arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ · เสขิยกัณฑ์

วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓๐–๘๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๗ ในเสขิยกัณฑ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ขมฺภกตวคฺโค ตติโย.

__________

๔. สกฺกจฺจวคฺค

๔. สักกัจจวรรค

หมวดว่าด้วยความเคารพ

สิกขาบทที่ ๑

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒ หน้า ๓๙๕–๔๐๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒ หน้า ๖๘๑–๖๙๒

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อสกฺกจฺจํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺติ อภุญฺชิตุกามา วิย ฯเปฯ

“สกฺกจฺจํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

สกฺกจฺจํ ปิณฺฑปาโต ภุญฺชิตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ อสกฺกจฺจํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชติ อาภุญฺชิตุกาโม วิย, (๑) อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ปฐมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อภุญฺชิตุกาโม วิยาติ อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาต โดยไม่เคารพ ทำเหมือนไม่อยากจะฉัน ฯลฯ

พระบัญญัติ

๑. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตโดยเคารพ

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ทำเหมือนไม่อยากจะฉัน ต้อง อาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง ๖. ภิกษุวิกลจริต

๗. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๑ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตหํ ตหํ โอโลเกนฺตา ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺติ, อากิรนฺเตปิ อติกฺกนฺเตปิ น ชานนฺติ ฯเปฯ

“ปตฺตสญฺญี ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

ปตฺตสญฺญินา ปิณฺฑปาโต ภุญฺชิตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ตหํ ตหํ โอโลเกนฺโต ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ทุติยสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๒

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาต มองดูไปที่นั้น ๆ เมื่อเขากำลังเกลี่ย(บิณฑบาต) เสร็จไปแล้วบ้าง ก็ยังไม่รู้สึก ตัว ฯลฯ

พระบัญญัติ

๒. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักให้ความสำคัญในบาตรขณะฉันบิณฑบาต

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุพึงให้ความสำคัญในบาตร ขณะฉันบิณฑบาต

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตมองดูไปที่นั้น ๆ ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง ๖. ภิกษุวิกลจริต

๗. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๒ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตหํ ตหํ โอมสิตฺวา (๑) ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ

“สปทานํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

สปทานํ ปิณฺฑปาโต ภุญฺชิตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ตหํ ตหํ โอมสิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, อญฺเญสํ เทนฺโต โอมสติ, อญฺญภาชเน (๒) อากิรนฺโต โอมสติ, อุตฺตริภงฺเค, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ตติยสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ก. โอมทฺทิตฺวา
  2. ๒ฉ.ม. อญฺญสฺส ภาชเน
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๓

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาต เจาะลงในที่นั้น ๆ ฯลฯ

พระบัญญัติ

๓. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตเจาะลงในที่นั้น ๆ ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุตักให้ผู้อื่นจึงเว้าแหว่ง ๖. ภิกษุตักเกลี่ยลงในภาชนะอื่น จึงเว้าแหว่ง

๗. ภิกษุตักแกงอ่อม ๘. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๙. ภิกษุวิกลจริต ๑๐. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๓ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺตา สูปํเยว พหุํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ

“สมสูปกํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

สูโป นาม เทฺว สูปา: มุคฺคสูโป มาสสูโป หตฺถหาริโย. สมสูปโก ปิณฺฑปาโต ภุญฺชิตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สูปํเยว พหุํ ภุญฺชติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, รสรเส, ญาตกานํ ปวาริตานํ, อญฺญตฺสตฺถาย, (๑) อตฺตโน ธเนน, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. จตุตฺถสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อญฺญสฺสตฺถายาติ อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๔

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เมื่อฉัน บิณฑบาต ฉันเฉพาะแกงมาก ฯลฯ

พระบัญญัติ

๔. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักฉันบิณฑบาตพอเหมาะกับแกง

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ที่ชื่อว่า แกง ได้แก่ ๒ ชนิด คือ (๑) แกงถั่วเขียว (๒) แกงถั่วเหลืองที่ใช้มือ หยิบได้ภิกษุพึงฉันบิณฑบาตพอเหมาะกับแกง

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเฉพาะแกงมาก ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุฉันแกงหลายอย่าง ๖. ภิกษุฉันของญาติ

๗. ภิกษุฉันของผู้ปวารณา ๘. ภิกษุฉันเพื่อผู้อื่น

๙. ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑๐. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๑๑. ภิกษุวิกลจริต ๑๒. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๔ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ถูปโต (๑) โอมทฺทิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ

“น ถูปโต๒๒๑ โอมทฺทิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

น ถูปโต โอมทฺทิตฺวา ปิณฺฑปาโต ภุญฺชิตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ถูปโต โอมทฺทิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, ปริตฺตเก เสเส เอกโต สํกฑฺฒิตฺวา โอมทฺทิตฺวา ภุญฺชติ, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ปญฺจมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. ถูปกโต
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๕

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาต ขยุ้มลงแต่ยอด ฯลฯ

พระบัญญัติ

๕. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่ฉันบิณฑบาตขยุ้มลงแต่ยอด

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุไม่พึงฉันบิณฑบาตขยุ้มลงแต่ยอด

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตขยุ้มลงแต่ยอด ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุกวาดตะล่อมข้าวที่เหลือรวมเป็นคำแล้วฉัน ๖. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๗. ภิกษุวิกลจริต ๘. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๕ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สูปํปิ พฺยญฺชนํปิ โอทเนน ปฏิจฺฉาเทนฺติ ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทาย ฯเปฯ

“น สูปํ วา พฺยญฺชนํ วา โอทเนน ปฏิจฺฉาเทสฺสามิ ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทายา’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

น สูปํ วา พฺยญฺชนํ วา โอทเนน ปฏิจฺฉาเทตพฺพํ ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทาย. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สูปํ วา พฺยญฺชนํ วา โอทเนน ปฏิจฺฉาเทติ ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทาย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, สามิกา ปฏิจฺฉาเทตฺวา เทนฺติ, น ภิยฺโยกมฺยตํ อุปาทาย, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ฉฏฺฐสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๖

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ข้าวสุกกลบ แกงบ้าง กับข้าวบ้าง เพราะอยากได้มาก ฯลฯ

พระบัญญัติ

๖. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่ใช้ข้าวสุกกลบแกงหรือกับข้าว เพราะอยากได้มาก

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุไม่พึงใช้ข้าวสุกกลบแกงหรือกับข้าว เพราะอยากได้มาก

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ใช้ข้าวสุกกลบแกงหรือกับข้าว เพราะอยากได้มาก ต้อง อาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. เจ้าของกลบไว้ถวาย

๕. ภิกษุมิได้มุ่งกลบเพราะโลภมาก ๖. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๗. ภิกษุวิกลจริต ๘. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๖ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชนฺติ. มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ ? กสฺส สมฺปนฺนํ น มนาปํ, กสฺส สาทุํ น รุจฺจตี”ติ. อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขิยฺยนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺตี”ติ ฯเปฯ “สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชถาติ. “สจฺจํ ภควา”ติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสถ ? เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ-

“น สูปํ วา โอทนํ วา อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

เอวญฺจิทํ ภควตา ภิกฺขูนํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ โหติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๗

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ออกปากขอ แกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง มาฉันส่วนตัว พวกชาวบ้านตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรจึงออกปากขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง มาฉันส่วน ตัวเล่า ภัตตาหารที่ดีใครจะไม่พอใจ ภัตตาหารอร่อยใครจะไม่ชอบเล่า”

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกชาวบ้านตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้ มักน้อย ฯลฯ จึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึง ออกปากขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง มาฉันส่วนตัวเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิพวก ภิกษุฉัพพัคคีย์โดยประการต่าง ๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ ทรงทราบ

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกเธอขอแกงบ้าง ข้าว สุกบ้างมาฉันส่วนตัวจริงหรือ” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ โมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงออก ปากขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง มาฉันส่วนตัวเล่า โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ได้เลย ฯลฯ” แล้วรึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

พระบัญญัติ

๗. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่ออกปากขอแกง หรือข้าวสุก มาฉัน ส่วนตัว

สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู คิลานา โหนฺติ. คิลานปุจฺฉกา ภิกฺขู คิลาเน ภิกฺขู เอตทโวจุํ “กจฺจาวุโส ขมนียํ ? กจฺจิ ยาปนียนฺ”ติ. “ปุพฺเพ มยํ อาวุโส สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชาม, เตน โน ผาสุ โหติ; อิทานิ ปน “ภควตา ปฏิกฺขิตฺตนฺ”ติ กุกฺกุจฺจายนฺตา น วิญฺญาเปม, เตน โน น ผาสุ โหตี”ติ. อถ โข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา สูปํปิ โอทนํปิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิตุํ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ-

“น สูปํ วา โอทนํ วา อคิลาโน อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

น สูปํ วา โอทนํ วา อคิลาเนน อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิตพฺพํ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สูปํ วา โอทนํ วา อคิลาโน อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, ญาตกานํ, ปวาริตานํ, อญฺญสฺสตฺถาย, อตฺตโน ธเนน, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. สตฺตมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องภิกษุผู้เป็นไข้

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นไข้ พวกภิกษุผู้มีหน้าที่สอบถามอาการ ไข้ ได้กล่าวกับพวกภิกษุผู้เป็นไข้ดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลายสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ ได้หรือ”

พวกภิกษุผู้เป็นไข้ตอบว่า “เมื่อก่อนพวกกระผมออกปากขอแกงบ้าง ข้าวสุก บ้างมาฉันส่วนตัว ดังนั้นจึงมีความผาสุก แต่เดี๋ยวนี้พวกกระผมมีความยำเกรงอยู่ว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้’ จึงไม่ออกปากขอ ดังนั้นจึงไม่มีความผาสุก” พวกภิกษุ ได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เป็นไข้ขอได้

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่ง กับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้เป็นไข้ออกปากขอแกง หรือ ข้าวสุกมาฉันส่วนตัวได้” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

พระอนุบัญญัติ

พึงทำความสำเหนียกว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ออกปากขอแกงหรือข้าวสุก มาฉันส่วนตัว

เรื่องพระผู้เป็นไข้ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุไม่เป็นไข้ ไม่พึงออกปากขอแกงหรือข้าวสุกมาฉันส่วนตัว

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เป็นไข้ ออกปากขอแกงหรือข้าวสุกมาฉันส่วนตัว ต้อง อาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุขอจากญาติ ๖. ภิกษุขอจากคนปวารณา

๗. ภิกษุขอเพื่อผู้อื่น ๘. ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน

๙. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง ๑๐. ภิกษุวิกลจริต

๑๑. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๗ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อุชฺฌานสญฺญี ปเรสํ ปตฺตํ โอโลเกนฺติ ฯเปฯ

“น อุชฺฌานสญฺญี ปเรสํ ปตฺตํ โอโลเกสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

น อุชฺฌานสญฺญินา ปเรสํ ปตฺโต โอโลเกตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ อุชฺฌานสญฺญี ปเรสํ ปตฺตํ โอโลเกติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, “ทสฺสามี”ติ วา “ทาเปสฺสามี”ติ วา โอโลเกติ, นอุชฺฌานสญฺญิสฺส, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. อฏฺฐมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๘

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มุ่งตำหนิ จึง มองดูบาตรของภิกษุเหล่าอื่น ฯลฯ

พระบัญญัติ

๘. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่มุ่งตำหนิ มองดูบาตรของภิกษุเหล่าอื่น

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุไม่พึงมุ่งตำหนิ มองดูบาตรของภิกษุเหล่าอื่น

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ มุ่งตำหนิ มองดูบาตรของภิกษุเหล่าอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔.ภิกษุแลดูด้วยตั้งใจว่าจะเติมของฉัน ให้ หรือสั่งให้เขาเติมถวาย

๕. ภิกษุไม่มุ่งจะตำหนิ ๖. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๗. ภิกษุวิกลจริต ๘. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๘ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู มหนฺตํ กพฬํ กโรนฺติ ฯเปฯ “นาติมหนฺตํ กพฬํ กริสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

นาติมหนฺโต กพโฬ กาตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ มหนฺตํ กพฬํ กโรติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, ขชฺชเก, ผลาผเล, อุตฺตริภงฺเค, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. นวมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๙

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำคำข้าวใหญ่ ฯลฯ

พระบัญญัติ

๙. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกิน

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุไม่พึงทำคำข้าวให้ใหญ่เกิน

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ใหญ่เกิน ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุฉันของเคี้ยว ๖. ภิกษุฉันผลไม้ต่าง ๆ

๗. ภิกษุฉันแกงอ่อม ๘. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๙. ภิกษุวิกลจริต ๑๐. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๙ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ทีฆํ อาโลปํ กโรนฺติ ฯเปฯ

“ปริมณฺฑลํ อาโลปํ กริสฺสามี’ติ สิกฺขา กรณียา”ติ.

ปริมณฺฑโล อาโลโป กาตพฺโพ. โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ทีฆํ อาโลปํ กโรติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อนาปตฺติ: อสญฺจิจฺจ, อสติยา, อชานนฺตสฺส, คิลานสฺส, ขชฺชเก, ผลาผเล, อุตฺตริภงฺเค, อาปทาสุ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. ทสมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำคำข้าว ยาว ฯลฯ

พระบัญญัติ

๑๐. พึงทำความสำเหนียกว่า เราจักทำคำข้าวให้กลม

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

ภิกษุพึงทำคำข้าวให้กลม

ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวยาว ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ

๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้

๕. ภิกษุฉันของเคี้ยว ๖. ภิกษุฉันผลไม้ต่าง ๆ

๗. ภิกษุฉันแกงอ่อม ๘. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง

๙. ภิกษุวิกลจริต ๑๐. ภิกษุต้นบัญญัติ

สิกขาบทที่ ๑๐ จบ

สักกัจจวรรคที่ ๔ จบ

จบ วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค