arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เตรสกัณฑ์ · สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุทายี

เรื่องพระอุทายี เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๑–๔๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๙ ในสิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุทายีมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เตรสกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุทายี เรื่องพระอุทายี (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๖๘๑–๖๘๙

หน้า ๖๘๑

๕. สัญจริตตสิกขาบท

ว่าด้วยการชักสื่อ

เรื่องพระอุทายี

{๔๒๑} [๒๙๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเป็นพระกุลุปกะในพระนครสาวัตถี เข้าไปสู่สกุลเป็นอันมากที่ตนเห็นว่ามีเด็กหนุ่มยังไม่มีภรรยาหรือเด็กสาวยังไม่มีสามีพรรณนาคุณสมบัติของหญิงสาวให้มารดาบิดาของเด็กหนุ่มฟังว่า “เด็กสา ของสกุลโน้นมีรูปร่าง งดงาม น่าดู น่าชม มีแววฉลาด เฉียบแหลม มีไหวพริบดี ขยัน ไม่เกียจคร้าน เด็กสาวคนนั้นสมควรแก่พ่อหนุ่มคนนี้”มารดาบิดาของเด็กหนุ่มจึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านเจ้าข้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกข้าพเจ้าว่าเป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณเจ้ากรุณาพูดทาบทามให้ พวกข้าพเจ้าจะสู่ขอเด็กสาวคนนั้นมาให้แก่พ่อหนุ่มคนนี้”

(ท่านพระอุทายีจึงเข้าไปพูดทาบทาม) พรรณนาคุณสมบัติของเด็กหนุ่มในสำนักมารดาบิดาของเด็กสาวว่า “เด็กหนุ่มของสกุลโน้นมีรูปร่างงดงาม น่าดู น่าชม มีแววฉลาด เฉียบแหลม มีไหวพริบดี ขยัน ไม่เกียจคร้าน เด็กหนุ่มคนนั้นสมควรแก่แม่หนูคนนี้”

มารดาบิดาของเด็กสาวก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านเจ้าข้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกข้าพเจ้าว่า เป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร ฝ่ายหญิงจะพูดขึ้นก่อน ก็ดูกระไรอยู่ ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณเจ้ากรุณาช่วยพูดให้เขามาสู่ขอ พวกข้าพเจ้าจะยอมยกแม่หนูคนนี้ให้เด็กหนุ่มคนนั้น”

หน้า ๖๘๒

ด้วยวิธีการอย่างนี้แล ท่านพระอุทายีได้ช่วยให้มารดาบิดาของเจ้าบ่าวเจ้าสาวทำอาวาหมงคลบ้าง วิวาหมงคลบ้าง ชักให้มีการสู่ขอกันบ้าง

{๔๒๒} [๒๙๗] สมัยนั้น ธิดาของหญิงม่ายผู้เคยเป็นภรรยาหมอดูคนหนึ่ง มีรูปงาม น่าดู น่าชม พวกสาวกของอาชีวกชาวบ้านอื่นมาพูดกะหญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นดังนี้ว่า “แม่คุณ ขอแม่จงกรุณายกเด็กสาวคนนี้ให้แก่ชายหนุ่มของพวกเราเถิด”นางตอบดังนี้ว่า “คุณขา ดิฉันไม่ทราบว่าพวกคุณเป็นใคร หรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่งเล่า แม่หนูคนนี้ก็เป็นลูกสาวคนเดียวของดิฉันและจะต้องไปอยู่บ้านอื่น ดิฉันจะยกให้ไม่ได้”

พวกชาวบ้านซักถามสาวกของอาชีวกเหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลายมาธุระอะไร”

พวกสาวกของอาชีวกชี้แจงว่า “พวกข้าพเจ้ามาขอธิดากะหญิงม่าย ภรรยาหมอดูชื่อโน้นในหมู่บ้านนี้ให้เด็กหนุ่มของพวกข้าพเจ้า นางปฏิเสธอย่างนี้ว่า ‘คุณขา ดิฉันไม่ทราบว่าพวกคุณเป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่งเล่า แม่หนูคนนี้ก็เป็นลูกสาวคนเดียวของดิฉัน และจะต้องไปอยู่บ้านอื่น ดิฉันจะยกให้ไม่ได้”คนพวกนั้นแนะนำว่า “พวกคุณไปขอลูกสาวเขากะหญิงภรรยาหมอดู คนนั้นทำไม ไปพูดกะท่านพระอุทายีมิดีกว่าหรือ ท่านพระอุทายีจักช่วยพูด ให้เขายกให้เอง”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาวาหะ แปลว่า การพาเข้ามา อาวาหมงคล หมายถึงพิธีการแต่งงานที่ฝ่ายชายนำหญิงที่ตนแต่งงานด้วยมาอยู่บ้านของตน วิวาหะ แปลว่า การพาออกไป วิวาหมงคล หมายถึงพิธีการแต่งงานที่ฝ่ายชายจะต้องถูกนำไปอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง (นัย วิ.อ. ๒/๔๓, ดู พจนานุกรม)
  2. ๒อาชีวก หมายถึงนักบวชนอกพระพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ซึ่งไม่นิยมนุ่งห่มผ้า หรีอเรียกว่า ชีเปลือย (นัย องฺ.ปญฺจก.อ. ๙๔)
หน้า ๖๘๓

จึงพวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นเข้าไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้เรียนท่านพระอุทายีว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า พวกกระผมมาขอลูกสาวกะหญิงภรรยาหมอดูชื่อโน้นในหมู่บ้านนี้ให้แก่เด็กหนุ่มของพวกกระผมนางปฏิเสธอย่างนี้ว่า ‘คุณขา ดิฉันไม่ทราบว่าพวกคุณเป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่งเล่า แม่หนูคนนี้ก็เป็นลูกสาวคนเดียวของดิฉัน และจะต้องไปอยู่บ้านอื่น ดิฉันจะยกให้ไม่ได้’ ข้าแต่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าได้โปรดช่วยพูดให้หญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นยอมยกลูกสาวให้แก่ เด็กหนุ่มของพวกกระผมด้วยเถิด”ลำดับนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปหาหญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นถึงที่อยู่ครั้นแล้วได้ถามนางว่า “ทำไมเธอจึงไม่ยอมยกลูกสาวให้แก่คนเหล่านั้นเล่า”

นางตอบว่า “เพราะดิฉันไม่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่งเล่า แม่หนูคนนี้ก็เป็นลูกสาวคนเดียวของดิฉัน และจะต้องไปอยู่บ้านอื่น ดิฉันจักไม่ยอมยกให้เจ้าค่ะ”

“จงให้แก่คนเหล่านี้เถิด คนเหล่านี้ฉันรู้จัก”

“ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จักยกให้เจ้าค่ะ”

จึงหญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นได้ยกธิดาให้แก่สาวกของอาชีวกเหล่านั้น ครั้นพวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นนำเด็กสาวนั้นไปแล้ว ก็ใช้สอยอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี

{๔๒๓} ต่อมา สาวน้อยนั้นได้ส่งทูตไปในสำนักมารดาว่า “ดิฉันตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุขเลย พวกเขาได้ใช้สอยดิฉันอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี ขอให้คุณแม่ดิฉันมารับดิฉันกลับไปด้วย”

พอทราบข่าว หญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นจึงเข้าไปหาพวกสาวกของอาชีวกถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลายโปรดอย่าใช้สอยแม่หนูคนนี้อย่างทาสีเลย โปรดใช้สอยอย่างสะใภ้เถิด”

หน้า ๖๘๔

สาวกของอาชีวกเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราไม่ได้รับรองและตกลงไว้กับเธอ พวกเรารับรองและตกลงไว้กับสมณะต่างหาก เธอไปเสียเถิด พวกเราไม่รู้จักเธอ”

ครั้นหญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นถูกพวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นรุกรานเอา จึงได้กลับมายังพระนครสาวัตถี

ฝ่ายสาวน้อยนั้นได้ส่งทูตไปในสำนักมารดาเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดิฉันตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุขเลย พวกเขาได้ใช้สอยดิฉันอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี ขอให้คุณแม่ดิฉันมารับ ดิฉันกลับไปด้วย”

จึงหญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นได้เข้าไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้เรียนท่านพระอุทายีว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ข่าวว่าลูกสาวของดิฉันตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุขเลย พวกสาวกของอาชีวกได้ใช้สอยนางอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี พระคุณเจ้าควรบอกพวกเขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ใช้สอยสาวน้อยนี้อย่างทาสีเลย โปรดใช้สอยอย่างสะใภ้เถิด”ต่อนั้น ท่านพระอุทายีได้เข้าไปหาสาวกของอาชีวกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าใช้สอยสาวน้อยนี้อย่างทาสีเลย โปรดใช้สอยอย่างสะใภ้เถิด”

พวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกกระผมไม่ได้รับรองและตกลงไว้กับท่าน พวกกระผมรับรองและตกลงกับหญิงม่ายภรรยาหมอดูต่างหาก สมณะไม่ควรจะวุ่นวาย สมณะต้องเป็นสมณะที่ดี ไปเสียเถิดท่าน พวกกระผมไม่รู้จ้กท่าน”

ครั้นท่านพระอุทายีถูกพวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นรุกรานเอา จึงกลับมายังพระนครสาวัตถี

หน้า ๖๘๕

ฝ่ายสาวน้อยนั้นก็ได้ส่งทูตไปในสำนักมารดาเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดิฉันตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุขเลย พวกเขาได้ใช้สอยดิฉันอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี ขอให้คุณแม่ดิฉันมารับดิฉันกลับไปด้วย”

แม้หญิงม่ายภรรยาหมอดูนั้นก็ได้เข้าไปหาท่านพระอุทายีเป็นครั้งที่ ๓ แล้วได้เรียนท่านพระอุทายีดังนี้ว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ข่าวว่าลูกสาวของดิฉันตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุขเลย พวกสาวกของอาชีวกได้ใช้สอยนางอย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็ใช้สอยอย่างทาสี พระคุณเจ้า ควรบอกพวกเขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ใช้สอยสาวน้อยนี้อย่างทาสีเลย โปรดใช้สอยอย่างสะใภ้เถิด”ท่านพระอุทายีกล่าวว่า “ฉันถูกพวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้นรุกราน มาครั้งหนึ่งแล้ว เธอไปเองเถอะ ฉันไม่ไปละ”

นินทาและสรรเสริญพระอุทายี

{๔๒๔} [๒๙๘] ครั้งนั้น หญิงม่ายภรรยาหมอดูจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ขอให้พระอุทายีจงตกทุกข์ได้ยาก อย่าได้รับความสุข เหมือนกับลูกสาวของเราที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข เพราะมีแม่ผัวชั่ว พ่อผัวชั่วและสามีชั่วด้วยเถิด”

แม้สาวน้อยนั้นก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ขอให้พระอุทายีจงตกทุกข์ได้ยาก อย่าได้รับความสุข เหมือนกับเราที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข เพราะมีแม่ผัวชั่ว พ่อผัวชั่ว และสามีชั่วด้วยเถิด”

แม้หญิงเหล่าอื่นบรรดาที่ไม่พอใจแม่ผัว พ่อผัว หรือสามี ต่างก็สาปแช่งอย่างนี้ว่า “ขอให้พระอุทายีจงตกทุกข์ได้ยาก อย่าได้รับความสุข เหมือนกับเราที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข เพราะมีแม่ผัวชั่ว พ่อผัวชั่ว และสามีชั่วด้วยเถิด”

หน้า ๖๘๖

ส่วนหญิงบรรดาที่ยินดีด้วยแม่ผัว พ่อผัว หรือสามี ต่างก็อวยพรอย่างนี้ว่า “ขอให้ท่านพระอุทายีจงสบายสมบูรณ์พูนสุข เหมือนอย่างเราที่สบายสมบูรณ์พูนสุข เพราะมีแม่ผัวดี พ่อผัวดี และสามีดีด้วยเถิด”

{๔๒๕} ภิกษุทั้งหลายได้ยินหญิงบางพวกสาปแช่งบางพวกอวยพรอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใครต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้ชักสื่อเล่า” แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “ดูก่อนอุทายี ทราบมาว่าเธอชักสื่อจริงหรือ”

ท่านพระอุทายีทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้ชักสื่อเล่า

ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๒๙๙] อนึ่ง ภิกษุใดชักสื่อ คือบอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี ในความเป็นภรรยาก็ตามในความเป็นชู้ก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส”

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

เรื่องนักเลงหญิง

{๔๒๖} [๓๐๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกนักเลงหญิงหลายคนพากันไปเที่ยวสำราญกันในสวน ได้ส่งตัวแทนไปที่สำนักหญิงแพศยาคนหนึ่งว่า “ขอให้นางมา พวกเราจักเที่ยวสำราญในสวนกัน” หญิงแพศยานั้นได้ตอบไปอย่างนี้ว่า “นายท่าน ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร หรือเป็นพรรคพวกของใคร อีกประการหนึ่งเล่า ดิฉันก็มีของใช้มาก มีเครื่องประดับมาก และจะต้องไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไปละ” ดังนั้น ตัวแทนนั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่นักเลงหญิงเหล่านั้นทราบเมื่อตัวแทนแจ้งอย่างนั้นแล้ว ชายคนหนึ่งได้กล่าวกะนักเลงหญิงเหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านไปอ้อนวอนหญิงแพศยานั้นทำไม ควรบอกท่านพระอุทายีมิดีกว่าหรือ ท่านพระอุทายีจักส่งมาให้เอง”

เมื่อชายผู้นั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาสกคนหนึ่งได้แย้งชายผู้นั้นว่า “คุณอย่าได้พูดอย่างนั้น การกระทำเช่นนั้นไม่สมควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ท่านพระอุทายีจักไม่ทำเช่นนั้น”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑แพศยา หมายถึงหญิงหาเงินในทางประเวณี หญิงถ่อย หญิงสำส่อน (พจนานุกรม)
หน้า ๖๘๗

เมื่ออุบาสกนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นักเลงหญิงเหล่านั้นได้พนันกันว่าท่านพระอุทายีจักทำหรือไม่ทำ แล้วเข้าไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ พวกกระผมพากันไปเที่ยวสำราญกันในสวนนี้ ได้ส่งตัวแทนไปที่สำนักหญิงแพศยาชื่อโน้นว่า ‘ขอให้นางมา พวกเราจักเที่ยวสำราญในสวนกัน’ นางได้ปฏิเสธอย่างนี้ว่า ‘นายท่าน ดิฉันไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายเป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร อีกประการหนึ่งเล่า ดิฉันก็มีของใช้มาก มีเครื่องประดับมาก และจะต้องไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไปละ’ ข้าแต่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าได้โปรดส่งหญิงแพศยานั้นไปด้วยเถิดขอรับ”ลำดับนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปหาหญิงแพศยานั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามหญิงแพศยานั้นดังนี้ว่า “ทำไมเธอจึงไม่ไปหาคนเหล่านี้เล่า”

หญิงแพศยานั้นตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร อีกประการหนึ่งเล่า ดิฉันก็มีเครื่องใช้มาก มีเครื่องประดับมาก และจะต้องไปนอกเมือง ดิฉันจึงไม่ยอมไปเจ้าค่ะ”

“จงไปหาคนเหล่านี้เถิด คนเหล่านี้ฉันรู้จัก”

“ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จะไปเจ้าค่ะ”

ครั้งนั้น นักเลงหญิงเหล่านั้นได้พาหญิงแพศยานั้นไปเที่ยวสวนกัน จึงอุบาสกนั้นได้เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้ ชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วขณะเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้ชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วขณะเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๖๘๘

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติพระอนุบัญญัติ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “ดูก่อนอุทายี ทราบมาว่า เธอชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วขณะ จริงหรือ”

ท่านพระอุทายีทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้ชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วขณะเล่า

ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระอนุบัญญัติ

[๓๐๑] อนึ่ง ภิกษุใดชักสื่อ คือ บอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี ในความเป็นภรรยาก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตาม โดยที่สุดบอกแม้แก่หญิงแพศยาอันจะพึงอยู่ร่วมกันชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส”

หน้า ๖๘๙

สิกขาบทวิภังค์

{๔๒๗} [๓๐๒] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘อนึ่ง ... ใด’

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่าภิกษุ เพราะเรียกขานกัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะตนปฏิญญา ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้อุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่ามีสารธรรม ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาผู้ที่ชื่อว่าภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้คำว่า ชักสื่อ ความว่า ถูกฝ่ายหญิงวานไปหาฝ่ายชาย หรือถูกฝ่ายชายวานไปหาฝ่ายหญิง

คำว่า บอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี คือ แจ้งความปรารถนาของฝ่ายชายแก่ฝ่ายหญิง

คำว่า บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี คือ แจ้งความปรารถนาของฝ่ายหญิงแก่ฝ่ายชาย

คำว่า ในความเป็นภรรยาก็ตาม คือ บอกว่า ‘เธอจักเป็นภรรยา’

คำว่า ในความเป็นชู้ก็ตาม คือ บอกว่า ‘เธอจักเป็นชู้’

คำว่า ใดยที่สุด บอกแม้แก่หญิงแพศยาอันจะพึงอยู่ร่วมกันชั่วขณะ คือ บอกว่า ‘เธอจักเป็นภรรยาชั่วคราว’

จบ เรื่องพระอุทายี