พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๑–๕๓๑ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
_______
๑๖. ปิงฺคิยมาณวปญฺหานิทฺเทส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส จูฬนิทเทส ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๐ หน้า ๑๙๖–๒๐๓ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๐ หน้า ๓๒๔–๓๓๒
ชิณฺโณหมสฺมิ อพโล วิวณฺโณ(๑) (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย)
เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ
มาหมฺปนสฺสํ(๒) โมมุโห อนฺตราว
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานํ. (๑)
ชิณฺโณหมสฺมิ อพโล วีตวณฺโณติ ชิณฺโณหมสฺมีติ: ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต วีสวสฺสสติโก ชาติยา. อพโลติ: ทุพฺพโล อปฺปพโล อปฺปถาโม. วิวณฺโณติ: วีตวณฺโณ วิคตวณฺโณ วิคจฺฉิตวณฺโณ, ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา, สา อนฺตรหิตา, อาทีนโว ปาตุภูโตติ ชิณฺโณหมสฺมิ อพโล วีตวณฺโณ.
อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโยติ อิจฺจาติ: ปทสนฺธิ ฯเปฯ อายสฺมาติ: ปิยวจนํ ฯเปฯ ปิงฺคิโยติ: ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย. เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสูติ: เนตฺตา อสุทฺธา อวิสุทฺธา อปริสุทฺธา อโวทาตา, โน ตถา จกฺขุนา รูปํ ปสฺสามีติ เนตฺตา น สุทฺธา. สวนํ น ผาสูติ: โสตํ อสุทฺธํ อวิสุทฺธํ อปริสุทฺธํ อโวทาตํ, โน ตถา โสเตน สทฺทํ สุโณมีติ เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ.
มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราวาติ มาหมฺปนสฺสนฺติ: มาหํ นสฺส มาหํ วินสฺสํ มาหํ ปนสฺสํ. โมมุโหติ: โมหมุโห(๓) อวิชฺชาคโต อญฺญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญ. อนฺตราวาติ: ตุยฺหํ ธมฺมํ ทิฏฺฐื ปฏิปทํ มคฺคํ อนญฺญาย อนธิคนฺตฺวา อวิทิตฺวา อปฏิลภิตฺวา อผสฺสยิตฺวา(๔) อสจฺฉิกตฺวา อนฺตราเยว กาลํ กเรยฺยนฺติ มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราว.
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ อาจิกฺข ธมฺมนฺติ: อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺข เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อาจิกฺข ธมฺมํ. ยมหํ วิชญฺญนฺติ: ยมหํ ชาเนยฺยํ อาชาเนยฺยํ วิชาเนยฺยํ ปฏิวิชาเนยฺยํ ปฏิวิชฺเฌยฺยํ อธิคจฺเฉยฺยํ ผุเสยฺยํ(๕) สจฺฉิกเรยฺยนฺติ อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ.
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ: อิเธว ชาติชรามรณสฺส ปหานํ วูปสมํ ปฏินิสฺสคฺคํ ปฏิปฺปสฺสทฺธึ อมตํ นิพฺพานนฺติ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ. เตนาห โส พฺราหฺมโณ:-
ชิณฺโณหมสฺมิ อพโล วิวณฺโณ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย)
เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ
มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราว
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ.
- ๑ฉ.ม. วีตวณฺโณ
- ๒ฉ.ม. มาหํ นสฺสํ
- ๓ก. อวิทฺวา
- ๔ฉ.ม. อผสฺสยิตฺวา
- ๕ฉ.ม. ผสฺเสยฺยํ
(ท่านปิงคิยะทูลถาม ดังนี้)
ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว ไม่มีกำลัง
ผิวพรรณไม่ผุดผ่อง นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่ชัด
ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลงเสียหายในระหว่างนี้เลย
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่เป็นเครื่องละชาติและชรา
ในโลกนี้ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ (๑)
คำว่า ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว ในคำว่า ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว ไม่มี กำลัง ผิวพรรณไม่ผุดผ่อง อธิบายว่า ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว คือ สูงอายุ เป็น ผู้เฒ่า ล่วงกาลมามาก ผ่านวัยมามาก มีอายุได้ ๑๒๐ ปี นับแต่เกิดคำว่า ไม่มีกำลัง ได้แก่ อ่อนกำลัง มีกำลังน้อย มีเรี่ยวแรงน้อย
คำว่า ผิวพรรณไม่ผุดผ่อง ได้แก่ ผิวพรรณหมดงาม คือ ผิวพรรณปราศจาก ความงาม ผิวพรรณที่เคยงามหมดไปแล้ว รัศมีแห่งผิวพรรณอันงดงามแต่ก่อน หายไปแล้ว ปรากฏอยู่แต่โทษ รวมความว่า ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว ไม่มีกำลัง ผิวพรรณไม่ผุดผ่องคำว่า ดังนี้ ในคำว่า ท่านปิงคิยะทูลถาม ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯลฯ
คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก ฯลฯ
คำว่า ปิงคิยะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น ฯลฯ ชื่อเรียกเฉพาะ รวมความว่า ท่านปิงคิยะทูลถาม ดังนี้
คำว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่ชัด อธิบายว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส คือ มืดมัว ฝ้าฟาง ไม่สดใส ข้าพระองค์มองเห็นรูปไม่ชัดด้วยตาเช่นนั้น รวมความว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส
คำว่า หูฟังไม่ชัด อธิบายว่า โสตประสาทไม่แจ่มใส คือ หูตึง หูหนัก ไม่สดใส ข้าพระองค์ฟังเสียงไม่ชัด ด้วยโสตประสาทเช่นนั้น รวมความว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่ชัด
คำว่า ขอข้าพระองค์อย่า... เสียหาย ในคำว่า ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคน หลงเสียหายในระหว่างนี้เลย อธิบายว่า ข้าพระองค์อย่าสูญเสีย ข้าพระองค์อย่าเสื่อมเสีย ข้าพระองค์อย่าเสียหายคำว่า เป็นคนหลง ได้แก่ เป็นคนหลง คือ ไปตามอวิชชา ไม่มีความรู้ ไม่มี ปัญญาแจ่มกระจ่าง มีปัญญาทึบ
คำว่า ในระหว่าง อธิบายว่า ข้าพระองค์ไม่รู้ ไม่บรรลุ ไม่ทราบ ไม่ได้ ไม่ได้สัมผัส ไม่ได้ทำให้แจ้งธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของพระองค์แล้ว พึงทำ กาลกิริยาเสียในระหว่าง รวมความว่า ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลงเสียหายใน ระหว่างนี้เลยคำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม ในคำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ธรรม... ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ อธิบายว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศพรหมจรรย์ ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ และพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท
๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และปฏิปทาเครื่องดำเนินไปสู่นิพพาน รวมความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมคำว่า ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ ได้แก่ ซึ่งข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้ทั่ว รู้แจ่มแจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอด บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง รวมความว่า ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกธรรม...ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้คำว่า ที่เป็นเครื่องละชาติและชราในโลกนี้ อธิบายว่า ที่เป็นเครื่องละ คือ เป็นเครื่องเข้าไปสงบ เป็นเครื่องสลัดทิ้ง เป็นเครื่องระงับชาติชราและมรณะ คือ อมตนิพพานในโลกนี้เอง รวมความว่า ที่เป็นเครื่องละชาติและชราในโลกนี้ ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ชราภาพแล้ว ไม่มีกำลัง
ผิวพรรณไม่ผุดผ่อง นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่ชัด
ขอข้าพระองค์อย่าได้เป็นคนหลงเสียหายในระหว่างนี้เลย
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่เป็นเครื่องละชาติและชรา
ในโลกนี้ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้
- ๑ขุ.สุ. ๒๕/๑๑๒๗-๑๑๓๐/๕๔๙-๕๕๐
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวาย. (๒)
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเนติ รูเปสูติ: จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ. สตฺตา รูปเหตุ รูปปจฺจยา รูปการณา หญฺญนฺติ วิหญฺญนฺติ อุปหญฺญนฺติ อุปฆาติยนฺติ,(๑) รูเป สติ วิวิธกมฺมการณา กาเรนฺติ: กสาหิปิ ตาเฬนฺติ, เวตฺเตหิปิ ตาเฬนฺติ, อฑฺฒทณฺฑเกหิปิ ตาเฬนฺติ, หตฺถมฺปิ ฉินฺทนฺติ, ปาทมฺปิ ฉินฺทนฺติ, หตฺถปาทมฺปิ ฉินฺทนฺติ, กณฺณมฺปิ ฉินฺทนฺติ, นาสมฺปิ ฉินฺทนฺติ, กณฺณนาสมฺปิ ฉินฺทนฺติ, พิลงฺคถาลิกมฺปิ กโรนฺติ, สงฺขมุณฺฑิกมฺปิ กโรนฺติ, ราหุมุขมฺปิ กโรนฺติ, โชติมาลิกมฺปิ กโรนฺติ, หตฺถปชฺโชติกมฺปิ กโรนฺติ, เอรกวตฺติกมฺปิ กโรนฺติ, จีรกวาสิกมฺปิ กโรนฺติ, เอเณยฺยกมฺปิ กโรนฺติ, พฬิสมํสิกมฺปิ กโรนฺติ, กหาปณิกมฺปิ กโรนฺติ, ขาราปตจฺฉิกมฺปิ(๒) กโรนฺติ, ปลิฆปริวตฺติกมฺปิ กโรนฺติ, ปลาลปีฐกมฺปิ กโรนฺติ, ตตฺเตนปิ เตเลน โอสิญฺจนฺติ, สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺติ, ชีวนฺตมฺปิ สูเล อุตฺตาเสนฺติ, อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺติ: เอวํ สตฺตา รูปเหตุ รูปปจฺจยา รูปการณา หญฺญนฺติ วิหญฺญนฺติ อุปหญฺญนฺติ อุปฆาติยนฺติ. เอวํ หญฺญมาเน วิหญฺญมาเน อุปหญฺญมาเน อุปฆาติยมาเน ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน.
ปิงฺคิยาติ ภควาติ ปิงฺคิยาติ: ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ. ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ, ยทิทํ ภควาติ ปิงฺคิยาติ ภควา.
รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตาติ รุปฺปนฺตีติ: รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ, พฺยถิตา(๓) โทมนสฺสิตา โหนฺติ. จกฺขุโรเคน รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ, พฺยถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺติ. โสตโรเคน ฯเปฯ กายโรเคน ฯเปฯ ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺเสหิ รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ, พฺยถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺตีติ รุปฺปนฺติ รูเปสุ.
อถ วา จกฺขุสฺมึ หียมาเน หายมาเน ปริหายมาเน เวมาเน(๔) วิคจฺฉมาเน อนฺตรธายมาเน รุปฺปนฺติ ฯเปฯ โทมนสฺสิตา โหนฺติ. โสตสฺมึ ฯเปฯ ฆานสฺมึ ฯเปฯ ชิวฺหาย ฯเปฯ กายสฺมึ ฯเปฯ รูปสฺมึ ฯเปฯ สทฺทสฺมึ ฯเปฯ คนฺธสฺมึ ฯเปฯ รสสฺมึ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพสฺมึ ฯเปฯ กุลสฺมึ ฯเปฯ คณสฺมึ ฯเปฯ อาวาสสฺมึ ฯเปฯ ลาภสฺมึ ฯเปฯ ยสสฺมึ ฯเปฯ ปสํสาย ฯเปฯ สุขสฺมึ ฯเปฯ จีวรสฺมึ ฯเปฯ ปิณฺฑปาตสฺมึ ฯเปฯ เสนาสนสฺมึ ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสฺมึ หียมาเน หายมาเน ปริหายมาเน เวมาเน วิคจฺฉมาเน อนฺตรธายมาเน รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬิยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ, พฺยถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺตีติ เอวมฺปิ รุปฺปนฺติ รูเปสุ.
ชนาติ: ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ. ปมตฺตาติ: ปมาโท วตฺตพฺโพ กายทุจฺจริเตน วา วจีทุจฺจริเตน วา มโนทุจฺจริเตน วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท, โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ, อยํ วุจฺจติ ปมาโท, อิมินา ปมาเทน สมนฺนาคตา ชนา ปมตฺตาติ รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา.
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโตติ ตสฺมาติ: ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอวํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน รูเปสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย. อปฺปมตฺโตติ: สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี ฯเปฯ อปฺปมตฺโต(๕) กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต.
ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวายาติ รูปนฺติ: จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ. ชหสฺสุ รูปนฺติ: ชหสฺสุ รูปํ, ปชหสฺสุ รูปํ, วิโนเทหิ รูปํ, พฺยนฺตีกโรหิ รูปํ, อนภาวํ คเมหิ รูปํ. อปุนพฺภวายาติ: ยถา เต รูปํ อิเธว นิรุชฺเฌยฺย, ปุน ปฏิสนฺธิภโว(๖) น นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา, กามภเว วา รูปภเว วา อรูปภเว วา, สญฺญาภเว วา อสญฺญาภเว วา เนวสญฺญานาสญฺญาภเว วา, เอกโวการภเว วา จตุโวการภเว วา ปญฺจโวการภเว วา, ปุน คติยา วา อุปปตฺติยา วา ปฏิสนฺธิยา วา ภเว วา สํสาเร วา วฏฺเฏ วา น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย อิเธว นิรุชฺเฌยฺย วูปสเมยฺย อตฺถํ คจฺเฉยฺย ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวาย. เตนาห ภควา:-
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวายาติ.
- ๑ก.ม. อุปฆาตยนฺติ. เอวมุปริปิ
- ๒ม. ขาราปฏิจฺฉิกมฺปิ
- ๓ฉ.ม. พฺยาธิตา
- ๔ม. วิหายมาเน
- ๕ฉ.ม. อปฺปมาโท
- ๖ฉ.ม. ปฏิสนฺธิโก ภโว
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ)
ชนทั้งหลายเห็นชนอื่น ๆ เดือดร้อนอยู่
เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังประมาทเจ็บปวดเพราะรูปทั้งหลาย
ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
ละรูปเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป (๒)
ว่าด้วยวิธีการลงโทษ
คำว่า เพราะรูปทั้งหลาย ในคำว่า เห็นชนอื่น ๆ เดือดร้อนอยู่เพราะรูป ทั้งหลาย ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ อธิบายว่า เหล่าสัตว์ พากันลำบากเดือดร้อน คือ ยากลำบาก ถูกเขาฆ่าฟัน เพราะรูปเป็นเหตุ เพราะรูปเป็นปัจจัย เพราะรูปเป็นการณ์ พระราชาทรงรับสั่งให้ลงอาญาด้วยประการต่าง ๆ คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตีด้วยไม้พลองบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือและเท้าบ้าง ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูและจมูกบ้าง วางก้อนเหล็กแดงบนศีรษะบ้าง ถลกหนังศีรษะแล้วขัดให้ขาวเหมือนสังข์บ้าง เอาไฟ ยัดปากจนเลือดไหลเหมือนปากราหูบ้าง เอาผ้าพันตัวราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาบ้าง
พันมือแล้วจุดไฟต่างคบบ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอถึงข้อเท้าให้ลุกเดินเหยียบหนังจนล้มลงบ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอถึงบั้นเอว ทำให้มองดูเหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้าง สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าแล้วเสียบหลาวทั้งห้าทิศเอาไฟเผาบ้าง ใช้เบ็ดเกี่ยวหนัง เนื้อ เอ็นออกมาบ้าง เฉือนเนื้อออกเป็นแว่น ๆ เหมือนเหรียญกษาปณ์บ้าง เฉือนหนังเนื้อเอ็นออก เหลือไว้แต่กระดูกบ้าง ใช้หลาวแทงช่องหูให้ทะลุถึงกันบ้าง เสียบให้ติดดินแล้วจับเขาหมุนได้รอบบ้าง ทุบกระดูกให้แหลกแล้ว ถลกหนังออกเหลือไว้แต่กองเนื้อเหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันที่กำลังเดือดพล่านบ้าง ให้สุนัขกัดกินจนเหลือแต่กระดูกบ้าง ให้นอนบนหลาวทั้งเป็นบ้าง เอาดาบตัดศีรษะบ้าง เหล่าสัตว์พากันลำบากเดือดร้อน คือ ยากลำบาก ถูกเขาฆ่าฟัน เพราะรูปเป็นเหตุ เพราะรูปเป็นปัจจัย เพราะรูปเป็นการณ์ อย่างนี้ (ชนทั้งหลาย)เห็น คือ แลเห็น เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งเหล่าสัตว์ ผู้ลำบากเดือดร้อน คือ ยากลำบาก ถูกเขาฆ่าฟัน อย่างนี้ รวมความว่า เห็นชนอื่น ๆ เดือดร้อนอยู่เพราะรูปทั้งหลาย
คำว่า ปิงคิยะ ในคำว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ เป็นคำที่ พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ
คำว่า พระผู้มีพระภาค นี้ เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ฯลฯ คำว่า พระ ผู้มีพระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ
คำว่า เจ็บปวด ในคำว่า ชนทั้งหลาย...ยังประมาท เจ็บปวดเพราะรูป ทั้งหลาย อธิบายว่า ย่อมเจ็บปวด คือ ดิ้นรน กระสับกระส่าย เดือดร้อน เจ็บป่วย(ทุกข์กาย) ทุกข์ใจ คือ ย่อมเจ็บปวด ดิ้นรน กระสับกระส่าย เดือดร้อน เจ็บป่วย ทุกข์ใจ ด้วยโรคตา ได้แก่ เจ็บปวด ดิ้นรน กระสับกระส่าย เดือดร้อน เจ็บป่วย ทุกข์ใจ ด้วยโรคหู ฯลฯ ด้วยโรคกาย ฯลฯ ด้วยสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน รวมความว่า เจ็บปวดเพราะรูปทั้งหลาย
อีกนัยหนึ่ง ชนทั้งหลาย เจ็บปวด ดิ้นรน กระสับกระส่าย เดือดร้อน เจ็บป่วย ทุกข์ใจ เพราะจักษุเสื่อมไป เสียไป ละไป แปรผันไป หายไป อันตรธานไป ฯลฯ เพราะโสตะ ฯลฯ เพราะฆานะ ฯลฯ เพราะชิวหา ฯลฯ เพราะกาย ฯลฯ เพราะรูป ฯลฯ เพราะเสียง ฯลฯ เพราะกลิ่น ฯลฯ เพราะรส ฯลฯ เพราะโผฏฐัพพะ ฯลฯ เพราะตระกูล ฯลฯ เพราะคณะ ฯลฯ เพราะอาวาส ฯลฯ เพราะลาภ ฯลฯ เพราะยศ ฯลฯ เพราะสรรเสริญ ฯลฯ เพราะสุข ฯลฯ เพราะจีวร ฯลฯ เพราะบิณฑบาต ฯลฯ เพราะเสนาสนะ ฯลฯ เพราะคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เสื่อมไป เสียไป ละไป แปรผันไป หายไป อันตรธานไปคำว่า ชนทั้งหลาย ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์
ว่าด้วยความประมาท
คำว่า ยังประมาท อธิบายว่า ขอกล่าวถึงความประมาท ความปล่อยจิตไป หรือการเพิ่มพูนความปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือการทำโดยไม่เคารพ การทำที่ไม่ให้ติดต่อ การทำที่ไม่มั่นคง ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความตั้งใจไม่จริง ความไม่หมั่นประกอบ ความประมาทในการเจริญ กุศลธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าความประมาท ความประมาท กิริยาที่ประมาท ภาวะที่ประมาทมีลักษณะเช่นว่า นี้ตรัสเรียกว่า ความประมาท ชนทั้งหลายผู้ประกอบ ด้วยความประมาทนี้ ชื่อว่าผู้ประมาท รวมความว่า ชนทั้งหลาย...ยังประมาท เจ็บปวดเพราะรูปทั้งหลายคำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น เธอเห็นโทษในรูปอย่างนี้อยู่ รวมความว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
คำว่า จงเป็นผู้ไม่ประมาท อธิบายว่า เธอจงมีปกติทำโดยเคารพ ทำติดต่อ ฯลฯ ชื่อว่าไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย รวมความว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
คำว่า รูป ในคำว่า ละรูปเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔
คำว่า ละรูปเสียให้ได้ อธิบายว่า ละรูป คือ ละทิ้งรูป ละรูปให้หมด ทำให้ รูปหมดสิ้นไป ให้รูปถึงความไม่มีอีก
คำว่า เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป อธิบายว่า รูปของเธอพึงดับเสียในภพนี้แหละ ฉันใด ปฏิสนธิไม่พึงบังเกิดในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ กามภพ รูปภพ หรืออรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ หรือเนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ หรือปัญจโวการภพ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร หรือวัฏฏะต่อไปได้แก่ ไม่พึงเกิด ไม่พึงเกิดขึ้น ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดขึ้น คือ พึงดับ พึงเข้าไปสงบ พึงถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ พึงระงับไปในภพนี้เอง ฉันนั้น รวมความว่า ละรูปเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า
ชนทั้งหลายเห็นชนอื่น ๆ เดือดร้อนอยู่
เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังประมาทเจ็บปวดเพราะรูปทั้งหลาย
ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
ละรูปเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป
- ๑ดูรายละเอียดข้อ ๒/๔๖-๔๘
- ๒มหาภูตรูป ๔ ดูเชิงอรรถข้อ ๕/๕๘
- ๓รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ดูเชิงอรรถข้อ ๕/๕๘
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสฺสุตํ อมุตํ(๑) วา
อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเก
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานํ. (๓)
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโยติ: ทส ทิสา.
น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสฺสุตํ อมุตํ อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเกติ: น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตํ อมุตํ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ อุตฺตาโน วา อตฺโถ คมฺภีโร วา อตฺโถ คูโฬฺห วา อตฺโถ ปฏิจฺฉนฺโน วา อตฺโถ เนยฺโย วา อตฺโถ นีโต วา อตฺโถ อนวชฺโช วา อตฺโถ นิกฺกิเลโส วา อตฺโถ โวทาโน วา อตฺโถ ปรมตฺโถ วา นตฺถิ น อตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภตีติ น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสฺสุตํ อมุตํ อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเก. อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ อาจิกฺข ธมฺมนฺติ: อาทิกลฺยาณํ ฯเปฯ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหิ. ยมหํ วิชญฺญนฺติ: ยมหํ ชาเนยฺยํ วิชาเนยฺยํ ปฏิวิชาเนยฺยํ ปฏิวิชฺเฌยฺยํ อธิคจฺเฉยฺยํ ผุเสยฺยํ(๒) สจฺฉิกเรยฺยนฺติ อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ.
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ: อิเธว ชาติชรามรณสฺส ปหานํ วูปสมํ ปฏินิสฺสคฺคํ ปฏิปฺปสฺสทฺธึ อมตํ นิพฺพานนฺติ ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานํ. เตนาห โส พฺราหฺมโณ:-
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสฺสุตํ อมุตํ
อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเก
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ.
- ๑ก. อสุตามุตํ วา
- ๒ฉ.ม. ผสฺเสยฺยํ
(ท่านปิงคิยะทูลถามว่า)
ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบน ๑
ทิศเบื้องล่าง ๑ เหล่านี้รวมเป็น ๑๐
สิ่งใด ๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงได้ยิน
ไม่ทรงทราบ หรือไม่ทรงรู้แจ้ง มิได้มีเลย
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่เป็นเครื่องละชาติและชรา
ในโลกนี้ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ (๓)
คำว่า ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบน ๑ ทิศเบื้องล่าง ๑ เหล่านี้รวม เป็น ๑๐ ได้แก่ ทิศทั้ง ๑๐
คำว่า สิ่งใด ๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงได้ยิน ไม่ทรงทราบ หรือไม่ทรงรู้แจ้งมิได้มีเลย อธิบายว่า สิ่งไร ๆ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ในภพปัจจุบัน หรือประโยชน์ในภพหน้า ประโยชน์ตื้นหรือประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับหรือประโยชน์ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรแนะนำ หรือประโยชน์ที่แนะนำแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษหรือประโยชน์ที่ไม่มีกิเลส ประโยชน์ที่ผ่องแผ้วหรือประโยชน์อย่างยิ่ง ที่พระองค์ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงได้ยิน ไม่ทรงทราบ หรือไม่ทรงรู้แจ้ง ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ รวมความว่า สิ่งใด ๆ ในโลก ที่พระองค์ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงได้ยิน ไม่ทรงทราบ หรือไม่ทรงรู้แจ้ง มิได้มีเลยคำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม... ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ อธิบายว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนกทำให้ง่าย ประกาศธรรมที่มีความงามในเบื้องต้น ฯลฯ และปฏิปทาเครื่องดำเนินไป สู่นิพพาน
คำว่า ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ ได้แก่ ซึ่งข้าพระองค์พึงรู้ได้ พึงรู้ แจ่มแจ้ง พึงรู้เฉพาะ พึงแทงตลอด พึงบรรลุ พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งได้ รวมความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม... ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้คำว่า ที่เป็นเครื่องละชาติและชราในโลกนี้ อธิบายว่า ที่อันเป็นเครื่องละ คือ เป็นเครื่องเข้าไปสงบ เป็นเครื่องสลัดทิ้ง เป็นเครื่องระงับชาติชราและมรณะ คือ อมตนิพพานในโลกนี้ รวมความว่า ที่เป็นเครื่องละชาติและชราในโลกนี้ ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า
ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบน ๑
ทิศเบื้องล่าง ๑ เหล่านี้รวมเป็น ๑๐
สิ่งใด ๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงได้ยิน
ไม่ทรงทราบ หรือไม่ทรงรู้แจ้ง มิได้มีเลย
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่เป็นเครื่องละชาติและชรา
ในโลกนี้ ซึ่งข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้
ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวาย. (๔)
ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโนติ ตณฺหาติ: รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา. ตณฺหาธิปนฺเนติ: ตณฺหาธิปนฺเน ตณฺหานุเค ตณฺหานุคเต ตณฺหานุสเฏ ตณฺหาย ปนฺเน ปฏิปนฺเน(๑) อภิภูเต ปริยาทินฺนจิตฺเต. มนุเชติ: สตฺตาธิวจนํ. เปกฺขมาโนติ: เปกฺขมาโน ทกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน. ปิงฺคิยาติ ภควาติ ปิงฺคิยาติ: ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ. ภควาติ: คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ, ยทิทํ ภควาติ ปิงฺคิยาติ ภควา.
สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเตติ สนฺตาปชาเตติ: ชาติยา สนฺตาปชาเต, ชราย สนฺตาปชาเต, พฺยาธินา สนฺตาปชาเต, มรเณน สนฺตาปชาเต, โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ สนฺตาปชาเต, เนรยิเกน ทุกฺเขน สนฺตาปชาเต ฯเปฯ ทิฏฺฐิพฺยสเนน ทุกฺเขน สนฺตาปชาเต อีติชาเต อุปทฺทวชาเต อุปสคฺคชาเตติ สนฺตาปชาเต. ชรสา ปเรเตติ: ชราย ผุฏฺเฐ ปเรเต สโมหิเต สมนฺนาคเต. ชาติยานุคเต ชราย อนุสเฏ พฺยาธินา อภิภูเต มรเณน อพฺภาหเต อตาเณ อเลเณ อสรเณ อสรณีภูเตติ สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต.
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโตติ ตสฺมาติ: ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอวํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน ตณฺหายาติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย. อปฺปมตฺโตติ: สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี ฯเปฯ อปฺปมตฺโต(๒) กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต.
ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวายาติ ตณฺหาติ: รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา. ชหสฺสุ ตณฺหนฺติ: ชหสฺสุ ตณฺหํ, ปชหสฺสุ ตณฺหํ, วิโนเทหิ ตณฺหํ, พฺยนฺตีกโรหิ ตณฺหํ, อนภาวํ คเมหิ ตณฺหํ. อปุนพฺภวายาติ: ยถา เต รูปํ อิเธว นิรุชฺเฌยฺย ปุน ปฏิสนิภโว(๓) น นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา กามภเว วา รูปภเว วา อรูปภเว วา สญฺญาภเว วา อสญฺญาภเว วา เนวสญฺญานาสญฺญาภเว วา เอกโวการภเว วา จตุโวการภเว วา ปญฺจโวการภเว วา, ปุน คติยา วา อุปปตฺติยา วา ปฏิสนฺธิยา วา ภเว วา สํสาเร วา วฏฺเฏ วา น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย อิเธว นิรุชฺเฌยฺย วูปสเมยฺย อตฺถํ คจฺเฉยฺย ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวาย. เตนาห ภควา:- ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวายาติ.
สห คาถาปริโยสานา เย เต พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เอกปฺแโยคา เอกาธิปฺปายา เอกวาสนวาสิตา, เตสํ อเนกปาณสหสฺสานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ, สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺ”ติ. ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ, สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺ”ติ, สห ธมฺมจกฺขุปฏิลาภา อชินชฏาวากจีรติทณฺฑกมณฺฑลุเกสา จ มสฺสู จ อนฺตรหิตา. ภณฺฑุกาสายวตฺถวสโน สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธโร อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน นิสินฺโน โหติ “สตฺถา เม ภนฺเต ภควา, สาวโกหมสฺมี”ติ. ปิงฺคิยมาณวปญฺหานิทฺเทโส โสฬสโม.
- ๑ก. ตณฺหายาปนฺเน ปฏิปนฺเน
- ๒ฉ.ม. อปฺปมาโท
- ๓ฉ.ม. ปฏิสนฺธิโก ภโว
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ)
เธอจงเพ่งพิจารณาหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต
เกิดความเร่าร้อน ถูกชราครอบงำแล้ว
ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
ละตัณหาเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป (๔)
คำว่า เธอจงเพ่งพิจารณาหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต อธิบายว่า
คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
คำว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต ได้แก่ ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต คือ ผู้ไปตาม ตัณหา ผู้ไปตามอำนาจตัณหา ผู้ซ่านไปตามตัณหา ผู้จมอยู่ในตัณหา ผู้ถูกตัณหาครอบงำ มีจิตถูกตัณหายึดครอง
คำว่า หมู่มนุษย์ เป็นชื่อเรียกสัตว์
คำว่า เพ่งพิจารณา ได้แก่ พิจารณา คือ แลเห็น มอง ดู เพ่งพินิจ พิจารณาดู รวมความว่า เธอจงเพ่งพิจารณาหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต
คำว่า ปิงคิยะ ในคำว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ เป็นคำที่ พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ
คำว่า พระผู้มีพระภาค นี้ เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ฯลฯ คำว่า พระผู้มีพระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ปิงคิยะ
คำว่า เกิดความเร่าร้อน ในคำว่า เกิดความเร่าร้อน ถูกชราครอบงำแล้ว อธิบายว่า เกิดความเร่าร้อนเพราะชาติ เกิดความเร่าร้อนเพราะชรา เกิดความเร่าร้อนเพราะพยาธิ เกิดความเร่าร้อนเพราะมรณะ เกิดความเร่าร้อนเพราะโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เกิดความเร่าร้อนเพราะทุกข์เนื่องจากการเกิดใน นรก ฯลฯ เกิดความเร่าร้อนเพราะทุกข์คือทิฏฐิวิบัติ คือ เกิดความจัญไร เกิด อุปัทวะ(อันตราย) เกิดอุปสรรค รวมความว่า เกิดความเร่าร้อนคำว่า ถูกชราครอบงำแล้ว ได้แก่ ถูกชราถูกต้อง ครอบงำ คือ กลุ้มรุม ตามประกอบ ไปตามชาติ ชราติดตาม พยาธิครอบงำ มรณะย่ำยี ไม่มีที่ปกป้อง ไม่มีที่หลีกเร้น ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย รวมความว่า เกิดความเร่าร้อน ถูกชราครอบงำแล้ว
คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น เธอมองเห็นโทษแห่งตัณหาอย่างนี้ รวมความว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น
คำว่า เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท อธิบายว่า เธอจงมีปกติทำโดยเคารพ ทำ ติดต่อ ฯลฯ ชื่อว่าไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย รวมความว่า ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
คำว่า ละตัณหาเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป อธิบายว่า
คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
คำว่า ละตัณหาเสียให้ได้ อธิบายว่า ละตัณหา คือ ละทิ้งตัณหา ละตัณหา ให้หมด ทำตัณหาให้หมดสิ้นไป ทำให้ตัณหาถึงความไม่มีอีก
คำว่า เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป อธิบายว่า รูปของเธอพึงดับในภพนี้แหละ ฉันใด ปฏิสนธิภพไม่พึงบังเกิดอีกในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร หรือวัฏฏะต่อไป ได้แก่ ไม่พึงเกิด ไม่พึงเกิดขึ้น ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดขึ้น คือ ดับ เข้าไปสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไปในภพนี้เอง รวมความว่า ละตัณหาเสียให้ได้ เพื่อจะ ไม่เกิดอีกต่อไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
เธอจงเพ่งพิจารณาหมู่มนุษย์ ผู้ถูกตัณหาครอบงำจิต
เกิดความเร่าร้อน ถูกชราครอบงำแล้ว
ปิงคิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
ละตัณหาเสียให้ได้ เพื่อจะไม่เกิดอีกต่อไป
พร้อมกับการจบคาถา ธรรมจักษุไร้ธุลี ปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้น แก่เหล่าเทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะ ความพยายาม ความประสงค์ การอบรมบุญญาบารมีร่วมกันมากับพราหมณ์และพราหมณ์นั้นก็ได้เกิดธรรมจักษุไร้ธุลี ปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วน มีความดับไปเป็นธรรมดา” หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่นน้ำ ผม และหนวด ของท่านก็หายไป พร้อมกับการได้ธรรมจักษุ ท่านได้เป็นภิกษุมี ศีรษะโล้น นุ่งห่มผ้ากาสาวะ ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร เพื่อการปฏิบัติเอื้อประโยชน์ จึงประคองอัญชลี นั่งลงนมัสการพระผู้มีพระภาคโดยประกาศว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก”
ปิงคิยมาณวปัญหานิทเทสที่ ๑๖ จบ
- ๑ดูรายละเอียดข้อ ๒/๔๖-๔๘
- ๒ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๓๙-๑๔๐
จบ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส