arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · โอวาทวรรค

สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๑–๔๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในโอวาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๔๕๔–๔๕๘

หน้า ๔๕๔

๗. สังวิธานสิกขาบท

ว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีเดินทางไกลด้วยกัน

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๔๕๑} [๑๘๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับพวกภิกษุณี พวก ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระ ศากยบุตรเหล่านี้เที่ยวไปกับพวกภิกษุณีเหมือนพวกเรากับภรรยาเดินเที่ยว กันฉะนั้น”ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน พวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับพวกภิกษุณีเล่า”... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับพวก ภิกษุณี จริงหรือ”

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับพวกภิกษุณีเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

หน้า ๔๕๕

พระพุทธบัญญัติ

อนึ่ง ภิกษุใดชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับภิกษุณี โดยที่สุดแม้สิ้นระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

ทรงอนุญาตให้เดินทางร่วมกัน

{๔๕๒} [๑๘๑] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุและภิกษุณีหลายรูปด้วยกันกำลังเดินทาง ไกลจากเมืองสาเกตไปพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นพบภิกษุ เหล่านั้นเข้าจึงเรียนว่า “แม้พวกดิฉันก็ขอไปกับพวกพระคุณเจ้าด้วย”ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า “ดูก่อนน้องหญิง การชักชวนกันแล้วเดินทางไกล ร่วมกันกับภิกษุณี ดูไม่สมควร พวกเธอจะไปก่อน หรือพวกฉันจะไปก่อน”

ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า “พวกพระคุณเจ้าเป็นอัครบุรุษ พระคุณเจ้านั่นแหละนิมนต์ไปก่อน”

เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นเดินทางไปภายหลัง พวกโจรได้มาแย่งชิงและ ประทุษร้ายในระหว่างทาง ครั้นภิกษุณีเหล่านั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในหนทางเป็นที่จะต้องไปด้วยกองเกวียนซี่งรู้กันอยู่ว่าเป็นที่น่าระแวง มีภัยเฉพาะหน้า เราอนุญาตให้ชักชวนกันเดินทาง ไกลด้วยกันกับภิกษุณีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

หน้า ๔๕๖

พระอนุบัญญัติ

[๑๘๒] อนึ่ง ภิกษุใดชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับภิกษุณี โดยที่สุดแม้สิ้นระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย สมัยในเรื่องนั้นดังนี้ คือ หนทางเป็นที่จะต้องไปด้วยกองเกวียนซึ่งรู้กั<*>อยู่ว่า เป็นที่น่าระแวง มีภัยเฉพาะหน้า นี้เป็นสมัยในเรื่องนั้น

สิกขาบทวิภังค์

{๔๕๓} [๑๘๓] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

ผู้ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์สองฝ่าย

คำว่า กับ คือ ด้วยกัน

คำว่า ชักชวนกันแล้ว คือ ชักชวนกันว่า ‘ไปกันเถิด น้องหญิง’ ‘ไป กันเถิด พระคุณเจ้า’ ‘ไปกันเถิดเจ้าค่ะ’ ‘ไปกันเถิดจ้ะ’ ‘พวกเราไปกันในวันนี้’ ‘ไปกันในวันพรุ่งนี้’ หรือว่า ‘ไปกันในวันมะรืนนี้’ ต้องอาบัติทุกกฏคำว่า โดยที่สุดแม้สิ้นระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง คือ ในหมู่บ้านกำหนด ชั่วไก่บินตก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกระหว่างหมู่บ้าน ในป่าหาหมู่บ้านมิได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ กึ่งโยชน์คำว่า เว้นไว้แต่สมัย คือ ยกเว้นสมัย

หนทางที่ชื่อว่า จะต้องไปด้วยกองเกวียน คือ เว้นกองเกวียนเสียแล้วไม่สามารถจะไปได้

ที่ชื่อว่า เป็นที่น่าระแวง คือ ในหนทางมีร่องรอยที่พวกโจรซ่องสุม บริโภค ยืน นั่ง นอนปรากฏอยู่

ที่ชื่อว่า มีภัยเฉพาะหน้า คือ ในหนทางนั้นมีชาวบ้านที่ถูกพวกโจร ฆ่า ปล้น ทุบตีปรากฏอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. กัน - ผู้รวบรวม
หน้า ๔๕๗

ภิกษุพาไปตลอดทางที่มีภัยเฉพาะหน้า พบทางที่ปลอดภัยแล้ว พึงส่งพวกภิกษุณีไปด้วยคำว่า “ไปเถิด น้องหญิงทั้งหลาย”

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

{๔๕๔} [๑๘๔] ชักชวนกันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าชักชวนกันแล้ว เดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุดแม้สิ้นระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัยชักชวนกันแล้ว ภิกษุสงสัย เดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุดแม้สิ้น ระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัยชักชวนกันแล้ว แต่ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้ชักชวนกัน เดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุดแม้สิ้นระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย

ติกทุกกฏ

ภิกษุชักชวน ภิกษุณีไม่ได้ชักชวน ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ได้ชักชวน ภิกษุสำคัญว่าชักชวน ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ได้ชักชวน ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

ไม่ได้ชักชวน ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้ชักชวน ... ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๔๕๕} [๑๘๕] ในสมัย ๑ ไม่ได้ชักชวนกันไป ๑ ภิกษุณีชักชวน แต่ภิกษุไม่ได้ชักชวน ๑ ไปผิดนัด ๑ ไปในที่มีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สังวิธานสิกขาบทที่ ๗

หน้า ๔๕๘

๘. นาวาภิรูหนสิกขาบท

ว่าด้วยโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณี

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๔๕๖} [๑๘๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณี ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พวกเราพร้อมด้วยภรรยา เล่นเรือลำเดียวกัน ฉันใด พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ก็ ชักชวนกันแล้วเล่นเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณี ฉันนั้น”ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับพวกภิกษุณีเล่า” ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระกาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียว กันกับภิกษุณีทั้งหลาย จริงหรือ”

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณีทั้งหลายเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขื้นแสดงอย่างนี้ว่า

จบ สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์