arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต · วรรคที่ ๒

๑. วิตักกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๒ ในวรรคที่ ๒มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ วิตักกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๗๓–๓๗๖

หน้า ๓๗๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ

๒. ทุติยวรรค

๑. วิตักกสูตร

ว่าด้วยวิตกของพระพุทธเจ้า ๒ ประการ

{๒๑๖} [๓๘] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายวิตกของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นไปเนือง ๆ มีอยู่ ๒ ประการ วิตก ๒ ประการคืออะไรบ้าง คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระตถาคตอรหันตสัมมาส้มพุทธเจ้า คำว่า ตถาคต คือพระนามอย่างหนี่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรืยกหรือตรัสถึงพระองค์เอง มีความหมาย ๘ อย่าง คือ (๑) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นด้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๒) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงประสูติแล้ว ทรงมืคติเสด็จดำเนินเป็นบุรพนิมิตแห่งการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าและการทำลายอวิชชาสละปวงกิเลสไปได้เด็ดขาดเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๓) พระผู้เสด็จมาถึง ตถลัษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง (๔) พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่เป็นจริง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน (๕) พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพารมณ์ที่ปรากฎแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ซึ่งได้ประสบและพากันแสวงหาโดยทรงทราบถึงสภาพที่แท้จริง (๖) พระผู้ตรัสอย่างนั้น คือ มีพระวาจาที่แท้จริง โดยพระดำรัสทั้งปวงที่ตรัสนับแต่ตรัสรู้จนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานล้วนแต่เป็น จริง ถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น (๗) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทรงทำอย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น (๘) พระผู้เป็นเจ้าหรือพระอภิภู คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพ สัตว์ตลอดถึงพรหมโลกที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงพุทธานุภาพ เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมหนีอประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัดหรือจะทัดเทียมพระองค์ได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ (นัย ที.สี.อ. ๕๙-๖๖, ม.มู.อ. ๑/๕๐-๕๖, สํ.ข.อ. ๓๑๕, องฺ.เอกก.อ.๙๓-๑๐๑,ขุ.อิติ.อ.๑๓๓-๑๓๗) อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงทรงเป็นพระอรทันต์ (อรหํ) ซี่งมีความหมาย ๕ ประการ คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงฺกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดซาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้มีพฤติกรรมโปร่งใส คือไม่มีที่ลับในการทำบาป เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ (สมมฺมาสมฺพุฑฺโธ)
หน้า ๓๗๔

๒. ทุติยวรรค ๑. วิตักกสูตร

(๑) เขมวิตก (๒) ปวิเวกวิตก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยินดีในความไม่เบียดเบียน พอใจในความไม่เบียดเบียน วิตกนี้นั้นแลของตถาคตผู้ยินดีในความไม่เบียดเบียน พอใจในความไม่เบียดเบียนนั้นย่อมเป็นไปเนือง ๆ ว่า ‘เราจะไม่เบียดเบียน สัตว์ใด ๆ ทั้งที่มีจิตหวาดสะดุ้งหรือที่มีจิตมั่นคงให้ได้รับความลำบาก ด้วยการกระทำนี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยินดีในความสงัด พอใจในความสงัด วิตกนี้นั้นแลของตถาคตผู้ยินดีในความสงัดพอใจในความสงัดนั้น ย่อมเป็นไปเนืองๆ ว่า ‘สิ่งที่เป็นอกุศลเราก็ละได้แล้ว’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเอง แม้พวกเธอก็จงเป็นผู้ยินดีในความไม่เบียดเบียน พอใจในความไม่เบียดเบียนอยู่เถิด วิตกนี้นั้นแลของพวกเธอผู้ยินดีในความไม่เบียดเบียน พอใจในความไม่เบียดเบียน จะเป็นไปเนือง ๆ ว่า ‘พวกเราจะไม่เบียดเบียนสัตว์ใด ๆ ทั้งที่มีจิตหวาดสะดุ้ง หรือที่มีจิตมั่นคงให้ได้รับความลำบากด้วยการกระทำนี้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีความยินดีในความสงัด พอใจในความสงัดอยู่เถิดวิตกนี้นั้นแลของพวกเธอผู้ยินดีในความสงัดพอใจใน ความสงัดจะเป็นไปเนืองๆ ว่า ‘อะไรชื่อว่าอกุศล เราทั้งหลายยังละอกุศลชนิดไหนไม่ได้ พวกเราจะละอกุศลอย่างไหนกันดี’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. คือ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้สรรพสิงที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ่มแจ้ง และควรเจริญให้เกิดมีได้อย่างถูกต้องโดยขอบ ด้วยพระองค์เอง กล่าวโดยสรุป คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยชอบด้วยพระองค์เอง (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓ องฺ.เอกก.อ. ๑๐๑, ขุ.อิดิ.อ. ๑๖๐)
  2. ๑วิตกทั้ง ๒ นี้หมายถึงสัมมาวิตกที่ประกอบในพระสมาบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า เขมวิฅก ความตรึกในภาวะที่เกษมคือภาวะที่โปร่งจากความพยาบาทเบียดเบียน หมายถึงความตรึกที่ประกอบด้วยกรุณา หรือความตรึกที่เริ่มและประกอบด้วยพระมหากรุณาสมาบัติ แม้เมตตาหรือมุทิตาก็จัดเข้าเป็นเขมวิตกด้วย ปวิเวกวิตก ความตรึกในภาวะที่สง้ดจากกามเป็นต้น หมายถึงความตรึกที่เริ่มและประกอบด้วยผลสมาบัติ (ขุ.อิติ.อ. อ๖๔,๑๖๘)
หน้า ๓๗๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ

ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนื้ว่า

วิตก ๒ ประการของพระตถาคตอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้าผู้ทรงพิชิตมารที่ไม่มีใครพิชิตได้ ย่อมเป็น

ไปเนือง ๆ พระตถาคตอรหันฅสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์

นั้นได้ทรงแสดงวิตกข้อที่ ๑ คือ เขมวิตก ต่อจากนั้น

ได้ทรงประกาศวิตกข้อที่ ๒ คือ วิเวกวิตก

มุนีผู้ขจัดความมืดคือโมหะได้ ถึงฝั่งคือนิพพานแล้ว

แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ บรรลุคุณธรรมที่พระสัมมาสัม

พุทธเจ้าทั้งหลายทรงบรรลุแล้ว มีความชำนาญในการ

น้อมนึกถึงฌาน เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ข้ามพ้นวัฏฎทุกข์ที่

เป็นเสมือนยาพิษ น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา

เกิดมาเป็นชาติสุดท้าย เราเรียกว่าเป็นผู้ละมารได้ ผู้

ข้ามพ้นความชราเป็นต้นได้

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญาดี มีพระ

จักษุรอบคอบ ปราศจากความโศก เสด็จขึ้นสู่ปราสาท

คือพระปัญญาแล้ว ย่อมทรงมองเห็นหมู่ชนที่ยังจมอยู่

ในห้วงแห่งความเศร้าโศก ตกอยู่ในอำนาจของความเกิด

แก่ เจ็บ ตายอยู่ เปรียบเหมือนคนตาดียืนอยู่บนยอดศิลา

บรรพต สามารถมองเห็นหมู่ชนผู้อยู่รอบ ๆ ได้ฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวนี้ไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนี้

หน้า ๓๗๖

๒. ทุติยวรรค ๒. เทสนาสูตร

๒. เทสนาสูตร

ว่าด้วยธรรมเทศนา ๒ ประการ

{๒๑๗} [๓๙] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมเทศนาของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าโดยเหตุผลมี ๒ ประการ คือ ธรรมเทศนาประการที่ ๑ ว่า ‘เธอทั้งหลายจงเห็นบาปโดยเป็นความชั่วร้าย’ ธรรมเทศนาประการที่ ๒ ว่า ‘เธอทั้งหลาย ครั้นเห็นบาปโดยเป็นความชั่วร้ายแล้ว จงเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในบาปนั้น จงหลีกเสียให้พ้น’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนา ของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าโดยเหตุผลมี ๒ ประการนี้แลในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

เธอจงดูเทศนาโดยเหตุผลของตถาคตอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทุกหมู่เหล่า พระองค

์ทรงประกาศธรรม ๒ ประการไว้แล้ว

เธอทั้งหลายผู้ฉลาดจงพิจารณาเห็นบาป จงคลาย

ความยินดีในบาปนั้น เธอทั้งหลายผู้มีใจคลายความยินดี

ในบาปนั้นแล้ว ก็จักทำที่สุดทุกข์ได้

ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้ไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนี้

จบ ๑. วิตักกสูตร