูงดงาม ตั้งอยู่ทิศใด พวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้นไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่หวงแหนกัน
มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืชและไม่ต้องนำไถออกไถ พวกมนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันเกิดเองในที่ที่ไม่ต้องไถ ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม เป็นเมล็ดข้าวสาร พวกเขาหุงข้าวกันในเตาอันปราศจากควัน แล้วบริโภคโภชนะแต่ที่นั้นทำแม่โคแทนม้าแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำปศุสัตว์แทนม้า แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
ทำหญิงให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำชายให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
ทำกุมารีให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำกุมารให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น ก็ขึ้นยานเหล่านั้นตามห้อมล้อมไปทุกทิศด้วย
- ๑ท้าวกุเวร เป็นพระนามเดิมของท้าวเวสวัณมหาราช (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๙)
- ๒เตาอันปราศจากควัน ในที่หมายถึงแผ่นหินซึ่งมีความร้อนในตัวเอง (โชติกปาสาณะ) โดยใช้แผ่นหินดังกล่าวนั้นจำนวน ๓ ก้อนมาวางเป็นสามเส้า แล้วยกหม้อข้าวขึ้นตั้งสักครู่ข้าวก็จะสุกเพราะความร้อนที่เกิดจากก้อนเส้านั้น (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๗)
- ๓ทำหญิงให้เป็นพาหนะ ในที่นี้หมายถึงจับเฉพาะหญิงที่เป็นทาสมาเป็นยานพาหนะ โดยมากเป็นหญิงมีครรภ์ เพราะมีแผ่นหลังที่โน้มลงสามารถที่จะให้นั่งได้ ทำชายให้เป็นพาหนะ จะจับเฉพาะชายที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ โดยมากเป็นชายชาติมิลักขะป่าเถื่อนที่อยู่ติดชายแดน ทำกุมารี... กุมารให้เป็นพาหนะ คือจับพวกเด็กๆ มาเทียมรถเหมือนม้ากีบเดียว (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๗-๑๕๘)
ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ปราสาท และวอ ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ
และท้าวมหาราชนั้นได้ทรงเนรมิตนครไว้ในอากาศ คืออาฏานาฏานคร กุสินาฏานคร ปรกุสินาฏานคร นาฏปริยานคร ปรกุสิตนาฏานคร
ทางทิศอุดรมีกปีวันตฺนคร และอีกนครหนึ่งชื่อชโนฆะ อีกนครหนึ่งชื่อนวนวติยะ อีกนครหนึ่งชื่ออัมพรวติยะ มีราชธานีนามว่าอาฬกมันทา
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ราชธานีของท้าวกุเวรมหาราชชื่อวิสาณา ฉะนั้น มหาชนจึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่า ‘ท้าวเวสวัณ’
ยักษ์ชื่อตโตลา ชื่อตัตตลา ชื่อตโตตลา ชื่อโอชสี ชื่อเตชสี ชื่อตโตชสี ชื่อสุระ ชื่อราชา ชื่ออริฏฐะ ชื่อเนมิ ชื่ออริฏฐเนมิ มีหน้าที่สืบสวนพิจารณาความเฉพาะพร้อมทั้งแจ้งประกาศในวิสาณาราชธานีนั้น มีห้วงน้ำชื่อธรณี เป็นแดนที่เกิดเมฆ เกิดฝนตก ในวิสาณาราชธานีนั้น มีสภาชื่อภคลวดี เป็นที่ประชุมของพวกยักษ์
ณ ที่นั้น มีต้นไม้เป็นอันมาก ซึ่งมีผลตลอดกาล ดาดาษด้วยหมู่นกต่างๆ มีนกยูง นกกระเรียนซึ่งมีเสียงหวานร้องประสานเสียงกับนกดุเหว่า
- ๑มีหน้าที่สืบสวนพิจารณาความเฉพาะพร้อมทั้งแจ้งประกาศ หมายถึงยักษ์ ๑๒ ตนนี้ซึ่งเรียกว่า ยักขรัฏฐิกะ ยักษ์ผู้ดูแลรักษาเมือง ได้แยกกันทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ฃองเมืองแต่ละเมืองและแจ้งข่าวแก่ยักษ์ผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูต่าง ๆ จำนวน ๑๒ ตน ซึ่งจะนำข่าวไปแจ้งถวายแก่ท้าวเวสวัณมหาราชให้ทรงทราบอีกต่อหนึ๋ง (ที.ปา.อ. ๑๕๙, ที.ปา.ฏี. ๑๙๘)
มีเสียงนกที่ร้องว่าชีวะ ชีวะ มีนกปลุกใจ มีไก่ป่า มีปูทอง และนกโปกขรสาตกะ อยู่ในสระปทุม
ในที่นั้น มีเสียงนกแก้วและนกสาลิกา และหมู่นก ทัณฑมาณวกะ สระนฬินีของท้าวกุเวรนั้นงดงามอยู่ตลอดเวลาทุกเมื่อ
{๒๑๓} ทิศนั้นอยู่ทางทิศเหนือจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศอุดร’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของยักษ์ทั้งหลาย พระนามว่าท้าวกุเวร มียักษ์ทั้งหลายแวดล้อม รื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าวกุเวรและโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเบิกบาน ผู้เป็นเผ่าพันธุแห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์
- ๑นกปลุกใจ หมายถึงนกที่เที่ยวร้องในทำนองปลุกปลอบจิตให้ตื่น (นัย ที.ปา.อ. ๑๖๐)
- ๒นกทัณฑมาณวกะ หมายถึงนกที่มีหน้าเหมือนมนุษย์ ชอบคีบท่อนไม้สีทองมาวางบนใบบัวแล้วกลิ้งเล่นไปมา (ที.ปา.อ. ๑๖๐)
ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคม พระพุทธเจ้าผู้โคดม ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
{๒๑๔} ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้นั้นแล ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ฉะนี้แล
วิธีป้องกันอมนุษย์
[๒๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรือเป็นอุบาสิกาก็ตาม จักเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้ให้แม่นยำ ให้บริบูรณ์แล้ว ถ้าอมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ นางยักษิณี บุตรยักษ์ ธิดายักษ์ ยักษ์มหาอำมาตย์ ยักษ์บริษัท หรือเป็นยักษ์รับใช้ก็ตาม เป็นคนธรรพ์ นางคนธรรพ์ บุตรคนธรรพ์ ธิดาคนธรรพ์ คนธรรพ์มหาอำมาตย์ คนธรรพ์บริษัท หรือเป็นคนธรรพ์รับใช้ก็ตาม เป็นกุมภัณฑ์ นางกุมภัณฑ์ บุตรกุมภัณฑ์ ธิดากุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์มหาอำมาตย์ กุมภัณฑ์บริษัท หรือเป็นกุมภัณฑ์รับใช้ก็ตาม เป็นนาค นางนาค บุตรนาค ธิดานาค นาคมหาอำมาตย์ นาคบริษัท หรือเป็นนาครับใช้ก็ตาม พึงมีจิตประทุษร้าย เดินตามก็ดี ยืนใกล้ก็ดี นั่งใกล้ก็ดีซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาซึ่งกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ อมนุษย์นั้นไม่พึงได้สักการะหรือความเคารพในหมู่บ้านหรือในนิคม ไม่พึงได้เหย้าเรือน
- ๑คำว่า บริษัท ในที่นี้หมายถึงบริวารผู้แวดล้อมติดตาม
หรือที่อยู่ในราชธานีซึ่งมีนามว่าอาฬกมันทา ไม่พึงได้เข้าไปสู่ที่ประชุมของพวกยักษ์ อนึ่ง พวกอมนุษย์ทั้งหลายจะไม่พึงทำอาวาหวิวาหะกับมัน พึงบริภาษมันด้วยคำบริภาษอย่างเหยียดเต็มที่ พึงควํ่าบาตรเปล่าบนศีรษะมัน หรือพึงทุบศีรษะของมันให้แตกออก ๗ เสี่ยง
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ มีอยู่บ้างที่พวกอมนุษย์ที่ดุร้าย หยาบช้ากล้าแข็งจะไม่เชื่อถือถ้อยคำของท้าวมหาราช ไม่เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษผู้ใหญ่แห่งท้าวมหาราช ไม่เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษที่เป็นชั้นรอง ๆ แห่งท้าวมหาราช พวกมันนั้นเรียกได้ว่าเป็นข้าศึกของท้าวมหาราช เปรียบเหมือนพวกมหาโจรในแว่นแคว้นของพระเจ้ามคธ พวกมันก็มิได้เชื่อถือถ้อยคำของพระเจ้ามคธ มิได้เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษผู้ใหญ่แห่งพระเจ้ามคธ มิได้เชื่อถือถ้อยคำของพวกราชบุรุษที่เป็นชั้นรอง ๆ ของพระเจ้ามคธ พวกมหาโจรนั้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นข้าศึกของพระเจ้ามคธ ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกันข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์
อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ นางยักษิณี บุตรยักษ์ ธิดายักษ์ ยักษ์มหาอำมาตย์ ยักษ์บริษัท หรือเป็นยักษ์รับใช้ก็ตาม เป็นคนธรรพ์ นางคนธรรพ์ บุตรคนธรรพ์ ธิดาคนธรรพ์ คนธรรพ์มหาอำมาตย์ คนธรรพ์บริษัท หรือเป็นคนธรรพ์รับใช้ก็ตาม เป็นกุมภัณฑ์ นางกุมภัณฑ์ บุตรกุมภัณฑ์ ธิดากุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์มหาอำมาตย์ กุมภัณฑ์บริษัท หรือเป็นกุมภัณฑ์รับใช้ก็ตาม เป็นนาค นางนาค บุตรนาค ธิดานาค นาคมหาอำมาตย์ นาคบริษัท หรือเป็นนาครับใช้ก็ตาม พึงมีจิตประทุษร้ายเดินตามก็ดี ยืนใกล้ก็ดี นั่งใกล้ก็ดีซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาซึ่งกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ ขอให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกานั้นพึงยกโทษ พึงครํ่าครวญ พึงร้องแก่ยักษ์ มหายักษ์
- ๑อาวาหวิวาหะ คำว่า อาวาหะ แปลว่า การพาเข้ามา หมายถึงพิธีการแต่งงานที่ฝ่ายชายนำหญิงที่ตนแต่งงานด้วยมาอยู่บ้านของตน คำว่า วิวาหะ แปลว่า การพาออกไป หมายถึงพิธี การแต่งงานที่ฝ่ายชายจะต้องถูกนำไปอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง (นัย วิ.อ. ๒/๔๓)
เสนาบดี มหาเสนาบดีว่า ‘ยักษ์ตนนี้จับ ยักษ์ตนนี้เข้าสิง ยักษ์ตนนี้เบียดเบียน ยักษ์ตนนี้บีบคั้น ยักษ์ตนนี้ทำให้ลำบาก ยักษ์ตนนี้ทำให้ยาก ยักษ์ตนนี้ไม่ปล่อย, ดังนี้{๒๑๕} [๒๘๓] พวกยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดี คือใครบ้าง คือ
อินทะ ๑ โสมะ ๑ วรุณะ ๑ ภารทวาชะ ๑ ปชาบดี ๑
จันทนะ ๑ กามเสฏฐะ ๑ กินนุ ๑ ฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑
ปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทวสูตะ ๑ มาตลิ ๑
จิตตเสนะ ๑ คันธัพพะ ๑ นโฬราชา ๑ ชโนสภะ ๑
สาตาคิระ ๑ เหมวตะ ๑ ปุณณกะ ๑ กรติยะ ๑ คุฬะ ๑
สิวกะ ๑ มุจลินทะ ๑ เวสสามิตตะ ๑ ยุคันธระ ๑
โคปาละ ๑ สุปปเคธะ๑ หิริ ๑ เนตติ ๑ มันทิยะ ๑
ปัญจาลจันทะ ๑ อาฬวกะ ๑ ปชุณณะ ๑ สุมุขะ ๑
ทธิมุขะ ๑ มณิ ๑ มาณิวระ ๑ ทีฆะ ๑ กับเสริสกะ ๑
{๒๑๖} ขอให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกานั้นพึงยกโทษ พึงคร่ำครวญ พึงร้องแก่ยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดีว่า ‘ยักษ์ตนนี้จับ ยักษ์ตนนี้เข้าสิง ยักษ์ตนนี้เบียดเบียน ยักษ์ตนนี้บีบคั้น ยักษ์ตนนี้ทำให้ลำบาก ยักษ์ตนนี้ทำให้ยาก ยักษ์ตนนี้ไม่ปล่อย’ ดังนี้{๒๑๗} ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้นั้นแลย่อม เป็นไปเพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ฉะนี้แลข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ และบัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียกิจมาก ขอทูลลาไปก่อน”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควร ณ บัดนี้เถิด”
{๒๑๘} [๒๘๔] ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทรงทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นแล ฝ่ายยักษ์เหล่านั้นก็พากันลุกจากอาสนะ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้วก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกประกาศนามและโคตรแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกนิ่งอยู่แล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง
จบ ปฐมภาณวาร
ทุติยภาณวาร
ว่าด้วยท้าวมหาราชตั้งการรักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ
{๒๑๙} [๒๘๕] ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการรักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งกองกำลังไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งผู้ตรวจตราไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยเสนายักษ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนาคนธรรพ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนากุมภัณฑ์หมู่ใหญ่ และด้วยเสนานาคหมู่ใหญ่ เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ไหว้เราแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายยักษ์เหล่านั้น บางพวกไหว้เราแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประนมอัญชลีมาทาง ที่เราอยู่แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
[๒๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวเวสวัณมหาราชประทับนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง ได้กล่าวกะเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นสูงบางพวกที่เลื่อมใส ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มี พระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นตํ่าบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภกคเจ้าก็มี
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ส่วนมากมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากมุสาวาท งดเว้นการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แต่ยักษ์ส่วนมากมิได้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท การที่พระองค์ให้งดเว้นนั้นจึงไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์เหล่านั้นข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อยู่ราวไพร อาศัยเสนาสนะป่าอันสงัด มีเสียงเบา มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากลม แห่งชนผู้เดินเข้าออก สมควรเป็นที่พักผ่อนของผู้คน เหมาะที่จะหลีกเร้น ยักษ์ชั้นสูงพวกที่มิได้เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งอาศัยอยู่ในป่านั้นก็มี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเรียนการรักษาอันชื่อว่า อาฏานาฏิยะเพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส เพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ
ลำดับนั้นท้าวเวสวัณมหาราชทราบการรับอาราธนาของเราแล้วจึง ได้กล่าวอาฏานาฏิยรักขานี้ในเวลานั้นว่า
{๒๒๐} [๒๘๗] ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุมีพระสิริ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์ แก่สัตว์ทั่วหน้า
ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้ทรงชำระกิเลสมีความเพียร ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงยํ่ายีมารและเสนามาร
ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้ทรงลอยบาปอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้าผู้พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั่งปวง
ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสศากยบุตรพุทธเจ้าผู้มีพระสิริ ทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงนี้ไว้
และพระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก ทรงเห็นแจ้งแล้วตามเป็นจริง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงเป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้โคตมโคตร ทรงเกื้อกูลแก่ทวยเทพและมนุษย์ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น และพระพุทธเจ้าก่อน ๆ นั้นด้วย[๒๘๘] ดวงสุริยาทิตย์ซึ่งมีมณฑลใหญ่ อุทัยขึ้นทางทิศใดแล เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยขึ้น ราตรีก็หายไป
เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยขึ้น ย่อมเรียกกันว่ากลางวัน แม้น่านน้ำในทิศที่ดวงอาทิตย์อุทัยนั้นก็เป็นทะเลลึก มีน้ำ
แผ่เต็มไป ผู้คนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้ว่า ‘ทะเลที่มีน้ำแผ่เต็มไป’
ทิศนั้นอยู่ทางด้านหน้าจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศบูรพา’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกคนธรรพ์ พระนามว่าท้าวธตรฐ มีพวกคนธรรพ์แวดล้อม ทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าวธตรฐและโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาดแม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
[๒๘๙] พวกคนที่กล่าวส่อเสียด ผู้กัดเนื้อหลังชอบทำปาณาติบาต หยาบช้า เป็นโจร เป็นคนตลบตะแลง ตายแล้ว ชนทั้งหลายกล่าวว่า ‘จงนำตัวไป’ ทางทิศใด
ทิศนั้นอยู่ทางด้านขวาจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศทักษิณ’ เป็นทิศที่ทัาวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์ พระนามว่าท้าววิรุฬหก มีพวกกุมภัณฑ์แวดล้อม ทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องทรงอภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าววิรุฬหกและโอรสเหล่านั้น เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคม พระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
[๒๙๐] ดวงสุริยาทิตย์มีมณฑลใหญ่ อัศดงคตในทิศใด และเมื่อดวงอาทิตย์อัศดงคต กลางวันหายไป
เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ย่อมเรียกกันว่ากลางคืน แม้น่านน้ำในทิศที่ดวงอาทิตย์อัศดงคตแล้วก็เป็นทะเลลึกมีน้ำแผ่เต็มไป ชนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้นในที่นั้น อย่างนี้ว่า ‘ทะเลมีน้ำแผ่เต็มไป’
ทิศนั้นอยู่ทางด้านหลังจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศปัจฉิม’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าใหญ่ของพวกนาค พระนามว่าท้าววิรูปักษ์มีพวกนาค แวดล้อมทรงรื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าววิรูปักษ์และโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวาย บังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ[๒๙๑] อุตตรกุรุทวีปซึ่งเป็นรมณียสถาน ภูเขาหลวงชื่อสุเนรุ แลดูงดงาม ตั้งอยู่ทิศใด พวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้นไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่หวงแหนกัน
มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืชและไม่ต้องนำไถออกไถ พวกมนุษย์บริโภคข้าวสาลีอันเกิดเองในที่ที่ไม่ต้องไถ ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม เป็นเมล็ดข้าวสาร พวกเขาหุงข้าวกันในเตาอันปราศจากควัน แล้วบริโภค โภชนะแต่ที่นั้นทำแม่โคแทนม้าแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำปศุสัตว์แทนม้าแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
ทำหญิงให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำชายให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
ทำกุมารีให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำกุมารให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
บรรดานางบำเรอของพระราชานั้นก็ขึ้นยานเหล่านั้น ตามห้อมล้อมไปทุกทิศด้วย
ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ปราสาท และวอ ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ
และท้าวมหาราชนั้นได้ทรงเนรมิตนครไว้ในอากาศ คืออาฏานาฏานคร กุสินาฏานคร ปรกุสินาฏานคร นาฏปริยานคร ปรกุสิตนาฏานคร
ทางทิศอุดรมีกปีวันตนคร และอีกนครหนึ่งชื่อชโนฆะ อีกนครหนึ่งชื่อนวนวติยะ อีกนครหนึ่งชื่ออัมพรวติยะ มีราชธานีนามว่าอาฬกมันทา
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ราชธานีของท้าวกุเวร มหาราชชื่อวิสาณา ฉะนั้น มหาชนจึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่า ‘ท้าวเวสวัณ’
ยักษ์ชื่อตโตลา ชื่อตัตตลา ชื่อตโตตลา ชื่อโอชสี ชื่อเตชสี ชื่อตโตชสี ชื่อสุระ ชื่อราชา ชื่ออริฏฐะ ชื่อเนมิ ชื่ออริฏฐเนมิ มีหน้าที่สืบสวนพิจารณาความเฉพาะพร้อมทั้งแจ้งประกาศในวิสาณาราชธานีนั้น มีห้วงน้ำชื่อธรณี เป็นแดนที่เกิดเมฆ เกิดฝนตก ในวิสาณาราชธานีนั้น มีสภาชื่อ ภคลวดี เป็นที่ประชุมของพวกยักษ์ณ ที่นั้น มีต้นไม้เป็นอันมาก ซึ่งมีผลตลอดกาล ดาดาษด้วยหมู่นกต่าง ๆ มีนกยูง นกกระเรียนซึ่งมีเสียงหวานร้องประสานเสียงกับนกดุเหว่ามีเสียงนกที่ร้องว่าชีวะ ชีวะ มีนกปลุกใจ มีไก่ป่า มีปูทอง และนกโปกขรสาตกะ อยู่ในสระปทุม
ในที่นั้น มีเสียงนกแก้วและนกสาลิกา และหมู่นก ทัณฑมาณวกะ สระนฬินีของท้าวกุเวรนั้นงดงามอยู่ตลอดเวลาทุกเมื่อ
ทิศนั้นอยู่ทางทิศเหนือจากที่นี้ไป มหาชนเรียกกันว่า ‘ทิศอุดร’ เป็นทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้า เป็นใหญ่ของยักษ์ทั้งหลาย พระนามว่าท้าวกุเวร มียักษ์
ทั้งหลายแวดล้อม รื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่
ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘โอรสของท้าวเธอมีมากถึง ๙๑ องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งหมด คือมีพระนามว่า อินทะ ผู้ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าวกุเวรและโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเบิกบาน ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ จึงพากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล พร้อมกล่าวว่า
‘ข้าแต่พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้มาอย่างนั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายถามเขาว่า ‘พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ’ เขาพากันตอบว่า ‘พวกเราถวายบังคมพระชินโคดม’ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดม ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ[๒๙๒] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้นั้นแล ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ฉะนี้แล
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรือเป็นอุบาสิกาก็ตาม จักเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้ให้
แม่นยำ ให้บริบูรณ์แล้ว ถ้าอมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ นางยักษิณี บุตรยักษ์ ธิดายักษ์ ยักษ์มหาอำมาตย์ ยักษ์บริษัท หรือเป็นยักษ์รับใช้ก็ตาม เป็นคนธรรพ์ นางคนธรรพ์ บุตรคนธรรพ์ ธิดาคนธรรพ์ คนธรรพ์มหาอำมาตย์ คนธรรพ์บริษัท หรือเป็นคนธรรพ์รับใช้ก็ตาม เป็นกุมภัณฑ์ นางกุมภัณฑ์ บุตรกุมภัณฑ์ ธิดากุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์มหาอำมาตย์ กุมภัณฑ์บริษัท หรือเป็นกุมภัณฑ์รับใช้ก็ตาม เป็นนาค นางนาค บุตรนาค ธิดานาค นาคมหาอำมาตย์ นาคบริษัท หรือเป็นนาครับใช้ก็ตาม พึงมีจิตประทุษร้าย เดินตามก็ดี ยืนใกล้ก็ดี นั่งใกล้ก็ดีซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาซึ่งกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ อมนุษย์นั้นไม่พึงได้สักการะหรือความเคารพในหมู่บ้านหรือในนิคม ไม่พึงได้เหย้าเรือน หรือที่อยู่ในราชธานีซึ่งมีนามว่าอาฬกมันทา ไม่พึงได้เข้าไปสู่ที่ประชุมของพวกยักษ์ อนึ่ง พวกอมนุษย์ทั้งหลายจะไม่พึงทำอาวาหวิวาหะกับมัน พึงบริภาษมันด้วยคำบริภาษอย่างเหยียดเต็มที่ พึงควํ่าบาตรเปล่าบนศีรษะมัน หรือพึงทุบศีรษะของมันให้แตกออก ๗ เสี่ยงข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ มีอยู่บ้างที่พวกอมนุษย์ที่ดุร้าย หยาบช้ากล้าแข็งจะไม่เชื่อถือถ้อยคำของท้าวมหาราช ไม่เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษ ผู้ใหญ่แห่งท้าวมหาราช ไม่เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษที่เป็นชั้นรอง ๆ แห่งท้าวมหาราช พวกมันนั้นเรียกได้ว่าเป็นข้าศึกของท้าวมหาราช เปรียบเหมือนพวกมหาโจรในแว่นแคว้นของพระเจ้ามคธ พวกมันก็มิได้เชื่อถือถ้อยคำของ พระเจ้ามคธ มิได้เชื่อถือถ้อยคำของราชบุรุษผู้ใหญ่แห่งพระเจ้ามคธ มิได้เชื่อถือถ้อยคำของพวกราชบุรุษที่เป็นชั้นรอง ๆ ของพระเจ้ามคธ พวกมหาโจรนั้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นข้าศึกของพระเจ้ามคธ ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ นางยักษิณี บุตรยักษ์ ธิดายักษ์ ยักษ์มหาอำมาตย์ ยักษ์บริษัท หรือเป็นยักษ์รับใช้ก็ตาม เป็นคนธรรพ์ นางคนธรรพ์ บุตรคนธรรพ์ ธิดาคนธรรพ์
คนธรรพ์มหาอำมาตย์ คนธรรพ์บริษัท หรือเป็นคนธรรพ์รับใช้ก็ตาม เป็นกุมภัณฑ์ นางกุมภัณฑ์ บุตรกุมภัณฑ์ ธิดากุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์มหาอำมาตย์ กุมภัณฑ์บริษัท หรือเป็นกุมภัณฑ์รับใช้ก็ตาม เป็นนาค นางนาค บุตรนาค ธิดานาค นาคมหาอำมาตย์ นาคบริษัท หรือเป็นนาครับใช้ก็ตาม พึงมีจิตประทุษร้ายเดินตามก็ดี ยืนใกล้ก็ดี นั่งใกล้ก็ดีซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาซึ่งกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ ขอให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกานั้นพึงยกโทษ พึงครํ่าครวญ พึงร้องแก่ยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดีว่า ‘ยักษ์ตนนี้จับ ยักษ์ตนนี้เข้าสิง ยักษ์ตนนี้เบียดเบียน ยักษ์ตนนี้บีบคั้น ยักษ์ตนนี้ทำให้ลำบาก ยักษ์ตนนี้ทำให้ยาก ยักษ์ตนนี้ไม่ปล่อย’ ดังนี้[๒๙๓] พวกยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดี คือใครบ้าง คือ
อินทะ ๑ โสมะ ๑ วรุณะ ๑ ภารทวาชะ ๑ ปชาบดี ๑
จันทนะ ๑ กามเสฏฐะ ๑ กินนุ ๑ ฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑
ปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทวสูตะ ๑ มาตลิ ๑
จิตตเสนะ ๑ คันธัพพะ ๑ นโฬราชา ๑ ชโนสภะ ๑
สาตาคิระ ๑ เหมวตะ ๑ ปุณณกะ ๑ กรติยะ ๑ คุฬะ ๑
สิวกะ ๑ มุจลินทะ ๑ เวสสามิตตะ ๑ ยุคันธระ ๑
โคปาละ ๑ สูปปเคธะ ๑ หิริ ๑ เนตติ ๑ มันทิยะ ๑
ปัญจาลจันทะ ๑ อาฬวกะ ๑ ปชุณณะ ๑ สุมุขะ ๑
ทธิมุขะ ๑ มณิ ๑ มาณิวระ ๑ ทิฆะ ๑ กับเสริสกะ ๑
ขอให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกานั้นพึงยกโทษ พึงคร่ำครวญ พึงร้องแก่ยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดีว่า ‘ยักษ์ตนนี้จับ ยักษ์ตนนี้เข้าสิง ยักษ์ตนนี้เบียดเบียน ยักษ์ตนนี้บีบคั้น ยักษ์ตนนี้ทำให้ลำบาก ยักษ์ตนนี้ทำให้ยาก ยักษ์ตนนี้ไม่ปล่อย’ ดังนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้นั้นแลย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ฉะนี้แล
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ และบัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียกิจมาก ขอทูลลาไปก่อน” เราได้กล่าวว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควร ณ บัดนี้เถิด”
[๒๙๔] ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เสด็จลุกจากอาสนะ ไหว้เราแล้ว ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นแล ฝ่ายยักษ์เหล่านั้นก็พากันลุกจากอาสนะ บางพวกไหว้เรา ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกได้ปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้วก็ อันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกประนมอัญชลีไปทางที่เราอยู่แล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกประกาศนามและโคตรแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง บางพวกนิ่งอยู่แล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง[๒๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเล่าเรียนศึกษา จงทรงไว้ซึ่งการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะเป็นประโยชน์ ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครองรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย’
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ ทุติยภาณวาร
จบ อาฏานาฏิยสูตรที่ ๙
๑๐. สังคีติสูตร
ว่าด้วยการสังคายนาหลักธรรม
{๒๒๑} [๒๙๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงเมืองซึ่งมีนามว่า ปาวา ของพวกมัลลกษัตริย์แล้ว นัยว่า สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร ใกล้เมืองปาวา
ท้องพระโรงใหม่นามว่าอุพภตกะ
{๒๒๒} [๒๙๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ท้องพระโรงใหม่อันมีนามว่าอุพภตกะของพวกเจ้ามัลละแห่งเมืองปาวาสร้างสำเร็จได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย พวกเจ้ามัลละแห่งเมืองปาวาได้สดับข่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นมัลละพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงเมืองปาวาโดยลำดับ กำลังประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร ใกล้เมืองปาวา” ลำดับนั้นแล พวกเจ้ามัลละแห่งเมืองปาวาได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ประทับนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้องพระโรงใหม่อันมีนามว่าอุพภตกะของพวกเจ้ามัลละแห่งเมืองปาวาสร้างสำเร็จได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดเสด็จประทับ ณ ท้องพระโรงนั้นเป็นปฐมฤกษ์ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับเป็นปฐมฤกษ์แล้ว ภายหลังพวกเจ้ามัลละแห่งเมืองปาวาจึงจักใช้สอย การเสด็จประทับเป็นปฐมฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
จบ ๙. อาฏานาฏิยสูตร