พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๘. สิงคาลกสูตร เล่ม ๑๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๒–๒๐๖ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
สิงฺคาลกสุตฺตํ
๘. สิงคาลกสูตร (๑๓)
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สิงคาลกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๑)
เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน สิงฺคาลโก ๑ คหปติปุตฺโต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสติ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ทกฺขิณํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทิสํ อุตฺตรํ ทิสํ เหฏฺฐิมํ ทิสํ อุปริมํ ทิสํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้น สิงคาลกคฤหบดีบุตรลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้าทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้ายทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน ฯ
อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสา โข ภควา สิงฺคาลกํ คหปติปุตฺตํ กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ ปญฺชลิกํ ปุถุทฺทิสา นมสฺสนฺตํ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ทกฺขิณํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทิสํ อุตฺตรํ ทิสํ เหฏฺฐิมํ ทิสํ อุปริมํ ทิสํ ทิสฺวาน ๒ สิงฺคาลกํ คหปติปุตฺตํ เอตทโวจ กินฺนุ ๓ ตฺวํ คหปติปุตฺต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสสิ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ฯเปฯ อุปริมํ ทิสนฺติ ฯ ปิตา มม ๔ ภนฺเต กาลํ กโรนฺโต เอวํ ๕ อวจ ทิสา ตาต นมสฺเสยฺยาสีติ โส โข อหํ ภนฺเต ปิตุ วจนํ สกฺกโรนฺโต ครุกโรนฺโต ๖ มาเนนฺโต ปูเชนฺโต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสามิ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ฯเปฯ อุปริมํ ทิสนฺติ ฯ น โข คหปติปุตฺต อริยสฺส วินเย เอวํ ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพาติ ฯ ยถากถํ ปน ภนฺเต อริยสฺส วินเย ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพา สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถา อริยสฺส วินเย ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพาติ ฯ
๑ สิคาลโกติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ม. ยุ. ทิสฺวา ฯ ๓ ม. กึ นุ โข ฯ ๔ ม. ยุ. มํ ฯ
๕ ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ ๖ ม. ครุํ กโรนฺโต ฯ
ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียกประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลายคือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่แล้วได้ตรัสถามว่าดูกรคฤหบดีบุตร ท่านลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียกประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลังทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ เพราะเหตุอะไรหนอ ฯ
สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะตายได้สั่งไว้อย่างนี้ว่า ดูกรพ่อ เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลายข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพนับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้าออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้ายทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ ฯ
ภ. ดูกรคฤหบดีบุตร ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างนี้ ฯ
สิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไรขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นเถิด ฯ
เตนหิ คหปติปุตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สิงฺคาลโก คหปติปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ ยโต โข คหปติปุตฺต อริยสาวกสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺติ จตูหิ ๑ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรติ ฉ จ โภคานํ อปายมุขานิ น เสวติ โส เอวํ จุทฺทสปาปกาปคโต ฉทิสาปฏิจฺฉาที โหติ ๒ อุโภโลกวิชยาย ปฏิปนฺโน โหติ ตสฺส อยญฺเจว โลโก อารทฺโธ โหติ ปโร จ โลโก ฯ โส ๓ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ กตมสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺติ ฯ ปาณาติปาโต โข คหปติปุตฺต กมฺมกฺกิเลโส อทินฺนาทานํ กมฺมกฺกิเลโส กาเมสุ มิจฺฉาจาโร กมฺมกฺกิเลโส มุสาวาโท กมฺมกฺกิเลโส อิมสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา๕ อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
ดูกรคฤหบดีบุตร ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ
สิงคาลกคฤหบดีบุตร ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔
และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้วทั้งโลกนี้และโลกหน้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
กรรมกิเลส ๔ เป็นไฉน ที่อริยสาวกละได้แล้ว ดูกรคฤหบดีบุตร กรรมกิเลสคือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ กรรมกิเลส ๔ เหล่านี้ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ มุสาวาโท ปวุจฺจติ ๔
ปรทารคมนญฺเจว น ปสํสนฺติ ๕ ปณฺฑิตาติ ฯ
ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท และการคบหาภรรยาผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็นกรรมกิเลส บัณฑิตไม่สรรเสริญ ฯ
กตเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรติ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ โทสาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ โมหาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ ภยาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ ฯ ยโต โข คหปติปุตฺต อริยสาวโก เนว ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ฯ อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
๑ ม. ยุ. จตุหิ จ ฯ ๒ ม. ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ ๓ ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ
๔ ม. ยุ. มุสาวาโท จ วุจฺจติ ฯ ๕ ม. ยุ. นปฺปสํสนฺติ ฯ
อริยสาวกไม่กระทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ เป็นไฉน ปุถุชนถึง ฉันทาคติย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโทสาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโมหาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก
ถึงภยาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึง
โมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ อติวตฺตติ
นิหียติ ตสฺส ยโส ๑ กาฬปกฺเขว จนฺทิมา
ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ นาติวตฺตติ
อาปูรติ ตสฺส ยโส ๑ สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมาติ ฯ
ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง
ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม ดังดวงจันทร์ในข้างแรม ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม
เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้นดุจดวงจันทร์ในข้างขึ้น ฯ
กตมานิ ฉ โภคานํ อปายมุขานิ น เสวติ ฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยโค โข คหปติปุตฺต โภคานํ อปายมุขํ วิกาลวิสิขาจริยานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ สมชฺชาภิจรณํ โภคานํ อปายมุขํ ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ ปาปมิตฺตานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ อาลสฺสานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ ฯ
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกรคฤหบดีบุตร
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืนเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยวดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑การประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺ- ฐานานุโยเค สนฺทิฏฺฐิกา ธนชานิ ๒ กลหปฺปวฑฺฒนี โรคานํ อายตนํ อกิตฺติสญฺชนนี หิริโกปินนิทฺทํสนี ปญฺญาย ทุพฺพลีกรณีเตฺวว ฉฏฺฐํ ปทํ ภวติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยเค ฯ
๑ ม. ยโส ตสฺส ฯ ๒ ยุ. ธนญฺชานิ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุรา
และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการนี้ คือ ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง๑ ก่อการทะเลาะวิวาท ๑ เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ๑ เป็นเหตุเสียชื่อเสียง ๑ เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย๑ มีบทที่ ๖ คือ เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค อตฺตาปิสฺส อคุตฺโต อรกฺขิโต โหติ ปุตฺตทาโรปิสฺส อคุตฺโต อรกฺขิโต โหติ สาปเตยฺยํปิสฺส อคุตฺตํ อรกฺขิตํ โหติ สงฺกิโย จ โหติ เตสุ เตสุ ๑ ฐาเนสุ อภูตวจนญฺจ ตสฺมึ รูหติ พหูนญฺจ ทุกฺขธมฺมานํ ปุรกฺขิโต ๒ โหติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆในกลางคืน ๖ ประการเหล่านี้ คือ ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว ๑ ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา ๑ ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ๑ เป็นที่ระแวงของคนอื่น ๑ คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น ๑อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม ๑ ดูกรคฤหบดีบุตรโทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืนเหล่านี้แล ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา สมชฺชาภิจรเณ กฺว ๓ นจฺจํ กฺว คีตํ กฺว วาทิตํ กฺว อกฺขานํ กฺว ปาณิสฺสรํ กฺว กุมฺภถูนนฺติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา สมชฺชาภิจรเณ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการเหล่านี้คือ รำที่ไหนไปที่นั่น ๑ ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น ๑ ประโคมที่ไหนไปที่นั่น ๑ เสภาที่ไหนไปที่นั่น ๑ เพลงที่ไหนไปที่นั่น ๑ เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น ๑ ดูกรคฤหบดีบุตรโทษ ๖ ประการในการเที่ยวดูมหรสพเหล่านี้แล ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค ชยํ เวรํ ปสวติ ชิโน วิตฺตมนุโสจติ ๔ สนฺทิฏฺฐิกา ธนชานิ สภาคตสฺส วจนํ น รูหติ มิตฺตามจฺจานํ ปริภูโต โหติ อาวาหวิวาหกานํ อปฺปตฺถิโต โหติ อกฺขธุตฺโต [๕] ปุริสปุคฺคโล นาลํ ทารภรณายาติ ๖ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการเหล่านี้ คือ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ๑ ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป ๑ ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน ๑ ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น ๑ ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท ๑ ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา ปาปมิตฺตานุโยเค เย ธุตฺตา เย โสณฺฑา เย ปิปาสา เย เนกติกา เย วญฺจนิกา เย สาหสิกา ตฺยาสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา ปาปมิตฺตานุโยเค ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖
ประการเหล่านี้ คือ นำให้เป็นนักเลงการพนัน ๑ นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้๑ นำให้เป็นนักเลงเหล้า ๑นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม ๑ นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า ๑ นำให้เป็นคนหัวไม้ ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตรเหล่านี้แล ฯ
ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา อาลสฺสานุโยเค อติสีตนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติอุณฺหนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติสายนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติปาโตติ กมฺมํ น กโรติ อติจฺฉาโตสฺมีติ กมฺมํ น กโรติ อติปิปาสิโตสฺมีติ ๑ กมฺมํ น กโรติ ตสฺส เอวํ กิจฺจาปเทสพหุลสฺส วิหรโต อนุปฺปนฺนา เจว โภคา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา อาลสฺสานุโยเคติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
๑ ม. ยุ. ปาปเกสุ ฯ ๒ ยุ. ปุรกฺขโต ฯ ๓ สี. ยุ. สพฺพวาเรสุ กุวํ ฯ ๔ ยุ.
จิตฺตมนุโสจติ ฯ ๕ ม. อยํ ฯ ๖ ยุ. ทาราภรณายาติ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน ๖ ประการเหล่านี้ คือ มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน๑ มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน ๑มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้านเหล่านี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โหติ ปานสขา นาม โหติ สมฺมิยสมฺมิโย
โย จ อตฺเถสุ ชาเตสุ สหาโย โหติ โส สขา ฯ
อุสฺสูรเสยฺยา ปรทารเสวนา
เวรปฺปสงฺโค ๒ จ อนตฺถตา จ
ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ
เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธํสยนฺติ ฯ
ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร ๓
อสฺมา โลกา ปรมฺหา จ อุภยา ธํสเต นโร ฯ
อกฺขิตฺถิโย วารุณี นจฺจคีตํ
ทิวาโสปฺปํ ปาริจริยา อกาเล ๔
ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ
เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธํสยนฺติ ฯ
อกฺเขหิ ทิพฺพนฺติ สุรํ ปิวนฺติ
ยนฺติตฺถิโย ปาณสมา ปเรสํ
นิหีนเสวี น จ วุฑฺฒิเสวี ๑
นิหียติ ๒ กาฬปกฺเขว จนฺทิมา ๓
โย วารุณิ อธโน อภิจฺฉโน ๔
ปิปาโสสิ อตฺถปาคโต ๕
อุทกมิว อิณํ วิคาหติ
อากุลํ ๖ กาหติ ๗ ขิปฺปมตฺตโน ฯ
น ทิวาสุปฺปสีเลน รตฺตินุฏฺฐานเทสฺสินา ๘
นิจฺจํ มตฺเตน โสณฺเฑน สกฺกา อาวสิตุํ ฆรํ ฯ
อติสีตํ อติอุณฺหํ อติสายมิทํ อหุ
อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต ๙ อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว ฯ
โย จ สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ติณา ภิยฺโย น มญฺญติ
กรํ ปุริสกิจฺจานิ โส สุขา ๑๐ น วิหายตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. อติธาโตสฺมีติ ฯ ๒ ม. เวรปฺปสโว ฯ ๓ ยุ. ปาปจารโคจโร ฯ ๔ ยุ. อกาลํ ฯ
เพื่อนในโรงสุราก็มี เพื่อนกล่าวแต่ปากว่าเพื่อนๆ ก็มีส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อความต้องการเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้เหตุ ๖ ประการ คือ การนอนสาย ๑ การเสพภรรยาผู้อื่น ๑ ความประสงค์ผูกเวร ๑ ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ มิตรชั่ว ๑ความเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก๑ เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้พึงถึงคนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมรรยาทและการเที่ยวชั่ว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ จากโลกนี้และจากโลกหน้า เหตุ๖ ประการ คือ การพนันและหญิง ๑ สุรา ๑ ฟ้อนรำขับร้อง ๑ นอนหลับในกลางวันบำเรอตนในสมัยมิใช่การ ๑ มิตรชั่ว ๑ ความตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุข ที่จะพึงได้พึงถึง ชนเหล่าใดเล่นการพนัน ดื่ม สุรา เสพหญิงภรรยาที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คนต่ำช้า และไม่คบหาคนที่มีความเจริญย่อมเสื่อมเพียงดังดวงจันทร์ในข้างแรม ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำเลี้ยงชีวิตมิได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขาจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ ฉะนั้น จักทำความอากูลแก่ตนทันทีคนมักมีการนอนหลับในกลางวัน เกลียดชังการลุกขึ้นในกลางคืน เป็น
นักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครองเหย้าเรือนให้ดีได้ ประโยชน์
ทั้งหลายย่อมล่วงเลยชายหนุ่มที่ละทิ้งการงาน ด้วยอ้างเลศว่า หนาวนักร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุขเลย ฯ
จตฺตาโรเม คหปติปุตฺต อมิตฺตา มิตฺตปฺปฏิรูปกา เวทิตพฺพา อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร คน ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ คนนำสิ่งของๆ เพื่อนไป
ถ่ายเดียว [คนปอกลอก] ๑ คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑ คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อญฺญทตฺถุหโร โหติ อปฺเปน พหุมิจฺฉติ ภยสฺส กิจฺจํ น ๑ กโรติ เสวติ อตฺถการณา ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ
๑ ม. ยุ. วุทฺธเสวี ฯ ๒ ม. นิหียเต ฯ ๓ ม. จนฺโท ฯ ๔ ม. ยุ. โย วารุณี อทฺธโน
อกิญฺจโน ๕ ม. ปิปาโส ปิวํ ปปาคโต ฯ ยุ. ปิปาโส ปิพมฺปปาคโต ฯ ๖ ยุ. อกุลํ ฯ
๗ ม. อกุลํ กาหิติ ฯ ๘ ยุ. ...ทสฺสินา ฯ ๙ ยุ. วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺโต ฯ ๑๐ ม. สุขํ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียม
มิตรโดยสถาน ๔ คือ เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ๑ เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก ๑ ไม่รับทำกิจ
ของเพื่อนในคราวมีภัย ๑ คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร
คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตรเป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อตีเตน ปฏิสนฺถรติ อนาคเตน ปฏิสนฺถรติ นิรตฺถเกน สงฺคณฺหาติ ปจฺจุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ พฺยสนํ ทสฺเสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย ๑ อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย ๑สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง [ออกปากพึ่งมิได้] ๑ดูกรคฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ปาปกมฺมํปิสฺส ๒ อนุชานาติ กลฺยาณํปิสฺส อนุชานาติ ๓ สมฺมุขสฺส ๔ วณฺณํ ภาสติ ปรมฺมุขสฺส ๔ อวณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว [จะทำชั่วก็คล้อยตาม] ๑ ตามใจเพื่อนให้ทำความดี [จะทำดีก็คล้อยตาม] ๑ ต่อหน้าสรรเสริญ ๑ลับหลังนินทา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตรคนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยเค สหาโย โหติ วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค สหาโย โหติ สมชฺชาภิจรเณ สหาโย โหติ ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค สหาโย โหติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ๕ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
๑ ม. ยุ. นสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. ปาปกํปิสฺส ฯ ๓ ยุ. นานุชานาติ ฯ
๔ ยุ. ...มุขาสฺส ฯ ๕ ม. ยุ. เวทิตพฺโพติ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน ๑ ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ๑ ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตรเป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
อญฺญทตฺถุหโร มิตฺโต โย จ มิตฺโต วจีปรโม ๑
อนุปฺปิยญฺจ โย อาหุ ๒ อปาเยสุ จ โย สขา
เอเต อมิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
อารกา ปริวชฺเชยฺย มคฺคํ ปฏิภยํ ยถาติ ฯ
บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก ๑ มิตรดีแต่พูด ๑มิตรหัวประจบ ๑ มิตรชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ดังนี้แล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัย ฉะนั้น ฯ
จตฺตาโรเม คหปติปุตฺต มิตฺตา สุหทา เวทิตพฺพา อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี[เป็นมิตรแท้] ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ปมตฺตํ รกฺขติ ปมตฺตสฺส สาปเตยฺยํ รกฺขติ ภีตสฺส ปฏิสรณํ โหติ อุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ กรณีเยสุ ตทฺทิคุณํ โภคํ อนุปฺปเทติ ๓ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือรักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า [เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก] ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ คุยฺหมสฺส อาจิกฺขติ คุยฺหมสฺส ปริคุยฺหติ ๔ อาปทาสุ น วิชหติ ชีวิตํปิสฺส อตฺถาย ปริจฺจตฺตํ โหติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔คือ บอกความลับ [ของตน] แก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย ๑แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ปาปา นิวาเรติ กลฺยาเณ นิเวเสติ อสฺสุตํ สาเวติ สคฺคสฺส มคฺคํ อาจิกฺขติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ
๑ ม. ยุ. วจีปโร ฯ ๒ ม. ยุ. อาห ฯ ๓ ยุ. อนุปฺปาเทติ ฯ ๔ ม. ยุ. ปริคูหติ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์ให้๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อภเวนสฺส น นนฺทติ ภเวนสฺส นนฺทติ อวณฺณํ ภณมานํ นิวาเรติ วณฺณํ ภณมานํ ปสํสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท๊ เวทิตพฺโพติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔คือ ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน ๑ ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน ๑ ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน ๑ สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
อุปกาโร จ โย มิตฺโต สุขทุกฺโข จ โย สขา ๑
อตฺถกฺขายี จ โย มิตฺโต โย จ มิตฺตานุกมฺปโก ฯ
เอเตปิ มิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
สกฺกจฺจํ ปยิรุปาเสยฺย มาตา ปุตฺตํว โอรสํ ฯ
ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ
โภเค สํหรมานสฺส ภมรสฺเสว อิรียโต ฯ
โภคา สนฺนิจยํ ยนฺติ วมฺมิโกวูปจียติ
เอวํ โภเค สมาหริตฺวา ๒ อลมตฺโต กุเล คิหี ๓ ฯ
จตุธา วิภเช โภเค สเว มิตฺตานิ คนฺถติ
เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย
จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย อาปทาสุ ภวิสฺสตีติ ฯ
บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ว่าเป็นมิตรแท้ ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพเหมือนมารดากับบุตรฉะนั้น บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟเมื่อบุคคลออมโภคสมบัติอยู่เหมือนแมลงผึ้งผนวกรัง โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสมดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็นสี่ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้ พึงใช้สอยโภค
สมบัติด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน พึงเก็บส่วน
ที่สี่ไว้ด้วย หมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้ ฯ
กถญฺจ คหปติปุตฺต อริยสาวโก ฉทิสาปฏิจฺฉาที โหติ ฯ ฉ อิมา ๑ คหปติปุตฺต ทิสา เวทิตพฺพา ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร เวทิตพฺพา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา เวทิตพฺพา ปจฺฉิมา ทิสา ปุตฺตทารา เวทิตพฺพา อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา เวทิตพฺพา เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา เวทิตพฺพา อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา เวทิตพฺพา ฯ
๑ ม. สุเข ทุกฺเข จ โย สขา ฯ ยุ. โย จ มิตฺโต สุเข ทุกฺเข ฯ ๒ ม. สมาหตฺวา ฯ
ยุ. สมาหนฺตฺวา ฯ ๓ อลมตฺโถ กุเล คิหิ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ก็อริยสาวกเป็นผู้ปกปิดทิศทั้ง ๖ อย่างไร ท่านพึงทราบทิศ ๖ เหล่านี้ คือ พึงทราบมารดาบิดาว่าเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้ายทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำสมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ภโต เนสํ ภริสฺสามิ กิจฺจํ เนสํ กริสฺสามิ กุลวํสํ ฐเปสฺสามิ ทายชฺชํ ปฏิปชฺชามิ อถวา ปน ๒ เปตานํ กาลกตานํ ทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺสามีติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ โข ๓ ฐาเนหิ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปาปา นิวาเรนฺติ กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ สิปฺปํ สิกฺขาเปนฺติ ปฏิรูเปน ทาเรน สญฺโญเชนฺติ สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา ปุรตฺถิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน๕ คือ ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ จักรับทำกิจของท่าน ๑ จักดำรงวงศ์สกุล ๑ จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๑ หาภรรยาที่สมควรให้ ๑ มอบทรัพย์ให้ในสมัย ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหน้านั้น ชื่อว่าอันบุตรปกปิดให้เกษมสำราญให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา อุฏฺฐาเนน อุปฏฺฐาเนน สุสฺสุสาย ๔ ปาริจริยาย สกฺกจฺจํ สิปฺปํ ปฏิคฺคหเณน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสึ อนุกมฺปนฺติ สุวินีตํ วิเนนฺติ สุคหิตํ คาหาเปนฺติ สพฺพสิปฺเปสุ ตํ ๑ สมกฺขายิโน ภวนฺติ มิตฺตามจฺเจสุ ปฏิเวเทนฺติ ๒ ทิสาสุ ปริตฺตาณํ กโรนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสึ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา ทกฺขิณา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ
๑ ยุ. ฉยิมา ฯ ๒ ยุ. อถ จ ปน ฯ ๓ ม. ยุ. โขสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
๔ ยุ. สุสฺสูสาย ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๑ ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑ ด้วยการเชื่อฟัง ๑ด้วยการปรนนิบัติ ๑
ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ แนะนำดี ๑ ให้เรียนดี ๑ บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด ๑ ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ๑ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่า นี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องขวานั้น ชื่อว่าอันศิษย์ปกปิดให้เกษมสำราญให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา สมฺมานนาย อวิมานนาย ๓ อนติจริยาย อิสฺสริยโวสฺสคฺเคน อลงฺการานุปฺปทาเนน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิกํ อนุกมฺปนฺติ ๔ สุสํวิหิตกมฺมนฺตา จ โหติ สุสงฺคหิตปริชนา ๕ จ อนติจารินี จ สมฺภตญฺจ อนุรกฺขติ ทกฺขา จ โหติ อนลสา สพฺพกิจฺเจสุ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิกํ อนุกมฺปนฺติ ๔ เอวมสฺส เอสา ปจฺฉิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา ๑ ด้วยไม่ดูหมิ่น ๑ ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ๑ ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ ๑ ด้วยให้เครื่องแต่งตัว ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ จัดการงานดี ๑ สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี ๑ ไม่ประพฤตินอกใจผัว ๑ รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ ๑ ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้น ชื่อว่าอันสามีปกปิดให้เกษมสำราญให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ทาเนน ปิยวชฺเชน ๖ อตฺถจริยาย สมานตฺตตาย อวิสํวาทนตาย ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปมตฺตํ รกฺขนฺติ ปมตฺตสฺส สาปเตยฺยํ รกฺขนฺติ ภีตสฺส สรณํ โหนฺติ อาปทาสุ น วิชหนฺติ อปรปชํปิสฺส ๑ ปฏิปูเชนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา อุตฺตรา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ
๑ ม. ยุ. สพฺพสิปฺปสุตํ ฯ ๒ ม. ปฏิยาเทนฺติ ฯ ยุ. ปริเวเทนฺติ ฯ
๓ ม. อนวมานนาย ฯ ๔ ม. ยุ. อนุกมฺปติ ฯ ๕ ม. สงฺคหิตปริชนา ฯ
๖ ยุ. เปยฺยวชฺเชน ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
ด้วยการให้ปัน ๑ ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก ๑ ด้วยประพฤติประโยชน์ ๑ ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ ๑ ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ เมื่อมิตรมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑ นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้น ชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อยิรเกน ๒ เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ยถาพลํ กมฺมนฺตํ สํวิธาเนน ภตฺตเวตฺตนานุปฺปทาเนน ๓ คิลานุปฏฺฐาเนน อจฺฉริยานํ รสานํ สํวิภาเคน สมเย โวสฺสคฺเคน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรเกน เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรกํ อนุกมฺปนฺติ ปุพฺพุฏฺฐายิโน จ โหนฺติ ปจฺฉานิปาติโน จ ทินฺนาทายิโน จ สุกตกมฺมกรา จ ๔ กิตฺติวณฺณหรา จ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรเกน เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรกํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา เหฏฺฐิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕คือ ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๑ ด้วยให้อาหารและรางวัล ๑ ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้ ๑ ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน ๑ด้วยปล่อยในสมัย ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ๑ เลิกการงานทีหลังนาย ๑ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ ทำการงานให้ดีขึ้น ๑นำคุณของนายไปสรรเสริญ ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องต่ำนั้น ชื่อว่าอันนายปกปิดให้เกษมสำราญให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนั้น ฯ
ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา เมตฺเตน กายกมฺเมน เมตฺเตน วจีกมฺเมน เมตฺเตน มโนกมฺเมน อนาวฏทฺวารตาย อามิสานุปฺปทาเนน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐิตา ฉหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปาปา นิวาเรนฺติ กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ กลฺยาเณน มนสา อนุกมฺปนฺติ อสฺสุตํ สาเวนฺติ สุตํ ปริโยทเปนฺติ ๑ สคฺคสฺส มคฺคํ อาจิกฺขนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ฉหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา อุปริมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
๑ ม. อปรปชา จสฺส ฯ ยุ. อปรปชํ จ ปิสฺส ฯ ๒ ม. อยฺยิรเกน ฯ ๓ ม. ...
เวตนานุปฺปทาเนน ฯ ๔ ยุ. ทินฺนทายิโน จ สุกตกมฺมการกา จ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู ๑ด้วยให้อามิสทานเนืองๆ ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑ ฯ
ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ ทิศเบื้องบนนั้น ชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
มาตาปิตา ทิสา ปุพฺพา อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา
ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา
ทาสกมฺมกรา เหฏฺฐา อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา
เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย อลมตฺโต ๒ กุเล คิหี ฯ
ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน สโณฺห จ ปฏิภาณวา
นิวาตวุตฺติ อตฺถทฺโธ ตาทิโส ลภเต ยสํ
อุฏฺฐานโก อนลโส อาปทาสุ น เวธติ
อจฺฉิทฺทวุตฺติ ๓ เมธาวี ตาทิโส ลภเต ยสํ ฯ
สงฺคาหโก มิตฺตกโร วทญฺญู วีตมจฺฉโร
เนตา วิเนตา อนุเนตา ตาทิโส ลภเต ยสํ ฯ
ทานญฺจ ปิยวชฺชญฺจ ๔ อตฺถจริยา จ ยา อิธ
สมานตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ
เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต
เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา
ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ
ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเปกฺขนฺติ ๑ ปณฺฑิตา
ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติ ฯ
๑ ม. ปริโยทาเปนฺติ ฯ ๒ ยุ. อลมตฺโถ ฯ ๓ ม. อจฺฉินฺนวุตฺติ ฯ
๔ ยุ. เปยฺยวชฺชญฺจ ฯ
มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำสมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในสกุลผู้สามารถควรนอบน้อมทิศเหล่านี้ บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นคนละเอียดและมีไหวพริบมีความประพฤติเจียมตนไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนหมั่นไม่เกียจคร้านย่อมไม่หวั่นไหว ในอันตรายทั้งหลาย คนมีความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนผู้สงเคราะห์แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าถ้อยคำที่เขากล่าว ปราศจากตระหนี่ เป็นผู้แนะนำแสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ผู้เช่นนั้น ย่อมได้ยศ การให้ ๑เจรจาไพเราะ ๑ การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑ ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ในคนนั้นๆตามควร ๑ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลกเหล่านี้แล เป็นเหมือนสลักรถอันแล่นไปอยู่ ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาและบิดาไม่พึงได้ความนับถือหรือความบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้โดยชอบ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นจึงถึงความเป็นใหญ่และเป็นผู้อันหมู่ชนสรรเสริญทั่วหน้า ดังนี้ ฯ
เอวํ วุตฺเต สิงฺคาลโก คหปติปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ
สิงฺคาลกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐมํ ฯ
__________________________
๑ ยุ. สมเวกฺขนฺติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสฉะนี้แล้ว สิงคาลกคฤหบดีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉันใดพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล ฯ
จบ สิงคาลกสูตร ที่ ๘
จบ ๘. สิงคาลกสูตร