พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
๒. คุหัฏฐกสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐–๖๙ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส คุหัฏฐกสุตตนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๒๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๙ หน้า ๓๓–๘๒
รวมความว่า ‘เหมือนบุคคลวิดนํ้าในเรือแล้วไปถึงฝั่งฉะนั้น’
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมาพึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงหลีกเว้นกามทั้งหลาย ครั้นละกามเหล่านั้นได้แล้ว ก็พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดนํ้าในเรือแล้วก็ไปถึงฝั่งได้ ฉะนั้น
จบ กามสุตตนิทเทสที่ ๑
๒. คุหัฏฐกสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย
{๓๐} [๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า เป็นผู้ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อดำรงตนอยู่ (อย่างนี้) จึงจมลงในเหตุให้ลุมหลง(คือกามคุณ) นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามทั้งหลายในโลกมิใช่จะละได้โดยง่าย{๓๑} หัวข้อว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า เป็นผู้อันกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้ว มีอธิบายดังนี้
คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ว่าถํ้าควรกล่าวก่อน กาย ตรัสเรียกว่า ถํ้า
คำว่า กาย ถํ้า ร่างกาย ร่างกายของตน เรือ รถ ธง จอมปลวก รัง เมือง กระท่อม ฝี หม้อ เหล่านี้เป็นชื่อของกาย
คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า ได้แก่ ข้อง คือ เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พัวพันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถํ้า เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พัวพันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปูซึ่งตอกติดไว้ที่ฝาเรือนหรือที่ไม้แขวน ฉันใด นรชนก็ข้องอยู่ ติดอยู่ เกาะอยู่ เกี่ยวอยู่ พันอยู่ พัวพันอยู่ในถํ้าฉันนั้นเหมือนกัน
สมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ความพอใจ ความกำหนัดความเพลิน ความทะยานอยากในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูปอันเป็นความตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ผู้ข้อง คำว่า ผู้ข้อง เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง” รวมความว่า ‘เป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า’
คำว่า ผู้ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้ว คือ ผู้ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้ว คือ เป็นผู้ถูกความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว ได้แก่ ถูกกิเลสทั้งปวง ถูกทุจริตทั้งปวง ถูกความกระวนกระวายทั้งปวง ถูกความเร่าร้อนทั้งปวง ถูกความเดือดร้อนทั้งปวง ถูกอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวงบังไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้แล้ว รวมความว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า เป็นผู้ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้วคำว่า นรชนเมื่อดำรงตนอยู่(อย่างนี้) จึงจมลงในเหตุให้ลุ่มหลง มีอธิบายดังนี้
{๓๒} คำว่า นรชนเมื่อดำรงตนอยู่ ได้แก่ นรชนผู้กำหนัดก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความกำหนัด ผู้ขัดเคืองก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความขัดเคือง ผู้หลงก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจแห่งความหลง ผู้ผูกพันก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความถือตัว ผู้ยึดถือก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความเห็น ผู้ฟุ้งซ่านก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความฟุ้งซ่าน ผู้ไม่แน่นอนก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจความสงสัย ผู้ถึงความมั่นคงก็ดำรงตนอยู่ด้วยอำนาจกิเลสที่นอนเนื่อง รวมความว่า ‘นรชนเมื่อดำรงตนอยู่’ อย่างนี้บ้างสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง หมกมุ่น รูปเหล่านั้นอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง หมกมุ่น ธรรมารมณ์เหล่านั้นอยู่” รวมความว่า ‘นรชนเมื่อดำรงตนอยู่’ อย่างนี้บ้างสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณ ที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ... วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ... วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้” รวมความว่า ‘นรชนเมื่อดำรงตนอยู่’ อย่างนี้บ้าง
- ๑สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๙๘/๑๐๖-๑๐๗
- ๒สํ.ข. (แปล) ๑๗/๕๓/๗๑
สมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่ งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้นย่อมมีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ในที่ใดมีชาติ ชรา มรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่า ‘มีความโศก มีธุลีกิเลส มีความคับแค้น’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยาน อยากในผัสสาหารไซร้ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้นย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติ ชรา มรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่า ‘มีความโศก มีธุลีกิเลส มีความคับแค้น’ รวมความว่า ‘นรชนเมื่อตั้งอยู่’' อย่างนี้บ้างคำว่า จมลงในเหตุให้ลุ่มหลง มีความว่า กามคุณ ๕ คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายที่น่าปรารถนา น่าใคร่
- ๑สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๖๔/๑๔๑
น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุให้ลุ่มหลง เพราะเหตุไร กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเหตุให้ลุ่มหลง เพราะเหตุว่าเทวดาและมนุษย์โดยมากย่อมหลง หลงพร้อม หลงเสมอ เป็นผู้หลง เป็นผู้หลงพร้อม เป็นผู้หลงเสมอในกามคุณ ๕ เป็นผู้อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำแล้ว เพราะเหตุนั้น กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเหตุให้ลุ่มหลงคำว่า จมลงในเหตุให้ลุ่มหลง คือ หยั่งลง ก้าวลง หมกมุ่น จมลง ในเหตุให้ลุ่มหลง รวมความว่า ‘นรชนเมื่อดำรงตนอยู่ย่อมจมลงในเหตุให้ลุ่มหลง’
ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง
{๓๓} หัวข้อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีอธิบายดังนี้
คำว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ (๑) กายวิเวก (๒) จิตตวิเวก (๓) อุปธิวิเวก
กายวิเวกเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมอยู่อาศัยเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ เธอเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป นี้ชื่อว่า กายวิเวกจิตตวิเวกเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌานย่อมมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ผู้บรรลุทุติยฌานย่อมมีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร ผู้บรรลุตติยฌานย่อมมี
จิตสงัดจากปีติ ผู้บรรลุจตุตถฌานย่อมมีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานย่อมมีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานย่อมมีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานย่อมมีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญาภิกษุผู้เป็นโสดาบันย่อมมีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ละจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น
ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น
ภิกษุผู้เป็นอนาคามีย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น
- ๑สักกายทิฏฐิ หมายถึงความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน อันมีวัตถุ ๒๐ มีความเห็นว่ารูปเป็นอัตตาเป็นต้น วิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัยในฐานะ ๘ อย่าง มีความสงสัยในทุกข์เป็นต้น สีลัพพตปรามาส หมายถึงความถือมั่นศีลพรตโดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างปราศจากปัญญาด้วยความยึดมั่นว่าจะบริสุทธิ์ได้ กิเลสทั้ง ๓ นี้จัดอยู่ใน โอรัมภาคิยสังโยชน์ คือกิเลสที่ผูกมัดใจเหล่าสัตว์ให้ติดอยู่ในภพ ๕ อย่าง โดยที่เหลืออีก ๒ คือ กามราคสังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดคือความกำหนัดในกาม และ ปฏิฆสังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดคือความพยาบาท (ขุ.ม.อ. ๙๘,๙๙)
- ๒ทิฏฐานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความเห็น วิจิกิจฉานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความสงสัย ทั้งสองนี้จัดอยู่ใน อนุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน ๗ อย่าง โดยที่เหลืออีก ๕ คือ (๑) กามราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความกระทบกระทั่งแห่งจิต (๓) มานานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความถือตัว (๔) ภวราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความกำหนัดในภพ (๕) อวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความไม่รู้ (นัย ขุ.ม.อ. ๙๘,๙๙)
ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ย่อมมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก
อุปธิวิเวกเป็นไฉน คือ กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ อมตนิพพานเรียกว่า อุปธิวิเวก ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวกก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผ้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร
คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใดเป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้าอย่างนี้ ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้อย่างนี้ จมลงในเหตุให้ลุ่มหลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คือ อยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้ มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียงคำว่า เช่นนั้น คือ ผู้จมลงในเหตุให้ลุ่มหลงชนิดนั้น เช่นนั้น ดำรงอยู่ ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น รวมความว่า ‘นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก’
- ๑รูปราคะ หมายถึงความยินดีพอใจอยู่ในรูปภพ อรูปราคะ หมายถึงความยินดีพอใจอยู่ในอรูปภพ มานะ หมายถึงความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ อุทธัจจะ หมายถึงความที่จิตฟุ้งซ่าน อวิชชา หมายถึงความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง กิเลสทั้ง ๕ นี้เรียกว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ อย่าง ซึ่งละได้ด้วยอรหัตตมรรค (ขุ.ม.อ. ๑๐๐)
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
{๓๔} หัวข้อว่า กามทั้งหลายในโลกมิใช่จะละได้โดยง่าย มีอธิบายดังนี้
คำว่า กาม โดยหัวข้อ ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม และ กิเลสกาม
วัตถุกามเป็นไฉน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าชอบใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท กองพลรบ คลัง และวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีอย่างใดอย่างหนี่ง ชื่อว่าวัตถุกาม
อีกนัยหนึ่ง กามที่เป็นอดีต กามที่เป็นอนาคต กามที่เป็นปัจจุบัน ที่เป็นภายใน ที่เป็นภายนอก ที่เป็นทั้งภายในทั้งภายนอก ชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต ที่เป็นของสัตว์ผู้เกิดในอบาย เป็นของมนุษย์ เป็นของทิพย์ ที่ปรากฏเฉพาะหน้า ที่เนรมิตเอง ที่ผู้อื่นเนรมิตให้ ที่หวงแหน ที่ไม่ได้หวงแหน ที่ยึดถือว่าของเรา ที่ไม่ยึดถือว่าของเรา ธรรมที่เป็นกามาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นอรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ชื่อว่ากามเพราะอรรถว่าอันบุคคลพึงใคร่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา
กามเหล่านี้เรียกว่า วัตถุกามกิเลสกามเป็นไฉน คือ ความพอใจ ความกำหนัด ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความดำริ ความกำหนัดนัก ความกำหนัดด้วยอำนาจ ความดำริ ชื่อว่ากาม ได้แก่ ความพอใจด้วยอำนาจความใคร่ ความกำหนัดด้วยอำนาจความใคร่ ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจความใคร่ในกามทั้งหลาย ความทะยานอยากในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกามความหมกมุ่นในกาม ความติดใจในกาม ห้วงน้ำคือกาม ความประกอบในกาม ความยึดมั่นในกาม เครื่องกางกั้นคือกามฉันทะ
(สมจริงดังพระดำรัสที่พระเจ้าอัฑฒมาสกทรงอุทานว่า)
ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีกละ เจ้าจักเกิดขึ้นไม่ได้ต่อไปด้วยอาการอย่างนี้
กามเหล่านี้ เรียกว่า กิเลสกาม
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก
คำว่า กามทั้งหลายในโลกมิใช่จะละได้โดยงาย ความว่า ก็กามทั้งหลายในโลกเป็นสิ่งที่นรชนละได้ยาก คือ สละได้ยาก สลัดได้ยาก ยํ่ายีได้ยาก แหวกออกได้ยาก ข้ามได้ยาก พ้นได้ยาก ก้าวล่วงได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก รวมความว่า ‘กามทั้งหลายในโลกมิใช่จะละได้โดยง่าย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่านรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถํ้า เป็นผู้ถูกกิเลสจำนวนมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อดำรงตนอยู่(อย่างนี้) จึงจมลงในเหตุให้ลุ่มหลง(คือกามคุณ) นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามทั้งหลายในโลกมิใช่จะละได้โดยง่าย
{๓๕} [๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
สัตว์เหล่านั้นมีความอยากเป็นเหตุ ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ มัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ที่ผ่านไปแล้วบ้าง ปรารถนากามเหล่านี้หรือกามที่มีในก่อน เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้
- ๑ขุ.ขา. (แปล) ๒๗/๑๑๗๙ (คังคมาลชาดก กัจจานิวรรค อัฏฐกนิบาต)
{๓๖} คำว่า มีความอยากเป็นเหตุ ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ มีอธิบายดังนี้ ตัณหาตรัสเรียกว่า ความอยาก ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความพอใจ ความชอบใจ ความเพลิดเพสิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดกล้าแห่งจิต ความปรารกนา ความหมกมุ่น ความติดใจ ความยินดี ความยินดีทั่วไป ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ความแสวงหา ความลวง ธรรมชาติที่ให้สัตว์เกิด ธรรมชาติที่ให้สัตว์เกิดพร้อม ธรรมชาติที่เย็บไว้ ธรรมชาติที่มีเครือข่าย ธรรมชาติที่กำซาบไป ธรรมชาติที่ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ธรรมชาติที่เป็นเส้นด้าย ธรรมชาติที่กระจายไป ธรรมชาติที่ประมวลมา ธรรมชาติที่เป็นเพื่อน ความตั้งมั่น
เครื่องนำไปสู่ภพ ความติดอารมณ์ ความตั้งอยู่ในอารมณ์ ความเชยชิด ความเสน่หา ความเพ่งเล็ง ความผูกพัน ความหวัง ความจำนง ความประสงค์ ความหวังในรูป ความหวังในเสียง ความหวังในกลิ่น ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ ความหวังในลาภ ความหวังในทรัพย์ ความหวังในบุตร ความหวังในชีวิต ความปรารถนา ความให้สัตว์ปรารถนา ความที่จิตปรารถนา ความเหนี่ยวรั้ง ความให้สัตว์เหนี่ยวรั้ง ความที่จิตเหนี่ยวรั้ง ความหวั่นไหว อาการแห่งความหวั่นไหว ความพรั่งพร้อมด้วยความหวั่นไหว ความกำเริบ ความใคร่ดี ความกำหนัดในที่ผิดธรรม ความโลภไม่เสมอ ความใคร่ อาการแห่งความใคร่ ความมุ่งหมาย ความหวังปอง ความปรารถนาดี
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน ความกั้น ความปิด ความบัง ความผูก ความเข้าไปเศร้าหมอง ความนอนเนื่อง ความกลุ้มรุมจิต ความเป็นดังเถาวัลย์ ความปรารถนา วัตถุต่าง ๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงมาร เบ็ดมาร วิสัยมาร แม่นํ้าตัณหา ข่ายตัณหา โซ่ตัณหา สมุทรตัณหา อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
คำว่า มีความอยากเป็นเหตุ ความว่า มีความอยากเป็นเหตุ คือ มีความอยากเป็นสาเหตุ มีความอยากเป็นปัจจัย มีความอยากเป็นสาเหตุ มีความอยากเป็นแดนเกิด รวมความว่า ‘มีความอยากเป็นเหตุ’
คำว่า ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ ได้แก่
ความแช่มชื่นในภพอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา
ความแช่มชื่นในภพ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา ๑ วัตถุที่ปรารถนา ๑
ความแช่มชื่นในภพ ๓ อย่าง คือ ความเป็นหนุ่มสาว ๑ ความไม่มีโรค ๑ ชีวิต ๑
ความแช่มชื่นในภพ ๔ อย่าง คือ ลาภ ๑ ยศ ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑
ความแช่มชื่นในภพ ๕ อย่าง คือ รูปที่น่าพอใจ ๑ เสียงที่น่าพอใจ ๑ กลิ่นที่น่าพอใจ ๑ รสที่น่าพอใจ ๑ โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ ๑
ความแช่มชื่นในภพ ๖ อย่าง ได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ ๑ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ ๑ ความถึงพร้อมแห่งฆานะ ๑ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ๑ ความถึงพร้อมแห่งกาย ๑ ความถึงพร้อมแห่งมโน ๑
คำว่า ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ ความว่า ติดพัน คือ เกี่ยวพัน ผูกพัน ข้องเกี่ยว หมกมุ่นในสุขเวทนา ... ในวัตถุที่ปรารถนา ... ในความเป็นหนุ่มสาว ... ในความไม่มีโรค ... ในชีวิต ... ในลาภ ... ในยศ ... ในสรรเสริญ ... ในสุข ... ในรูปที่น่าพอใจ ... ในเสียงที่น่าพอใจ ... ในกลิ่นที่น่าพอใจ ... ในรสที่น่าพอใจ ... ในโผฏฐัพพะ ... ติดพัน คือ เกี่ยวพัน ผูกพัน ข้องเกี่ยว หมกมุ่นในความถึงพร้อมแห่งจักษุ ... ในความถึงพร้อมแห่งโสตะ ... ในความถึงพร้อมแห่งฆานะ ... ในความถึงพร้อมแห่งชิวหา ... ในความถึงพร้อมแห่งกาย ... ในความถึงพร้อมแห่งมโน รวมความว่า ‘มีความต้องการเป็นเหตุ ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ’
{๓๗} คำว่า สัตว์เหล่านั้น ... เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้ ความว่า ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้นอันสัตว์หลุดพ้นได้ยาก หรือสัตว์เหล่านั้นเป็นผู้เปลื้องตนให้พ้นได้ยากจากธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้น
ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้นอันสัตว์หลุดพ้นได้ยาก คืออย่างไร คือ สุขเวทนา วัตถุที่ปรารถนา ความเป็นหนุ่มสาว ความไม่มีโรค ชีวิต ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ ความถึงพร้อมแห่งฆานะ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ความถึงพร้อมแห่งกาย ความถึงพร้อมแห่งมโน อันสัตว์พ้นได้ยาก คือ หลุดพ้นได้ยาก เปลื้องได้ยาก ปล่อยได้ยาก ย่ำยีได้ยาก แหวกออกได้ยาก ข้ามได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวล่วงได้ยาก ประพฤติล่วงได้ยาก ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้นอันสัตว์หลุดพ้นได้ยากอย่างนี้สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้นได้ยากจากธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้นคืออย่างไร
คือ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้พ้นได้ยาก หลุดพ้นได้ยาก ถอนขึ้นได้ยาก ปลดเปลื้องได้ยาก พรากออกได้ยาก ฉุดออกได้ยาก จากสุขเวทนา วัตถุที่ปรารถนา ความเป็นหนุ่มสาว ความไม่มีโรค ชีวิต ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ จากความถึงพร้อมแห่งจักษุ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ ความถึงพร้อมแห่งฆานะ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ความถึงพร้อมแห่งกาย ความถึงพร้อมแห่งมโน สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้นได้ยากจากธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้นอย่างนี้ รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้ยากอย่างนี้’คำว่า และช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้ ความว่า สัตว์เหล่านั้นตนเองยังจมอยู่ย่อมไม่อาจจะฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ให้ขึ้นได้ สมจริงพระดำรัสที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนจุนทะ ผู้ที่ตัวเองก็จมอยู่ในปลัก จักยกคนอื่นที่จมอยู่ในปลักขึ้นมาได้ ข้อนี้ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ ผู้ที่ตัวเองไม่จมอยู่ในปลัก จักยกคนอื่นที่จมอยู่ในปลักขึ้นมาได้ ข้อนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ ผู้ที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้รับแนะนำ ไม่ดับสนิทด้วยตนเอง จักฝึกสอน จักแนะนำผู้อื่น จักให้ผู้อื่นดับสนิทได้ ข้อนี้ย่อมไม่มีความเป็นไปได้” สัตว์เหล่านั้นช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้อย่างนี้บ้าง
อีกนัยหนึ่ง ไม่มีใครอื่นที่จะยังสัตว์อื่นให้หลุดพ้นได้เลย สัตว์เหล่านั้นจะพึงหลุดพ้นได้ ถ้าสัตว์เหล่านั้นปฏิบัติด้วยตนเองอยู่ซึ่งสัมมาปฏิบัติ (ปฏิบัติชอบ) อนุโลมปฏิบัติ (ปฏิบัติเหมาะสม) อปัจจนิกปฏิบัติ (ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก) อนวัตถปฏิบัติ (ปฏิบัติเอื้อประโยชน์) ธัมมานุธัมมปฏิบัติ (ปฏิบัติธรรมเบื้องต้นสมควรแก่ธรรมเบื้องสูง) ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่น ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษของตนเอง จึงจะพึงหลุดพ้นได้ รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้อย่างนี้บ้าง’ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใคร ๆ ที่ยังมีความสงสัยในโลกได้ แต่ว่าท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้
รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้แม้อย่างนี้’ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลทำชั่วไว้เอง ก็เศร้าหมองเอง ไม่ทำชั่วไว้เอง ก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่
- ๑ม.มู. (แปล) ๑๒/๘๗/๙๐
- ๒ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๑๐๗๑/๗๔๖
- ๓ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๑๖๕/๗๕
รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้แม้อย่างนี้’ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่ เราผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่ แต่สาวกของเราที่เราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกย่อมบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จเป็นที่สุด บางพวกก็ไม่ได้บรรลุ ดูก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตก็เป็นแต่ผู้บอกทางให้” รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้แม้อย่างนี้’รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้’
{๓๘} คำว่า มัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ที่ผ่านไปแล้วบ้าง มีอธิบายดังนี้
อนาคตตรัสเรียกว่า ที่ยังมาไม่ถึง อดีตตรัสเรียกว่า ที่ผ่านไปแล้ว
อีกนัยหนึ่ง อนาคตใกล้อดีตก็ดี ปัจจุบันใกล้อดีตก็ดี ตรัสเรียกว่า ที่ยังมาไม่ถึง อดีตใกล้อนาคตก็ดี ปัจจุบันใกล้อนาคตก็ดี ตรัสเรียกว่าที่ผ่านไปแล้ว
บุคคลมัวเพ่งถึงกามที่ผ่านไปแล้วอย่างไร คือ บุคคลย่อมหวนระลึกถึงความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นว่า “ในอดีตกาล เราได้มีรูปอย่างนี้ ... มีเวทนาอย่างนี้ ... มีสัญญาอย่างนี้ ... มีสังขารอย่างนี้ ... มีวิญญาณอย่างนี้” บุคคลชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ผ่านไปแล้วแม้ด้วยประการอย่างนี้
อีกนัยหนึ่ง วิญญาณพัวพันด้วยฉันทราคะในอารมณ์นั้นว่า “ในอดีตกาล เราได้มีจักษุนี้ มีรูปนี้” เพราะวิญญาณพัวพันด้วยฉันทราคะ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ผ่านไปแล้วแม้ด้วยประการอย่างนี้
- ๑ม.อุ. (แปล) ๑๔/๗๗/๙๐
วิญญาณเป็นของพัวพันด้วยฉันทราคะในอารมณ์นั้นว่า “ในอดีตกาลนานมา เราได้มีโสตะดังนี้ มีเสียงดังนี้ ... ในอดีตกาลนานมา เราได้มีฆานะดังนี้ มีกลิ่นดังนี้ ... ในอดีตกาลนานมา เราได้มีชิวหาดังนี้ มีรสดังนี้ ... ในอดีตกาลนานมา เราได้มีกายดังนี้ มีโผฏฐัพพะดังนี้ .. ในอดีตกาลนานมา เราได้มีมโนดังนี้ มีธรรมดังนี้” เพราะวิญญาณเป็นของพัวพันด้วยฉันทราคะ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ผ่านไปแล้วแม้ด้วยประการอย่างนี้อีกนัยหนึ่ง บุคคลย่อมยินดี มุ่งหวัง และถึงความปลื้มใจด้วยการหัวเราะ การเจรจา การเล่นกับมาตุคามในกาลก่อน จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ผ่านไปแล้วแม้ด้วยประการอย่างนี้
บุคคลมัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงอย่างไร คือ บุคคลระลึกถึงความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นว่า “ในอนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้ ... มีเวทนาอย่างนี้ ... มีสัญญาอย่างนี้ ... มีสังขารอย่างนี้ ... มีวิญญาณอย่างนี้” บุคคลชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงแม้ด้วยประการอย่างนี้
อีกนัยหนึ่ง บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ยังไม่ได้ว่า “ในอนาคตกาล เราพึงมีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้” เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงแม้ด้วยประการอย่างนี้
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ยังไม่ได้ว่า “ในอนาคตกาล เราพึงมีโสตะดังนี้ มีเสียงดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีฆานะดังนี้ มีกลิ่นดังนี้ ... ในอนาคตกาลเราพึงมีชิวหาดังนี้ มีรสดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีกายดังนี้ มีโผฏฐัพพะดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีมโนดังนี้ มีธรรมดังนี้” เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึง แม้ด้วยประการอย่างนี้
อีกนัยหนึ่ง บุคคลย่อมตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ยังไม่ได้ว่า “เราจักเป็นเทวราช หรือจักเป็นเทวดาตนใดตนหนึ่งด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยตบะหรือด้วยพรหมจรรย์นี้” เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น จึงชื่อว่ามัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงแม้ด้วยประการอย่างนี้ รวมความว่า ‘มัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ที่ผ่านไปแล้วบ้าง’{๓๙} หัวข้อว่า ปรารถนากามเหล่านี้หรือกามที่มีในก่อน มีอธิบายดังนี้
คำว่า กามเหล่านี้ คือ อยากได้ ยินดี ปรารถนา ทะเยอทะยาน เพ้อฝันถึงกามคุณ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน
คำว่า ปรารถนากามที่มีในก่อน มีความว่า ปรารถนา บ่นเพ้อ รำพัน ถึงกามคุณ ๕ ที่เป็นอดีต รวมความว่า ‘ปรารถนากามเหล่านี้หรือกามที่มีในก่อน’ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สัตว์เหล่านั้นมีความอยากเป็นเหตุ ติดพันอยู่กับความแช่มชื่นในภพ มัวเพ่งถึงกามที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ที่ผ่านไปแล้วบ้าง ปรารถนากามเหล่านี้หรือกามที่มีในก่อน เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และช่วยบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้
{๔๐} [๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
สัตว์เหล่านั้นยินดี ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย เป็นผู้ตกตํ่า ตั้งอยู่ในกรรมที่ผิด ประสบทุกข์เข้าแล้วยอมรำพันอยู่ว่า ‘เราทั้งหลายจุติจากภพนี้แล้ว จักเป็นอะไรหนอ’
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
{๔๑} หัวข้อว่า ยินดี ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า กาม โดยหัวข้อได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ... กามเหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ... กามเหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม
ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความยินดี ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ปรารถนา หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว พัวพันในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลสกาม รวมความว่า ‘ยินดีในกามทั้งหลาย’คำว่า ขวนขวาย มีความว่า สัตว์เหล่าใดแสวงหา เสาะหา ค้นหา กามทั้งหลาย เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกามสัตว์เหล่าใดแสวงหา เสาะหา ค้นหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม
เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกามสัตว์เหล่าใดได้เฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกามสัตว์เหล่าใดบริโภครูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกาม
คนที่ทำการทะเลาะชื่อว่าผู้ขวนขวายในการทะเลาะ คนที่ทำการงานชื่อว่าผู้ขวนขวายในการงาน คนที่เที่ยวไปในโคจรชื่อว่าผู้ขวนขวายในโคจร คนที่เจริญฌานชื่อว่าผู้ขวนขวายในฌาน ฉันใด แม้เหล่าสัตว์ที่แสวงหา เสาะหา ค้นหากามทั้งหลาย เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ฉันนั้น แม้เหล่าสัตว์ที่แสวงหา เสาะหา ค้นหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ ก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกามแม้เหล่าสัตว์ผู้ได้เฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ ก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม
แม้เหล่าสัตว์ผู้บริโภครูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ ก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ฉันนั้นเหมือนกัน
คำว่า หลงใหล มีความว่า เทวดาและมนุษย์โดยมากย่อมหลง หลงใหลหลงพร้อมอยู่ในกามคุณ ๕ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลง หลงใหล หลงพร้อม อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้ รวมความว่า ยินดี ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย
- ๑โคจร หมายถึงการเที่ยวไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เช่น มีหญิงแพศยาเป็นโคจร หรือหมายถึง อารมณ์สำหรับยึดหน่วงจิต เช่น มีสติปัฏฐานเป็นโคจร (ขุ.ม.อ. ๑๐๗)
{๔๒} หัวข้อว่า เป็นผู้ตกตํ่า ตั้งอยู่ในกรรมที่ผิด มีอธิบายดังนี้
คำว่า ตกตํ่า คือ สัตว์เหล่าใดไปต่ำ เหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ผู้ตกต่ำ แม้ผู้มีความตระหนี่ก็ชื่อว่าผู้ตกต่ำ สัตว์เหล่าใดไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำเทศนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า ผู้ตกต่ำผู้ชื่อว่าตกตํ่าเพราะไปต่ำอย่างไร คำว่า ไปต่ำ คือ ไปสู่นรก ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไปสู่ปิตติวิสัย ชื่อว่าผู้ตกต่ำเพราะไปต่ำดังว่ามานี้
ว่าด้วยความตระหนี่ ๕ ประการ
ผู้มีความตระหนี่อย่างไร จึงตรัสเรียกว่า ผู้ตกต่ำ
ความตระหนี่มี ๕ ประการ คือ
(๑) อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่
(๒) กุลมัจฉริยะ ความตระหนี่ตระกูล
(๓) ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ
(๔) วัณณมัจฉริยะ ความตระหนี่วรรณะ
(๕) ธัมมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม
ความตระหนี่เห็นปานนี้ อาการตระหนี่ ความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น ความเป็นผู้มีจิตหดหู่เจ็บ ร้อนในการให้ ความมีจิตหวงแหน นี้เรียกว่าความตระหนี่
- ๑วรรณะ มี ๒ คือ สรีรวรรณะ (ผิวพรรณของร่างกาย) และคุณวรรณะ (ชื่อเสียงเกียรติคุณ) ผู้ตระหนี่สรีรวรรณะเมื่อใคร ๆ พูดถึงคนอื่นว่า ‘ผู้นี้ผิวพรรณงาม’ ก็ไม่ปรารถนาจะพูดถึงเช่นนั้น ผู้ตระหนี่คุณวรรณะย่อมไม่ปรารถนาจะกล่าวสรรเสริญคุณความดีของผู้อื่น (ขุ.ม.อ. ๑๐๘)
อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี เรียกว่าความตระหนี่ ความมุ่งจะได้นี้ก็เรียกว่า ความตระหนี่
ชนผู้ประกอบด้วยความตระหนี่นี้เพราะไม่รู้จักถ้อยคำที่ยาจกกล่าวจัดเป็นผู้ประมาทแล้ว ผู้มีความตระหนี่อย่างนี้ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ
ชื่อว่าผู้ตกตํ่า เพราะไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำ เทศนา คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างไร คือ สัตว์ทั้งหลายไม่เชื่อถือ ไม่ฟัง ไม่เงี่ยโสตลงฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้คำ ถ้อยคำ เทศนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าหลาย ได้แก่ เป็นผู้ไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามคำ ประพฤติฝ่าฝืน เบือนหน้าไปทางอื่น ชื่อว่า ผู้ตกต่ำเพราะไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำ เทศนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนี้คำว่า สัตว์เหล่านั้น ... ตั้งอยู่ในกรรมที่ผิด ความว่า สัตว์เหล่านั้นตั้งอยู่ คือ ตั้งอยู่เฉพาะ ติดแน่น เข้าถึง ติดพัน ติดใจ ข้องเกี่ยว เกาะเกี่ยวในกายกรรม ในวจีกรรม ในมโนกรรม ในการฆ่าสัตว์ ในการลักทรัพย์ ในการประพฤติผิดในกาม ในการกล่าวคำเท็จ ในคำส่อเสียด ในคำหยาบ ในคำเพ้อเจ้อ ในความเพ่งเล็งอยากได้ ในความปองร้าย ในความเห็นผิด ในสังขารทั้งหลาย ในกามคุณ ๕ ในนิวรณ์ ๕ ในความคิดอ่าน ในความปรารถนา ในความตั้งใจที่ผิด รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ตกต่ำ ตั้งอยู่ในกรรมที่ผิด’{๔๓} หัวข้อว่า ประสบทุกข์เข้าแล้วย่อมรำพันอยู่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ประสบทุกข์เข้าแล้ว ความว่า ประสบทุกข์ คือ ถึงทุกข์ ประจวบทุกข์ เข้าถึงทุกข์ ถึงมาร ประจวบมาร เข้าถึงมาร ถึงมรณะ ประจวบมรณะ เข้าถึงมรณะ รวมความว่า ‘ประสบทุกข์เข้าแล้ว’
คำว่า ย่อมรำพันอยู่ คือ ย่อมร่ำไรถึง เพ้อถึง โศกถึง ลำบากใจ รำพัน ตบอก คร่ำครวญถึง ย่อมถึงความหลงใหล รวมความว่า ‘ประสบทุกข์เข้าแล้วย่อมรำพันอยู่’
{๔๔} คำว่า เราทั้งหลายจุติจากภพนี้แล้วจักเป็นอะไรหนอ ความว่า สัตว์เหล่านั้นแล่นไปสู่ความสงสัย แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง เกิดความไม่แน่ใจ ย่อมพูดถึง เพ้อถึง โศกถึง ลำบากใจ รำพัน ตบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงใหลอยู่ว่า “เราทั้งหลายจุติจากภพนี้แล้วจักเป็นอะไรหนอ คือ จักเป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย จักเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราทั้งหลายจักมีในอนาคตหรือหนอ หรือจักไม่มีในอนาคต เราทั้งหลายจักเป็นอะไรหนอแล ในอนาคต เราทั้งหลายจักเป็นอย่างไรหนอแล ในอนาคต เราทั้งหลายเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรอีกในอนาคตกาล” ดังนี้ รวมความว่า ‘สัตว์เหล่านั้นย่อมรำพันว่า ‘เราทั้งหลายจุติจากภพนี้แล้วจักเป็นอะไรหนอ” เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสัตว์เหล่านั้นยินดี ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย เป็นผู้ตกต่ำ ตั้งอยู่ในกรรมที่ผิด ประสบทุกข์เข้าแล้วย่อมรำพันอยู่ว่า ‘เราทั้งหลายจุติจากภพนี้แล้ว จักเป็นอะไรหนอ’
{๔๕} [๑๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
เพราะเหตุนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมาพึงศึกษาในศาสนานี้แหละ พึงรู้กรรมที่ผิดอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่าเป็นกรรมที่ผิด ไม่พึงประพฤติกรรมที่ผิด เพราะเหตุแห่ง
กรรมที่ผิดนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าชีวิตนี้เป็นของน้อย
ว่าด้วยสิกขา ๓
{๔๖} หัวข้อว่า เพราะเหตุนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมาพึงศึกษาในศาสนานี้แหละ มีอธิบายดังนี้
คำว่า เพราะเหตุนั้น ได้แก่ เพราะเหตุที่สัตว์เห็นอยู่ซึ่งโทษในกามทั้งหลายนี้ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น
คำว่า พึงศึกษา ความว่า พึงศึกษาสิกขาทั้ง ๓ คือ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมแล้วด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย คือ สีลขันธ์น้อย สิลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องต้น เป็นความประพฤติ เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นทาง เป็นประธาน เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่าอธิสีลสิกขาอธิจิตตสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เธอบรรลุจตุตถฌานที่
ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ นี้เรียกว่าอธิจิตตสิกขา
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ” นี้เรียกว่าอธิปัญญาสิกขาสัตว์ผู้เกิดมา เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้ เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยความเชื่อ เมื่อประคองความเพียร เมื่อตั้งสติ เมื่อตั้งจิต เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าพึงศึกษา คือ พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบ สมาทานประพฤติคำว่า ในศาสนานี้ คือ ในความเห็นนี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความยึดถือนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้
คำว่า สัตว์ผู้เกิดมา คือ สัตว์ นระ ... มนุษย์ รวมความว่า ‘เพราะเหตุนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมาพึงศึกษาในศาสนานี้แหละ’
{๔๗} หัวข้อว่า พึงรู้กรรมที่ผิดอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่าเป็นกรรมที่ผิด มีอธิบายดังนี้
คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ทั้งปวงโดยอาการทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีเหลือ คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมไว้ทั้งหมด
คำว่า พึงรู้ว่าเป็นกรรมที่ผิด ความว่า สัตว์ผู้เกิดมาพึงรู้ คือ พึงรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) อทินนาทาน (การสักทรัพย์) กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) มุสาวาท (การกล่าวคำเท็จ) ปิสุณวาจา (การกล่าวคำส่อเสียด) ผรุสวาจา (การกล่าวคำหยาบ) สัมผัปปลาปะ (การกล่าวคำเพ้อเจ้อ) อภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้) พยาบาท (ความปองร้าย) มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) สังขารทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจที่ผิดว่าเป็นกรรมที่ผิดคำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า ‘พึงรู้กรรมที่ผิดออย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่าเป็นกรรมที่ผิด’
{๔๘} คำว่า ไม่พึงประพฤติกรรมที่ผิดเพราะเหตุแห่งกรรมที่ผิดนั้น ความว่า สัตว์ผู้เกิดมาไม่พึงประพฤติ คือ ไม่พึงเอื้อเฟื้อประพฤติ ไม่พึงเอื้อเฟื้อประพฤติโดยชอบ ไม่พึงสมาทานประพฤติซึ่งกรรมที่ผิดเพราะเหตุแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขารทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจที่ผิด รวมความว่า ‘ไม่พึงประพฤติกรรมที่ผิดเพราะเหตุแห่งกรรมที่ผิดนั้น’
ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ
{๔๙} หัวข้อว่า นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าชีวิตนี้เป็นของน้อย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ชีวิต ได้แก่ อายุ ความตั้งอยู่ ความดำเนินไป ความให้อัตภาพดำเนินไป ความเคลื่อนไหว ความเป็นไป ความเลี้ยง ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์
ก็ชีวิตเป็นของน้อยโดยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ชีวิตเป็นของน้อยเพราะดำรงอยู่น้อย (๒) ชีวิตเป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อย
ชีวิตเป็นของน้อยเพราะดำรงอยู่น้อยอย่างไร คือ ในขณะจิตที่เป็นอดีต ชีวิตเป็นอยู่แล้ว มิใช่กำลังเป็นอยู่ มิใช่จักเป็นอยู่ ในขณะจิตที่เป็นอนาคต ชีวิตจักเป็นอยู่ มิใช่กำลังเป็นอยู่ มิใช่เป็นอยู่แล้ว ในขณะจิตที่เป็นปัจจุบัน ชีวิตย่อมเป็นอยู่ มิใช่เป็นอยู่แล้ว มิใช่จักเป็นอยู่(สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า)
ชีวิต อัตภาพ สุข และทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมที่ประกอบกันขึ้นด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปโดยรวดเร็ว
เทวดาเหล่าใดดำรงอยู่ได้ตลอด ๘๔,๐๐๐ กัป เทวดาแม้เหล่านั้นก็มิได้ปร ะกอบด้วยจิต ๒ ดวงดำรงอยู่เลย
ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ผู้ตายไปหรือของสัตว์ที่เป็นอยู่ในโลกนี้ดับไปแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกัน ดับไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน
ขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอดีตเป็นลำดับ และขันธ์เหล่าใดจักแตกไปในอนาคต ความต่างกันในลักษณะแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปในปัจจุบันกับขันธ์เหล่านั้น ย่อมไม่มี
สัตว์ไม่เกิดแล้วด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลกชื่อว่าตายแล้วเพราะความแตกดับไปแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์
ขันธ์ทั้งหลายแปรไปโดยฉันทะ ย่อมเป็นไปตามวาระ ไม่ขาดสายดุจนํ้าไหลไปตามที่ลุ่มฉะนั้น เพราะมีอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย
ขันธ์ทั้งหลายถึงความดำรงอยู่ไม่ได้ แตกไปแล้ว กองขันธ์ย่อมไม่มีในอนาคต ขันธ์ทั้งหลายที่มาเกิดแล้วย่อมดำรงอยู่เหมือนเมล็ดผักกาดอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้น
ก็ความแตกทำลายแห่งธรรมขันธ์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้วเหล่านั้นรออยู่ข้างหน้า ขันธ์ทั้งหลายมีความแตกทำลายไปเป็นธรรมดา ดำรงอยู่ไม่รวมกับขันธ์ที่เกิด
ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้วก็ไปสู่ที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไป เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศฉะนั้น
ชีวิตเป็นของน้อยเพราะดำรงอยู่น้อยอย่างนี้
ชีวิตเป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อยอย่างไร คือ ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้า ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจออก ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป ชีวิตเนื่องด้วยไออุ่น ชีวิตเนื่องด้วยอาหารที่กลืนกิน ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณกรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี บุพพเหตุแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ปัจจัยทั้งหลายก็ดี ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อนก็ดี รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดร่วมกันแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี อรูปธรรมที่ประกอบกันแห่งลม
- ๑บุพพเหตุ ในที่นี้หมายถึงเหตุแห่งวิปากวัฏ(การเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจวิบาก)ในอดึตชาติ ได้แก่ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพ (ขุ.ม.อ. ๑๕๐)
หายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ขันธ์ที่เกิดร่วมกันแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ตัณหาอันประกอบกันก็ดี ล้วนมีกำลังน้อย ธรรมเหล่านี้แต่ละอย่างมีกำลังน้อยเป็นนิจ แต่ละอย่างไม่มั่นคง ย่อมยังกันและกันให้ตกล่วงไป เพราะความต้านทานมิได้มีแก่กันและกัน ธรรมเหล่านี้จึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้ ธรรมใดให้ธรรมเหล่านี้เกิดแล้ว ธรรมนั้นมิได้มี
ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่งมิได้เสื่อมไปเพราะธรรมอย่างหนึ่ง ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไปโดยอาการทั้งปวง ขันธ์เหล่านี้อันเหตุปัจจัยที่มีในก่อนให้เกิดแล้ว แม้เหตุปัจจัยที่เกิดก่อนก็ตายไปแล้วในกาลก่อน ขันธ์ที่เกิดก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลังก็ดี มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ
ชีวิตจึงชื่อว่าเป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อยอย่างนี้
อนึ่ง เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมหาราช ชีวิตของมนุษย์ก็น้อย คือ เล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ไม่ดำรงอยู่นาน เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ... เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นยามา ... เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นดุสิต... เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นนิมมานรดี ... เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ... เพราะเทียมชีวิตของเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ชีวิตของมนุษย์ก็น้อย คือ เล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ไม่ดำรงอยู่นานสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย จำต้องละไปสู่ปรโลก ควรจะรู้ได้ด้วยปัญญา ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีมนุษย์
ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดย่อมเป็นอยู่นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือที่เกินกว่า ๑๐๐ ปี ก็มีน้อย”
(พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า)
อายุของมนุษย์ทั้งหลายน้อย คนดีควรดูหมิ่นอายุนั้นเสีย ควรประพฤติดุจคนที่ถูกไฟไหม้ศีรษะฉะนั้น ไม่มีเสียหรอกที่มัจจุราชจะไม่มา
วันคืนย่อมผ่านพ้นไป ชีวิตย่อมใก้ลดับเข้าไป อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป ดุจน้ำแห่งแม่น้ำสายเล็ก ๆ มีแต่แห้งลง ฉะนั้น
ว่าด้วยปัญญาที่เรียกว่า ธี
หัวข้อว่า นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าชีวิตนี้เป็นของน้อย มีอธิบายดังนี้
คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้แก่ ชื่อว่านักปราชญ์เพราะมีปัญญาทรงจำ ชื่อว่านักปราชญ์เพราะถึงพร้อมด้วยปัญญาทรงจำ ชื่อว่านักปราชญ์เพราะติเตียนบาป
ปัญญาตรัสเรียกว่า ธี ได้แก่ ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนด ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญาเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
- ๑สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๔๕-๑๔๖/๑๘๖-๑๘๗
ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเครื่องเจาะแทง ปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศัสตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่านักปราชญ์เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาที่เรียกว่าธีนั้น
อีกนัยหนึ่ง ชนผู้มีปัญญาในขันธ์ มีปัญญาในธาตุ มีปัญญาในอายตนะ มีปัญญาในปฏิจจสมุปบาท มีปัญญาในสติปัฏฐาน มีปัญญาในสัมมัปปธาน มีปัญญาในอิทธิบาท มีปัญญาในอินทรีย์ มีปัญญาในพละ มีปัญญาในโพชฌงค์ มีปัญญาในมรรค มีปัญญาในผล มีปัญญาในนิพพาน ชื่อว่า ธีรา (ผู้มีปัญญา นักปราชญ์) ผู้มีปัญญาเหล่านั้นได้กล่าว คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า ชีวิตมนุษย์เป็นของน้อย คือ เล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปตลอดกาลบัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ตลอดกาลไม่ช้า ไม่ดำรงอยู่นาน รวมความว่า ‘นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ชีวิตนี้ป็นของน้อย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพราะเหตุนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมาพึงศึกษาในศาสนานี้แหละ พึงรู้กรรมที่ผิดอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่าเป็นกรรมที่ผิด ไม่พีงประพฤติกรรมที่ผิดเพราะเหตุแห่งกรรมที่ผิดนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าชีวิตนี้เป็นของน้อย
{๕๐} [๑๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
เรายอมเห็นหมู่สัตว์นี้ซึ่งตกอยู่ในตัณหาในภพทั้งหลาย ดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนที่เลวทั้งหลายผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ย่อมรํ่าไรอยู่ใกล้ ๆ ปากมัจจุราช
ว่าด้วยสัตว์ดิ้นรนอยู่ในโลกเพราะตัณหา
{๕๑} หัวข้อว่า เราย่อมเห็น ... ดิ้นรนอยู่ในโลก มีอธิบายดังนี้
คำว่า เราย่อมเห็น ความว่า เราเห็น คือ แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดูด้วยมังสจักษุบ้าง ทิพพจักษุบ้าง ปัญญาจักษุบ้าง พุทธจักษุบ้าง สมันตจักษุบ้าง
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก
คำว่า ดิ้นรนอยู่ คือ เราเห็น คือ แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดูซึ่งหมู่สัตว์นี้ ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมาด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรนเพราะความประกอบ ด้วยความดิ้นรนเพราะผลกรรม ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริตผู้กำหนัดก็ดิ้นรนด้วยราคะ ผู้ขัดเคืองก็ดิ้นรนด้วยโทสะ ผู้หลงก็ดิ้นรนด้วยโมหะ ผู้ผูกพันก็ดิ้นรนด้วยมานะ ผู้ยึดติดก็ดิ้นรนด้วยทิฏฐิ ผู้ฟุ้งซ่านก็ดิ้นรนด้วยอุทธัจจะ ผู้ลังเลสงสัยก็ดิ้นรนด้วยวิจิกิจฉา ผู้มีพลังก็ดิ้นรนด้วยด้วยอนุสัย
ดิ้นรนเพราะลาภ เพราะเสื่อมลาภ เพราะยศ เพราะเสื่อมยศ เพราะสรรเสริญ เพราะนินทา เพราะสุข เพราะทุกข์
ดิ้นรนเพราะชาติ เพราะชรา เพราะพยาธิ เพราะมรณะ เพราะโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส (ความคับแค้น)
ดิ้นรนเพราะทุกข์คือความเกิดในนรก เพราะทุกข์คือความเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เพราะทุกข์คือความเกิดในปิตติวิสัย เพราะทุกข์คือความเกิดในมนุษย์ เพราะทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์
มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูลเหตุ เพราะทุกข์ที่ติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว เพราะทุกข์ที่เกี่ยวเนื่องแต่ผู้อื่น เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความขวนขวายของตน เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา เพราะทุกข์ที่เกิดแต่สังขาร เพราะทุกข์ที่เกิดแต่ความแปรปรวน
ดิ้นรนเพราะทุกข์ที่เกิดจากโรคทางจักษุประสาท โรคทางโสตประสาท โรคทางฆานประสาท โรคทางชิวหาประสาท โรคทางกายประสาท โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละลอก โรคบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวงดิ้นรนเพราะอาพาธที่มีดีเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธที่มีลมเป็นสมุฏฐาน เพราะไข้สันนิบาต เพราะอาพาธที่เกิดแต่ฤดูเปลี่ยนแปร เพราะอาพาธที่เกิดขึ้นเพราะการบริหารไม่สม่ำเสมอ เพราะอาพาธที่เกิดขึ้นแต่ความเพียรเกินกำลัง เพราะอาพาธที่เกิดแต่วิบากของกรรม
ดิ้นรนเพราะความหนาว เพราะความร้อน เพราะความหิว เพราะความระหาย เพราะปวดอุจจาระ เพราะปวดปัสสาวะ เพราะทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน
ดิ้นรนด้วยทุกข์เพราะมารดาตาย ด้วยทุกข์เพราะบิดาตาย ด้วยทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ด้วยทุกข์เพราะพี่สาวน้องสาวตาย ด้วยทุกข์เพราะบุตรตาย ด้วยทุกข์เพราะธิดาตาย ด้วยทุกข์เพราะญาติพินาศ
ด้วยทุกข์เพราะโภคทรัพย์พินาศ ด้วยทุกข์เพราะความพินาศที่เกิดจากโรค ด้วยทุกข์เพราะศีลวิบัติ ด้วยทุกข์เพราะทิฏฐิวิบัติ
รวมความว่า ‘เราย่อมเห็น ... ดิ้นรนอยู่ในโลก’
{๕๒} หัวข้อว่า หมู่สัตว์นี้ซึ่งตกอยู่ในตัณหาในภพทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า หมู่สัตว์ เป็นชื่อของสัตว์
คำว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
คำว่า ซึ่งตกอยู่ในตัณหา ความว่า ตกอยู่ในตัณหา คือ ไปตามตัณหา ซ่านไปตามตัณหา จมอยู่ในตัณหา อันตัณหาให้ตกไปแล้ว อันตัณหาครอบงำแล้ว มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว
คำว่า ในภพทั้งหลาย คือ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ รวมความว่า ‘หมู่สัตว์นี้ซึ่งตกอยู่ในตัณหาในภพทั้งหลาย’
{๕๓} หัวข้อว่า นรชนที่เลวทั้งหลาย ... ย่อมรํ่าไรอยู่ใกล้ ๆ ปากมัจจุราช มีอธิบายดังนี้
คำว่า นรชนที่เลวทั้งหลาย ความว่า ที่เลว คือ เลวทราม ต่ำช้า ลามก มีอัธยาศัยเลว ต่ำต้อย เพราะประกอบด้วยกายกรรม วจกรรม มโนกรรม ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขารทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจอันเลว รวมความว่า ‘นรชนที่เลวทั้งหลาย’คำว่า ย่อมรํ่าไรใกล้ ๆ ปากมัจจุราช มีความว่า นรชนทั้งหลายผู้ถึงมัจจุราช ประจวบกับมัจจุราซ เข้าถึงมัจจุราช ถึงมาร ประจวบกับมาร
เข้าถึงมาร ถึงมรณะ ประจวบกับมรณะ เข้าถึงมรณะ ย่อมรํ่าไร คือ บ่นเพ้อ เศร้าโศก ลำบากใจ รำพัน ตบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงใหลอยู่ใกล้ ๆ ปากมัจจุราช ปากมาร ปากมรณะ รวมความว่า ‘นรชนที่เลวทั้งหลาย ... ย่อมรํ่าไรอยู่ใกล้ ๆ ปากมัจจุราช’
ว่าด้วยภพน้อยภพใหญ่
{๕๔} หัวข้อว่า ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา ... ธัมมตัณหา
คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่ ภพน้อยภพใหญ่ คือ กรรมวัฏ วิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเหตุเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏเป็นเหตุเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเหตุเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเหตุเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเหตุเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเหตุเกิดในอรูปภพ ในความเกิดบ่อย ๆ ในความไปบ่อย ๆ ในความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อยๆ ในอันบังเกิดแห่งอัตภาพบ่อย ๆคำว่า ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ความว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา คือ มีตัณหายังไม่หมดไป มีตัณหายังไม่สละแล้ว มีตัณหายังไม่คลายแล้ว มีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว มีตัณหายังไม่ละแล้ว มีตัณหายังไม่สลัดทิ้งแล้ว รวมความว่า ‘ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่’ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ซึ่งตกอยู่ในตัณหาในภพทั้งหลาย ดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนที่เลวทั้งหลายผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ย่อมร่ำไรอยู่ใกล้ ๆ ปากมัจจุราช
{๕๕} [๑๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
ท่านทั้งหลายจงดูหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ซึ่งเหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในลำธารน้อยที่มีกระแสนํ้าขาดลง นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่พึงก่อความเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงประพฤติไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา
ว่าด้วยความยึดถือ ๒ อย่าง
{๕๖} หัวข้อว่า ท่านทั้งหลายจงดูหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา มีอธิบายดังนี้
คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่างคือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ
ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา เป็นไฉน คือ วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนด ถือเอา ยึดถือว่าเป็นของเราด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือว่าเป็นของเราซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้นว่า “สิ่งนี้เป็นของเรา สิ่งนั้นเป็นของเรา เท่านี้เป็นของเรา ของเรามีเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว คลังเป็นของเรา” ย่อมยึดถือว่าเป็นของเราแม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้นด้วยอำนาจตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา
ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ เป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิความไปคือทิฏฐิ รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือทางผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิดความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือแน่นอนว่าจริงในสิ่งที่ไม่จริงเห็นปานนี้ ตลอดถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ
- ๑สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ หมายถึงความเห็นว่าเป็นตัวตนในกายกล่าวคือขันธ์ ๕ โดยกำหนดยึดถือขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์เป็น ๔ (ขุ.ม.อ. ๑๕๘) คือ ปุถุชนผู้มิได้สดับ ... (๑) ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา (๒) ย่อมเห็นอัตตามีรูป (๓) ย่อมเห็นรูปในอัตตา (๔) ย่อมเห็นอัตตาในรูป (๕) ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา (๖) ย่อมเห็นอัตตามีเวทนา (๗) ย่อมเห็นเวทนาในอัตตา (๘) ย่อมเห็นอัตตาในเวทนา (๙) ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา (๑๐) ย่อมเห็นอัตตามีสัญญา (๑๐) ย่อมเห็นสัญญาในอัตตา (๑๒) ย่อมเห็นอัตตาในสัญญา (๑๓) ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา (๑๔) ย่อมเห็นอัตตามีสังขาร (๑๕) ย่อมเห็นสังขารในอัตตา (๑๖) ย่อมเห็นอัตตาในสังขาร (๑๗) ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา (๑๘) ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณ (๑๙) ย่อมเห็นวิญญาณในอัตตา (๒๐) ย่อมเห็นอัตตาในวิญญาณ {สํ.ข. (แปล) ๑๗/๑/๔-๕}
- ๒มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ หมายถึงความเห็นผิด ๑๐ เรื่อง คือ (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผลจริง (๒) การบูชาไม่มีผลจริง (๓) การเซ่นสรวงไม่มีผลจริง (๔) ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีหรือ ทำชั่วไม่มีจริง (๕) โลกนี้ไม่มีจริง (๖) โลกหน้าไม่มีจริง (๗) มารดาไม่มีคุณจริง (๘) บิดาไม่มีคุณจริง (๙) โอปปาติกสัตว์ไม่มีจริง (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ด้วยก็ไม่มีในโลก (ขุ.จู. ๓๐/๑๔๓)
- ๓อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ หมายถึงความเห็นที่ยึดเอาที่สุดโต่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งมี ๑๐ เรื่อง คือ (๑) โลกเที่ยง (๒) โลกไม่เที่ยง (๓) โลกมีที่สุด (๔) โลกไม่มีที่สุด (๕) ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (เป็นอย่างเดียวกัน) (๖) ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (เป็นคนละอย่าง) (๗) สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก (๘) สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก (๙) สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี (๑๐) สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ (นัย วิ.อ. ๓/๔๙, ที.ปา.อ. ๑๘๔, องฺ.ติก.อ. ๑๕๖, ขุ.ม.อ. ๑๕๘) พึงดู องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๙๓/๒๔๓-๒๔๔
- ๔เกี่ยวกับทิฏฐิ ๖๒ ประการพึงดูรายละเอียดโดยพิสดารใน ที.สี. (แปล) ๙/๒๘-๑๐๒/๑๖-๕๕
คำว่า ท่านทั้งหลายจงดูหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ความว่า หมู่สัตว์ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรนเมื่อเขากำลังชิงเอาบ้าง เมื่อเขาชิงเอาไปแล้วบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรน ย่อมกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปอยู่บ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง ท่านทั้งหลายจงดู คือ จงแลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดูซึ่งหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว
เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมาอยู่อย่างนี้ รวมความว่า ‘ท่านทั้งหลายจงดูหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา’{๕๗} คำว่า เหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในลำธารน้อยที่มีกระแสนํ้าขาดลง ความว่า ฝูงปลาในที่มีน้ำน้อย คือ มีนํ้านิดหน่อย มีนํ้าแห้งไป ที่ถูกฝูงกา เหยี่ยว หรือนกยางจิกฉุดขึ้นไปกินอยู่ ย่อมดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรน ทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา ฉันใด หมู่สัตว์ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรน เมื่อเขากำลังชิงเอาบ้าง เมื่อเขาชิงเอาไปแล้วบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวง ในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราย่อมดิ้นรน
คือ ย่อมดิ้นรน ย่อมกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปอยู่บ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง รวมความว่า ‘เหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในลำธารน้อยที่มีกระแสนํ้าขาดลง’{๕๘} คำว่า นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... พึงประพฤติไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ความว่า เห็นแล้ว คือ ประสบ เทียบเคียง พิจารณา ตรวจตรา ทำให้แจ่มแจ้งซึ่งโทษนั้น ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา รวมความว่า ‘เห็นโทษแม้นั้นแล้ว’
คำว่า พึงประพฤติไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา มีความว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ
นรชนพึงละความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิแล้ว ไม่ยึดถือจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ไม่ยึดถือ คือ ไม่ถือ ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกูล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ทิฏฐิธรรม สุตธรรม มุตธรรม วิญญาตัพพธรรม พึงประพฤติ คือ พึงอยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... พึงประพฤติไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา’{๕๙} หัวข้อว่า ไม่พึงก่อความเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ในภพทั้งหลาย คือ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ
ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความเกี่ยวข้อง ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
คำว่า ไม่พึงก่อความเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย ได้แก่ ไม่ก่อตัณหา ความเกี่ยวข้อง คือ ไม่ก่อความพอใจ ความรัก ความกำหนัด ความชอบใจ
- ๑ในที่นี้ ทิฏฐิธรรม หมายถึงสิ่งหรือรูปที่ได้เห็น สุตธรรม หมายถึงสิ่งหรือเสียงที่ได้ยิน มุตธรรม หมายถึงสิ่งหรืออารมณ์คือกลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่ได้ทราบ วิญญาตัพพธรรม หมายถีงสิ่งหรือธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางจิต (นัย ขุ.ม.อ. ๑๖๑)
คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดเสมอ ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะในภพทั้งหลาย รวมความว่า ‘ไม่พึงก่อความเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงดูหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ซึ่งเหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ ในลำธารน้อยที่มีกระแสน้ำขาดลง นรชนเห็นโทษ แม้นั้นแล้วไม่พึงก่อความเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงประพฤติไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา
{๖๐} [๑๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
ธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสองเสีย กำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นผู้ไม่ยินดี ตนตำหนิกรรมใดไว้ ก็ไม่พึงทำกรรมนั้น ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นแล้วและสิ่งที่ได้ยินแล้ว
{๖๑} หัวข้อว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสอง มีอธิบายดังนี้
คำว่า ที่สุด คือ ผัสสะเป็นที่สุดด้านแรก ผัสสสมุทัยเป็นที่สุดด้านที่สอง อดีตเป็นที่สุดด้านแรก อนาคตเป็นที่สุดด้านที่สอง สุขเวทนาเป็นที่สุดด้านแรก ทุกขเวทนาเป็นที่สุดด้านที่สอง นามเป็นที่สุดด้านแรก รูปเป็นที่สุดด้านที่สอง อายตนะภายใน ๖ เป็นที่สุดด้านแรก อายตนะภายนอก ๖ เป็นที่สุดด้านที่สอง ความถือตัวเป็นที่สุดด้านแรก เหตุเกิดเป็นที่สุดด้านที่สองคำว่า ความพอใจ ได้แก่ ความพอใจด้วยอำนาจความใคร่ ความกำหนัดด้วยอำนาจความใคร่ ความเพลินด้วยอำนาจความใคร่ ความทะยานอยากด้วยอำนาจความใคร่ ความเสน่หาด้วยอำนาจความใคร่ ความเร่าร้อนด้วยอำนาจความใคร่ ความหมกมุ่นด้วยอำนาจความใคร่
ความติดใจด้วยอำนาจความใคร่ ห้วงนํ้าคือความใคร่ เครื่องประกอบไว้คือความใคร่ ความยึดถือคือความใคร่ เครื่องกางกั้นคือความพอใจด้วยความอำนาจความใคร่ในกามทั้งหลาย
คำว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสอง ความว่า พึงกำจัด คือ พึงกำจัดเฉพาะ พึงละ พึงบรรเทา พึงทำให้สิ้นไป พึงให้ถึงความไม่มีในภายหลังซึ่งความพอใจในที่สุดทั้งสอง รวมความว่า ‘พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสอง’
ว่าด้วยผัสสะต่าง ๆ
{๖๒} หัวข้อว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นผู้ไม่ยินดี มีอธิบายดังนี้
คำว่า ผัสสะ ได้แก่ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส อธิวจนสัมผัส (สัมผัสที่เกิดทางมโนทวาร) ปฏิฆสัมผัส (สัมผัสที่เกิดทางทวาร ๕) สุขเวทนียผัสสะ (ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา) ทุกขเวทนียผัสสะ (ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา) อทุกขมสุขเวทนียผัสสะ (ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา) ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกุศลจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอกุศลจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอัพยากตจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกามาวจรจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต ผัสสะที่เป็นสุญญตะ ผัสสะที่เป็นอนิมิตตะ ผัสสะที่เป็นอัปปณิหิตะ ผัสสะที่เป็นโลกิยะ ผัสสะที่เป็นโลกุตตระ ผัสสะที่
- ๑อธิวจนสัมผัส และปฏิฆสัมผัส เป็นคำสรุปสัมผัส ๖ รวมลงเป็นสองฝ่าย คือ อธิวจนสัมผัส หมายถึงมโนสัมผัส ส่วนปฏิฆสัมผัส หมายถึงสัมผัสที่เหลืออีก ๕ ข้างต้น (นัย ขุ.ม.อ. ๑๖๔)
- ๒อัพยากตจิต หมายถึงจิตที่เป็นวิบากและเป็นกิริยาที่นอกจากกุศลจิตและอกุศลจิต (ขุ.ม.อ. ๑๖๔)
- ๓ผัสสะที่เป็นสุญญตะ หมายถึงสัมผัสที่ว่างจากราคะ โทสะ และโมหะ ผัสสะที่เป็นอนิมิตตะ หมายถึงสัมผัสที่ไม่มีนิมิตกิเลสคือราคะ โทสะ และโมหะ ผัสสะที่เป็นอัปปณิหิตะ หมายถึงสัมผัสที่ไม่เป็นที่ตั้งของกิเลสคือราคะ โทสะ และโมหะ (ขุ.ม.อ. ๑๖๔)
เป็นอดีต ผัสสะที่เป็นอนาคต ผัสสะที่เป็นปัจจุบัน ความถูกต้อง กิริยาที่ถูกต้อง ความเป็นแห่งความถูกต้องเห็นปานนี้ นี้เรียกว่าผัสสะ
คำว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้ว คือ กำหนดรู้ซึ่งผัสสะโดยปริญญา ๓ ประการ คือ
(๑) ญาตปริญญา (การกำหนดรู้ขั้นรู้จัก)
(๒) ตีรณปริญญา (การกำหนดรู้ขั้นพิจารณา)
(๓) ปหานปริญญา (การกำหนดรู้ขั้นละ)
ว่าด้วยปริญญา ๓ ประการ
ญาตปริญญาเป็นไฉน คือ ธีรชนย่อมรู้ซึ่งผัสสะ คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า “นี้จักขุสัมผัส นี้โสตสัมผัส นี้ฆานสัมผัส นี้ชิวหาสัมผัส นี้กายสัมผัส นี้มโนสัมผัส นี้อธิวจนสัมผัส นี้ปฏิฆสัมผัส นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกุศลจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอกุศลจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอัพยากตจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกามาวจรจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต นี้ผัสสะที่เป็นสุญญตะ นี้ผัสสะที่เป็นอนิมิตตะ นี้ผัสสะที่เป็นอัปปณิหิตะ นี้ผัสสะที่เป็นโลกิยะ นี้ผัสสะที่เป็นโลกุตตระ นี้ผัสสะที่เป็นอดีต นี้ผัสสะที่เป็นอนาคต นี้ผัสสะที่เป็นปัจจุบัน นี้ชื่อว่าญาตปริญญาตีรณปริญญาเป็นไฉน คือ ธีรชนทำความรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมพิจารณาซึ่งผัสสะ คือ ย่อมพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของแตกพัง เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ต้านทาน
เป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น เป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา เป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมูลแห่งความลำบาก เป็นดังเพชฌฆาต เป็นของปราศจากความเจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อมาร เป็นของมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา เป็นของมีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของดับไป เป็นของชวนให้แช่มชื่น เป็นโทษ เป็นของที่ควรสลัดออก นี้ชื่อว่าติรณปริญญาปหานปริญญาเป็นไฉน คือ ธีรชนพิจารณาอย่างนี้แล้วย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งฉันทราคะในผัสสะ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในผัสสะใด เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้น ผัสสะนั้นจักเป็นของอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาโดยประการอย่างนี้ นี้ชื่อว่าปหานปริญญา
คำว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้ว คือ กำหนดรู้ซึ่งผัสสะด้วยปริญญา ๓ นี้
คำว่า เป็นผู้ไม่ยินดี มีความว่า ตัณหา เรียกว่า ความยินดี ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
ความยินดีนั้นอันบุคคลใดละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น เรียกว่า เป็นผู้ไม่ยินดี บุคคลนั้นไม่ยินดี คือ ไม่ถึงความยินดี ไม่หลงใหล ไม่หมกมุ่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกูล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล ทิฏฐิธรรม สุตธรรม มุตธรรม วิญญาตัพพธรรม คือ เป็นผู้คลาย ปราศจาก สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนความกำหนัดแล้ว หมดความอยาก ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยความสุข มีตนเป็นดุจพรหมอยู่ รวมความว่า ‘กำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นผู้ไม่ยินดี’
{๖๓} หัวข้อว่า ตนตำหนิกรรมใดไว้ ก็ไม่พึงทำกรรมนั้น มีอธิบายดังนี้
คำว่า กรรมใด คือ ธีรชนติเตียนกรรมใดด้วยตน
ธีรชนย่อมตำหนิตนด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) เพราะทำ (๒) เพราะไม่ทำ
ธีรชนย่อมตำหนิตนเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างไร คือ ธีรชนย่อมตำหนิตนว่า “เราทำกายทุจริต ไม่ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต ไม่ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต ไม่ทำมโนสุจริต คือ เราทำปาณาติบาต ไม่ทำความงดเว้นจากปาณาติบาต เราทำอทินนาทาน ไม่ทำความงดเว้นจากอทินนาทาน เราทำกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ทำความงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เราทำมุสาวาท ไม่ทำความงดเว้นจากมุสาวาท เราทำปิสุณวาจา ไม่ทำความงดเว้นจากปิสุณวาจา เราทำผรุสวาจา ไม่ทำความงดเว้นจากผรุสวาจา เราทำสัมผัปปลาปะ ไม่ทำความงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เราทำอภิชฌา ไม่ทำอนภิชฌา เราทำพยาบาท ไม่ทำอัพยาบาท เราทำมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำสัมมาทิฏฐิ” ธีรชนย่อมตำหนิตนเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างนี้อีกนัยหนึ่ง ธีรชนย่อมตำหนิตนว่า “เราไม่ทำความบริบูรณ์ในศีล ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ในหมั่นประกอบ
ในความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เจริญสัมมัปปธาน ๔ ไม่เจริญอิทธิบาท ๔ ไม่เจริญอินทรีย์ ๕ ไม่เจริญพละ ๕ ไม่เจริญโพชฌงค์ ๗ ไม่เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่เจริญมรรค ไม่ทำให้แจ้งนิโรธ” ธีรชนย้อมตำหนิตนเพราะทำและเพราะไม่ทำอย่างนี้ ไม่ทำกรรมที่ตนตำหนิอย่างนี้ คือ ไม่ยังกรรมนั้นให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บงเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘ตนตำหนิกรรมใดไว้ ก็ไม่ทำกรรมนั้น’{๖๔} หัวข้อว่า ธีรชน ... ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นแล้วและสิ่งที่ได้ยินแล้ว มีอธิบายดังนี้
คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ (๑) ความติดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจตัณหา .... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ
คำว่า ธีรชน ได้แก่ บุคคลผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง ผู้ดำเนินด้วยปัญญา ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ธีรชนละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้วในทิฏฐารมณ์ สุตารมณ์ มุตารมณ์ วิญญาตารมณ์ ผู้มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘ธีรชน ... ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นแล้วและสิ่งที่ได้ยินแล้ว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้งสองเสีย กำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นผู้ไม่ยินดี ตนตำหนิกรรมใดไว้ ก็ไม่พึงทำกรรมนั้น ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นแล้วและสิ่งที่ได้ยินแล้ว
{๖๕} [๑๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้วไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย พึงข้ามโอฆะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรได้แเล้ว ไม่ประมาท เที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า
{๖๖} หัวข้อว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว ... พึงข้ามโอฆะได้ มีอธิบายดังนี้
คำว่า สัญญา ได้แก่ กามสัญญา (ความกำหนดหมายในกาม) พยาปาทสัญญา (...ในพยาบาท) วิหิงสาสัญญา (..ในความเบียดเบียน) เนกขัมมสัญญา (...การออกจากกาม) อัพยาปาทสัญญา (...ในความไม่พยาบาท) อวิหิงสาสัญญา (...ในความไม่เบียดเบียน) รูปสัญญา (...ในรูป) สัททสัญญา (...ในเสียง) คันธสัญญา (...ในกลิ่น) รสสัญญา (...ในรส) โผฏฐัพพสัญญา (...ในโผฏฐัพพะ) ธัมมสัญญา (ความกำหนดหมายในธรรมารมณ์) สัญญาเห็นปานนี้คือ ความรู้พร้อม ความเป็นคืออันรู้พร้อม นี้ตรัสเรียกว่าสัญญาคำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว ความว่า กำหนดรู้สัญญาด้วยปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา
ญาตปริญญาเป็นไฉน คือ มุนีย่อมรู้สัญญา คือ ย่อมรู้ย่อมเห็นว่า “นี้กามสัญญา นี้พยาปาทสัญญา นี้วิหิงสาสัญญา นี้เนกขัมมสัญญา นี้ อัพยาปาทสัญญา นี้อวิหิงสาสัญญา นี้รูปสัญญา นี้สัททสัญญา นี้คันธสัญญา นี้รสสัญญา นี้โผฏฐัพพสัญญา นี้ชื่อว่าญาตปริญญา”
ตีรณปริญญาเป็นไฉน คือ มุนีทำความรู้อย่างนี้แล้วย่อมพิจารณา สัญญาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของแตกพัง ... เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของดับไป เป็นของชวนให้แช่มชื่น เป็นโทษ เป็นของที่ควรสลัดออก นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา
ปหานปริญญาเป็นไฉน คือ มุนีพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลังซึ่งฉันทราคะ(ความกาหนัดด้วยอำนาจความพอใจ)ในสัญญา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในสัญญาใด เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้น สัญญานั้นจักเป็นของอันเธอทั้งหลายละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยประการอย่างนี้” นี้ชื่อว่าปหานปริญญาคำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว คือ กำหนดรู้สัญญาด้วยปริญญา ๓ นี้
คำว่า พึงข้ามโอฆะได้ คือ พึงข้าม ได้แก่ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วงเลย ก้าวล่วงกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ รวมความว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว พึงข้ามโอฆะได้
{๖๗} หัวข้อว่า มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ
คำว่า มุนี ความว่า ญาณ ตรัสเรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ... ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า มุนี คือ ผู้ถึงญาณที่ชื่อว่าโมนะ
โมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี) มี ๓ อย่าง คือ (๑) โมเนยยะทางกาย (๒) โมเนยยะทางวาจา (๓) โมเนยยะทางใจ
โมเนยยะทางกายเป็นไฉน คือ การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยะทางกาย กายสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ญาณมีกายเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ความกำหนดรู้กายชื่อว่าโมเนยยะทางกาย มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางกาย การละ
ฉันทราคะในกายชื่อว่าโมเนยยะทางกาย ความดับแห่งกายสังขารชื่อว่าโมเนยยะทางกาย การบรรลุจตุตถฌานชื่อว่าโมเนยยะทางกาย นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางกาย
โมเนยยะทางวาจาเป็นไฉน คือ การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การกำหนดรู้วาจาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การละฉันทราคะในวาจาชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา ความดับแห่งวจีสังขารชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา การบรรลุทุติยฌานชื่อว่าโมเนยยะทางวาจา นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางวาจาโมเนยยะทางใจเป็นไฉน คือ การละมโนทุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยะทางใจ ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การกำหนดรู้จิตชื่อว่าโมเนยยะทางใจ มรรคอันสหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การละฉันทราคะในจิตชื่อว่าโมเนยยะทางใจ ความดับแห่งจิตตสังขารชื่อว่าโมเนยยะทางใจ การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธชื่อว่าโมเนยยะทางใจ นี้ชื่อว่าโมเนยยะทางใจสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
พระอริยเจ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นตรัส เรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี
พระอริยเจ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นตรัส เรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความ
- ๑ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๖๗/๔๑๕
เป็นมุนี ผู้ล้างบาปทั้งปวงได้แล้ว
มุนีผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี ๓ อย่างนี้ มี ๖ ประเภท คือ อาคารมุนี อนาคารมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี มุนิมุนีอาคารมุนีเป็นไฉน คือ คนที่ยังเป็นผู้ครองเรือน แต่เห็นบทคือนิพพานแล้ว รู้แจ้งคำสอนแล้ว นี้ชื่อว่า อาคารมุนีอนาคารมุนีเป็นไฉน คือ คนที่ออกบวช เห็นบทคือนิพพานแล้ว รู้แจ้งคำสอนแล้ว นี้ชื่อว่า อนาคารมุนีเสขบุคคล ๗ ประเภทชื่อว่า เสขมุนี
พระอรหันต์ทั้งหลายชื่อว่า อเสขมุนี
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายชื่อว่า ปัจเจกมุนี
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่า มุนิมุนี
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลที่ยังหลงอยู่ ยังไม่รู้แจ้ง จะชื่อว่าเป็นมุนี เพราะความนิ่ง ก็หาไม่ ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐดุจประคองตาชั่งไว้เว้นบาปทุกอย่างได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น ผู้ใดรู้อรรถทั้งสองในโลก ผู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้นผู้ที่รู้อกุศลธรรมของอสัตบุรุษ และกุศลธรรมของ
- ๑ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๖๘-๒๖๙/๑๐๔<๑> ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๕๓๓/๖๒๐
สัตบุรุษทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวง ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องมีราคะเป็นสิ้นและข่ายคือตัณหาและทิฏฐิได้แล้ว ได้รับความเคารพนับถือจากทวยเทพและหมู่มนุษย์ ท่านผู้รู้เรียกว่ามุนี
คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ (๑) ความติดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีละความติดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้ง ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว ได้แก่ เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้วในความยึดถือทั้งหลาย มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ รวมความว่า ‘มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย’{๖๘} หัวข้อว่า เป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว ไม่ประมาท เที่ยวไปอยู่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ลูกศร ได้แก่ ลูกศร ๗ อย่าง คือ ลูกศรคือราคะ ลูกศรคือโทสะ ลูกศรคือโมหะ ลูกศรคือมานะ ลูกศรคือทิฏฐิ ลูกศรคือความโศก ลูกศรคือความสงสัย ลูกศรเหล่านี้อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว คือ ถอน ชัก ดึง ฉุด กระชาก สละ คลาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งลูกศรได้แล้ว เป็นผู้หมดความอยาก ดับ เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนดุจพรหมอยู่ รวมความว่า ‘เป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว’คำว่า เที่ยวไปอยู่ ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป
คำว่า ไม่ประมาท คือ เป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ
- ๑ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๒๒๓/๔๑๔
ไม่ประมาทในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า “เราจะพึงบำเพ็ญสีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์สีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้อย่างไร” ... “เราจะพึงบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆได้อย่างไร” ... “เราจะพึงบำเพ็ญปัญญาขันธ์ที่ย้งไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น
ๆ ได้อย่างไร” ... “เราจะพึงบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้อย่างไร” ... “เราจะพึงบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร หรือว่าจะพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ๆ ได้อย่างไร” ความพอใจเป็นต้นนั้นชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรมความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า ‘เราจะพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ได้อย่างไร เราจะพึงละกิเลสทั้งหลายที่ยังไม่ได้ละได้อย่างไร เราจะพึงเจริญมรรคที่ยังไม่ได้เจริญได้อย่างไร หรือเราจะพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้งได้อย่างไร’ อันใด ความพอใจเป็นต้นนั้นชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม รวมความว่า ‘เป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว ไม่ประมาท เที่ยวไปอยู่’
{๖๙} คำว่า ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ความว่า ย่อมไม่หวังโลกนี้คืออัตภาพของตน ไม่หวังโลกหน้าคืออัตภาพของผู้อื่น ไม่หวังโลกนี้คือรูป
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของตน ไม่หวังโลกหน้าคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของผู้อื่น ไม่หวังโลกนี้คืออายตนะภายใน ๖ ไม่หวังโลกหน้าคืออายตนะภายนอก ๖ ไม่หวังโลกนี้คือมนุษยโลก ไม่หวังโลกหน้าคือเทวโลก ไม่หวังโลกนี้คือกามธาตุ ไม่หวังโลกหน้าคือรูปธาตุ อรูปธาตุ ไม่หวังโลกนี้คือกามธาตุ รูปธาตุ ไม่หวังโลกหน้าคืออรูปธาตุ ไม่หวัง ไม่อยากได้ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่รักใคร่ ไม่พอใจซึ่งคติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร หรือวัฏฏะต่อไป รวมความว่า ‘ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่ามุนีกำหนดรู้สัญญาแล้วไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย พีงข้ามโอฆะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว ไม่ประมาทเที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า
จบ คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒
๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยเดียรถีย์ประทุษร้ายมุนี
{๗๐} [๑๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า)
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วจึงว่าร้าย แม้คนอื่นบางพวกก็เข้าใจว่าจริงจึงว่าร้ายตาม แต่มุนีย่อมไม่ใส่ใจถึงคำว่าร้ายที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสดังตะปูตรึงใจในที่ไหน ๆ
จบ ๒. คุหัฏฐกสุตตนิทเทส