พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต · วรรคที่ ๑
๖. เอสนาสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในวรรคที่ ๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๑ เอสนาสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๙๙–๔๐๐
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
๖. ทุติยเอสนาสูตร
ว่าด้วยการแสวงหา ๓ ประการ สูตรที่ ๒
{๒๓๓} [๕๕] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหานี้มี ๓ ประการ การแสวงหา ๓ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
๑. การแสวงหากาม ๒. การแสวงหาภพ
๓. การแสวงหาพรหมจรรย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหามี ๓ ประการนี้แล”
ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึง ตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
(การแสวงหามี ๓ คือ) การแสวงหากาม การแสวง
หาภพ และการแสวงหาพรหมจรรย์ คือ การยึดมั่นว่า
อย่างนี้จริง ทิฏฐิฐาน และเหตุเกิดแห่งกิเลส
อริยบุคคลผู้ไม่ยินดีด้วยความยินดีทั้งปวง ผู้น้อมไป
ในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ละทั้งการแสวงหาทั้งหลายได้แล้ว
- ๑ทั้ง ๓ บทนี้อรรถกถาอธิบายว่า เป็นบทจำกัดความ (บทสรุป) ของคำว่า การแสวงหาพรหมจรรย์ โดยบทว่า การยึดมั่นว่าอย่างนี้จริง แสดงถึงอาการที่เป็นไปแห่งทิฏฐิว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ บทว่า ทิฏฐิฐาน หมายถึงทิฏฐิทั้งหลายที่เป็นเหตุก่อความพินาศทั้งสิ้น บทว่า เหตุเกิด แห่งกิเลส หมายถึงเมี่อเพิ่มพูนทิฏฐิเหล่านั้นฃี้นเรื่อย ๆ ก็เป็นเหตุเกิดแห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้น กล่าวโดยง่าย การแสวงหาพรหมจรรย์ ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลายที่ยึดมั่นผิด ๆ ว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ อันเป็นเหตุก่อความพินาศทั้งสิ้น และเป็นเหตุก่อให้เกิดกิเลสและทุกข์ (ขุ.อิติ.อ. ๒๒๕)
๑. ปฐมวรรค ๗. ปฐมอาสวสูตร
ถอนทิฏฐิทั้งหลายได้แล้ว ชื่อว่าเป็นภิกษุ เป็นผู้ไม่หวัง
อะไร ผู้หมดความสงสัย เพราะไม่มีการแสวงหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความแม้นี้ไว้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้สดับมา แล้วอย่างนี้
๗. ปฐมอาสวสูตร
ว่าด้วยอาสวะ ๓ ประการ สูตรที่ ๑
{๒๓๔} [๕๖] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะนี้มี ๓ ประการ อาสวะ ๓ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
๑. กามาสวะ ๒. ภวาสวะ
๓. อวิชชาสวะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะมี ๓ ประการนี้แล”
- ๑ภิกษุ ในที่นี้ หมายถึงผู้ทำลายกิเลสได้แล้ว (ขุ.อิติ.อ. ๒๒๕)
- ๒อาสวะ หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน ในที่นี้ตรัสไว้ ๓ คือ (๑) กามาสวะ อาสวะคือ กาม ได้แก่ ความกำหนัดยินดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามคุณ ๕ (๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ ได้แก่ ความ กำหนัดยินดีด้วยอำนาจความพอใจอยู่ในรูปภพและอรูปภพ ความติดใจในฌานสมาบัติ ความ ยินดีที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ และความปรารถนาภพ (๓) อวิชชาสวะ อาสวะ คืออวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ (ขุ.อิติ.อ. ๒๒๖) ในที่บางแห่งจัดอาสวะเป็น ๔ ตาม นัยอภิธรรม โดยแยกภวาสวะเป็น ทิฏฐิาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ ได้แก่ ความติดใจอยู่ในฌานสมาบัติ ที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ (นัย ม.มู.อ. ๙๗๔. สํ.สฬา,อ. ๑๔, องฺ.ติก.อ. ๙๒)
จบ ๖. เอสนาสูตร ที่ ๒