พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๖–๑๘๐ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๑๓๘–๑๕๘
วิราคะ (สมาบัติ) พระอรหันต์นั้นไม่มีความยืดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก
จบ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยเรื่องนับถือผู้ประเสริฐด้วยมิจฉาทิฏฐิ
{๑๔๖} [๓๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า)
ผู้เกิดมายึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม ยกย่องผู้ใด สิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก ก็มักกล่าวถึงผู้อื่นสิ่งอื่นนอกจากศาสดาของตนนั้นว่าตํ่าต้อยไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงล่วงพ้นข้อวิวาทไปไม่ได้
ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
คำว่า ยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยืดถือ จับต้อง ถือมั่น ยืดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครอง ด้วยทิฏฐิของตนๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น รวมความว่า ‘ยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม’{๑๔๘} หัวข้อว่า ผู้เกิดมายกย่องผู้ใดสิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก มีอธิบายดังนี้
คำว่า ใด หมายถึง ผู้ใด สิ่งใด
คำว่า ยกย่องว่ายอดยิ่ง ความว่า ผู้เกิดมาย่อมยกย่องสิ่งใดให้ยิ่ง คือให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง คือ ให้บังเกิด บังเกิดเฉพาะว่า “ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู ธรรมนี้ศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้ดี ปฏิปทานี้อันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้ให้พ้นทุกข์ได้”
คำว่า ผู้เกิดมา ได้แก่ สัตว์ นรชน ... มนุษย์
คำว่า ในโลก คือ อบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า ‘ผู้เกิดมายกย่องผู้ใดสิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก’
{๑๔๙} คำว่า ก็มักกล่าวถึงผู้อื่นสิ่งอื่นนอกจากศาสดาของตนนั้นว่าตํ่าต้อยไปทั้งหมด ความว่า ผู้เกิดมาย่อมคัดค้าน โต้แย้ง ปฏิเสธซึ่งลัทธิอื่นทั้งปวง เว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมนั้นอันศาสดากล่าวไม่ดีแล้ว หมู่คณะปฏิบัติไม่ดีแล้ว ทิฏฐิไม่ดี ปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติไม่ดีแล้ว มรรคไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น หรือความรอดพ้นย่อมไม่มีในลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้นย่อมไม่หมดจด ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้น ไม่หลุดพ้น หรือไม่รอดพ้นในลัทธินั้น พวกลัทธินั้นย่อมเป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก ต่ำทราม ต่ำต้อย” รวมความว่า ‘มักกล่าวถึงผู้อื่นสิ่งอื่นนอกจากศาสดาของตนนั้นว่าตํ่าต้อยไปทั้งหมด’{๑๕๐} คำว่า เพราะฉะนั้น จึงล่วงพ้นข้อวิวาทไปไม่ได้ ความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะการถือมั่นนั้นเป็นปัจจัย เพราะการถือมั่นนั้นเป็นเหตุ ผู้เกิดมานั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลย ไม่ก้าวล่วง ไม่ล่วงพ้น ซึ่งความทะเลาะ ความบาดหมาง ความแก่งแย่ง ความวิวาท
ความมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิไปได้ รวมความว่า ‘เพราะฉะนั้น จึงล่วงพ้นข้อวิวาทไปไม่ได้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้เกิดมายึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม ยกย่องผู้ใดสิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก ก็มักกล่าวถึงผู้อื่นสิ่งอื่นนอกจากศาสดาของตนนั้นว่าต่ำต้อยไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงล่วงพ้นข้อวิวาทไปไม่ได้{๑๕๑} [๓๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
นรชนเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนอย่างใด ในรูปที่ได้เห็นก็ดี ในเสียงที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรปฏิบัติก็ดี ในอารมณ์ที่ได้รู้ก็ดี นรชนนั้นย่อมยึดมั่นทิฏฐิอย่างนั้น ในลัทธิของตนนั้น เห็นคนอื่นสิ่งอื่นว่าเลวไปทั้งหมด
ว่าด้วยอานิสงส์ในทิฏฐิ
{๑๕๒} หัวข้อว่า นรชนเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนอย่างใด ในรูปที่ได้เห็นก็ดี ในเสียงที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรปฏิบัติก็ดี ในอารมณ์ที่ได้รู้ก็ดี มีอธิบายดังนี้
ศัพท์ว่า ยทตฺตนิ ตัดบทเป็น ยํ อตฺตนิ แปลว่า ใด ในตน ทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า ตน
บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างแห่งทิฏฐิของตน คือ (๑) อานิสงส์ชาตินี้ (๒) อานิสงส์ชาติหน้า
อานิสงส์แห่งทิฏฐิชาตินี้เป็นไฉน คือ ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ
บูชา ยำเกรง ศาสดาผู้เป็นเจ้าลัทธินั้น และย่อมได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่มีศาสดานั้นเป็นเหตุ นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิชาตินี้
อานิสงส์แห่งทิฏฐิชาติหน้าเป็นไฉน คือ นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า “ทิฏฐินี้สามารถเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพรหม หรือเป็นเทวดาได้ ทิฏฐินี้สามารถเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไป สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปได้ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมดจดวิเศษบริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปได้ด้วยทิฏฐินี้” นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิชาติหน้านรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างนี้ในทิฏฐิของตน คือ ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แม้ในความหมดจดด้วยรูปที่เห็น คือ (๑)
อานิสงส์ชาตินี้ (๒) อานิสงส์ชาติหน้า ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แม้ในความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยิน ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แม้ในความหมดจดด้วยศีล ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แม้ในความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้ คือ (๑) อานิสงส์ชาตินี้ (๒) อานิสงส์ชาติหน้าอานิสงส์ชาตินี้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบเป็นไฉน คือศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น ... นี้ชื่อว่าอานิสงส์ชาตินี้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้
อานิสงส์ชาติหน้าในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบเป็นไฉน คือ นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า “ทิฏฐินี้สามารถเพื่อความเป็นนาค ... นี้ชื่อว่าอานิสงส์ชาติหน้าในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้
นรชนเห็น คือ แลเห็น พบเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างเหล่านี้ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้ รวมความว่า ‘นรชนเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนอย่างใด ในรูปที่ได้เห็นก็ดี ในเสียงที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรปฏิบัติก็ดี ในอารมณ์ได้รู้ก็ดี’
{๑๕๓} หัวข้อว่า นรชนนั้นย่อมยึดมั่นทิฏฐิอย่างนั้นในลัทธิของตนนั้น มีอธิบายดังนี้
คำว่า นั้น ได้แก่ ทิฏฐินั้น
คำว่า ในลัทธิของตนนั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน คือ ในความถูกใจ ในความชอบใจ ในลัทธิของตน
คำว่า ยึดมั่น คือ ถือ ยึดถือ ยอมรับ ยึดมั่น ถือมั่นว่า “สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ลํ้าเลิศ’’ รวมความว่า ‘นรชนนั้นย่อมยึดมั่นทิฏฐิอย่างนั้นในลัทธิของตนนั้น’
{๑๕๔} คำว่า เห็นคนอื่นสิ่งอื่นว่าเลวไปทั้งหมด ความว่า นรชนนั้นย่อมเห็น คือ แลเห็น พบเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็นซึ่งศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น โดยความเป็นของเลว คือ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก ต่ำทราม ต่ำต้อย รวมความว่า ‘เห็นคนอื่นสิ่งอื่นว่าเลวไปทั้งหมด’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่านรชนเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนอย่างใด ในรูปที่ได้เห็นก็ดี ในเสียงที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรปฏิบัติก็ติ ในอารมณ์ที่ได้รู้ก็ดี นรชนนั้นย่อมยึดมั่นทิฏฐิอย่างนั้น ในลัทธิของตนนั้น เห็นคนอื่นสิ่งอื่นว่าเลวไปทั้งหมด
{๑๕๕} [๓๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
บุคคลอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใด จึงมองผู้อื่นสิ่งอื่นว่าเลวไป ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกผู้นั้นสิ่งนั้นว่าเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุจึงไม่พึงอาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ หรือศีลวัตร
ว่าด้วยทัศนะของผู้ฉลาด
{๑๕๖} หัวข้อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกผู้นั้นสิ่งนั้นว่าเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด มีอธิบายดังนี้
คำว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ ผู้ฉลาดเหล่านั้นใด คือ ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นเรียก คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า “นั่นเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด นั้นเป็นกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยว นั้นเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน นั้นเป็นกิเลสเครื่องพัวพัน” รวมความว่า ‘ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกผู้นั้นสิ่งนั้นว่าเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด’{๑๕๗} หัวข้อว่า บุคคลอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใดจึงมองผู้อื่นสิ่งอื่นว่าเลวไป มีอธิบายดังนี้
คำว่า อาศัยผู้ใดหรือสิ่งใด ความว่า ภิกษุอาศัย คือ อิงอาศัย ติดพัน เข้าถึง ติดใจ เชื่อผู้ใด คือ ศาสดา ผู้บอกธรรม หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด
คำว่า มองผู้อื่นสิ่งอื่นว่าเลวไป ความว่า มอง คือ ดู แลดู เล็งเห็น พิจารณาเห็นผู้อื่น คือ ศาสดา ผู้บอกธรรม หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค
โดยความเป็นของเลว คือ เลวทราม ต่ำช้า ลามก ต่ำทราม ตํ่าต้อย รวมความว่า ‘บุคคลอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใดจึงมองผู้อื่นสิ่งอื่นว่าเลวไป’
{๑๕๘} คำว่า เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุจึงไม่พึงอาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ หรือศีลวัตร ความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะการถือมั่นนั้นเป็นปัจจัย เพราะการถือมั่นนั้นเป็นเหตุ ภิกษุจึงไม่พึงอาศัย คือ ไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่นรูปที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง อารมณ์ที่ได้รู้บ้าง ความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ได้รู้บ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความหมดจดเพราะวัตรบ้าง รวมความว่า ‘เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุจึงไม่พึงอาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ หรือศีลวัตร’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าบุคคลอาศัยผู้ใดหรือสิ่งใดจึงมองผู้อื่นสิ่งอื่นว่าเลวไป ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกผู้นั้นสิ่งนั้นว่าเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุจึงไม่พึงอาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ หรือศีลวัตร
{๑๕๙} [๓๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลวัตร ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่าเสมอเขา ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือว่าวิเศษกว่าเขา
ว่าด้วยภิกษุไม่พึงมีทิฏฐิมานะ
{๑๖๐} คำว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลวัตร ความว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดซึ่งทิฏฐิ คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่พึงให้เกิดพร้อม
ไม่พึงให้บังเกิด ไม่พึงให้บังเกิดเฉพาะด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ ด้วยมิจฉาญาณ ด้วยศีล ด้วยวัตร หรือด้วยศีลและวัตร
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก รวมความว่า ‘ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลวัตร’
{๑๖๑} คำว่า ไม่พึงนำตนเขาไปเปรียบว่าเสมอเขา ความว่า ไม่พึงนำตนเข้าเปรียบว่า “เราเป็นผู้เสมอเขา” ด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งตระกูล ด้วยความเป็นผู้มีรูปงาม ด้วยทรัพย์ ด้วยการปกครอง ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ ด้วยวิทยฐานะ ด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณ หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ รวมความว่า ‘ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่าเสมอเขา’{๑๖๒} คำว่า ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือว่าวิเศษกว่าเขา ความว่า ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่า “เราเป็นผู้ด้อยกว่าเขา” ด้วยชาติ ด้วยโคตร ... ด้วยความเป็นบุตรแห่งตระกูล หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ และไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่า “เราเป็นผู้ดีกว่าเขา” ด้วยชาติ ด้วยโคตร ... หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ รวมความว่า ‘ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือว่าวิเศษกว่าเขา’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลวัตร ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่าเสมอเขา ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือว่าวิเศษกว่าเขา
{๑๖๓} [๓๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
ผู้ที่ละอัตตาได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ไม่สร้างนิสสัยในญาณอีก เป็นผู้ไม่แล่นเข้าไปเป็นพวกในหมู่คนที่แตกกัน ยอมไม่หวนกลับมาหาทิฏฐิอะไร ๆ อีก
{๑๖๔} หัวข้อว่า ผู้ที่ละอัตตาได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ละอัตตาได้แล้ว คือ ละความเห็นว่าเป็นตัวตนได้แล้ว
คำว่า ละอัตตาได้แล้ว คือ ละความยึดถือ
คำว่า ละอัตตาได้แล้ว ความว่า ละได้แล้ว คือ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มีซึ่งการยึดถือ ถือมั่น ยึดมั่น สยบ หมกมุ่น ด้วยอำนาจแห่งตัณหา ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิ
คำว่า ละอัตตาได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ความว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ ไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ยึดถือด้วยอุปาทานทั้ง ๔ รวมความว่า ‘ละอัตตาได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่’
{๑๖๕} คำว่า ไม่สร้างนิสสัยในญาณอีก ความว่า นรชนนั้นย่อมไม่สร้างตัณหานิสลัยหรือทิฏฐินิสสัย คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะในเพราะญาณอันเกิดแต่สมาบัติ ๘ หรือในเพราะญาณอันเกิดแต่อภิญญา ๕ หรือในเพราะมิจฉาญาณ รวมความว่า ‘ไม่สร้างนิสสัยในญาณอีก’
{๑๖๖} คำว่า เป็นผู้ไม่แล่นเข้าไปเป็นพวกในหมู่คนที่แตกกัน ความว่า เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน คือ แยกกัน ถึงความเป็นสองฝ่าย เกิดเป็นสองพวก มีทิฏฐิต่างกัน มีความถูกใจต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน มีลัทธิต่างกัน อาศัยทิฏฐินิสสัยต่างกัน ถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ ภิกษุนั้นไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจราคะ ด้วยอำนาจโทสะ ด้วยอำนาจโมหะ ด้วยอำนาจมานะ ด้วยอำนาจทิฏฐิ ด้วยอำนาจอุทธัจจะ ด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ด้วยอำนาจอนุสัย คือ ไม่ไป ดำเนินไป เลื่อนลอยไป ถูกนำไปด้วยธรรมทั้งหลายอันทำความเป็นพรรคเป็นพวก รวมความว่า ‘เป็นผู้ไม่แล่นเข้าไปเป็นพวกในหมู่คนที่แตกกัน’
{๑๖๗} คำว่า ย่อมไม่หวนกลับมาหาทิฏฐิอะไร ๆ อีก ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันภิกษุนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาได้แล้ว ด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นจึงไม่หวนกลับมา คือ ไม่ย้อนมาหาทิฏฐิอะไร ๆ อีก รวมความว่า ‘ย่อมไม่หวนกลับมาหาทิฏฐิอะไร ๆ อีก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าผู้ที่ละอัตตาได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ไม่สร้างนิสสัยในญาณอีก เป็นผู้ไม่แล่นเข้าไปเป็นพวกในหมู่คนที่แตกกัน ย่อมไม่หวนกลับมาหาทิฏฐิอะไร ๆ อีก
{๑๖๘} [๓๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
พระอรหันตขีณาสพใดไม่มีความตั้งไว้ในที่สุดทั้งสอง เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า พระอรหันตขีณาสพนั้นย่อมไม่มีความถือมั่นอะไร ๆ ย่อมไม่มีการตัดสินแล้วยึดถือในธรรมทั้งหลาย
ว่าด้วยภูมิธรรมของพระอรหันต์
{๑๖๙} หัวข้อว่า พระอรหันตขีณาสพใดไม่มีความตั้งไว้ในที่สุดทั้งสองเพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า มีอธิบายดังนี้
คำว่า ใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ
คำว่า ที่สุด คือ ผัสสะเป็นที่สุดด้านแรก ผัสสสมุทัยเป็นที่สุดด้านที่สอง อดีตเป็นที่สุดด้านแรก อนาคตเป็นที่สุดด้านที่สอง สุขเวทนาเป็นที่สุดด้านแรก ทุกขเวทนาเป็นที่สุดด้านที่สอง นามเป็นที่สุดด้านแรก รูปเป็นที่สุดด้านที่สอง อายตนะภายใน ๖ เป็นที่สุดด้านแรก อายตนะภายนอก ๖
เป็นที่สุดด้านที่สอง ความถือตัวเป็นที่สุดด้านแรก เหตุเกิดเป็นที่สุดด้านที่สอง
ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความตั้งไว้ ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
คำว่า เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่ เพื่อภพน้อยภพใหญ่ คือ เพื่อกัมมวัฏและเพื่อวิปากวัฏ ได้แก่ เพื่อกัมมวัฏอันเป็นเหตุเกิดในกามภพ เพื่อวิปากวัฏอันเป็นเหตุเกิดในกามภพ เพื่อกัมมวัฏอันเป็นเหตุเกิดในรูปภพ เพื่อวิปากวัฏอันเป็นเหตุเกิดในรูปภพ เพื่อกัมมวัฏอันเป็นเหตุเกิดในอรูปภพ เพื่อวิปากวัฏอันเป็นเหตุเกิดในอรูปภพ คือ เพื่อความเกิดบ่อย ๆ เพื่อความไปบ่อย ๆ เพื่อความเข้าถึงบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อย ๆ เพื่อเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อย ๆคำว่า โลกนี้ คือ อัตภาพของตน คำว่า โลกหน้า คือ อัตภาพของผู้อื่น
คำว่า โลกนี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของตน คำว่า โลกหน้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของผู้อื่น
คำว่า โลกนี้ คือ อายตนะภายใน ๖ คำว่า โลกหน้า คือ อายตนะภายนอก ๖
คำว่า โลกนี้ คือ มนุษยโลก คำว่า โลกหน้า คือ เทวโลก
คำว่า โลกนี้ คือ กามธาตุ คำว่า โลกหน้า คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ
คำว่า โลกนี้ คือ กามธาตุ รูปธาตุ คำว่า โลกหน้า คือ อรูปธาตุ
คำว่า พระอรหันตขีณาสพใดไม่มีความตั้งไว้ในที่สุดทั้งสองเพื่อภพน้อยภพใหญในโลกนี้หรือโลกหน้า ความว่า ความตั้งไว้ซึ่งที่สุดทั้งสองย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระอรหันต์ใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่
ในโลกนี้หรือโลกหน้า คือ ความตั้งไว้นั้นอันพระอรหันต์ใดละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘พระอรหันตขีณาสพใดไม่มีความตั้งไว้ในที่สุดทั้งสอง เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า’{๑๗๐} หัวข้อว่า พระอรหันตขีณาสพนั้นยอมไม่มีความถือมั่นอะไร ๆ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ความถือมั่น ได้แก่ ความถือมั่น ๒ อย่าง คือ (๑) ความถือมั่นคือตัณหา (๒) ความถือมั่นคือทิฏฐิ ๑ ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นคือตัณหา ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นคือทิฏฐิ
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ
คำว่า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มีความถือมั่นอะไร ๆ ความว่า ความถือมั่นนั้นไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ เป็นสิ่งที่พระอรหันตขีณาสพนั้นละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มีความถือมั่นอะไร ๆ’{๑๗๑} หัวข้อว่า ย่อมไม่มีการตัดสินแล้วยึดถือในธรรมทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ในธรรมทั้งหลาย คือ ในทิฏฐิ ๖๒
คำว่า ตัดสินแล้ว ความว่า ตัดสินแล้ว คือ ชี้ขาด ค้นคว้า แสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดเจนแล้ว
คำว่า ยึดถือ คือ จับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความสยบ ความหมกมุ่นว่า “สิ่งนี้จริง แท้ แน่ เป็นของจริง เป็นตามสภาพ มิได้วิปริต” ดังนี้ ย่อม
ไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ได้แก่ เป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ย่อมไม่มีการตัดสินแล้วยึดถือในธรรมทั้งหลาย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระอรหันตขีณาสพใดไม่มีความตั้งไว้ในที่สุดทั้งสองเพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า พระอรหันตขีณาสพนั้นย่อมไม่มีความถือมั่นอะไร ๆ ย่อมไม่มีการตัดสินแล้วยึดถือในธรรมทั้งหลาย
{๑๗๒} [๓๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
ทิฏฐิแม้เล็กน้อยที่สัญญาให้ตั้งขึ้นในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่ได้รู้ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น ใครเล่าในโลกนี้จะพึงกำหนดซึ่งพระอรหันตขีณาสพนั้นผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ด้วยสาเหตุอะไรได้
ว่าด้วยพระอรหันต์ได้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์
{๑๗๓} คำว่า ทิฏฐิแม้เล็กน้อยที่สัญญาให้ตั้งขึ้นในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินหรือในอารมณ์ที่ได้รู้ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น ความว่า ทิฏฐิอันสัญญาให้ตั้งขึ้น คือ ปรุงแต่ง ตั้งไว้ เพราะเป็นทิฏฐิมีสัญญาเป็นประธาน มีสัญญาเป็นใหญ่ และความถือต่างด้วยสัญญา ในรูปที่เห็นบ้าง ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ในเสียงที่ได้ยินบ้าง ในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ในอารมณ์ที่ได้รู้บ้าง ในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ได้รู้บ้าง ย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ
นั้น คือ ทิฏฐินั้นอันพระอรหันตขีณาสพละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ทิฏฐิแม้เล็กน้อยที่สัญญาให้ตั้งขึ้นในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่ได้รู้ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น’
{๑๗๔} หัวข้อว่า ซึ่งพระอรหันตขีณาสพนั้นผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ มีอธิบายดังนี้
คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... ผู้อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์
คำว่า ซึ่งพระอรหันตขีณาสพนั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ ความว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึด ไม่ถือเอา ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่นซึ่งทิฏฐิ รวมความว่า ‘ซึ่งพระอรหันตขีณาสพนั้น ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่’
{๑๗๕} หัวข้อว่า ใครเล่าในโลกนี้ฉะพึงกำหนด ... ด้วยสาเหตุอะไรได้ มีอธิบายดังนี้
คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ
พระอรหันต์นั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดพระอรหันต์นั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด ผู้ขัดเคือง ผู้หลง ผู้ผูกพัน ผู้ถือมั่น ผู้ถึงความฟุ้งซ่าน ผู้ถึงความไม่ตกลง ผู้ถึงโดยเรี่ยวแรง”
อภิสังขารเหล่านั้นอันพระอรหันต์นั้นละได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลส เครื่องปรุงแต่งเหล่านั้นได้แล้ว ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งพระอรหันต์นั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า “เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่” บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์อันเป็นเหตุให้ใคร ๆ กำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนดได้คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก รวมความว่า ‘ใครเล่าในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยสาเหตุอะไรได้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ทิฏฐิแม้เล็กน้อยที่สัญญาให้ตั้งขึ้นในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่ได้รู้ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น ใครเล่าในโลกนี้จะพึงกำหนดซึ่งพระอรหันตขีณาสพนั้นผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ ด้วยสาเหตุอะไรได้
{๑๗๖} [๓๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมทั้งหลายพระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ยอมรับแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้นเป็นผู้อันศีลและพรตพึงนำไปไม่ได้ เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่หวนกลับมาอีก
ว่าด้วยพระอรหันต์ได้ชื่อต่าง ๆ
{๑๗๗} หัวข้อว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีอธิบายดังนี้
คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ
การกำหนดด้วยอำนาจตัณหาเป็นไฉน คือ วัตถุที่ทำให้เป็นเขตเป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนด ถือเอา ยึดถือเอาว่าเป็นของเราด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือว่าเป็นของเราซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้นว่า “สิ่งนี้เป็นของเรา สิ่งนั้นเป็นของเรา เท่านี้เป็นของเรา ของเรามีเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว คลังเป็นของเรา” ย่อมยึดถือว่าเป็นของของเราแม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้นด้วยอำนาจตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยตัณหาการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิเป็นไฉน
คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือทางผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือแน่นอนว่าจริงในสิ่งที่ไม่จริงเห็นปานนี้ ตลอดถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทั้งความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว พระอรหันตขีณาสพ
เหล่านั้นจึงไม่กำหนดการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘ไม่กำหนด’
หัวข้อว่า ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีอธิบายดังนี้
คำว่า ชูไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่ การชูไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง คือ (๑) การชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา (๒) การชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิ
พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นละการชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละการชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความชูไว้ในเบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว จึงไม่เที่ยวชูตัณหาหรือทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหา เป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธง ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธง ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าเป็นผู้อันตัณหาหรือทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไป รวมความว่า ‘พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า’{๑๗๘} คำว่า แม้ธรรมทั้งหลาย พระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ยอมรับแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่า ธรรม
คำว่า เหล่านั้น คือ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นผู้สิ้นอาสวะแล้ว
คำว่า ไม่ยอมรับแล้ว คือ ไม่ยอมรับว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” ไม่ยอมรับว่า “โลกไม่เที่ยง ... สัตว์หลังจากตายไป จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘แม้ธรรมทั้งหลาย พระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ยอมรับแล้ว’
{๑๗๙} คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้นเป็นผู้อันศีลและพรตพึงนำไปไม่ได้ ความว่า คำว่า ไม่ได้ เป็นคำปฏิเสธ
คำว่า พราหมณ์ หมายถึง พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... ผู้อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์
คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้นอันศีลและพรตพึงนำไปไม่ได้ คือ พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ย่อมไม่ไป ไม่ออกไป คือ อันศีลหรือพรต หรือทั้งศีลและพรตพาไปไม่ได้ นำไปไม่ได้ รวมความว่า ‘พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้นอันศีลและพรตพึงนำไปไม่ได้’
{๑๘๐} หัวข้อว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่หวนกลับมาอีก มีอธิบายดังนี้
อมตนิพพานตรัสเรียกว่า ฝั่ง ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ ผู้ใดไปถึงฝั่ง บรรลุฝั่งแล้ว ไปถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุดแล้ว ไปถึงที่สุด บรรลุที่สุดแล้ว ... ภพใหม่มิได้มีแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้นจืงชื่อว่าเป็นผู้ถึงฝั่ง
คำว่า ไม่หวนกลับมาอีก ความว่า กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่หวนกลับมา คือ ไม่ย้อนกลับมา ไม่กลับมาหากิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่หวนกลับมา ไม่ย้อนกลับมา ไม่กลับมาหากิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละได้แล้วด้วยอนาคามิมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่หวนกลับมา ไม่ย้อนกลับมา ไม่กลับมาหากิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละได้แล้วด้วยอรหัตมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่หวนกลับมา ไม่ย้อนกลับมา ไม่กลับมาหากิเลสเหล่านั้นอีก รวมความว่า ‘เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ... ย่อมไม่หวนกลับมาอีก’
คำว่า ผู้คงที่ คือ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่โดยอาการ ๕ คือ
(๑) เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์
(๒) เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้สละแล้ว
(๓) เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้ว
(๔) เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้พ้นได้แล้ว
(๕) เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ ได้
พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างไร คือ พระอรหันต์เป็นผู้คงที่แม้ในลาภ แม้ในความเสื่อมลาภ แม้ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในสรรเสริญ แม้ในนินทา แม้ในสุข แม้ในทุกข์ หากว่าชนทั้งหลายจะพึงลูบไล้แขนข้างหนึ่งของพระอรหันต์ด้วยเครื่องหอม พึงถากแขนข้างหนึ่งด้วยมีด พระอรหันต์ก็ไม่มีความยินดีในเพราะการลูบไล้ด้วยเครื่องหอมโน้น และไม่มีความยินร้ายในเพราะการถากด้วยมีดโน้น เป็นผู้ละความยินดียินร้ายได้แล้ว เป็นผู้ล่วงเลยความดีใจและความเสียใจแล้ว เป็นผู้ก้าวล่วงความยินดีความยินร้ายได้แล้ว พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้สละแล้วอย่างไร
คือ พระอรหันต์ สละ คาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความดีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความรุ่มร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงได้แล้ว พระอรหันต์เป็นผู้คงที่ เพราะเป็นผู้สละแล้วอย่างนี้พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้วอย่างไร คือ พระอรหันต์ข้ามแล้ว ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี เป็นไปล่วงซึ่งกาโมฆะ
ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ และคลองแห่งสงสารทั้งปวงได้แล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว ประพฤติจรณะแล้ว พระอรหันต์ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีภพใหม่อีก พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้วอย่างนี้
พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้พ้นได้แล้วอย่างไร คือ พระอรหันต์มีจิตพ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว พ้นดีแล้วจากความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความรุ่มร้อนทั้งปวง อกุสลาภิลังขารทั้งปวงได้แล้ว พระอรหันต์เป็นผู้คงที่ เพราะเป็นผู้พ้นได้แล้วอย่างนี้
พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่างไร คือ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อศีลมี ก็แสดงออกซึ่งศีลนั้นว่าเป็นผู้มีศีล ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อศรัทธามี ก็แสดงออกซึ่งศรัทธานั้นว่าเป็นผู้มีศรัทธา ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อวิริยะมี ก็แสดงออกซึ่งวิริยะนั้นว่าเป็นผู้มีวิริยะ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อสติมี ก็แสดงออกซึ่งสตินั้นว่าเป็นผู้มีสติ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อสมาธิมี ก็แสดงออกซึ่งสมาธินั้นว่าเป็นผู้มีสมาธิ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อปัญญามี ก็แสดงออกซึ่งปัญญานั้นว่าเป็นผู้มีปัญญา ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่อวิชชามี ก็แสดงออกซึ่งวิชชานั้นว่าเป็นผู้มีวิชชา ๓ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเมื่ออภิญญามี ก็แสดงออกซึ่งอภิญญานั้นว่าเป็นผู้มีอภิญญา ๖ พระอรหันต์เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ อย่างนี้ รวมความว่า ‘เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่หวนกลับมาอีก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมทั้งหลาย พระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ยอมรับแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้นเป็นผู้อันศีลและพรตพึงนำไปไม่ได้ เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่หวนกลับมาอีก
จบ ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕
๖. ชราสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยความแก่
{๑๘๑} [๓๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ชาวเมืองสาเกตว่า)
ชีวิตนี้เป็นของน้อย มนุษย์ย่อมตายภายใน ๑๐๐ ปี แม้หากว่าผู้ใดจะมีชีวิตอยู่เกินนั้นไปบ้าง ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล
ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อย
{๑๘๒} หัวข้อว่า ชีวิตนี้เป็นของน้อย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ชีวิต ได้แก่ อายุ ความดำรงอยู่ ความดำเนินไป ความให้อัตภาพดำเนินไป ความเคลื่อนไหว ความเป็นไป ความเลี้ยง ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์
ก็ชีวิตเป็นของน้อยโดยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ชีวิตเป็นของน้อยเพราะดำรงอยู่น้อย (๒) ชีวิตเป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อย
จบ ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส