พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ · เตรสกัณฑ์
สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุทายี เล่ม ๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๔–๔๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๔ ในเตรสกัณฑ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เตรสกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุทายี (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑ หน้า ๖๖๖–๖๘๑
๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท
ว่าด้วยการบำเรอความใคร่ของตน
เรื่องพระอุทายี
{๔๑๔} [๒๙๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระกุลุปกะในพระนครสาวัตถี เข้าถึงตระกูลเป็นอันมาก ครั้งนั้น มีหญิงม่ายสามีตายคนหนึ่งรูปร่างงามน่าดูน่าชม ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวรเดินไปทางเรือนของหญิงม่ายนั้น ครั้นแล้วนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย จึงหญิงม่ายนั้นเข้าไปหาท่านพระอุทายี กราบแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระอุทายีได้ชี้แจงหญิงม่ายนั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้วหญิงม่ายนั้นได้กล่าวปวารณาท่านพระอุทายีว่า “ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกเถิดเจ้าข้า ต้องการสิ่งใดซึ่งดิฉันสามารถจัดหาถวายพระคุณเจ้าได้ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช บริขาร”พระอุทายีร้องขอว่า “น้องหญิง ปัจจัยเหล่านั้นไม่เป็นของหาได้ยากสำหรับฉันเลย เธอจงถวายของที่หาได้ยากสำหรับฉันเถิด”
“ของอะไรเจ้าขา”
“เมถุนธรรมจ้ะ”
“พระคุณเจ้าต้องการหรือเจ้าคะ”
“ต้องการจ้ะ น้องหญิง”
หญิงม่ายนั้นกล่าวว่า “นิมนต์มาเถิด เจ้าค่ะ” แล้วเดินเข้าห้องสลัดผ้าออกแล้วนอนหงายบนเตียง
ทันใดนั้น ท่านพระอุทายีเดินตามเข้าไปหานางถึงเตียง ครั้นแล้วได้กล่าวว่า “ใครจักถูกต้องหญิงถ่อยที่มีกลิ่นเหม็นนี้ได้ลงคอ” ว่าแล้วก็ถ่มนํ้าลายรดแล้วจากไป
จึงหญิงม่ายนั้นได้เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ ไฉนพระสมณะเหล่านี้จึงได้ปฏิญญาว่า “เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติเรียบร้อย ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม’ ดังนี้เล่า ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะแล้ว พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ไฉนพระสมณะอุทายีจึงได้ขอเมถุนธรรมต่อเราด้วยตนเองแล้วกลับมาพูดว่า
‘ใครจักถูกต้องหญิงถ่อยที่มีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้ลงคอ’ ดังนี้แล้วก็ถ่มน้ำลายรดแล้วจากไปเล่า เรามีอะไรชั่วช้า เรามีอะไรที่มีกลิ่นเหม็น เราเสียหายกว่าหญิงคนไหนอย่างไร”แม้หญิงเหล่าอื่นก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ ไฉนพระสมณะเหล่านี้จึงได้ปฏิญญาว่า “เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติเรียบร้อย ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม’ ดังนี้เล่า ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระสมณะเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะแล้ว พระสมณะเหล่านี้ปราศจากจาก
ความเป็นพรหมแล้ว ไฉนพระสมณะอุทายีจึงได้ขอเมถุนธรรมต่อหญิงนี้ด้วยตนเองแล้วกลับมาพูดว่า ‘ใครจักถูกต้องหญิงถ่อยที่มีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้ลงคอ’ ดังนี้แล้วก็ถ่มนํ้าลายรดแล้วจากไปเล่า นางมีอะไรชั่วช้า นางมีอะไรที่มีกลิ่นเหม็น นางเสียหายกว่าหญิงคนไหนอย่างไร”ภิกษุทั้งหลายได้ยินหญิงพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักมาตุคามเล่า”ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “ดูก่อนอุทายี ทราบมาว่าเธอกล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักมาตุคามหรือ”ท่านพระอุทายีทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักมาตุคามเล่าดูก่อนโมฆบุรุษ เราแสดงธรรมไว้แล้วโดยอเนกปริยายเพื่อคลายความกำหนัด ... และเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมคล้อยตามแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๒๙๑] อนึ่ง ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักมาตุคาม ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุนว่า ‘น้องหญิง หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น การบำเรอของหญิงนั้นนั่นเป็นยอดแห่งการบำเรอทั้งหลาย เป็นสังฆาทิเสส”
จบ เรื่องพระอุทายี
สิกขาบทวิภังค์
{๔๑๕} [๒๙๒] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘อนึ่ง ... ใด’
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่าภิกษุ เพราะเรียกขานกัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะตนปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะว่าเป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้อุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่ามี สารธรรม ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้
ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาผู้ที่ชื่อว่าภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้ที่ชื่อว่า ถูกราคะครอบงำแล้ว คือ มีความกำหนัด มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์
คำว่า แปรปรวนแล้ว ความว่า จิตที่กำหนัดแล้วก็แปรปรวน จิตที่โกรธแล้วก็แปรปรวน จิตที่หลงแล้วก็แปรปรวน แต่ที่ว่า แปรปรวนแล้ว ในข้อความตอนนี้ ทรงประสงค์ถึงจิตที่กำหนัดแล้วที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถทราบถึงถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต ทุพภาษิต คำชั่วหยาบ และคำสุภาพได้คำว่า ในสำนักมาตุคาม คือ ในที่ใกล้มาตุคาม ในที่ไม่ห่างมาตุคาม
คำว่า ความใคร่ของตน ได้แก่ ความใคร่ของตน เหตุของตน ความประสงค์ของตน การบำเรอของตน
คำว่า นั่นเป็นยอด คือ นั่นเป็นเลิศ ประเสริฐ สูงสุด อุดม เยี่ยม
คำว่า หญิงใด ได้แก่ หญิงวรรณะกษัตริย์ หญิงวรรณะพราหมณ์ หญิงวรรณะแพศย์ หรือหญิงวรรณะศูทร
คำว่า เช่นเรา คือ เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม
คำว่า มีศีล คือ เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากมุสาวาท
คำว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ผู้เว้นขาดจากเมถุนธรรม
คำว่า มีกัลยาณธรรม คือ เป็นผู้ชื่อว่ามีธรรมงาม เพราะศีลนั้น และเพราะพรหมจรรย์นั้น
คำว่า ด้วยธรรมนั้น คือ ด้วยเมถุนธรรม
คำว่า บำเรอ คือ อภิรมย์
คำว่า ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุน คือ ด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยเมถุนธรรม
คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต เรียกเข้าหมู่เพื่ออาบัตินั้น ไม่ใช่คณะมากรูป ไม่ใช่บุคคลรูปเดียว เพราะเหตุนั้นจึงตรัสเริยภว่า สังฆาทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส เป็นการขนานนาม คือ เป็นชื่อของหมวดอาบัตินั้นแล แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส
บทภาชนีย์
หญิง
{๔๑๖} [๒๙๓] เป็นหญิง ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิง ๑ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเป็นหญิง ๑ ภิกษุมีความสงสัยในความเป็นหญิงและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิง ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัยเป็นหญิง ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิง ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัยเป็นหญิง ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด ๑ กล่าว คุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิง ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัยเป็นหญิง ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิง ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
บัณเฑาะก์
เป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์ ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสงสัยในความเป็นบัณเฑาะก์ ... มีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์ ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ
ชาย
เป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักชาย ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ
เป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสงสัยในความเป็นชาย ... มีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิง ... มีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักชาย ต้องอาบัติทุกกฏ
สัตว์ดิรัจฉาน
เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักสัตว์ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ
เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสงสัยในความเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิง ... มีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ... มีความสำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักสัตว์ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ
หญิงสองคน
{๔๑๗} เป็นหญิงสองคน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิงทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ ตัว
เป็นหญิงสองคน ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิงทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
บัณเฑาะก์สองคน
เป็นบัณเฑาะก์สองคน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์สองคน ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ชายสองคน
เป็นชายสองคน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักชายทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นชายสองคน ๑ ภิกษุมีความสงสัยในชายทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคน ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคน
... มีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักชายทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
สัตว์ดิรัจฉานสองตัว
เป็นสัตว์ดิรัจฉานสองตัว ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองตัวและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองตัว ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นสัตว์ดิรัจฉานสองตัว ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองตัว ... มีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองตัว ... มีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองตัว ... มีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองตัวและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองตัว ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
หญิงและบัณเฑาะก์
เป็นหญิงและเป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิงและบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติสังฆาทิเสส
เป็นหญิงและเป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
เป็นหญิงและเป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นบัณเฑาะก์ ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
หญิงกับชาย
เป็นหญิงและเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิงและชายทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติสังฆาทิเสสเป็นหญิงและเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
หญิงและสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นหญิงและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ๑ ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติสังฆาทิเสสเป็นหญิงและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
เป็นหญิงและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัย
บัณเฑาะก์และชาย
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองคนและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์และชายทั้งสองคน ๑ ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัยเป็นบัณเฑาะก์และเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นชาย ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสองคน ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
บัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสองและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ๑ ต้องอาบัติทุกกฏกับอาบัติถุลลัจจัยเป็นบัณเฑาะก์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นบัณเฑาะก์และเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ชายและสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นชายทั้งสองและมีความกำหนัด ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอความใคร่ของตนในสำนักชายและสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวเป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสงสัยทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นหญิงทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
เป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ภิกษุมีความสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้งสอง ... ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
อนาปัตติวาร
{๔๑๘} [๒๙๔] ภิกษุผู้กล่าวว่า “ขอท่านจงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร” ดังนี้เป็นต้น ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
คาถารวมเรื่องวินีตวัตถุ
{๔๑๙} เรื่องหญิงหมันว่าทำไฉนจะมีบุตรเรื่องหญิงมีบุตรถี่
เรื่องเป็นที่รัก เรื่องมีโชคดี เรื่องจะถวายอะไรดี เรื่องจะ
อุปัฏฐากด้วยอะไรดี เรื่องไฉนจึงจะได้ไปสุคติ
วินีตวัตถุ
เรื่องหญิงหมันว่าทำไฉนจะมีบุตร
{๔๒๐} [๒๙๕] ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงหมันคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะได้บุตร”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๑)
เรื่องหญิงมีบุตรถี่
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งมีบุตรถี่ จึงถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะไม่มีบุตร”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๒)
เรื่องเป็นที่รัก
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะเป็นที่รักของสามี”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๓)
เรื่องมีโชคดี
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะมีโชคดี”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๔)
เรื่องจะถวายอะไรดี
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุถุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ดิฉันจะถวายอะไรแก่พระคุณเจ้าดี”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง เธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๕)
เรื่องจะอุปัฏฐากด้วยอะไรดี
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ดิฉันจะอุปัฏฐากพระคุณเจ้าด้วยอะไรดี”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงอุปัฏฐากด้วยการให้ทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๖)
เรื่องไฉนจึงจะไปสุคติ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะได้ไปสุคติ”
ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ”
“อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ”
ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว” (๗)
จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
๕. สัญจริตตสิกขาบท
ว่าด้วยการชักสื่อ
เรื่องพระอุทายี
{๔๒๑} [๒๙๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเป็นพระกุลุปกะในพระนครสาวัตถี เข้าไปสู่สกุลเป็นอันมากที่ตนเห็นว่ามีเด็กหนุ่มยังไม่มีภรรยาหรือเด็กสาวยังไม่มีสามีพรรณนาคุณสมบัติของหญิงสาวให้มารดาบิดาของเด็กหนุ่มฟังว่า “เด็กสา ของสกุลโน้นมีรูปร่าง งดงาม น่าดู น่าชม มีแววฉลาด เฉียบแหลม มีไหวพริบดี ขยัน ไม่เกียจคร้าน เด็กสาวคนนั้นสมควรแก่พ่อหนุ่มคนนี้”มารดาบิดาของเด็กหนุ่มจึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านเจ้าข้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกข้าพเจ้าว่าเป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณเจ้ากรุณาพูดทาบทามให้ พวกข้าพเจ้าจะสู่ขอเด็กสาวคนนั้นมาให้แก่พ่อหนุ่มคนนี้”
(ท่านพระอุทายีจึงเข้าไปพูดทาบทาม) พรรณนาคุณสมบัติของเด็กหนุ่มในสำนักมารดาบิดาของเด็กสาวว่า “เด็กหนุ่มของสกุลโน้นมีรูปร่างงดงาม น่าดู น่าชม มีแววฉลาด เฉียบแหลม มีไหวพริบดี ขยัน ไม่เกียจคร้าน เด็กหนุ่มคนนั้นสมควรแก่แม่หนูคนนี้”
มารดาบิดาของเด็กสาวก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านเจ้าข้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกข้าพเจ้าว่า เป็นใครหรือเป็นพรรคพวกของใคร ฝ่ายหญิงจะพูดขึ้นก่อน ก็ดูกระไรอยู่ ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณเจ้ากรุณาช่วยพูดให้เขามาสู่ขอ พวกข้าพเจ้าจะยอมยกแม่หนูคนนี้ให้เด็กหนุ่มคนนั้น”
จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุทายี