พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ · เสขิยกัณฑ์
วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓๐–๘๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๗ ในเสขิยกัณฑ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๗๖๖–๗๗๖
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑๐
จบ ขัมภกตวรรคที่ ๓
๔. สักกัจจวรรค
หมวดว่าด้วยความเคารพ
สิกขาบทที่ ๑
{๘๓๐} [๖๐๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ทำเหมือนไม่อยากจะฉัน ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตโดยเคารพ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ทำเหมือนไม่อยากจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑
สิกขาบทที่ ๒
{๘๓๑} [๖๐๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รับบิณฑบาตพลางแลไปในที่นั้น ๆ เมื่อเขาเกลี่ยบิณฑบาตลงก็ดี เมื่อเกลี่ยเสร็จแล้วก็ดี จึงไม่รู้สึกตัว ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักแลดูในบาตรฉันบิณฑบาต’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุผู้ฉันอาหารพึงแลดูในบาตรฉันบิณฑบาต ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตพลางแลไปในที่นั้น ๆ ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๒
สิกขาบทที่ ๓
{๘๓๒} [๖๐๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตเจาะลงในที่นั้น ๆ ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อฉันบิณฑบาตเจาะลงในที่นั้น ๆ ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุตักให้ภิกษุอื่นจึงเว้าแหว่ง ๑ ตักเกลี่ยลงในภาชนะอื่นจึงแหว่ง ๑ ตักแกงอ่อมให้แหว่ง ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านั้นไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๓
สิกขาบทที่ ๔
{๘๓๓} [๖๐๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาต ฉันแต่แกงอย่างเดียวมาก
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักฉันบิณฑบาตมีกับพอสมควรแก่ข้าวสุก’
สิกขาบทวิภังค์
ที่ชื่อว่า แกง ได้แก่ แกง ๒ ชนิด คือ แกงถั่วเขียว ๑ แกงถั่วเหลือง ๑ ที่ใช้มือหยิบได้
ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตมีแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแต่แกงอย่างเดียว ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุฉันกับข้าวต่างอย่าง ๑ ภิกษุฉันของญาติ ๑ ภิกษุฉันของคนปวารณา ๑ ภิกษุฉันเพื่อภิกษุอื่น ๑ ภิกษุซื้อมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๔
สิกขาบทที่ ๕
{๘๓๔} [๖๑๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักไม่ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุไม่พึงฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุกวาดตะล่อมข้าวที่เหลือเล็กน้อยรวมเป็นคำแล้วขยุ้มฉัน ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๕
สิกขาบทที่ ๖
{๘๓๕} [๖๑๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ข้าวสุกกลบแกงบ้าง กับข้าวบ้าง เพราะความอยากจะได้มาก ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักไม่กลบแกงก็ดี กับข้าวก็ดี ด้วยข้าวสุก เพราะอยากจะได้มาก’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงใช้ข้าวสุกกลบแกงหรือกับข้าว เพราะความอยากจะได้มาก ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ใช้ข้าวสุกกลบแกงหรือกับข้าวเพราะความอยากจะได้มาก ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ เจ้าของกลบถวาย ๑ ภิกษุไม่ได้อาศัยความอยากจะได้มาก ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๖
สิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ขอข้าวขอแกงมาฉัน
{๘๓๖} [๖๑๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันเล่า แกงหรือข้าวสุกที่ดีใครจะไม่พอใจ ของที่มีรสอร่อยใครจะไม่ชอบใจ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักไม่ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน’
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
พุทธานุญาตพิเศษสำหรับภิกษุอาพาธ
{๘๓๗} [๖๑๓] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปอาพาธ พวกภิกษุผู้พยาบาลภิกษุอาพาธได้ถามภิกษุทั้งหลายผู้อาพาธว่า “อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ”
ภิกษุอาพาธทั้งหลายตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย เมื่อก่อนพวกผมขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันได้ เพราะเหตุนั้น พวกผมจึงมีความผาสุก แต่บัดนี้พวกผมรังเกียจอยู่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามไว้แล้ว จึงไม่ขอ เพราะเหตุนั้น พวกผมจึงไม่มีความผาสุก”ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อาพาธขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระอนุบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เรามิใช่ผู้อาพาธ จักไม่ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุที่มิใซ่ผู้อาพาธไม่พึงขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มิใช้ผู้อาพาธ ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุขอต่อญาติ ๑ ภิกษุขอต่อคนปวารณา ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุอื่น ๑ ภิกษุซื้อมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๗
สิกขาบทที่ ๘
{๘๓๘} [๖๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์คิดที่จะตำหนิ จึงแลดูบาตรของภิกษุอื่น ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักไม่คิดที่จะตำหนิแลดูบาตรของภิกษุอื่น’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุไม่พึงคิดที่จะตำหนิแลดูบาตรของภิกษุอื่น ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คิดที่จะตำหนิ จึงแลดูบาตรของภิกษุอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุแลดูด้วยคิดว่าจักเติมของฉันให้ หรือจักสั่งให้เขาเติมถวาย ๑ ภิกษุมิได้คิดที่จะตำหนิ ๑ ภิกษุมิอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๘
สิกขาบทที่ ๙
{๘๓๙} [๖๑๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำคำข้าวใหญ่ ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ใหญ่ ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุฉันของเคี้ยว ๑ ภิกษุฉันผลไม้น้อยใหญ่ ๑ ภิกษุฉันแกงอ่อม ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๙
สิกขาบทที่ ๑๐
{๘๔๐} [๖๑๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันข้าวทำคำข้าวยาว ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า ‘เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุผู้ฉันอาหารพึงทำคำข้าวให้กลมกล่อม ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวยาว ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุฉันของเคี้ยว ๑ ภิกษุฉันผลไม้น้อยใหญ่ ๑ ภิกษุฉันแกงอ่อม ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑๐
จบ สักกัจจวรรคที่ ๔
๕. กพฬวรรค
หมวดว่าด้วยคำข้าว
สิกขาบทที่ ๑
{๘๔๑} [๖๑๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก อ้าปากคอย ...
พระพุทธบัญญัติ
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า “เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากคอย’
สิกขาบทวิภังค์
ภิกษุผู้ฉันอาหาร เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก ไม่พึงอ้าปากไว้คอย ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก อ้าปากไว้คอย ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ตัว ๑ ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑
จบ วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค