พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · โอวาทวรรค
สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๖–๔๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในโอวาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๔๕๘–๔๖๒
๘. นาวาภิรูหนสิกขาบท
ว่าด้วยโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณี
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๔๕๖} [๑๘๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณี ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พวกเราพร้อมด้วยภรรยา เล่นเรือลำเดียวกัน ฉันใด พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ก็ ชักชวนกันแล้วเล่นเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณี ฉันนั้น”ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณีเล่า” ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระกาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียว กันกับภิกษุณีทั้งหลาย จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณีทั้งหลายเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขื้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
อนึ่ง ภิกษุใดชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณี ขึ้นนํ้าไปก็ดี ล่องนํ้าไปก็ดี เป็นปาจิตตีย์
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
ทรงอนุญาตให้โดยสารเรือข้ามฟากได้
{๔๕๗} [๑๘๗] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุและภิกษุณีหลายรูปด้วยกันเดินทางไกล จากเมืองสาเกตไปพระนครสาวัตถี ระหว่างทางมีแม่นํ้าที่จะต้องข้าม จึงภิกษุณีเหล่านั้นได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า “แม้พวกดิฉันก็ขอข้ามไปกับ พระคุณเจ้าด้วย”ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า “ดูก่อนน้องหญิง การชักชวนกันแล้วโดยสารเรือ ลำเดียวกันกับภิกษุณี ดูไม่สมควร พวกเธอจะข้ามไปก่อน หรือพวกฉันจะข้ามไปก่อน”
ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า “พวกพระคุณเจ้าเป็นอัครบุรุษ พระคุณเจ้านั่นแหละนิมนต์ข้ามไปก่อน”
เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นข้ามไปภายหลัง พวกโจรได้มาแย่งชิงและประทุษร้ายเอา ครั้นภิกษุณีเหล่านั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้แจ้งเรื่อง นั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นแก่พวกภิกษุ ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในการข้ามฟาก เราอนุญาตให้ชักชวนกันแล้ว โดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณีได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระอนุบัญญัติ
[๑๘๘] อนึ่ง ภิกษุใดชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณี ขึ้นนํ้าไปก็ดี ล่องนํ้าไปก็ดี เป็นปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟาก
สิกขาบทวิภังค์
{๔๕๘} [๑๘๙] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้ผู้ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์สองฝ่าย
คำว่า กับ คือ ร่วมกัน
คำว่า ชักชวนกันแล้ว คือ ชักชวนกันว่า ‘ไปโดยสารเรือกันเถิดน้องหญิง’ ‘ไปโดยสารเรือกันเถิดพระคุณเจ้า’ ‘ไปโดยสารเรือกันเถิดเจ้าค่ะ’ ‘ไปโดยสารเรือกันเถิดจ้ะ’ ‘พวกเราไปโดยสารเรือกันในวันนี้’ ‘ไปโดยสารเรือกันในวันพรุ่งนี้’ หรือว่า ‘ไปโดยสารเรือกันในวันมะรืนนี้’ ต้องอาบัติ ทุกกฏเมื่อภิกษุณีโดยสารแล้ว ภิกษุจึงโดยสาร ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เมื่อภิกษุโดยสารแล้ว ภิกษุณีจึงโดยสาร ต้องอาบัติปาจิตตีย์
หรือโดยสารทั้งสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำว่า ขึ้นนํ้าไป คือ แล่นทวนนํ้าขึ้นไป
คำว่า ล่องน้ำไป คือ แล่นตามนํ้าลงมา
คำว่า เว้นไว้แต่ข้ามฟาก คือ ยกเว้นการข้ามฟาก
ในหมู่บ้านกำหนดชั่วไก่บินตก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ ระหว่างหมู่บ้าน ในป่าที่หาหมู่บ้านมิได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ กึ่งโยชน์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๔๕๙} [๑๙๐] ชักชวนกันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าชักชวนกันแล้ว โดยสารเรือลำเดียวกัน ขึ้นนํ้าไปก็ดี ล่องนํ้าไปก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟากชักชวนกันแล้ว ภิกษุสงสัย โดยสารเรือลำเดียวกัน ขึ้นนํ้าไปก็ดี ล่องนํ้าไปก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟากชักชวนกันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้ชักชวนกัน โดยสารเรือลำเดียวกัน ขึ้นนํ้าไปก็ดี ล่องนํ้าไปก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟาก
ติกทุกกฏ
ภิกษุชักชวน แต่ภิกษุณีไม่ได้ชักชวน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ได้ชักชวน แต่ภิกษุสำคัญว่าชักชวน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ได้ชักชวน ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
ไม่ได้ชักชวน ภิกษุก็สำคัญว่าไม่ได้ชักชวน ... ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๔๖๐} [๑๙๑] ข้ามฟาก ๑ ไม่ได้ชักชวนกันโดยสาร ๑ ภิกษุณีชักชวน แต่ภิกษุไม่ได้ชักชวน ๑ โดยสารเรือผิดนัด ๑ ในคราวมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ นาวาภิรูหนสิกขาบทที่ ๘
๙. ปริปาจิตสิกขาบท
ว่าด้วยฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้ถวาย
เรื่องถุลลนันทาภิกษุณี
{๔๖๑} [๑๙๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ถุลลนันทาภิกษุณีเป็นผู้ใกล้ชิดตระกูลของตระกูลหนึ่งรับภัตตาหาร ประจำอยู่ ก็แลคฤหบดีนั้นได้นิมนต์พระเถระทั้งหลายไว้ ครั้นเวลาเช้า ถุลลนันทาภิกษุณีครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปยังตระกูลนั้น ครั้นแล้วได้ถามคฤหบดีนั้นว่า “ดูก่อนท่านคฤหบดี ท่านจัดของเคี้ยวของ ฉันนี้ไว้มากมายทำไม”“กระผมได้นิมนต์พระเถระทั้งหลายไว้ ขอรับ”
“ดูก่อนท่านคฤหบดี พระเถระเหล่านั้นมีใครบ้าง”
“มีพระคุณเจ้าสารีบุตร พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะ พระคุณเจ้ามหากัจจายนะ พระคุณเจ้ามหาโกฏฐิตะ พระคุณเจ้ามหากัปปินะ พระ คุณเจ้ามหาจุนทะ พระคุณเจ้าอนุรุทธะ พระคุณเจ้าเรวตะ พระคุณเจ้า อุบาลี พระคุณเจ้าอานนท์ พระคุณเจ้าราหุล”
“ดูก่อนท่านคฤหบดี ก็เมื่อพระเถระผู้ใหญ่มีปรากฏอยู่ ทำไมท่าน จึงนิมนต์พระเล็ก ๆ มาเล่า”
“พระเถระผู้ใหญ่เหล่านั้นคือท่านรูปใด ขอรับ”
“คือพระคุณเจ้าเทวทัต พระคุณเจ้าโกกาลิกะ พระคุณเจ้ากตโมรก ติสสกะ พระคุณเจ้าขัณฑเทวีบุตร พระคุณเจ้าสมุทททัต”
จบ สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์