arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

นันทมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๑–๓๒๓ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส จูฬนิทเทส นันทมาณวกปัญหานิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๐ หน้า ๑๙๕–๒๑๖

หน้า ๑๙๕

๗. นันทมาณวปัญหานิทเทส

ว่าด้วยปัญหาของท่านนันทะ

[๔๖] (ท่านนันทะทูลถามดังนี้ว่า)

ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่าพวกมุนีมีอยู่ในโ ลก ข้อ นี้นั้นเป็นอย่างไรชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ ด้วยญาณหรือว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่า เป็นมุนี

หัวข้อว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก มีอธิบายดังนี้

คำว่า มีอยู่ ความว่า ย่อมมี คือ ย่อมปรากฏ ย่อมหาได้แน่

คำว่า ในโลก ความว่า ในอบายโลก ... ในอายตนโลก

คำว่า มุนีทั้งหลาย ความว่า อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า มุนี รวมความว่า ‘มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก,หัวข้อว่า ท่านนันทะทูลลามดังนี้ว่า มีอธิบายดังนี้

คำว่า ดังนี้ เป็นบทสนธิ

คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก

คำว่า นันทะ เป็นนาม ... เป็นโวหารแห่งพราหมณ์นั้น รวมความว่า ‘ท่านพระนันทะทูลถามดังนี้ว่า,หัวข้อว่า ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า... ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร มีอธิบายดังนี้

คำว่า ชนทั้งหลาย ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์

หน้า ๑๙๖

คำว่า กล่าว ความว่า กล่าว คือ พูด แสดง บัญญัติ

คำว่า ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถาม ด้วยความเคลือบแคลง เป็นคำถามด้วยความลังเล ไม่เป็นคำถามโดยส่วน เดียวว่า ‘เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉน หนอแล หรือเป็นอย่างไร’ รวมความว่า ‘ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า ... ข้อ นี้เป็นอย่างไร’

คำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี ความว่า ชนทั้งหลายกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยญาณ อันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ หรือด้วยญาณคืออภิญญา ๕ ว่าเป็นมุนี รวม ความว่า ‘ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี’คำว่า หรือว่าชนทั้งหลายกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่า เป็นมุนี ความว่า หรือว่าชนทั้งหลายกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยความเพียรของบุคคลผู้เป็นอยู่เศร้าหมอง ผู้ทำกิจที่ทำได้ยาก ยิ่งยวดหลายอย่างว่าเป็นมุนี รวมความว่า ‘หรือว่าชนทั้งหลายกล่าวถึง บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี’ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงทูลถามว่า(ท่านนันทะทูลถามดังนี้ว่า)

ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่าพวกมุนิมีอยู่ในโ ลก ข้อ นี้นั้นเป็นอย่างไรชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ ด้วยญาณ หรือว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่า เป็นมุนี

หน้า ๑๙๗

[๔๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายในโลกนี้จะกล่าว ถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่า เป็นมุนี ก็หามิได้ เหล่าชนผู้กำจัดเสนาได้แล้วเป็นผู้ ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไรเที่ยวไป เราจึงกล่าวว่าเป็นมุนี

หัวข้อว่า ด้วยทิฏฐิ สุตะ ญาณ ก็หามิได้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ด้วยทิฎฐิก็หามิได้ ความว่า ด้วยความหมดจดด้วยความเห็น ก็หามิได้

คำว่า ด้วยสุตะ ก็หามิได้ ความว่า ด้วยความหมดจดด้วยการฟัง ก็หามิได้

คำว่า ด้วยญาณ ก็หามิได้ ความว่า ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ก็หามิได้ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ ก็หามิได้ ด้วยมิจฉาญาณก็หามิได้ รวมความว่า ‘ด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ก็หามิได้’

หัวข้อว่า ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายจะกล่าว ... ว่าเป็นมุนี ในโลกนี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ความว่า ท่านผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดใน ธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาด ในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาด ในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ท่านผู้ฉลาด เหล่านั้นจะกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยความหมดจด ด้วยความเห็น ด้วยความหมดจดด้วยการฟัง ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วย ญาณในอภิญญา ๕ หรือด้วยมิจฉาญาณ ว่าเป็นมุนี ก็หามิได้ รวมความว่า ‘ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายจะกล่าว ... ว่าเป็นมุนีในโลกนี้,

หน้า ๑๙๘

คำว่า เหล่าชนผู้กำจัดเสนาได้แล้วเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไรเที่ยว ไป เราจึงกล่าวว่าเป็นมุนี ความว่า เสนามารตรัสเรียกว่า เสนา คือ กาย ทุจริต จัดเป็นเสนามาร วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวาย ทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขาร ทั้งปวงจัดเป็นเสนามาร สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเรากล่าวว่าเสนาของท่านมี ๑๐ กอง คือ (๑) กาม ทั้งหลาย (๒) ความไม่ยินดี (๓) ความหิวกระหาย (๔) ตัณหา (๔) ถีนมิทธะ (๖) ความขลาดกลัว (๗) ความสงสัย (๘) การลบหลู่และหัวดื้อ (๙) ลาภ การสรรเสริญ และสักการะ (๑๐) ยศที่ได้มาโดยทุจริต อันเป็นเหตุให้คนถือตัวและดูหมิ่นผู้อื่น

ดูก่อนมาร เสนาของท่านนี้เป็นตัวกำจัดผู้มีธรรมดำ (ความมืดบอด) ผู้ที่ไม่กล้าย่อมเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่ ครั้นชนะได้แล้วย่อมได้รับความสุข

เสนามารทั้งปวง กิเลสทั้งปวง อันชนเหล่าใดชนะได้แล้ว ให้แพ้แล้ว ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔ได้เมื่อใด เมื่อนั้น ชนเหล่านั้น เรากล่าวว่าผู้กำจัดเสนาได้แล้ว

คำว่า เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ความทุกข์เหล่านั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๔๓๙-๔๔๒/๕๙๕
หน้า ๑๙๙

อันชนเหล่าใดละ ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีทุกข์

คำว่า ไม่หวังอะไร ความว่า คำว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความหวัง ได้แก่ ราคะ สาราคะ ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ

ความหวังคือตัณหานี้อันชนเหล่าใด ละ ...เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ไม่หวังอะไร

คำว่า เหล่าชนผู้กำจัดเสนาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไร เที่ยวไป เราจึงกล่าวว่าเป็นมุนี ความว่า เรากล่าว ... ประกาศว่า เหล่าชน คือ พระอรหันตขีณาสพผู้กำจัดเสนาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไร เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป ว่าเป็นมุนีในโลก รวมความว่า ‘เหล่าชนผู้กำจัดเสนาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไรเที่ยวไป เราจึงกล่าวว่าเป็นมุนี, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจึงตรัสว่าดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายในโลกนี้จะกล่าว ถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนีก็หามิได้ เหล่าชนผู้กำจัดเสนาได้แล้ว เป็นผู้ ไม่มีทุกข์ ไม่หวังอะไรเที่ยวไป เราจึงกล่าวว่าเป็นมุนี

[๔๘] (ท่านนันทะทูลถามต่อไปว่า)

สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร ปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น

หน้า ๒๐๐

ผู้สำรวม ประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ข้ามพ้นชาติและชรา กันได้แลหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเข้า ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

หัวข้อว่า สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ทุกหมู่เหล่า ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย ประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า ทุกหมู่เหล่านี้ เป็นคำ กล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า สมณะ ได้แก่ ผู้เข้าถึงการบวช คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยการบวช ภายนอกแต่พุทธศาสนานี้ทุกหมู่เหล่า

คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ ผู้มักกล่าวอ้างตนว่าเป็นผู้เจริญทุกหมู่เหล่า รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้

หัวข้อว่า ท่านนันทะทูลถามดังนี้ว่า มีอธิบายดังนี้

คำว่า ดังนี้ เป็นบทสนธิ

คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก

คำว่า นันทะ เป็นนาม ... เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น รวม ความว่า ‘ท่านนันทะทูลถามดังนี้ว่า,

คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความ หมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วย การเห็นบ้าง ด้วยการสดับบ้าง ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าวถึงความบริสทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง,

หน้า ๒๐๑

คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยศีลบัาง ด้วยวัตรบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าว ถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง,คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิด บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าว ถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง,หัวข้อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ผู้สำรวมประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ... แลหรือ มีอธิบายดังนี้

คำว่า แลหรือ เป็นการถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความ เคลือบแคลง เป็นการถามด้วยความลังเล ไม่เป็นการถามส่วนเดียวว่า ‘เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร, รวมความว่า ‘แลหรือ,คำว่า เหล่านั้น คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า ‘ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้สำรวมประพฤติอยู่ ในทิฏฐินั้น ... แลหรือ,หัวข้อว่า เป็นผู้สำรวมประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้

คำว่า นั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน ในความพอใจของตน ในความ ชอบใจของตน ในลัทธิของตน

หน้า ๒๐๒

คำว่า เป็นผู้สำรวม ความว่า เป็นผู้สำรวม คือ สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง

คำว่า ประพฤติอยู่ ความว่า เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้สำรวมประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ... แลหรือ,คำว่า ผู้นิรทุกข์ ... ข้ามพ้นชาติและชรากันได้ ความว่า ได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติชราและมรณะ

คำว่า ผู้นิรทุกข์ เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความ เคารพ คำว่า ผู้นิรทุกข์ นี้เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและ เป็นไปกับด้วยความยำเกรง รวมความว่า ‘ผู้นิรทุกข์ ... ข้ามพ้นชาติและ ชรากันได้,หัวข้อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด มีอธิบายดังนี้

คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ขอทูล ถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประกาศซึ่งปัญหานั้นว่า ‘ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์, รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น,คำว่า พระผู้มีพระภาคเข้า เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ

คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ความว่า ขอพระองค์จงตรัส ... จงประกาศ รวมความว่า ‘ข้าแต่พระผู้ มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด, เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า

หน้า ๒๐๓

สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร ปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ข้ามพ้นชาติและ ชรากันได้แลหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด[๔๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ)

สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อมกล่าวถึงความ บริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีล และวัตรปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง สมณ พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้สำรวมประพฤติอยู่ ในทิฏฐินั้น เราก็กล่าวว่ายังข้ามพ้นชาติและชราไปไม่ได้

คำว่า ทุกหมู่เหล่า ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย ประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า ทุกหมู่เหล่า นี้เป็น คำกล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า สมณะ ได้แก่ ผู้เข้าถึงการบวช คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยการบวช ภายนอกแต่พุทธศาสนานี้ทุกหมู่เหล่า

คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ ผู้มักกล่าวอ้างตนว่าเป็นผู้เจริญทุกหมู่เหล่า รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้

หัวข้อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ มีอธิบายดังนี้

หน้า ๒๐๔

คำว่า นันทะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อ

คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ

... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ,

คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเฟ้นและการสดับบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความ หมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยการเห็นบ้าง ด้วยการสดับบ้าง ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง, คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยศีลบ้าง ด้วยวัตรบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าว ถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง’

คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิด บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง รวมความว่า‘ย่อมกล่าว ถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง,

คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถึงแม้ว่าจะเป็นผู้สำรวมประพฤติอยู่ใน ทิฏฐินั้น มีอธิบายดังนี้

หน้า ๒๐๕

คำว่า ถึงแม้ว่าเป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นศัพท์ที่ทำบท ให้บริบูรณ์ เป็นศัพท์ประชุมอักขระ เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ คำว่า ถึงแม้ว่า นี้เป็นไปตามลำดับบท

คำว่า เหล่านั้น ได้แก่ พวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ

คำว่า นั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน ในความพอใจของตน ในความ ชอบใจของตน ในลัทธิของตน

คำว่า เป็นผู้สำรวม ความว่า เป็นผู้สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง

คำว่า ประพฤติอยู่ ความว่า เที่ยวไป ... ให้อัตภาพดำเนินไป รวม ความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นถึงแม้ว่าจะเป็นผู้สำรวมประพฤติอยู่ใน ทิฏฐินั้น’

คำว่า เราย่อมกล่าวว่า ... ข้ามพ้นชาติและชราไปไม่ได้ ความว่า เรา ย่อมกล่าว ... ประกาศว่า ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไป ล่วงซึ่งชาติ ชรา และมรณะไปไม่ได้ ไม่ออก ไม่สละ ไม่ก้าวล่วง ไม่ เป็นไปล่วงจากชาติ ชรา และมรณะ วนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ อันชราแล่นตาม ถูกพยาธิ ครอบงำ มรณะหํ้าหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง รวมความว่า ‘เราย่อมกล่าวว่า ... ข้ามชาติและชราไปไม่ได้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าดูก่อนนันทะ สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อม กล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิด บ้าง สมณพราหมณ์เหล่านั้นถึงแม้ว่าจะเป็นผู้สำรวม ประพฤติ อยู่ในทิฏฐินั้น เราก็กล่าวว่ายังข้ามพ้นชาติ และชราไปไม่ได้

หน้า ๒๐๖

[๕๐] (ท่านนันทะทูลถามต่อไปว่า)

สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็น พระมุนีตรัสถึงสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่ายังข้ามพ้น โอฆะไปไม่ได้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็น อย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามพ้น ชาติและชราไปได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัส บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์หัวข้อว่า สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ทุกหมู่เหล่า ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย ประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า ทุกหมู่เหล่านี้ เป็น คำกล่าวรวมไว้ทั้งหมด

คำว่า สมณะ ได้แก่ ผู้เข้าถึงการบวช คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยการบวช ภายนอกแต่พุทธศาสนานี้ทุกหมู่เหล่า

คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ ผู้มักกล่าวอ้างตนว่าเป็นผู้เจริญทุกหมู่เหล่า รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้

หัวข้อว่า ท่านนันทะทูลลามดังนี้ว่า มีอธิบายดังนี้

คำว่า ดังนี้ เป็นบทสนธิ

คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก

คำว่า นันทะ เป็นนาม ... เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น รวมความว่า ‘ท่านนันทะทูลถามดังนี้ว่า’

หน้า ๒๐๗

คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยการเห็นบ้าง ด้วยการสดับบ้าง ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง’คำว่า ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฎิบัติบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยศีลบ้าง ด้วยวัตรบ้าง ด้วยศีลและวัตรบ้าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าว ถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง’คำว่า

ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิด บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง รวมความว่า ‘ย่อมกล่าว ถึงความหมดจดว่ามีได้ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง,หัวข้อว่า ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนีตรัสถึงสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ยังข้ามพ้นโอฆะไปไม่ได้แล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า ถ้า ... เหล่านั้น คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ

คำว่า มุนี ความว่า ญาณ ตรัสเรียกว่า โมนะ ... พระผู้มีพระ ภาคเจ้านั้นล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย จึงชื่อ ว่าเป็นพระมุนี

คำว่า ตรัสว่า ... ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ความว่า ข้ามไม่ได้แล้ว คือ ข้ามขึ้นไม่ได้ ล่วงไม่ได้ ข้ามล่วงไม่ได้ ก้าวล่วงไม่ได้ เป็นไปล่วงไม่ได้ แล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ วนเวียนอยู่ภายใน

หน้า ๒๐๘

ชาติชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ อันชรา แล่นตาม ถูกพยาธิครอบงำ มรณะหํ้าหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มี สรณะ ไม่มีที่พึ่ง

คำว่า ตรัสว่า คือ ตรัส ... ประกาศ รวมความว่า ‘ถ้าพระองค์ ผู้เป็นพระมุนีตรัสถึงสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่ายังข้ามพ้นโอฆะไปไม่ได้แล้ว,

คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่า ในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามพ้นชาติและชราไปได้แล้ว ความว่า เมื่อเป็น อย่างนั้น ใครนั่นเล่าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่ สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข้ามได้แล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติชราและมรณะคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็น คำกล่าวด้วยความเคารพ คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นี้เป็นคำกล่าว เป็นไปกับด้วยความเคารพและเป็นไปกับด้วยความยำเกรง รวมความว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าในเทวโลกและ มนุษยโลกข้ามพ้นชาติและชราไปได้แล้ว,หัวข้อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ขอทูล ถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ‘ขอพระองค์ จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์, รวมความว่า ‘ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น,

คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นพระนามที่กล่าวถึงด้วยความเคารพ

... คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ

หน้า ๒๐๙

คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส ... ประกาศ รวมความว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์, เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า

สมณพราหมณ์ทุกหมู่เหล่านี้ย่อมกล่าวถึงความบริสุทธิ์ ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระ มุนีตรัสถึงสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่ายังข้ามพ้นโอฆะไป ไม่ได้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามพ้นชาติและ ชราไปได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์[๕๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า ดูก่อนนันทะ)

เราหาได้กล่าวว่า‘สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติ และชราหุ้มห่อไว้แล้ว’ ดังนี้ไม่ แต่เรากล่าวว่า ‘นรชน เหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีล และวัตรปฏิบัติทั้งปวง ทั้งละมงคลตนข่าวหลายชนิด ทั้งหมดได้แล้ว กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’

คำว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า ดูก่อนนันทะ) เราหาได้กล่าว ว่า ‘สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อไว้แล้ว’ ดังนี้ไม่ ความว่า ดูก่อนนันทะ เราไม่กล่าวว่า ‘สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อัน

หน้า ๒๑๐

ชาติและชราร้อยไว้แล้ว หุ้มห่อไว้แล้ว คลุมไว้แล้ว ปิดไว้แล้ว บังไว้แล้ว ครอบไว้แล้ว, แต่เรากล่าว คือ บอก ... ทำให้ง่าย ประกาศว่า ‘สมณ พราหมณ์ เหล่าใดละชาติชราและมรณะแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็น ดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีอยู่, รวมความว่า ‘เราหาได้กล่าวว่า ‘สมณ พราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อไว้แล้ว, ดังนี้ไม่,คำว่า นรชนเหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีล และวัตรปฏิบัติทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใดละแล้ว คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง

... ความ หมดจดด้วยการฟังทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยการทราบทั้งปวง ... ความ หมดจดทั้งด้วยการเห็นการฟังและการทราบทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยศีล ทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยศีลและวัตร ทั้งปวง รวมความว่า ‘นรชนเหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ ที่ได้รู้ ศีลและวัตรปฏิบัติทั้งปวง,คำว่า ทั้งละมงคลตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว ความว่า ละแล้ว คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง รวมความว่า ‘ทั้งละมงคล ตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว’

หัวข้อว่า แต่เรากล่าวว่า ‘นรชนเหล่าใด ... กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’ มีอธิบายดังนี้

คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา

หน้า ๒๑๑

คำว่า กำหนดรู้ ความว่า กำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓ อย่าง คือ (๑) ญาตปริญญา (๒) ตีรณปริญญา (๓) ปหานปริญญา

ญาตปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนย่อมรู้ชัด คือ รู้ เห็น ตัณหาว่า ‘นี้คือรูปตัณหา นี้คือสัททตัณหา นี้คือคันธตัณหา นี้คือรสตัณหา นี้คือ โผฏฐัพพตัณหา นี้คือธัมมตัณหา, นี้ชื่อว่าญาตปริญญา

ตีรณปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้วย่อม พิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี ... โดยความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา

ปหานปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในตัณหาใด เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะ นั้นเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัณหานั้นจักเป็นสิ่งอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัด รากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา, ดังนี้ นี้ชื่อว่าปหานปริญญากำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓ นี้รวมความว่า ‘กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว,

คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะมี ๔ คือ กามาสวะ (กิเลส หมักดองคือกาม) ภวาสวะ (กิเลสหมักดองคือภพ) ทิฏฐาสวะ (กิเลสหมักดอง คือทิฏฐิ) อวิชชาสวะ (กิเลสหมักดองคืออวิชชา) นรชนเหล่าใดละอาสวะ เหล่านี้ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มี ในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ‘เป็นผู้ไม่มีอาสวะ,คำว่า เหล่าใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย

คำว่า แต่เรากล่าวว่า ‘นรชนเหล่าใด ... กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็น ผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’ ความว่า เรากล่าว

หน้า ๒๑๒

... ประกาศว่า ‘นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน เหล่านั้นข้ามกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะได้แล้ว คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้วซึ่งทางแห่งสังสารวัฎทั้งปวง’ รวมความว่า ‘แต่เรากล่าวว่า ‘นรชนเหล่าใด ... กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าดูก่อนนันทะ เราหาได้กล่าวว่า ‘สมณพราหมณ์ ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อไว้แล้ว’ ดังนี้ไม่ แต่ เรากล่าวว่า ‘นรชนเหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีลและวัตรปฏิบัติทั้งปวง ทั้งละมงคลตื่น ข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็น ผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’[๕๒] (ท่านนันทะกราบทูลต่อไปว่า)

ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสนั้นของพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าแต่พระโคดม ธรรมที่ ปราศจากอุปธิพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว นรชนเหล่าใดละ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีลและวัตร ปฏิบัติทั้งปวง ทั้งละมงคลตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้ แล้ว นรชนเหล่านั้นกำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะ แม้ข้าพระองค์ก็กล้าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้วหัวข้อว่า ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสนั้นของพระองค์ผู้ทรง แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีอธิบายดังนี้

หน้า ๒๑๓

คำว่า นั้น ความว่า ข้าพระองค์ยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอประสงค์ รักใคร่ ติดใจพระดำรัส คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์

คำว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา คือ เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ... พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชน ประทับอยู่ที่ไหน” เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ รวม ความว่า ‘ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสนั้นที่พระองค์ผู้ทรงแสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่,หัวข้อว่า ข้าแต่พระโคดม ... ธรรมที่ปราศจากอุปธิ พระองค์ตรัส ไว้ดีแล้ว มีอธิบายดังนี้

คำว่า พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ความว่า พระองค์ตรัสบอกไว้ดีแล้ว คือ ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว ทรงแต่งตั้งไว้ดีแล้ว ทรงเปิดเผย ไว้ดีแล้ว ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ทรงทำให้ง่ายดีแล้ว ทรงประกาศไว้ดีแล้ว

คำว่า ข้าแต่พระโคดม ... ธรรมที่ปราศจากอุปธิ. ความว่า กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ตรัสเรียกว่า อุปธิ (ธรรมที่ปราศจากอุปธิ คือ) การ ละอุปธิ ธรรมเป็นที่สงบอุปธิ เป็นที่สสัดทิ้งอุปธิ เป็นที่ระงับอุปธิ ได้แก่ อมตนิพพาน รวมความว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ... ธรรมที่ปราศจากอุปธิ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว,คำว่า นรชนเหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีล และวัตรปฏิบัตทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใดละ คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง ... ความ หมดจด ด้วยการฟังทั้งปวง ... ความหมดจดทั้งด้วยการเห็นและการฟัง ทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยการทราบทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยศีลทั้งปวง

หน้า ๒๑๔

... ความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง ... ความหมดจดด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ ทั้งปวง รวมความว่า ‘นรชนเหล่าใดละรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ ที่ได้รู้ ศีลและวัตรปฏิบัติทั้งปวง’

คำว่า ทั้งละมงคลตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว ความว่า ละ คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความรอดพ้น ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง รวมความว่า ‘ทั้งละมงคล ตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว’

คำว่า นรชนเหล่านั้น กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว มีอธิบายดังนี้ คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา

คำว่า กำหนดรู้ตัณหา ความว่า กำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓ คือ (๑) ญาตปริญญา (๒) ตีรณปริญญา (๓) ปหานปริญญา

ญาฅปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนย่อมรู้ชัด คือ รู้ เห็น ตัณหาว่า ‘นี้คือรูปตัณหา นี้คือสัททตัณหา นี้คือคันธตัณหา นี้คือรสตัณหา นี้คือ โผฏฐัพพตัณหา นี้คือธัมมตัณหา’ นี้ชื่อว่าญาตปริญญา ตีรณปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้วย่อม พิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี ... โดยความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา

ปหานปริญญาเป็นไฉน คือ นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา นี้ชื่อว่าปหานปริญญา

กำหนดรู้ตัณหาด้วยปริญญา ๓ นี้รวมความว่า ‘กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว’

หน้า ๒๑๕

คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะมี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้ได้แล้ว ตัดรากขาด แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้น ต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสเรียกว่า ‘เป็นผู้ไม่มีอาสวะ,

คำว่า เหล่าใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย

คำว่า นรชนเหล่านั้นกำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ แม้ ข้าพระองค์ก็กล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ความว่า แม้ข้าพระองค์ก็กล่าว คือ... เรียกเหล่านรชนผู้กำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะว่า ‘เป็นผู้ ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ได้แล้ว คือ ข้าม แล้ว ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งทางสงสาร ทั้งปวงได้แล้ว’ รวมความว่า ‘นรชนเหล่านั้นกำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็น ผู้ไม่มีอาสวะ แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว’ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่าข้าพระองค์ยินดียิ่งนักซึ่งพระดำรัสนั้นของพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าแต่พระโคดม ธรรมที่ ปราศจากอุปธิ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว นรชนเหล่าใดละ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้รู้ ศีลและวัตร ปฏิบัติทั้งปวง ทั้งละมงคลตื่นข่าวหลายชนิดทั้งหมดได้แล้ว นรชนเหล่านั้นกำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว

พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ... นันทพราหมณ์ ... นั้งประคองอัญชลี นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี พระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก, ดังนี้แล

จบ นันทมาณวปัณหานิทเทสที่ ๗

หน้า ๒๑๖

๘. เหมกมาณวปัญหานิทเทส

ว่าด้วยปัญหาของท่านเหมกะ

[๕๓] (ท่านเหมกะทูลถามดังนี้ว่า)

ในกาลอื่นก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม พวกอาจารย์ เหล่านี้ พยากรณ์ว่า ‘เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้’ คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำทั้งหมดนั้นเป็น คำที่ทำให้ความตรึกทวีขึ้น ข้าพระองค์ไม่ยินดีในคำนั้นหัวข้อว่า ก่อน ... พวกอาจารย์เหล่านี้พยากรณ์ว่า มีอธิบายดังนี้

คำว่า เย หมายถึง พราหมณ์พาวรีและพราหมณ์อื่น ๆ ซึ่งเป็น อาจารย์ของพราหมณ์พาวรี พยากรณ์ คือ บอก ... ประกาศซึ่งทิฏฐิของตน ความพอใจของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน อัธยาศัยของตน ความประสงค์ของตน รวมความว่า‘ก่อน...พวกอาจารย์เหล่านี้พยากรณ์ว่า’หัวข้อว่า ท่านเหมกะทูลถามดังนี้ว่า มีอธิบายดังนี้

คำว่า ดังนี้ เป็นบทสนธิ ... คำว่า ดังนี้ นี้เป็นไปตามลำดับบท

คำว่า ท่าน เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ คำว่า ท่าน นี้ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและเป็นไปกับด้วย ความยำเกรง

คำว่า เหมกะ เป็นนาม ... เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น รวม ความว่า ‘ท่านเหมกะทูลถามดังนี้ว่า,

คำว่า ในกาลอื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ความว่า ในกาลอื่นแต่ ศาสนาของพระโคดม คือ อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ก่อนแต่ศาสนาของ

จบ นันทมาณวกปัญหานิทเทส