arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · อเจลกวรรค

สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระอานนท์ เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๒๗–๕๓๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในอเจลกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระอานนท์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๕๒๒–๕๒๖

หน้า ๕๒๒

๕. อเจลกวรรค

หมวดว่าด้วยนักบวชเปลือย

๑. อเจลกสิกขาบท

ว่าด้วยการให้อาหารแก่นักบวชเปลือย

เรื่องพระอานนท์

{๕๒๗} [๒๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น มีของขบฉันเกิดขึ้นแก่พระสงฆ์ จึงท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้ขนมเป็นทานแก่พวกคนกินเดน” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วจัดคนกินเดนให้นั่งตามลำดับ แจกขนมให้คนละชิ้น ได้แจกขนมให้ปริพาชิกา ผู้หนึ่ง ๒ ชิ้น ด้วยสำคัญว่าเป็นชิ้นเดียว พวกปริพาชิกาที่อยู่ข้างๆ ได้ ถามปริพาชิกาผู้นั้นว่า “พระสมณะนั่นเป็นคู่รักของเธอหรือ” นางตอบว่า “ท่านไม่ใช่คู่รักของฉัน ท่านแจกให้ ๒ ชิ้น ด้วยสำคัญว่าเป็นชิ้นเดียว”แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระอานนท์เมื่อแจกขนมให้คนละชิ้น ก็ได้แจกขนมให้ปริพาชิกาคนนั้นแหละ ๒ ชิ้น ด้วยสำคัญว่าเป็นชิ้นเดียว พวกปริพาชิกาที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ถามปริพาชิกาผู้นั้นว่า “พระสมณะนั่นเป็นคู่รักของเธอหรือ” นางตอบว่า “ท่านไม่ใช่คู่รักของฉัน ท่านแจกให้ ๒ ชิ้นด้วยสำคัญว่าเป็น ชิ้นเดียว”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปริพาชิกา หมายถึงนักบวชหญิงภายนอกพระพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นสาวิกาของสญชัย เวลัฏฐบุตร เจ้าลัทธอมราวิกเขปวาท คือลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว (นัย ที.สี.อ. ๑๓๒, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑)
หน้า ๕๒๓

แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์เมื่อแจกขนมให้คนละชิ้น ก็ได้แจกขนมให้ปริพาชิกาคนนั้นแหละ ๒ ชิ้นด้วยสำคัญว่าเป็นชิ้นเดียว พวกปริพาชิกาที่อยู่ข้าง ๆ ก็ได้ถามปริพาชิกาผู้นั้นว่า “พระสมณะนั้นเป็นคู่รักของเธอหรือ” นางตอบว่า “ท่านไม่ใช่คู่รักของฉัน ท่านแจกให้ ๒ ชิ้นด้วยสำคัญว่าเป็น ชิ้นเดียว”

พวกปริพาชิกาจึงล้อว่าเป็นคู่รักหรือไม่ใช่คู่รัก

อาชีวกอีกคนหนึ่งได้ไปที่โรงฉัน ภิกษุรูปหนึ่งคลุกข้าวกับเนยใสเป็นอันมากแล้วได้ให้ข้าวก้อนใหญ่แก่อาชีวกนั้น จึงอาชีวกนั้นได้ถือข้าวก้อนนั้นไปแล้ว อาชีวกอีกคนหนึ่งได้ถามอาชีวกผู้นั้นว่า “ท่านได้ก้อนข้าวมาจากไหน” อาชีวกนั้นตอบว่า “ได้มาจากโรงฉันของคฤหบดีโล้นสมณโคดมผู้นั้น”

อุบาสกทั้งหลายได้ยินสองอาชีวกนั้นสนทนาถ้อยคำนี้กัน จึงพากัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เดียรถีย์พวกนี้เป็นผู้มุ่งติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ขออย่าให้พระคุณเจ้าทั้งหลายให้ของแก่พวกเดียรถีย์ด้วยมือของตนเลย”ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นอุบาสกเหล่านั้นอัน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาชีวก หมายถึงนักบวชชีเปลือยพวกหนึ่งในครั้งพุทธกาล (องฺ.ปญจก.อ. ๙๔) เป็นสาวกของมักขลิโคศาล เจ้าลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (ดู ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๗-๑๖๘)
  2. ๒เดียรถีย์ หมายถึงพวกนักบวชอื่น ๆ ภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกต่าง ๆ ในสมัยนั้น เช่น นิครนถ์ อาชีวก ดาบส ปริพาชก ปัณฑรงค์ ซึ่งเป็นผู้บวชถือลัทธิของศาสดาเจ้าลัทธิผู้สร้าง ทิฏฐิความเห็นผิดอันเป็นดุจท่าน้ำ ๖๒ ประการ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑, ม.มู.อ. ๑/๓๒๗)
หน้า ๕๒๔

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณกลับไปแล้ว

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ.แรกเกิดนั้น แล้วทรงทำธรรมีกถาอันเหมาะสมแก่เรื่องนั้นอันสมควรแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ ... เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๒๗๐] อนึ่ง ภิกษุใดให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี แก่อเจลกก็ดี แก่ปริพาชกก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี ด้วยมือของตน เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๕๒๘} [๒๗๑] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

ที่ชื่อว่า อเจลก ได้แก่ ชีเปลือยคนใดคนหนึ่งที่จัดเข้าในจำพวกนักบวชชาย

หน้า ๕๒๕

ที่ชื่อว่า ปริพาชก ได้แก่ บุรุษคนใดคนหนึ่งที่จัดเข้าในจำพวกนักบวชชาย นอกจากภิกษุและสามเณรที่ชื่อว่า ปริพาชิกา ได้แก่ สตรีคนใดคนหนึ่งที่จัดเข้าในจำพวกนักบวชหญิง นอกจากภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรีที่ชื่อว่า ของเคี้ยว คือ เว้นโภชนะ ๕ อย่าง น้ำ และไม้ชำระฟัน ของนอกนั้นชื่อว่าของเคี้ยวที่ชื่อว่า ของกิน ได้แก่ โภชนะ ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ

คำว่า ให้ คือ ให้ด้วยกายก็ตาม ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ตาม ด้วยโยนให้ก็ตาม ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

{๕๒๙} [๒๗๒] เดียรถีย์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นเดียรถีย์ ให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี ด้วยมือของตน ต้องอาบัติปาจิตตีย์เดียรถีย์ ภิกษุสงสัย ให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี ด้วยมือของตน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

เดียรถีย์ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่เดียรถีย์ ให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี ด้วยมือของตน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ติกทุกกฏ

ให้น้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่เดียรถีย์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นเดียรถีย์ ... ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่เดียรถีย์ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

หน้า ๕๒๖

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่เดียรถีย์ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่เดียรถีย์ ... ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๕๓๐} [๒๗๓] ภิกษุสั่งให้คนอื่นให้ ไม่ได้ให้เอง ๑ ภิกษุวางให้ ๑ ภิกษุให้ของไล้ทาภายนอก ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ อเจลกสิกขาบทที่ ๑

๒. อุยโยชนสิกขาบท

ว่าด้วยการส่งกลับ

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

{๕๓๑} [๒๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวชวนภิกษุผู้เป็นสิทธิวิหาริกของพระพี่ชายว่า “มาเถิด คุณ เราจักเข้าไปยังหมู่บ้านบิณฑบาตด้วยกัน” แล้วสั่งไม่ให้เขาถวายอะไรแก่เธอ ซํ้าส่งกลับด้วยบอกว่า “กลับไปเถิด คุณ เราพูดหรือ นั่งกับคุณไม่มีความผาสุก เราพูดหรือนั่งคนเดียวมีความผาสุกกว่า” ขณะนั้นเป็นเวลาจวนแจแล้ว ภิกษุนั้นไม่สามารถเที่ยวหาบิณฑบาตฉันได้ แม้จะไปฉันที่โรงฉันก็ไม่ทันกาล จึงได้อดภัตตาหาร ครั้นเธอไปถึงอารามแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย

จบ สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระอานนท์